แสงแดดอ่อนสาดผ่านกิ่งหลิวที่เริ่มผลิใบอีกครั้ง ลานฝึกของตระกูลเยว่ายังคงเต็มไปด้วยผู้คน เสียงกระบี่ปะทะและเสียงฝีเท้าดังสอดประสานกันไม่ขาดสาย ทว่าอีกด้านหนึ่งของตำหนักหลักกลับเงียบกว่าปกติ
ภายในห้องโถงกว้าง ผู้นำตระกูลและผู้าุโจากหลายตระกูลนั่งเรียงอยู่สองฟาก เื้ัแต่ละคนมีผู้ติดตามยืนสงบนิ่งในอาภรณ์ที่แตกต่าง เยว่เทียนอวิ๋นนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน พลางกวาดสายตาผ่านผู้มาเยือนทีละคนอย่างสุขุม
“ไม่ทราบว่าวันนี้เหตุใดทุกท่านจึงพร้อมใจกันมาเยือนตระกูลเยว่”
ผู้าุโในชุดคลุมสีเทาลูบเคราเบา ๆ ก่อนยิ้มบาง
“ตระกูลเยว่เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งภพเทพ ข้าเพียงอยากมาเยี่ยมเยียนสหายเก่าเท่านั้น”
เยว่เทียนอวิ๋นยิ้มตอบ พลางลุกจากที่นั่งไปรับถ้วยชาจากอีกฝ่ายด้วยตนเอง
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณท่านผู้าุโซือ ตระกูลซือของท่านเองก็มีท่านซือคงเยี่ยเป็เสาหลัก ตระกูลเยว่คงมิกล้าเปรียบเทียบ”
เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้นทั่วห้องโถง ก่อนค่อย ๆ เงียบลง เมื่อชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีเขียวเข้มวางถ้วยชาลง
“ข้าได้ยินข่าวบางอย่าง...เกี่ยวกับบุตรตรีของท่าน”
สายตาทุกคู่หันไปยังเยว่เทียนอวิ๋นพร้อมกัน ขณะที่ชายผู้นั้นจ้องมองเขาไม่วางตา
“เสี้ยวจันทรา...ปรากฏขึ้นแล้วจริงหรือ”
เยว่เทียนอวิ๋นนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนพยักหน้ารับ
“เป็ความจริง บุตรสาวข้าได้รับการยอมรับจากเสี้ยวจันทรา”
ทันทีที่สิ้นคำ เสียงกระซิบแ่เบาพลันแผ่ไปทั่วห้องโถง บางคนก้มลงครุ่นคิด บางคนกลับนิ่งเงียบยิ่งกว่าเดิม เยว่เทียนอวิ๋นปล่อยให้ความเงียบนั้นดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวาดสายตามองผู้คนทั้งหมด
“แต่ไม่ว่าก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ นางยังคงเป็เพียงเด็กคนหนึ่ง...เสี้ยวจันทราไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น”
ชายชราในชุดคลุมสีขาวซึ่งหลับตามาตลอดค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นกวาดผ่านผู้คนทั้งหมดอย่างเชื่องช้า
“นานเพียงใดแล้ว...ที่พวกเ้ารู้จักเยว่เทียนอวิ๋น”
หลายคนก้มหน้าลง ขณะที่บางคนกำชายเสื้อแน่น เยว่เทียนอวิ๋นประสานมือคำนับทันที
“ขอบคุณท่านผู้าุโเจียง”
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนทอดสายตามองสวนด้านนอก ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านม่านหน้าต่างอย่างเอื่อยช้า
“ศาสตราเทพไม่เคยมอบเพียงอำนาจ...และผู้ที่ถูกมันเลือก ก็มักมิอาจกลับไปใช้ชีวิตเช่นคนธรรมดาได้อีก”
เสียงกระบี่ปะทะจากลานฝึกด้านนอกยังคงดังแว่วมาตามสายลม ใต้ต้นหลิวริมสระน้ำ เยว่เสวี่ยหลิงยังคงฝึกกระบี่อยู่เพียงลำพัง กระบี่ไม้ในมือเคลื่อนไหวติดขัดจนต้องหยุดตั้งหลักอยู่หลายครั้ง ขณะที่ละอองแสงสีเงินสายหนึ่งไหวผ่านรอบกายนาง ก่อนจางหายไปในอากาศ
เยว่เหยียนเดินเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกล มองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“เหตุใดเ้าไม่ใช้เสี้ยวจันทรา”
เยว่เสวี่ยหลิงลดกระบี่ไม้ลง รีบเดินเข้าไปหา ริมฝีปากเม้มแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงแ่
“ข้าตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบมันอีกเลย”
เยว่เหยียนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนยื่นมือออกมาตรงหน้า
“ตอนนี้เ้าเห็นสิ่งใด”
“ก็มือของท่านพี่”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้น พลังปราณรอบกายเขาพลันสั่นไหว ก่อนกระบี่สีเงินลวดลายดุจสายน้ำจะปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือ
“กระบี่วารี...”
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้าง
“สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ศาสตราเทพอสูร”
เยว่เหยียนเอื้อมมือคว้ากระบี่วารี ก่อนชักคมกระบี่ออกจากฝัก แสงเย็นเยียบสะท้อนประกายยามเช้า จากนั้นสะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียว สายน้ำคมกริบพลันพุ่งออกไปราวใบมีด ตัดกิ่งหลิวเหนือสระจนขาดสะบั้น ใบหลิวจำนวนมากปลิวร่วงตามแรงลม
“เ้าต้องใช้จิตเรียกมันออกมา”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้ารับ ก่อนนั่งลงใต้ต้นหลิว หลับตาลงช้า ๆ สายลมอ่อนพัดผ่านปลายผมสีดำ ไม่นานนัก ละอองแสงสีเงินก็เริ่มรวมตัวขึ้นเบื้องหน้า ก่อนเสี้ยวจันทราจะปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ดวงตาของนางเป็ประกายขึ้นเพียงชั่วครู่
ทว่าในวินาทีถัดมา แสงสีเงินทั้งหมดกลับสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
* * * * *
ในอีกภพหนึ่ง ภายใต้ท้องฟ้าสีแดงฉาน เปลวเพลิงปะทุขึ้นจากรอยแยกของผืนดินเป็ระยะ ไอร้อนแผ่ปกคลุมูเาหินสีดำซึ่งทอดยาวออกไปสุดสายตา กลางสนามรบที่เพิ่งสงบลงไม่นาน กลิ่นโลหิตยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ขณะที่กองทัพอสูรจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่เบื้องล่าง
ท่ามกลางสายตาของผู้คนเ่าั้ ชายหนุ่มในอาภรณ์สีแดงเข้มนั่งอยู่บนหลังกิเลนเพลิงสีชาด กระบี่สีดำสนิทวางอยู่ในมือ ส่วนด้านข้าง ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเขียวนั่งอยู่บนหลังอาชาโครงกระดูก
“ท่านพี่ ตอนนี้ท่านทำสำเร็จแล้ว”
โม่หยวนซางลูบแผงคอกิเลนเพลิง ก่อนทอดสายตาไปยังกลุ่มเชลยที่คุกเข่าอยู่กลางพื้นหิน
“ภพอสูรไม่ควรเข่นฆ่ากันเอง”
สายตาของเขาหยุดลงบนอสูรในชุดเกราะเงินผู้หนึ่ง
“เหตุใดเ้าจึงปลุกระดมผู้คนให้ต่อต้าน”
ชายผู้นั้นกำมือแน่น สายตาทอดมองพื้นดินซึ่งยังคงคุกรุ่น ก่อนเลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้าสีแดงฉาน
“ข้าเพียงไม่้าให้ภพอสูรเป็ดินแดนที่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป”
อสูรหนุ่มอีกคนเงยหน้าขึ้นทันที เขาขบเขี้ยวคำรามในลำคอ พลางสะบัดกายจากการควบคุมของเหล่าทหาร
“พวกเราไม่ได้ขลาดเช่นท่าน ไม่คิดจะยอมก้มหัวอยู่ใต้สภาสามภพต่อไป!”
โม่เย่หลัวขยับอาชาโครงกระดูกไปข้างหน้า ไอเย็นสีขาวหม่นแผ่ออกจากกระบี่ในมือ
“พวกเ้ายังไม่รู้สำนึกอีกหรือ”
คมกระบี่กำลังจะฟาดลง ทว่ากระบี่สีดำเล่มหนึ่งกลับพุ่งเข้าขวางไว้ก่อน
เคร้ง—!
โม่หยวนซางยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่มีผู้ใดทันเห็นว่าเขาลงจากหลังกิเลนั้แ่เมื่อใด
“โม่เย่หลัว เ้าควรเข้าใจพวกเขา”
โม่เย่หลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนลดกระบี่ลง โม่หยวนซางจึงเดินผ่านเหล่าทหารอสูรไปหยุดเบื้องหน้าอสูรในชุดเกราะเงิน
“หากเื่นี้ไปถึงสภา ลูกหลานของพวกเ้าจะไม่มีวันรอด”
ชายชุดเกราะเงินก้มหน้าลง
“ข้า...ข้าสำนึกผิดแล้ว ท่านโม่หยวนซาง”
อสูรหนุ่มที่อยู่ข้างกันคุกเข่าตาม โม่หยวนซางยกมือแตะบ่าของอีกฝ่าย
“บางครั้งความขลาด...” เขาหยุดไปชั่วครู่ “ก็เป็เพียงหนทางเดียวที่จะปกป้องผู้คนของเรา”
ลมร้อนพัดผ่านลานหิน อสูรในชุดเกราะเงินค้อมกายลงอีกครั้ง ก่อนที่เชลยด้านหลังจะคุกเข่าตามทีละคน
โม่หยวนซางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีแดงหม่นเหนือศีรษะ
“บิดาข้าเคยใช้ครึ่งชีวิตของตนสังเวยแก่ศาสตรา เพียงเพื่อแลกแสงสว่างให้ดินแดนแห่งนี้”
ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบ
“หลังูเาเพลิงทางเหนือยังมีผู้คนทำไร่ มีเด็กวิ่งเล่นริมลำธาร และมีผู้คนซึ่งใช้ชีวิตไม่ต่างจากพวกเรา”
สายตาของเขาเลื่อนกลับมายังเหล่าอสูรเบื้องหน้า
“พาพวกเขาไปที่นั่น ภพอสูรมิได้มีเพียงความมืด แต่หากไร้แสงสว่างนานเกินไป ผู้คนก็จะกลายเป็อสูรอย่างแท้จริง”
หลังเชลยทั้งหมดถูกพาตัวออกไป ลานหินสีแดงเพลิงจึงกลับคืนสู่ความเงียบ โม่เย่หลัวมองแผ่นหลังของคนเ่าั้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น
“หากท่านปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้ สภาย่อมกล่าวโทษท่านแน่”
แม่ทัพอสูรผู้หนึ่งประสานมือคำนับ
“หากสภากดดันลงมาอีก เกรงว่าพวกเราจะรับมือได้ยาก”
โม่หยวนซางยังคงมองเส้นขอบฟ้าสีแดงฉาน
“อีกไม่นาน การประลองคัดเลือกผู้นำสามภพก็จะเริ่มขึ้น”
สายตาของผู้คนรอบด้านสั่นไหว เขาหันกลับไปมองโม่เย่หลัว
“บางทีมันอาจเป็โอกาสให้ภพอสูรเปลี่ยนแปลงเสียที”
โม่เย่หลัวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ข้าจะเข้าร่วมเช่นกัน”
สิ้นเสียงนั้น แม่ทัพหลายคนพลันคุกเข่าลงพร้อมกัน
“ภพอสูรโชคดีที่มีท่านโม่หยวนซาง!”
โม่หยวนซางทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น ส่วนโม่เย่หลัวยืนอยู่ด้านข้าง ก่อนหมุนกายเดินจากไปท่ามกลางสายลมร้อน เขาเหลือบมองทหารนับพันซึ่งยังคงประสานมือคุกเข่า มือที่กำกระบี่โครงกระดูกอยู่ข้างกายไม่เคยคลายออกแม้แต่น้อย
ไอร้อนจากดินแดนสีชาดล่องลอยผ่านประตูมิติ ก่อนจางหายไปท่ามกลางหมอกบางของจวินเหิงหย่วน
ภายในอารามแห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวกำลังนั่งอ่านคัมภีร์อยู่หน้าโต๊ะหินอ่อนอย่างสงบ กลีบดอกไม้สีอ่อนปลิวผ่านลานกว้างตามแรงลม ข้างกายมีศิษย์หนุ่มสองคนยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล แม้แต่ลมหายใจก็แทบไม่ให้เกิดเสียง
กัง—
เสียงระฆังจากยอดเขาดังแว่วมาตามสายลม ไม่นานนัก ชายผู้หนึ่งในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มปักลวดลายสัตว์อสูรนานาชนิดก็ก้าวเข้ามา โดยมีศิษย์ติดตามอีกสองคนอยู่เื้ั
ซือคงเยี่ยเงยหน้าจากคัมภีร์ มองชายวัยกลางคนตรงหน้า ก่อนยกมือลูบเคราสีดำ
“ฉินอวี่เทียน นานแล้วที่เ้ามิได้มาเยือนอารามห้าธาตุของข้า”
ฉินอวี่เทียนนั่งลงตรงข้าม พลางมองผู้ที่ยังคงเปิดหน้าคัมภีร์อย่างไม่เร่งรีบ
“ท่านเป็ถึงผู้นำภพเทพ แต่ยามนี้ยังมีอารมณ์อ่านคัมภีร์อยู่อีกหรือ”
สายลมพัดพลิกหน้ากระดาษในมือซือคงเยี่ย
“เ้าหมายถึงเสี้ยวจันทรา?”
ฉินอวี่เทียนใช้นิ้วเคาะโต๊ะหิน ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย
“ศาสตราเทพปรากฏอีกครั้ง ผู้คนย่อมเริ่มแย่งชิง ยิ่งนับรวมนิกายกลืนสามภพด้วยแล้ว เกรงว่าเด็กคนนั้นคงไม่มีวันสงบสุขอีก”
ซือคงเยี่ยค่อย ๆ ปิดคัมภีร์ ก่อนยกมือส่งสัญญาณ ศิษย์รับใช้โดยรอบจึงโค้งคำนับแล้วถอยออกไป
“แล้วเ้าคิดว่าควรทำเช่นไร”
ฉินอวี่เทียนมองเหล่าศิษย์จนลับสายตา ก่อนหันกลับมาสบตาเขา
“สังหารนางเสีย แล้วเปลี่ยนผู้ศาสตรา”
ซือคงเยี่ยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขารินน้ำชาจากกา ก่อนเลื่อนถ้วยไปให้อีกฝ่าย
“ข้าเชื่อว่าคงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะมู่หลานซินกับเฟิงอวี้”
ไอน้ำจากถ้วยชาลอยอ้อยอิ่งอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ฉินอวี่เทียนยกถ้วยขึ้นจิบ
“แต่หากปล่อยศาสตราไว้กับเด็กผู้หนึ่ง มันจะปลอดภัยจริงหรือ”
ซือคงเยี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางคัมภีร์ลงบนโต๊ะ
“เ้าและข้าล้วนเป็หนึ่งในสี่ผู้คุมกฎ หากเ้าคิดเช่นนั้น เหตุใดไม่นำเื่นี้เข้าสู่สภาเสียเล่า”
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินอวี่เทียน
“หากสภาเห็นชอบ พวกเราก็เพียงทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎ”
ใบไม้ร่วงหล่นจากต้นไม้โบราณลงสู่ลานอารามอีกครั้ง ซือคงเยี่ยมองอีกฝ่ายอยู่เนิ่นนาน ก่อนลูบหนวดเคราพลางยิ้มบาง
“ดูเหมือนเ้าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว”
ฉินอวี่เทียนยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง
“ผู้าุโหลายคนคงไม่้าสูญเสียอำนาจที่อยู่”
กัง—
เสียงระฆังจากยอดเขาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กลับฟังดูหนักอึ้งกว่าครั้งก่อน
ใต้ต้นหลิวภายในลานฝึกของตระกูลเยว่ เยว่เสวี่ยหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่เพียงลำพัง ใบหลิวปลิวร่วงลงรอบกายตามแรงลม เบื้องหน้านาง เสี้ยวจันทราลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์
หญิงสาวหลับตาอยู่เนิ่นนาน ก่อนยื่นมือออกไป เสี้ยวจันทราสั่นไหวเล็กน้อย แล้วลอยเข้ามาเหนือฝ่ามือ ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงสว่างขึ้นอย่างปิดไม่มิด
“บางครั้งเ้าเข้ามา บางครั้งเ้านิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไร...เ้าก็คือเพื่อนของข้านะ”
วิ้ง—
เสี้ยวจันทราหมุนวนรอบกายนางหนึ่งรอบ ก่อนกลับมาลอยอยู่ตรงหน้า เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะออกมา ดวงตายังคงติดตามแสงสีเงินที่หมุนวนรอบกาย
ทว่าไม่นานนัก แสงสีเงินก็เริ่มเลือนจาง เสี้ยวจันทราสลายหายไปจากฝ่ามือ เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้น ขณะที่เหงื่อบาง ๆ ซึมออกมาตามหน้าผาก ถึงกระนั้นนางยังคงมองตำแหน่งเดิมซึ่งเสี้ยวจันทราเคยลอยอยู่
ความอ่อนล้าถาโถมเข้ามาราวคลื่นน้ำ ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน ก่อนทุกสิ่งจะจมหายไปในความมืด
“เ้าเด็กอ่อนแอไม่มีแม่!”
เสียงหัวเราะของเด็กชายดังขึ้น นิ้วเล็กชี้ตรงมายังร่างเด็กหญิงผู้หนึ่ง
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เสียงหัวเราะค่อย ๆ ซ้อนทับกัน ผู้คนมากมายยืนอยู่รายรอบ สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ขณะที่เสียงซุบซิบดังต่อเนื่องไม่หยุด
“ชีวิตของนางคือความผิดพลาด”
“เหตุใดถึงยังอยู่ที่นี่อีก”
ภาพทั้งหมดแตกกระจายราวผิวน้ำ ก่อนเปลี่ยนเป็ภาพของเด็กหญิงตัวเล็กซึ่งกำลังกำกระบี่ไม้ไว้แน่น นางฝึกอยู่เพียงลำพังใต้ต้นไม้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เพล้ง!
เสียงบางอย่างแตกดังขึ้น
“ใครทำแจกันนี้แตก!”
เด็กชายสี่คนรีบวิ่งออกมาจากห้อง ก่อนภาพตรงหน้าจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
หญิงวัยกลางคนเงื้อมือขึ้น
เพี๊ยะ!
เสียงตบดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ใบหน้าเล็กหันไปตามแรงฝ่ามือ
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเ้า เ้ารู้หรือไม่ว่าแจกันนั้นแพงเพียงใด”
เด็กหญิงก้มหน้า ไม่เอ่ยคำใด
ภาพเลือนเปลี่ยนไปอีกครา เด็กชายสองคนนั่งอยู่ข้างกายนาง คนหนึ่งกำลังทายาบนรอยแดงที่แก้ม ส่วนอีกคนกำหมัดแน่น
“เสวี่ยหลิง เหตุใดเ้าไม่ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น ดวงตายังคงแดงอยู่เล็กน้อย แต่กลับยิ้มออกมา
“พวกเขาเกลียดข้าคนเดียวก็พอแล้ว”
เด็กชายอีกคนลุกขึ้นทันที
“ข้าจะไปบอกความจริงกับพวกเขา”
ทว่ายังไม่ทันก้าวออกไป มือเล็กก็เอื้อมมาคว้าแขนเขาไว้
“ไม่ต้องหรอก”
นางส่ายหน้า ก่อนยิ้มอีกครั้ง
“ข้าไม่เจ็บ”
ภาพของเด็กชายทั้งสองค่อย ๆ เลือนหาย กลายเป็ละอองแสงนับไม่ถ้วน แสงเ่าั้ลอยมารวมตัวกัน ก่อนก่อรูปเป็คมจันทร์เสี้ยวสีเงินซึ่งลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้า
เด็กหญิงตัวน้อยค่อย ๆ เติบโตขึ้น ร่างเล็กแปรเปลี่ยนเป็เด็กสาวในอาภรณ์สีขาว นางมองเสี้ยวจันทราอยู่เนิ่นนาน ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา
“เ้าจะเป็เพื่อนข้าใช่ไหม”
เสี้ยวจันทราเปล่งแสงสีเงินอ่อนโยน แสงนั้นแผ่ขยายออกจนกลืนทุกสิ่งไว้ภายใน และเมื่อแสงค่อย ๆ จางลง เบื้องหน้ากลับปรากฏสตรีผู้หนึ่ง
อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวไปตามสายลม ร่างกายเรืองรองดุจแสงจันทร์ งดงามจนไม่อาจละสายตา นางมิได้เอ่ยคำใด เพียงยิ้มให้เด็กสาวตรงหน้า และเพียงรอยยิ้มนั้น ความหวาดระแวงในใจของเยว่เสวี่ยหลิงก็คลายลงอย่างประหลาด ราวกับทั้งสองเคยรู้จักกันมานานแสนนาน
ครู่ต่อมา ร่างของสตรีผู้นั้นสลายกลายเป็ละอองแสง ก่อนพุ่งเข้าสู่กลางอกของเด็กสาว
เยว่เสวี่ยหลิงสะดุ้งตื่น สายลมยามค่ำยังคงพัดผ่านใบหลิวเหนือศีรษะ นางนอนอยู่บนผืนหญ้าเช่นเดิม ลมหายใจยังคงถี่จากความอ่อนล้า
หญิงสาวกะพริบตา ก่อนยกมือขึ้นแตะกลางอกตนเองโดยไม่รู้ตัว
“...ข้ากำลังฝันหรือ”