ท้องฟ้าแจ่มใสในฤดูร้อน แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านหน้าต่างบานงามของเรือนใหญ่ตระกูลเซี่ย ซินดี้ที่เพิ่งฟื้นจากอุบัติเหตุไม่นานนัก กลับไม่ค่อยรู้สึกอยากลุกจากที่นอนสักเท่าไร แต่วันนี้นางได้รับเชิญให้ไปร่วมงานสังสรรค์ของเหล่าคุณหนูในเมืองหลวง
‘ชีวิตของคุณหนูในยุคโบราณนี่ช่างเหนื่อยเหลือเกิน’
เธอบ่นอุบในใจ ขณะจินจิงช่วยจัดแต่งเครื่องประดับอย่างพิถีพิถันและประณีต
วันนี้ซินดี้ถูกจับแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ประดับด้วยลวดลายปักมือเป็รูปกลีบบุปผาระบายตามชายเสื้อและแขนกว้าง ผ้าคาดเอวสีฟ้าเข้มช่วยเน้นส่วนโค้งเว้าอย่างงดงาม ส่วนกระโปรงพลิ้วบางยาวลากต่ำทอดยาวลงมาจนถึงปลายเท้า ขับให้รูปร่างของเธอดูอ่อนช้อยราวภาพวาด
จินจิงรวบผมเธอขึ้นครึ่งศีรษะ ตกแต่งด้วยปิ่นทองประดับหยกแกะสลักและกลีบดอกไม้ทองแผ่นบางที่ไหวระริกตามแรงลมเบา ๆ แก้มใสของซินดี้ถูกปัดด้วยชาดจาง ๆ เพิ่มสีเืฝาดพอประมาณ ริมฝีปากแตะด้วยสีแดงกุหลาบอ่อน เพียงพอให้ดูมีชีวิตชีวา
เมื่อไปถึงงานที่จัดขึ้นในจวนของคุณหนูตระกูลถัง ทุกอย่างก็อบอวลไปด้วยบรรยากาศหรูหรา ตกแต่งประณีตด้วยดอกไม้และเครื่องหอมราคาแพง ขนมหวานบนโต๊ะล้วนเป็ของเลิศรสที่ผ่านการจัดวางอย่างวิจิตร บรรดาคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ต่างพากันแต่งองค์ทรงเครื่องงดงาม แข่งกันอวดโฉมราวกับอยู่ในงานประกวดมากกว่างานสังสรรค์เสียอีก
ซินดี้ที่เพิ่งย่างก้าวเข้ามาในงานยังไม่ทันได้หามุมหลบสายตาอย่างที่ตั้งใจ เสียงหวานจัดจ้านซึ่งเธอไม่อยากได้ยินที่สุดในวันนี้ก็ดังขึ้นเสียก่อน
“อ้าว…คุณหนูเซี่ย ดูเ้าสดชื่นกว่าที่ข้าคิดนะเ้าคะ”
น้ำเสียงของซูชิงเหยาไหลลื่นนุ่มนวล ราวกับหยาดน้ำผึ้งรินจากปลายลิ้น ประกอบกับรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่หากใครไม่รู้จักคงนึกว่านางเอ็นดูซินซินอย่างจริงใจ แต่คนที่รู้จักธาตุแท้ของคุณหนูตระกูลซู ย่อมรู้ดีว่าความหวานนั้นแฝงไว้ด้วยยาพิษร้ายแรง
ซูชิงเหยาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหวานเจือเย้ย
“ข้าได้ยินว่าคราวก่อนเ้าตกน้ำกลางงานเลี้ยงใหญ่จนเป็เื่ ข้าคิดว่าจะซมซานจนไม่กล้าออกจากจวนเสียอีกนะเ้าคะ”
ถ้อยคำที่จงใจเปล่งออกมาในจังหวะที่ทุกคนกำลังนั่งจิบชาเงียบ ๆ ทำให้บรรยากาศในเรือนรับรองถึงกับชะงัก ทุกสายตาหันมองทางซินดี้เป็ตาเดียว แววตาหลากหลาย ทั้งอยากรู้ สงสาร และซุบซิบนินทาเริ่มลอยแว่วมาแต่ไกล
ซินดี้ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย เธอยกจอกชาแนบริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเรียบเฉียบ
“ข้าไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกเ้าค่ะ ต้องขอบคุณคุณหนูซูที่ยังใส่ใจเื่เล็กน้อยของข้าอยู่เสมอ…น่าชื่นใจจริง ๆ”
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงแววเย้ยกลับอย่างแเี ทำเอาหลายคนในที่นั้นถึงกับกลั้นยิ้ม ส่วนใบหน้าหวานของซูชิงเหยา ก็ค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบแย้มยิ้มกลบเกลื่อนเช่นเคย
ซินดี้ไม่คิดจะต่อปากต่อคำมากนัก เธอเบือนหน้าหนีออกจากกลุ่ม ปล่อยให้บรรดาคุณหนูเล่นละครสังคมกันไปเงียบ ๆ ซินดี้ทนอยู่ในงานต่อไปอีกพักใหญ่ จนเริ่มรู้สึกว่าความอดทนของตัวเองลดต่ำลงทุกที ั้แ่บทสนทนาที่วนเวียนแต่เื่ข้าวของแพง ๆ แน่นอนว่าผู้ที่นำวงสนทนาไม่พ้นซูชิงเหยา เ้าแม่แห่งการเสแสร้งระดับตำนาน
และในที่สุด ซูชิงเหยาก็หาโอกาสกลั่นแกล้งเธอจนได้ นางสั่งให้สาวใช้เดินเฉียดเข้ามา แล้วแสร้งทำถ้วยชาหกใส่กระโปรงของซินดี้อย่างแเี
น้ำชาอุ่นไหลเปรอะเปื้อนไปทั่วผ้าสีอ่อนทันที ความเงียบงันชั่วครู่แทรกกลางเสียงพูดคุยในงาน ก่อนที่สายตาทั้งหลายจะหันมาจับจ้อง
ซินดี้นิ่ง ก่อนจะปรายตามองไปยังต้นตอของเหตุการณ์ด้วยแววตาเยือกเย็น
“อ้ายหยา…คุณหนูเซี่ย ตายจริง! กระโปรงของเ้าคงจะเปียกหมดแล้ว” ซูชิงเหยาเอ่ยน้ำเสียงดูเป็ห่วงเป็ใยจนน่าขัน
ซินดี้ยกยิ้มบาง ๆ “เช่นนั้น ข้าคงต้องขอตัว ไม่อยากให้กลิ่นชาอวลไปทั่วทั้งงาน”
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยอะไรต่อ เธอก็หมุนกายหันหลัง เดินจากไปอย่างสงบเยือกเย็น โดยไม่แยแสสายตาผู้คนแม้แต่น้อย
พอออกจากจวนมาได้ หญิงสาวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ราวกับปลดปล่อยตนเองจากบ่วงอึดอัดที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง นางรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับบทละครที่เหล่าคุณหนูทั้งหลายต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน
หลังจากกลับถึงจวน ซินดี้ก็รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที แม้จะถอดชุดเดิมออกแล้ว แต่กลิ่นน้ำชาที่แทรกลึกอยู่ในเนื้อผ้ายังคงติดอยู่ในจมูก ราวกับจะย้ำเตือนความหงุดหงิดในใจไม่รู้จบ
จินจิงนำชุดใหม่มาให้ เป็ผ้าไหมสีชมพูอ่อน ปักลายดอกเหมยสีเงินจางอย่างอ่อนหวาน แขนเสื้อปลายกว้างพลิ้วเบา ยามสวมใส่ให้ความรู้สึกเรียบหรูและนุ่มนวล ปิ่นทองหยกสีชมพูถูกปักแซมลงบนมวยผมเรียบร้อยด้วยมือจินจิงอย่างคล่องแคล่ว
เธอยืนหน้ากระจกบานสูงในเรือนตนเอง ยกมือลูบเส้นผมยาวสลวยเบา ๆ พลางมองเงาตัวเองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เฮ้อ…เปลี่ยนเสื้อได้ แต่อารมณ์นี่สิ ยังขุ่นเหมือนเดิม” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
‘ขนมหวาน ๆ คือสิ่งเดียวที่ช่วยได้ยามนี้’
พอคิดได้ดังนั้น เธอก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังถนนตลาดที่คึกคักทันที แม้ท้องฟ้ายามเย็นจะเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วง แต่ตลาดก็ยังคงมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยเสียงพ่อค้าแม่ค้าะโเรียกลูกค้าแข่งกัน และกลิ่นหอมของอาหารหลากชนิดที่ลอยอบอวลในอากาศ เสียงหัวเราะและความคึกคักรอบตัวช่วยให้อารมณ์เสียของเธอเริ่มคลี่คลายลงทีละน้อย
เธอเดินพรวดเข้าออกร้านโน้นร้านนี้อย่างเพลิดเพลิน จินจิงที่ตามติดอยู่ ถึงกับต้องรีบคว้าถุงเงินไว้แน่น เพราะกลัวว่าคุณหนูของตนจะเผลอวางทิ้งไว้ที่ไหน
ซินดี้หยุดเท้าอยู่หน้าร้านน้ำตาลปั้นเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมทาง กลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ลอยมากระทบจมูก ดวงตาของเธอเปล่งประกายขึ้นทันทีเมื่อเห็นผลงานที่วางเรียงรายอยู่ในถาดไม้ ไม่รอช้า เธอยกนิ้วชี้ไปยังตัวอย่างรูปผีเสื้อที่มีลวดลายสวยงาม
“เอาแบบนี้เ้าค่ะ” เธอพูดอย่างตื่นเต้นราวกับเด็กสาวในวัยเยาว์
แม่ค้าพยักหน้าพลางหยิบไม้และน้ำตาลร้อน ๆ ขึ้นมาปั้นอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่ซินดี้กำลังจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อหยิบถุงเงินกลับพบว่ามือของตนว่างเปล่า
เธอชะงักกึก ใบหน้าเปลี่ยนสีทันที
“อ๊ะ…จินจิง?”
เงียบ
ซินดี้หันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางฝูงชนที่ยังคงพลุกพล่านและเสียงผู้คนที่จอแจ เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเดินเพลินจนเผลอพลัดหลงกับจินจิงเข้าเสียแล้ว
แม่ค้าหน้าตึงทันทีเมื่อเห็นว่าซินดี้ไม่มีเงินในมือ
“คุณหนูจะเอาขนมไปกินฟรี ๆ หรือเ้าคะ?” น้ำเสียงแข็งกร้าวทำให้บรรดาผู้คนรอบข้างเริ่มหันมาสนใจทันที
ซินดี้หน้าแดงจัด ท่าทีกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบหันซ้ายหันขวาหาทางหนีตาลาย แต่แล้วสายตาก็ไปหยุดที่ร่างสูงสง่าของท่านอ๋องหลี่เฟยหลงในชุดสีดำสนิทที่กำลังเดินอยู่ไม่ไกลพอดี
‘เอาวะ…แค่หน้าหนาไปขอยืมเงินเขา คงไม่ตายหรอกมั้ง’
เธอรีบวิ่งพรวดไปขวางหน้าหลี่เฟยหลง ก่อนจะยกมือประสานกันอย่างขอร้อง
“ท่านอ๋องผู้ทรงเมตตา หม่อมฉันยืมเงินสักหน่อยได้หรือไม่เพคะ หม่อมฉันจะคืนให้แน่นอน!”
หลี่เฟยหลงหยุดเท้า มองเธอด้วยสายตาเ็า สีหน้าเรียบนิ่งราวไม่สบอารมณ์ที่พบเจอเธอ
“กระทำอันใดของเ้า จะเสแสร้งแกล้งทำทีมาคุยกับเปิ่นหวางอีกหรือ?” น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบราวกับรำคาญเธอเต็มที
ซินดี้รีบส่ายหน้าแรง ๆ “เปล่านะเพคะ! หม่อมฉันแค่จะยืมเงินจริง ๆ หม่อมฉันพลัดหลงกับสาวใช้จึงไม่มีเงินติดตัว”
แม่ค้าด้านหลังส่งเสียงต่ออีกระลอก “คุณหนูเ้าคะ จะจ่ายหรือไม่จ่าย? มาสั่งขนมข้าเล่นแล้วคิดหนีหรือเ้าคะ?”
หลี่เฟยหลงปรายตามองสถานการณ์ตรงหน้าเพียงครู่ ก่อนจะควักเหรียญเงินจากแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะไม้ของแม่ค้าโดยไม่แม้แต่จะเหลือบตามองเซี่ยซินซิน
เขาทำเพียงหันกายจะเดินจากไป ท่ามกลางสายตาแม่ค้าที่รีบก้มหัวขอบคุณและถอนหายใจโล่งอก
จังหวะนั้นเอง จินจิงก็วิ่งกระหืดกระหอบมาพอดี
“คุณหนู! ข้าเจอท่านจนได้… โธ่เอ๋ย ท่านเดินเร็วเกินไปแล้วเ้าค่ะ!”
ซินดี้ที่ยืนหน้าร้อนผ่าว รีบควักเหรียญในถุงเงินของจินจิงจะคืนให้กับชายหนุ่ม
“ท่านอ๋อง! เดี๋ยวก่อนเพคะ หม่อมฉันขอคืนเงินพระองค์”
แต่หลี่เฟยหลงกลับไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้า เขาทำเพียงปรายตามองเธอนิ่ง ๆ สีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะหันหลังจากไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้ซินดี้ยืนกำเหรียญในมือแน่น
เธอยืนมองแผ่นหลังของเขาเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ดวงตายังจับจ้องไปยังชายหนุ่มในชุดดำที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแรง ๆ อย่างสุดกลั้น หญิงสาวได้แต่กำขนมน้ำตาลปั้นในมือแน่น
‘ชิ! ตาแม่ทัพหน้าั์ ข้าจะไม่มีวันยืมเงินเขาอีกเด็ดขาด!’
เธอสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เหมือนจะกลืนความอับอายเข้าไปในอก ก่อนจะหันไปคว้าแขนจินจิงแล้วลากกลับจวนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์สุดขีด