Pioneer Era

    ตอนที่ 68 ปะทะ อะบอม

    ***ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย

    “ (ลงมือได้) ”

    เอดีฟนี่ ให้สัญญาณกับลูกน้องทันทีที่ศัตรูเข้าสู่พื้นที่สังหาร

    สารเหลวสีเขียว ณ ใจกลางป่าโปร่งของบึงมรกตเริ่มสั่นกระพือเป็นระลอกคลื่นสูง

    เขือนดินที่ถูกสร้างอย่างพิถีพิถันเพื่อใช้เป็น [บ้าน] กำลังถูกพังทลายสิ้น

    ทำลายมัน ด้วยฝีมือของเจ้าของบ้านที่สร้างมันเอง

    บ้านที่ใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตมา 50 ปี สร้างมันขึ้นมา

    “ (ลาก่อน บ้านแสนรัก) ”

    เอดีฟนี่กล่าวอำลาบ้านแสนรักทั้งน้ำตา

    แต่เพราะว่าไม่มีดวงตาให้ร่ำไห้ เขาจึงทำได้แต่เพียงทนทุกข์ทรมานอยู่ในใจโดยไม่อาจจะระบายออกไปได้

    ของเหลวสีเขียวเริ่มไหลบ่าผ่านรอยแยกของดินที่ถูกเปิดออก

    จากรูเล็กถูกขยายออกเป็นรูขนาดใหญ่

    จากรูขนาดใหญ่กลายเป็นช่องว่างที่เปิดกว้าง จนกระทั้งแนวเขือนดินยาวตลอดห้าสิบเมตรล้มคลืนพังทลาย

    มหาซึนามิบกสีเขียวอันน่ากลัวเริ่มไหลบ่ากลืนกินผืนป่า ย้อมสีดำของผืนหญ้าด้ายดำ ย้อมสีน้ำตาลของผืนแผ่นดิน

    ย้อมทุกสิ่งบนโลกให้กลายเป็นสีเขียวมรกตทอประกายแสงที่งดงาม

    “ (อีกไม่นานน้ำคงเข้าท่วมพื้นที่จนทำให้พวกมันถูกจับแยกออกจากัน) ”

    แผนเดิมของ เอดีฟนี่คือการล่อศัตรูออกมาจากค่ายให้อยู่ในที่ต่ำ แล้วใช้แผนน้ำหลากฆ่าทิ้ง

    แต่กลายเป็นว่าศัตรูของเขาแบ่งกำลังพลออกมาไล่ฆ่าพวกเขาตั้งแต่เช้า เขาจึงเปลี่ยนแผนใช้น้ำหลากเพื่อจัดการเฉพาะกลุ่มที่แยกตัวออกมา แล้วใช้กำลังหลักเข้าโจมตีค่ายหลัก โดยเล็งไปที่คลังอาวุธแทน

    เขาตั้งใจที่จะขโมยอาวุธของศัตรูมาใช้



    ที่ค่ายหลักของศัตรู ค่ายร่วมเผ่าพันธ์ระหว่างผู้มาเยือนจากทวีปคริสตัล กับชนเผ่าท้องถิ่นเจ้าของดินแดนทวีปแห่งนี้

    ตัวค่ายที่ถูกล้อมด้วยรั้วเลเซอร์ และมีเต็นท์ผ้าใบลายพรางกระจายไปทั่วแห่งนี้ กำลังจะถูกโจมตีโดย [เอดีฟนี่] จ่าฝูงของ [อะบอม]

    “มารับงานเฝ้าค่ายมันน่าเบื่อจริง ๆ ว่าไหม B1”

    “ใช่ ๆ รู้แบบนี้เอาเวลาไปสนับสนุนคนที่น่าจะกลายเป็นราชินีรุ่นถัดไปเหมือนคนอื่นยังจะดีซะกว่า B2”

    เผ่ามนุษย์มดในชุดกองทัพเต็มยศกำลังยืนคุยกันอย่างออกรสอยู่หน้าเต็นท์เก็บอาวุธ

    “พูดถึงราชินีรุ่นถัดไป… B2 แกคิดว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำพวกเรา? ”

    “เห็นว่ามีข่าวลือจะรวมห้าอาณาจักรเข้าด้วยกันนี่? ดังนั้นตัวเต็งในตอนนี้คงเป็น [แฟต] นักเรียนรุ่นที่ 10 คนนั้นละมั้ง? เพราะเธอเป็นคนหัวใหม่ แถมยังได้รับความนิยมจากทุกคนเลยนะ”

    “เราเองก็อยากให้เธอคนนั้นได้เป็นราชินีรุ่นถัดไปเหมือนกัน แต่เธอคนนั้นดูสนใจพ่อตัวเองมากกว่าตำแหน่งราชินีละมั้ง? อย่างว่า ท่านสเลบออกจะน่าหลง--- B2! ศัตรูบุก! ”

    “รู้แล้ว B1!! ”

    มดทหารสองนายต่างรีบชักดาบรังสีขึ้นมาถือเอาไว้ด้วยแขนทั้งสี่ข้าง

    ดาบสี่เล่มกับมือสี่ข้าง อีกทั้งหนวดสัมผัสอันยอดเยี่ยมที่มีมาแต่กำเนิด จึงทำให้ศักยภาพของเผ่ามนุษย์มดนั้นโดดเด่นในการต่อสู้ยิ่งกว่าเผ่าไหน ๆ

    ด้วยศักยภาพอันโดนเด่นนี้ เลยทำให้พวกเขาได้รับหน้าที่ในการเฝ้ายามคลังอาวุธที่แสนสำคัญ

    พวกอะบอมเองก็ไม่คิดว่าพวกตนจะถูกพบตัวรวดเร็วขนาดนี้เช่นกัน

    “อยู่ตรงเนินหินด้านหน้านะ B2! ”

    “รีบแจ้งผู้อำนวยการ บานา เร็ว B1! ”



    พวกเขารีบรับมือพร้อมกับแจ้งเตือนภัยออกไปอย่างรวดเร็ว

    ดาบดำทั้งสี่เล่มในมือกับชุดเกราะเกล็ดหุ้มผิวที่สามารถเสริมพลังกายของทั้งสองคน ต่างเริ่มส่องประกายแสงสีฟ้า แล้วฟาดฟันใส่อะบอมที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตร

    คลื่นดาบรังสีขนาดหนึ่งเมตรจำนวนแปดเส้น ได้ฝากเป็นรอยแผลทิ้งเอาไว้บนพื้นโลกพร้อมกับศพของพวกอะบอมจำนวนมาก

    เมื่อถูกพบตัว พวกอะบอมจึงเลิกคิดที่จะซ่อนตัวอีกต่อไป

    “...เยอะ!? ”

    “จะมีมากไปแล้วนะเฟ้ย! ”

    แต่ทว่าเมื่อได้ต่อสู้สักพัก พวกเขาจึงเริ่มตระหนักว่ากำลังถูกบุกด้วยจำนวนที่ยากเกินกว่าคนสองคนจะรับมือไหว

    พวก อะบอม ที่บุกเข้ามานั้น มันถมทุกพื้นที่ตรงหน้าพวกเขา มีทุกตารางนิ้วจนแทบจะทำให้แผ่นดินกลายเป็นสีเขียวได้

    พวกมันมาจากไหนกัน? มาตามทางน้ำใต้ดินเช่นนั้นหรือ?

    พวกเขาสองคนไม่รู้ แต่รู้อย่างหนึ่งคือสถานการณ์เริ่มชักจะไม่เป็นใจให้กับพวกเขากันแล้ว

    ศัตรูของพวกเขาสองคนบุกเข้าใส่อย่างไม่คิดชีวิต มีทั้งตัวที่วิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง กับตัวที่ใช้ก้อนหินปาโจมตีเข้าใส่อย่างน่ารำคาญ

    ถึงแม้พวกเขาจะเหวี่ยงดาบฆ่าศัตรูได้ภายในดาบเดียว แต่พวกมันกลับใช้ชีวิตของพวกพ้องเป็นโล่ แล้วเคลื่อนตัวเข้ามาประชิดใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ

    [โล่] ของพวกมันถูกทับถมหนาขึ้น หนาขึ้น หนาจนกระทั้งแสงจากดาบรังสีเริ่มมีพลังทำลายลดลง

    พวกมันไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความหวั่นเกรง

    พวกมันยอมสู้ถวายชีวิตเพื่อดินแดน

    พวกมันยอมตาย ดีกว่ายอมให้ถูกรุกรานแล้วใช้ชีวิตอย่างอิจฉาริษยาอยู่ใต้บึงอันมืดมิดเหมือนแต่ก่อน

    พวกมันยอมสู้ถวายหัวด้วยแนวคิดเช่นนั้น



    “ชิบหาย! ถอนตัวด่วน B2! ”

    “เห็นด้วย B1! ”

    สุดท้ายมดทหารสองนายจึงต้องจำยอมหันหลังวิ่งหนีเพื่อรักษาชีวิต โดยทิ้งเต็นท์อาวุธไปทั้งแบบนั้น

    ต่อให้มีชุดเกราะสุดล้ำสวมใส่ แต่ใช่ว่าจะไร้เทียมทาน

    ถ้าหากถูกแทงเข้ารอยต่อตะเข็บของชุด ก็อาจทำให้บาดเจ็บได้

    หรือถ้าหากถูกจำนวนที่มากกว่าทับถม พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะขาดอากาศตายได้เช่นกัน

    อีกอย่าง ฝ่ายตรงข้ามคือสัตว์ร้ายที่ใช้อาวุธไม่เป็น เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงแล้ว พวกเขาเลยยอมที่จะทิ้งตำแหน่งเพื่อไปตามกำลังคนมาเพิ่ม



    แต่พวกเขาคิดผิด

    อะบอมพวกนี้ไม่ใช่สัตว์ที่โง่เขลา

    “ (เอาอุปกรณ์ของมันมาให้เราเดียวนี้) ”

    เอดีฟนี่ ที่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ จากค่ายเริ่มสั่งการลูกน้องให้รีบขนอาวุธออกมาจากเต็นท์ให้มากที่สุด

    พวกมันยืนเรียงกันเป็นแถวยาว แล้วขนถ่ายอาวุธสงครามออกมาด้วยการส่งต่อจากคนสู่คน

    ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้การข่นถ่ายอาวุธเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก

    “ (อืม… วิเศษมาก มันใช้งานยังไงนะ?) ”

    เขาเริ่มสำรวจอาวุธรูปร่างคล้ายท่อเหล็กที่พึ่งถูกส่งมาถึง

    ในตอนนั้นเองที่ตรงค่ายเริ่มมีเสียงปะทะดังขึ้นอีกครั้ง

    “พะ… พวกมันกำลังขนอาวุธออกไปครับท่านบานา! ”

    “เป็นไปไม่ได้! จะบอกว่าพวกสัตว์มันเล็งอาวุธอยู่เรอะ!? เรื่องบ้า ๆ แบบนี้… ทุกคน รีบหาที่กำบังด่วน! ”

    บุรุษยักษ์ผมสีส้มเปลวเพลิงรีบสั่งการทันทีตามสัญชาตญาณของนักรบผู้เจนศึก

    เพราะวินาทีนั้นเองที่มีการโจมตีพุ่งเข้ามาใส่ที่พวกเขา

    เอดีฟนี่ ใช้ระยางตรวจสอบ [ปืนหัวรบจรวด] ที่ถูกส่งมา

    เขาใช้เวลาตรวจสอบเพียงสามสิบวินาที ก็สามารถเข้าใจได้แล้วว่ามันใช้งานยังไง

    ราวกับว่าตัวเองเคยถูกสอนวิธีใช้งานในสิ่งที่คล้ายกับมันมาก่อนหน้านี้

    มันยกปืนขึ้นสูงด้วยระยาง แล้วเหนี่ยวไกโจมตีใส่กลุ่มนักรบของบานา

    แต่เป็นโชคดีของบานาที่หนีไหวตัวเข้าที่กำบังได้ก่อน เลยทำให้ลูกน้องกับเขารอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด



    เสียงระเบิดดังกึกก้อง กลิ่นของระเบิดและควันไฟ ได้ไปกระตุ้นให้ บานา หวนคิดถึงวันเก่า ๆ

    หวนรำลึกถึง [นรก] ที่เรียกว่า [สนามรบ]

    “ให้ตายสิฟะ! พวกมันใช้อาวุธเป็น! อย่าประมาทเด็ดขาด! ให้คิดว่านี่คือสงครามเต็มรูปแบบ! ”

    บานากรีดเสียงดังก้อง ลุกขึ้นยืนจากที่กำบัง แล้วแทงอาวุธรังสีรูปแบบตรีศูลออกไปในอากาศตรงหน้า

    เขาแทงรัวใส่อากาศอย่างรวดเร็ว จนเห็นแขนของเขาแยกออกเป็นสิบมือ

    แสงเจิดจ้าทอประกายออกมาจากตรีศูลทั้งสิบเล่ม ก่อนจะกลายเป็นเส้นแสงสีฟ้าพุ่งออกไปโจมตีพร้อมกัน

    เป้าหมายคือศัตรูที่อยู่ห่างออกไปไกลราวหนึ่งร้อยเมตร

    แสงรังสีเข้าแผดเผาทั่วทุกตารางนิ้ว พุ่งทะลุต้นหญ้ากับไม้ใหญ่จนโค้นล้มเสียงดังกังวาล เหลือแต่เพียงผิวดินกับโคนต้นสีแดงร้อนระอุที่ถูกตัดออก

    การโจมตีอันรุนแรงเข้าปะทะกับเป้าหมายภายในหนึ่งวินาทีหลังจากที่เขายิงโจมตีออกไป

    แต่การโจมตีของเขาพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย



    “ (เกือบตายแล้วไง… คิดถูกที่ย้ายตำแหน่งทันทีที่โจมตีออกไป… เจ้าตัวมีเขาตัวนั้น… ไม่เลวเลย...เป็นความสามารถที่น่ารังเกียจมาก... สงสัยคงเป็นจ่าฝูงของพวกมันสินะ?) ”

    เอดีฟนี่ รู้สึกชื่นชมและริษยาในความเก่งกาจของบานา ก่อนจะเริ่มยิงกระสุนจรวดลูกที่สองออกไป

    ระเบิดได้ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเกิดเปลวไฟปะทุและกลุ่มควันลอยคลุ้ง

    “อ๊ากกก!? ”

    มีร่างของเผ่ายักษ์กลุ่มหนึ่งกำลังถูกแผดเผาจากแรงระเบิดเมื่อกี้

    แขนขาของพวกเขาถูกแรงระเบิดฉีกกระฉากออกจากร่าง ใบหน้าถูกความร้อนเผาไหม้จนมิอาจแยกได้ว่าใครเป็นใคร

    แน่นอนว่าไม่ใช่ บานา เพราะเขาสามารถไหวตัวแล้วหลบเข้าที่กำบังได้ทันก่อน

    แต่กลิ่นไขมันไหม้ที่ลอยมาแตะจมูกเขานั้น ทำให้เขารับรู้ว่ามีลูกน้องของตนเองถูกโจมตี

    “ละ… ลูกข้า! ”

    ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของเขาสามคนรวมอยู่ด้วย…

    “ระ… รีบพาพวกเขาไปปฐมพยาบาลเดียวนี้! ใครที่ไม่มีประสบการณ์ ให้ถอยไปแนวหลังซะ! ”

    บานาเก็บซ่อนความตื่นตระหนกเพราะเห็นลูกชายบาดเจ็บเอาไว้ในใจ

    เขาขบฟันบนกับล่างเข้าหากันจนเลือดไหลกลบริมฝีปากตัวเอง

    “ไอพวกสัตว์ระยำ! ”

    ก่อนจะกรีดร้องด้วยเสียงคำครามกู่ก้องอย่างบ้าคลั่ง

    เสียงคำรามของเขาดังไปไกลทั่วทั้งทวีป

    ดังสั่นสะท้านจนทำให้ผิวของต้นไม้ใหญ่แตกกระจายออก

    ดังจนพวกอะบอมที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ต้องหยุดนิ่งและตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวราวกับหนูที่ถูกอสรพิษจับจ้อง

    แต่เสียงคำรามของเขาไม่อาจให้ได้ผลกับจ่าฝูงของพวกมัน

    “ (-----------------------! ให้ทุกคนกระจายกำลัง และดูวิธีใช้อุปกรณ์จากเราซะ ถ้าใครคิดว่าใช้เป็นแล้ว จงหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาโจมตีพวกมันซะ!) ”

    เอดีฟนี่ แผ่คลื่นรังสีที่ทำให้รู้สึกปวดหัวไปหาลูกน้องของเขาเพื่อเรียกสติกลับมา แล้วสั่งการลูกน้องของพวกมัน

    เขายิงกระสุนจรวดนัดสุดท้ายที่ยึดมาได้ แล้วเปลี่ยนตำแหน่งไปพร้อมกับหยิบอาวุธชิ้นใหม่ที่เรียกว่า [ปืนกล M16] มาใช้แทน

    “หน่อย! ยิงได้ยิงดีนักนะ! ”

    บานารีดสมาธิของตัวเองออกมาทั้งหมด จับจ้องไปที่กระสุนจรวดซึ่งกำลังพุ่งตรงมาทางเหล่าลูก ๆ ที่น่ารักของเขาอีกกลุ่ม

    จะไม่ยอมให้ลูกของข้าต้องได้รับบาดเจ็บไปมากกว่านี้อีกแล้ว!

    ในวินาทีนั้นเองที่ภาพรอบตัวของเขาได้ถูกหยุดเวลาเอาไว้

    ราวกับว่า [เซลล์] ในร่างกายกำลังตอบรับคำปราถนาที่จะปกป้องลูกเอาไว้ของเขา เลยทำให้เขาทำเรื่องอันน่าเหลือเชื่อขึ้นมาได้

    เขาใช้ตรีศูลในมือขวายิงรังสีความร้อนโจมตีใส่หัวจรวดของศัตรูจนระเบิดแตกออกใจกลางอากาศ

    ทำลายกระสุนหัวจรวดที่มีความเร็วระดับ 120 เมตรต่อวินาทีได้สำเร็จราวกับปาฏิหาริย์

    “พวกแกหนีไป ที่นี่ข้าจะรับมือเอง! ”

    วีรบุรุษแห่งเผ่ายักษ์มิใช่ชื่อที่มีเอาไว้เพื่อโอ้อวดหรือประดับตน

    นี่ละคือ [บานา] ยอดวีรบุรุษแห่งเผ่ายักษ์



    กลับมาสู่ปัจจุบัน

    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    “ไอพวกระยำ! ”

    “เหวอ!? ”

    ฉันไม่เคยเห็นผู้อำนวยการ คอร์น โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้มาก่อน

    เขากระโจนจากโขดหินลงสู่ผิวน้ำสีเขียวอันเชี่ยวกรากที่สูงราวเอวของเขา วิ่งผ่ากระแสคลื่น มุ่งหน้าตรงไปหากลุ่มนักเรียนที่โดนโจมตีเมื่อกี้ราวกับวัวคลั่ง

    "ผู้อำนวยการค่ะ ระวังด้วยค่ะ! "

    "!! "

    ราวกับว่าพวกมันกำลังรอจังหวะนี้อยู่

    อะบอมจำนวนห้าตัวรุมโจมตีใส่ผู้อำนวยการพร้อมกัน

    ระยางสีเขียวจำนวนมากเข้ารัดแขนกับขาของเขาจากทั้งสี่ทิศทาง

    "ท่านผอ.! "

    "อาจารย์คอร์น! "

    นักเรียนหลายคนกรีดเสียงดังขึ้นด้วยความตกใจ

    ฉันรีบเตรียมร่ายพลังภูติ โดยมีเป้าหมายที่การแช่แข็งผิวน้ำรอบตัว ผอ.

    แต่ก่อนที่ฉันจะได้ทันลงมือทำอะไรลงไป---

    "ไม่จำเป็นต้องช่วย! "

    เขาคำรามลั่น

    "คิดจะดูถูกข้าคนนี้อย่างงั้นหรือเจ้าพวกสวะ! "

    ผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าของเขาถูกกระแสลมพัดปลิวจนเผยให้เห็นใบหน้าที่ปิดซ่อนเอาไว้

    ใบหน้าของเขาเหมือนกับซากศพเน่า

    เป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนองกับเชื้อราบนบาดแผลจำนวนมากที่ปรากฏบนผิวหนังของเขา

    "ข้าคืออดีตหนึ่งในสิบขุนนางแห่งยักษาผู้ยิ่งใหญ่! อย่าริอาจคิดว่าขยะอย่างพวกแกจะมาหยุดข้าได้! ข้าคนนี้จะไม่ยอมให้แกแย่งเอาชีวิตของลูกศิษย์ไปจากข้าได้อีกเป็นอันขาด! "

    ผู้อำนวยการว่าเช่นนั้น แล้วกระชากแขนขวาของตัวเองให้หลุดจากพันธนาการ ก่อนจะหยิบยาสมุนไพรกำหนึ่งป้อนเข้าไปในปากของตัวเขาเอง



    “โอ๊วววววววววววว! ”

    นะ.. น่ากลัว… ดอง...

    ราวกับมีมังกรตัวใหญ่กำลังโหมปีกกระพืออย่างรุนแรง

    กล้ามเนื้อของเขาพองโตขึ้นสองเท่าหลังจากที่ทานยาทรงกลมประหลาดเมื่อกี้เข้าไป

    เขาใช้ร่างกายกับแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ รวบระยางทั้งหมดที่รัดตัวเขา แล้วเหวี่ยง อะบอม ขนาดมากกว่าสิบเมตร จำนนวนห้าตัวขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำพร้อมกัน

    เขาหมุนตัว ใช้อะบอมทั้งห้าเหวี่ยงไปรอบ ๆ ราวกับเล่นเหวี้ยงจักร ใช้พวกมันกวาดพื้นที่ผิวน้ำตรงหน้าจนราบเป็นหน้ากอง

    แม้แต่คลื่นน้ำป่าที่รุนแรง ยังต้องยอมสยบศิโรราบให้กับพละกำลังของเขา

    "ไปตายซะ! "

    ผอ. คอร์นคำรามลั่น พร้อมกับที่เมือกสีเขียวทั้งห้าปลิวหายไปในท้องฟ้ากว้าง

    สุดยอด…

    ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ผอ. คอร์นจะเป็นสายบู้ขนาดนี้ด้วยเช่นกัน



    ผอ. วิ่งตรงไปหานักเรียนที่โดนโจมตี แล้วก้มตัวดูสภาพของพวกเขา

    "เสียชีวิตแล้ว…"

    ก่อนจะตามมาด้วยเสียงพึมพำที่แสนเศร้า

    "... นักเรียนทุกนายตั้งแนวป้องกัน! ตอนนี้น้ำเริ่มนิ่งแล้ว พวกเราจะกลับค่ายกัน รบกวนท่านแครอท ฮอร์เนส กับเหล่านักรบแห่งชนเผ่าท้องถิ่นช่วยคุ้มครองพวกนักเรียนด้วย! "

    “…”

    ตอนนี้ฉันคงยังช็อคไม่หายที่ได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นตายต่อหน้า

    แต่ ผอ. คอร์นกลับสามารถก้าวข้ามการตายของนักเรียน แล้วกลับมาสั่งการต่อได้ทันทีอย่างรวดเร็ว

    ฉันยังอ่อนหัดนัก…

    "ดอง! "

    ฉันตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติให้กลับมา

    ตัวฉันเคยผ่านประสบการณ์เจียนตายมาแล้วถึงสี่ครั้งไม่ใช่หรือยังไงดอง!

    จะมาทำตัวอ่อนแอแบบนี้ไม่ได้นะดอง!

    ในตอนนั้นเองที่ฉันสังเกตุเห็นบางอย่าง

    ทำไม ผอ. คอร์นถึงจ้องมาทางด้วยสายตาที่โกรธแค้นแบบนั้นละดอง?

    "โนอาร์! เจ้าก็ด้วย อย่าคิดว่าทำสัญญานั้นแล้ว พวกเราจะ--"

    "ท่านคอร์น เก็บอารมณ์หน่อย! อยากให้เป็นปัญหาระดับชาติหรือยังไง! "

    แครอท หรือแม่ของพรุนรีบตะโกนกลบเสียงของ ผอ. คอร์น จนมิด

    โนอาร์? สัญญา?

    พวกผู้ใหญ่มีไปสัญญาอะไรกับโนอาร์เอาไว้หรือดอง?

    "... นักเรียนทุกคน เคลื่อนทัพ! ให้แผนกการทหารอยู่แนวหน้าสุด แผนกเวทมนตร์ตามหลัง แผนกอื่น ๆ เฝ้าระวัง ปฏิบัติ! "

    ผอ. คอร์น ดูเหมือนกำลังกล้ำกลืนบางอย่างลงคอ ก่อนจะเริ่มหันไปสั่งการนักเรียนต่ออีกครั้ง



    พวกเราเริ่มจัดขบวนทัพเพื่อเตรียมกลับไปค่ายหลักที่มีเสียงการต่อสู้ดังลั่นไปทั่วป่า

    เหมือนจะได้ยินเสียงตะโกนคำรามของ ผอ. บานา ด้วย

    ในตอนนั้นเองที่มีเรื่องน่าแปลกใจเกิดขึ้นอีกครั้ง

    “งั้นให้ข้าคุมแถวนี้แล้วกัน”

    “ไม่จำเป็นค่ะ… ทำแบบนี้มันจะเด่นกว่าเก่านะคะ”

    “มันเป็นคำขอร้องจากแม่เจ้านะแฟต”

    “...”

    ศะ… ศาสตราจารย์ ฮอเนส? ยอดบุรุษนักรบจากเผ่ามนุษย์มด ศาสตราจารย์แห่งวิชาการต่อสู้ ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเกง่กาจเทียบเท่ากับ ผอ. บานา จะมายืนเฝ้าประจำจุดที่พวกเรายืนอยู่ด้วยละดอง!

    ท่ามกลางนักเรียนจำนวนมาก ทำไมถึงต้องเจาะจงมาเป็นตรงนี้ด้วยละดอง?

    แถมยังบทสนทนาที่ชวนให้คิดระหว่างแฟตกับเขาอีก...



    รู้สึกไม่ดีเลยดอง...

    เอานักเรียนมาออกนอกสถานที่ในสถานอันตรายจนมีคนเสียชีวิต

    อาการของ ผอ. บานาที่ดูไม่พอใจกับการมาออกค่ายครั้งนี้

    ปฏิกิริยาของ ผอ. คอร์นที่มีต่อโนอาร์หลังจากที่นักเรียนถูกฆ่า

    คำพูดของศาสตราจารย์ ฮอเนส กับ แฟต

    เรื่องทั้งหมดนี้มันต้องมีเงื่อนงำที่เกี่ยวข้องกันบางอย่างแน่ ๆ ดอง...

    แต่ตอนนี้กระแสน้ำป่าได้หยุดไหลแล้ว

    พื้นที่ทุกตารางนิ้วกำลังถูกถมไปด้วยน้ำสีเขียวมรกต

    เป็นน้ำสีเขียวมรกตที่เต็มไปด้วยดอกบัวเฮเดส กับ อะบอม กระจายตัวไปทั่ว

    หนึ่งพัน หนึ่งหมื่น หรืออาจจะมีมากกว่านั้น พวกเราคงไม่รู้

    ดังนั้นคำถามเหล่านั้นคงต้องเก็บเอาไว้ในใจไปก่อน

    เพราะที่สำคัญในเวลานี้

    "ห้ามทุกคนประมาทเด็ดขาด! "

    คือพวกเราจะประมาทไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ดอง...

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน