ลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน

    ตอนที่ 47 รุ่งอรุณ

         ภายในคฤหาสน์หรูหราหลังใหญ่ใจกลางซิลเวอร์เรสต์ ชายปริศนาผู้มีผ้าพันแผลพันทับทั่วใบหน้าจนเห็นเพียงลูกตาดำขลับ กำลังกระดกเหล้าเข้าปากโดยมีสองสาวงามคอยประคบประหงมเอาใจอยู่ข้างกาย เสียงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีของมันดังสะท้อนทั่วห้อง ก่อนจะถูกขัดขึ้นเมื่อลูกน้องคนหนึ่งก้าวพรวดเข้ามา

    “ลูกพี่ครับ! มีคนขอเข้าพบ... มันบอกว่ามี งานใหญ่ ที่เสนอเงินก้อนโตให้กลุ่มพวกเราครับ!”

    ผู้เป็นหัวหน้าฟังแล้วเพียงเอียงคอไปมาเบา ๆ ก่อนใช้ปลายนิ้วเคาะใบหูคล้ายกำลังชั่งน้ำหนัก มันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดติดรำคาญใจ

    “ไปพาตัวมันเข้ามา... แล้วเตือนมันไว้ด้วยนะ ถ้าไม่ใช่ งานใหญ่ ที่ได้เงินก้อนโตจริงอย่างที่มันคุย วันนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เดินขาสองข้างออกไปจากที่นี่!”

    ผู้มาใหม่เป็นชายรูปร่างท้วม ผู้มีหนวดเคราตัดแต่งไว้อย่างประณีตดูสุภาพ เสื้อผ้าที่สวมใส่สะอาดสะอ้านเรียบร้อย มันน้อมกายลงต่ำพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมถ่อมตนต่อชายตรงหน้า

    "สวัสดีครับท่านรุ่งอรุณ... ผมชื่อ บารอน ทินเนอร์ เป็นคนสนิทของท่านผู้ปกครอง เซฟีร์ วินด์สเกล ครับ"

    สายตาของบารอนแอบสำรวจชายตรงหน้าด้วยความสนใจ... ในโลกมืดของซิลเวอร์เรสต์ตอนนี้ ชายผู้มีผ้าพันแผลพันเต็มใบหน้าคนนี้คือผู้กุมอำนาจสูงสุด มันสร้างอิทธิพลขึ้นมาตั้งแต่ยุคที่ทริสตันเพิ่งย่างก้าวเข้ามาได้ไม่นาน เล่ากันว่าฉากหน้าของมันมักอ้างถึงบาดแผลน่าเกลียดน่ากลัวบนใบหน้าที่ต้องปิดบังไว้ และให้ทุกคนเรียกขานตนเองว่า รุ่งอรุณ ชายผู้พร้อมตกลงทำทุกงานอย่างโดยไม่สนถูกผิด ตราบใดที่มูลค่าของเงินค่าจ้างนั้นสูงพอ

    รุ่งอรุณ หรี่ตาลงจ้องมองอีกฝ่ายผ่านช่องว่างของผ้าพันแผล ใบหน้าภายใต้ผืนผ้าฉายร่องรอยการครุ่นคิด มันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัย

    “เซฟีร์ วินด์สเกล... เซฟีร์... วินด์สเกล งั้นเหรอ? เจ้าชายคนที่สองของราชาวินด์สเกลนั่นน่ะนะ? ถ้าใช่คนเดียวกัน... มีงานใหญ่โตขนาดไหนกัน ถึงทำให้เขาต้องแล่นมาจ้างวานคนในถิ่นของน้องชายตัวเองแบบนี้?”

    บารอนยกมือขึ้นปรบเบา ๆ สองสามครั้งด้วยท่าทีชื่นชม ดวงตาเป็นประกายขณะเอ่ยยกย่องอีกฝ่าย

    “ช่างฉลาดสมคำเล่าลือครับท่านรุ่งอรุณ... ถูกต้องแล้ว ท่านผู้นั้นคือบุตรชายคนที่สองขององค์ราชาวินด์สเกลจริง ๆ ด้วยความที่ท่านเซฟีร์เลื่อมใสในกิตติศัพท์และอิทธิพลของท่านที่ปกคลุมทั่วเมืองตอนนี้ ท่านจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้สานไมตรีและนับถือท่านเป็น สหายคนสนิท อีกคนหนึ่งครับ”

    รุ่งอรุณ ปล่อยเสียงเรอดังสะเทือนไปทั่วห้องอย่างไม่เกรงใจใคร ก่อนจะยกมือขึ้นโบกปัดกลางอากาศด้วยท่าทีดูแคลน

    “พอๆ... ไม่ต้องมาพูกยกยอข้า! ชายหน้าหนาอย่างข้ามิบังอาจไปเป็นสหายคนสนิทกับพวกราชวงศ์หรอก สิ่งเดียวที่ข้าสนคือ เงิน ต่างหาก... ขอแค่จ่ายหนักพอ ไม่ว่าเรื่องที่ต้องการจะยากพิสดารแค่ไหน ข้าก็บันดาลให้เป็นจริงได้ทั้งนั้น!”

    พูดจบ มันก็แหงนหน้าหัวเราะร่า เสียงหัวเราะดังกึกก้องกังวานไปทั่วห้องหรูหรา

    “ท่านรุ่งอรุณเป็นคนตรงไปตรงมาและพูดจาเข้าใจง่ายดีแท้... คนแบบท่านนี่แหละครับที่ท่านผู้ปกครองเซฟีร์ทรงโปรดปรานเป็นที่สุด” บารอนแย้มยิ้ม ก่อนจะเว้นจังหวะ แล้วลดเสียงลงต่ำ “ส่วนเรื่องรายละเอียดงานในครั้งนี้…”

    พูดไม่ทันจบ สายตาของบารอนก็ลอบมองไปยังเหล่าลูกน้องและสองสาวงามที่ยังคงคลอเคลียอยู่ภายในห้องอย่างมีนัย

    รุ่งอรุณเห็นเช่นนั้นก็รู้ทันที มันสะบัดมือโบกปัดเป็นเชิงไล่คนทั้งหมดให้ออกไป พริบตาเดียว บรรยากาศรอบข้างก็พลันเงียบสงบ... เหลือเพียงพวกมันสองคนที่เผชิญหน้ากันอยู่ท่ามกลางความเงียบเชียบ

    บารอนเห็นเช่นนั้นก็อดชมเชยความเฉียบแหลมของอีกฝ่ายในใจไม่ได้ ชายพันผ้าแผลคนนี้ไม่ใช่พวกถ่อยไร้สมอง แต่อ่านบรรยากาศเก่งและหัวไวใช่เล่น... ดูท่าการดึงมันมาร่วมงานครั้งนี้ น่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง

    คิดได้ดังนั้น มันก็รีบเอ่ยเข้าประเด็นด้วยท่วงท่านอบน้อมอย่างนุ่มนวล

            “ท่านรุ่งอรุณ ทางผู้ปกครองเซฟีร์ ทรงต้องการให้ท่าน….”

    หลังจากฟังรายละเอียดงานทั้งหมด ดวงตาหลังผืนผ้าพันแผลของรุ่งอรุณก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่มันจะตะคอกออกมาเสียงดังลั่น

    “เฮ้ย! นี่มันงานฆ่าตัวตายชัด ๆ ถ้าคิดจะใช้หัวพวกข้าไปเสี่ยงขนาดนี้ เงินมันต้องหนาพอให้คุ้มค่าเหนื่อย... ที่สำคัญ ต้องจ่ายก่อนล่วงหน้าครึ่งหนึ่งเท่านั้น! ไม่อย่างนั้นแกก็ไสหัวไปหาหมาตัวอื่นทำซะ! แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ในซิลเวอร์เรสต์แห่งนี้... นอกจากพวกข้าแล้ว ก็ไม่มีหน้าไหนกล้ารับงานระดับนี้ และทำมันจนสำเร็จได้หรอกว่ะ!”

    มันตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังกึกก้อง พลางเขวี้ยงขวดเหล้าในมืออัดลงกับพื้นกระเบื้องจนแตกกระจายเสียงดัง เพล้ง! เศษแก้วและน้ำเหล้าสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณ

    ท่าทางเกรี้ยวกราดและเสียงเศษแก้วที่แตกกระจายไม่ได้ทำให้บารอนตระหนกตกใจแม้แต่น้อย มันยังคงยืนส่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี พลางน้อมกายลงต่ำอีกครั้งด้วยกิริยานิ่มนวล ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

    “ท่านรุ่งอรุณโปรดวางใจ ขอแค่ท่านตกปากรับคำ งานนี้เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นเลยครับ... ความจริงแล้ว ผมให้ลูกน้องขนเงินส่วนหนึ่งติดตัวมาด้วยเรียบร้อย เพียงแค่ท่านพยักหน้ารับงานนี้ ผมจะสั่งให้พวกเขานำเงินก้อนโตมาวางกองต่อหน้าท่านตอนนี้เลยยังได้!”

    ทันทีที่ได้ยินคำว่า เงินก้อนโต ดวงตาหลังผืนผ้าพันแผลของรุ่งอรุณก็เปล่งประกายความโลภออกมาอย่างปิดไม่มิด มันรีบกวักมือสั่งให้อีกฝ่ายนำเงินเข้ามาทันที

    เพียงไม่นาน หีบไม้ใบโตหลายใบก็ถูกทยอยยกเข้ามาจัดวาง พริบตาที่ฝาหีบถูกเปิดออก แสงประกายระยิบระยับของเหรียญทองคำมหาศาลก็สะท้อนวับแวมส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง... รุ่งอรุณถึงกับเบิกตากว้าง ดวงตาด้วยความบ้าคลั่ง มันแหงนหน้าหัวเราะร่าด้วยความตื่นเต้นก้องห้อง รีบตกปากรับงานทันทีโดยไม่ลังเล พร้อมกับย้ำหนักย้ำหนาว่าอย่าลืมจ่ายส่วนที่เหลือหลังงานเสร็จ

    ซึ่งบารอนก็ผงกหัวรับคำอย่างหนักแน่น บรรยากาศกดดันเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น ตอนนี้ทั้งสองกลับพูดคุยตกลงกันด้วยรอยยิ้ม สนิทสนมราวกับเป็นมิตรสหายสนิทร่วมเคียงบ่ากันมาเนิ่นนาน

    เมื่อเสร็จสิ้นการเจรจา บารอนก็ขอตัวลากลับ ทันทีที่ขึ้นมานั่งบนรถม้าซึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน มันก็ปล่อยเสียงหัวเราะอย่างลืมตัวด้วยความสะใจ มันหลับตาลงเอนกายสบายอารมณ์ พลางครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ด้วยความยิ้มย่อง

    “ทริสตัน... ข้าหวังว่าแกจะสำราญกับสิ่งที่ท่านเซฟีร์จัดเตรียมไว้ให้ในครั้งนี้นะ”

    การที่บารอนยอมเผยนามของผู้อยู่เบื้องหลังให้พวกอันธพาลใต้ดินรับรู้ ใช่ว่าเกิดจากความประมาท... เพราะต่อให้พวกมันโดนจับกุมภายหลังแล้วปริปากสารภาพชื่อคนบงการออกมา ท่านเซฟีร์ก็หาได้แยแสไม่ ตรงกันข้าม... เจ้าชายลำดับที่สองผู้นี้ตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่า จะส่งสัญญาณทักทายให้น้องชายตัวดีได้รับรู้ด้วยตัวเอง ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนบงการเรื่องใหญ่ครั้งนี้!

    ช่วงเย็นภายในคฤหาสน์ของทริสตัน ฟิโอร่าและกิเซลล์กำลังอาบน้ำผ่อนคลายร่วมกันอย่างสนิทสนม บรรยากาศอันอบอุ่นชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าฟิโอร่ากลับเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นร่าเริง ฉายแววทึ่งในดวงตาอย่างปิดไม่มิด

    “นี่ ๆ! กิเซลล์ ดูนี่สิ!” ฟิโอร่าหมุนแท่งโลหะทรงกลมตรงหน้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะตาโตด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นสายน้ำพวยพุ่งออกมา “ทำไมแค่หมุนเจ้าสิ่งนี้... น้ำมันก็ไหลออกมาได้เองล่ะ?!”

    เมื่อเห็นใบหน้างุนงงของอีกฝ่าย กิเซลล์ก็หลุดหัวเราะคิกออกมาเบา ๆ ดวงตาคู่สวยทอดมองฟิโอร่าด้วยความเอ็นดู รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้าก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

    “ท่านฟิโอร่าคะ... สายน้ำพวกนี้ถูกต่อท่อมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ท่านทริสตันวางระบบไว้น่ะค่ะ ส่วนเจ้าวงกลมตรงนี้ก็ทำหน้าที่เหมือน สลักปิดกั้น พอเราหมุนเปิด สลักที่กั้นไว้ก็จะคลายออก ทำให้น้ำพุ่งไหลออกมาตามท่อได้นั่นเองค่ะ”

    ฟิโอร่าเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ ใบหน้าสวยค่อย ๆ แต้มไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ... พี่ชายของเธอนี่ช่างปราดเปรื่องเหลือเกิน คิดค้นสิ่งประดิษฐ์พิศวงเช่นนี้ขึ้นมาได้

    ทว่าเพียงชั่วครู่ แววตาของเธอกลับหม่นแสงลงเมื่อความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ความสดใสเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความโศกเศร้า เธอทอดสายตามองกิเซลล์ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนโยน...

    “กิเซลล์... ฉันต้องขอโทษเธอด้วยจริง ๆ นะ ดูท่าฉันคงดันเธอขึ้นเป็น ภรรยาเอก ของท่านพี่ไม่ได้แล้วล่ะ”

    คำพูดตรงไปตรงมาทำเอากิเซลล์หน้าแดงแป๊ดไปถึงใบหู เธอตาโตด้วยความตื่นตระหนก สองมือยกขึ้นโบกปัดพัลวันเป็นการใหญ่

    “ทะ...ท่านฟิโอร่าคะ! ดิฉันไม่เคยคิดฝันถึงขั้นจะไปเป็นภรรยาของท่านทริสตันเลยนะคะ!” น้ำเสียงกิเซลล์สั่นระริกด้วยความเคอะเขิน “ที่ผ่านมาดิฉันมีเพียงความเคารพและชื่นชมในฐานะเจ้านายเท่านั้น เรื่องความรักลึกซึ้งอะไรนั่นไม่เคยมีอยู่ในหัวเลยค่ะ ท่านอย่าได้เข้าใจผิดไปไกลขนาดนั้นสิคะ!”

    “เอาน่า ๆ... ถึงเป็นภรรยาเอกไม่ได้ แต่ตำแหน่งภรรยารองยังว่างอยู่นะ!” ฟิโอร่ายิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย ก่อนจะตัดบทฉับไว “เอาล่ะ ๆ เราไม่พูดเรื่องนี้แล้วก็ได้!”

    พูดจบ เธอก็กวักน้ำใสสาดพรวดใส่กิเซลล์อย่างหยอกเย้า! ด้านกิเซลล์ที่ใบหน้ายังคงแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย เมื่อโดนแกล้งก็ไม่ยอมแพ้ ร้องอุทานพลางกวักน้ำสาดตอบกลับไปทันควัน...

    สายน้ำแตกกระจายวับแวมสู้แสงยามเย็น พร้อมกับเสียงหัวเราะใสเปี่ยมสุขของสองสาวงามที่ดังสะท้อนกังวานออกมาไม่ขาดสาย

    หลังจากส่งสองสาวออกไปเรียบร้อย ทริสตันก็กลับมานั่งประจำโต๊ะทำงานอีกครั้ง...

    ความจริงแล้ว กิเซลล์เพิ่งจะมาขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าหน่วยพิทักษ์กุหลาบแดง ด้วยเหตุผลว่าต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อปกป้องดูแลฟิโอร่าอย่างเต็มกำลัง ซึ่งสุดท้ายเขาก็ตอบรับและอนุมัติความต้องการของเธอไป บัดนี้ หัวอกของผู้เป็นนายกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอันสับสน... มันมีทั้งความเสียใจและดีใจปนกันไป

    ในส่วนของความเสียใจนั้น... กิเซลล์คือผู้บุกเบิกรุ่นแรก ๆ ที่ร่วมฟันฟันเหตุการณ์ต่าง ๆ มากับเขา เธอคือสัญลักษณ์ของความซื่อตรงและจงรักภักดีอย่างแท้จริง เป็นคนที่เขาไว้วางใจขั้นสูงสุด

    แต่หากมองในมุมกลับกัน เรื่องน่าดีใจก็คือ... เจ้าตัวดันซื่อสัตว์และซื่อตรงต่อหน้าที่จนเกินไปชนิดไม่ยอมหักยอมงอ! ความเที่ยงตรงไร้การพลิกแพลงตามสถานการณ์ เอาแต่ยึดถือความถูกต้องจนตึงเปรี๊ยะนั้น ที่ผ่านมาเคยสร้างความปวดหัวให้เขาจนแทบกระอักเลือดมาแล้วไม่รู้กี่หน... ในเมื่อเจ้าตัวสมัครใจขอลาออกไปเองเช่นนี้ก็นับว่าดี จะได้ถือโอกาสไปเฟ้นหาคนที่ ลื่นไหล กว่านี้มาทำหน้าที่แทนเสียที!

    สำหรับโครงสร้างของ กรมตำรวจ นั้น เขามีแผนจะเปิดตัวในอีกไม่ช้า หลังผ่านการหารือรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนกับเอ็ดการ์จนได้เค้าโครงหน่วยงานที่สมบูรณ์แบบ

    ทว่าสิ่งที่น่าติดใจคือ ในยามที่เขาเสนอแนวคิดนี้... อีกฝ่ายกลับไม่มีแววตระหนกตกใจแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังช่วยเสนอแนะกลไกการทำงานให้สมบูรณ์แบบยิ่งขี้นไปอีกจากแนวคิดเดิมของเขา ราวกับอีกฝ่ายหลุดออกมาจาก โลกเดิม ของเขาไม่มีผิด! มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าเอ็ดการ์เองก็อาจเป็น... ผู้มาจากต่างโลก เช่นเดียวกัน

    แต่จะใช่หรือไม่นั้น... ขอเพียงอีกฝ่ายยังคงภักดี ทุ่มเททำงานอย่างสัตย์ซื่อ และไร้ความคิดที่จะหักหลัง เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปขุดคุ้ยความลับนั้นให้เสียเรื่อง อันที่จริง หากเอ็ดการ์เป็นคนจากโลกนู้นจริง เจ้าตัวก็คงจะอ่านออกและเอะใจแล้วเหมือนกันว่า... ตัวเขานั้นก็เป็น พวกเดียวกัน ไม่ผิดแน่

    ทว่าองค์กรอย่างกรมตำรวจในโลกเดิมนั้นก็มี จุดอ่อนร้ายแรง ที่ไม่อาจมองข้าม... ซึ่งนี่คือจุดที่ หน่วยพิทักษ์กุหลาบแดง จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองคานอำนาจและเติมเต็มได้เป็นอย่างดี การฝากความหวังและผลประโยชน์ทั้งหมดไว้กับหน่วยงานตำรวจ ในฐานะต้นน้ำเพียงหนึ่งเดียวของกระบวนการยุติธรรม... หาใช่เรื่องดีหรือฉลาดหลักแหลมเลยแม้แต่น้อย

    นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่เขาทบทวนไตร่ตรองมาเนิ่นนานว่าควรจัดการอย่างไรดี... นั่นคือระบบ ทาส ของโลกใบนี้ ซึ่งมีทั้งการค้าขายแลกเปลี่ยนอย่างเปิดเผยใต้ร่มเงากฎหมาย ไปจนถึงการลักลอบค้ามนุษย์ในตลาดมืดใต้ดิน

    เอาเข้าจริง ทริสตันไม่ได้ต่อต้านหรือเพ้อฝันถึงขั้นจะสั่งยกเลิกระบบทาสในทันที แม้โลกยุคใหม่ที่เขาจากมาจะล้มล้างระบบนี้ไปนานแล้ว ทว่าในยุคสมัยที่สังคมและบริบทของยุคยังยอมรับเรื่องนี้ ทั้งการขยับเขยื้อนด้วยแรงงาน... ทาสยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนที่มีประโยชน์อย่างมหาศาล มันคงไม่ฉลาดเลยหากคิดจะยกเลิกมันตอนนี้

    สิ่งที่น่ากุมขมับจริง ๆ ตอนนี้คือ ความไร้ระเบียบ ของมันต่างหาก! กฎเกณฑ์เรื่องทาสในตอนนี้มันสะเปะสะปะ ตัวใครตัวมัน ไร้ซึ่งบรรทัดฐานและข้อบังคับกลางมารองรับอย่างที่ควรจะเป็น

    ดังนั้น ในการประชุมครั้งหน้าที่กำลังจะมาถึง มันได้เวลาแล้วที่จะนำวาระนี้ขึ้นมาขบคิดและถกเถียงกันอย่างจริงจังได้แล้ว... เพราะเขาย่อมรู้ดีว่า หากคิดจะแตะต้องหรือขยับปรับเปลี่ยนโครงสร้างกฎเกณฑ์ทาสเมื่อใด คลื่นกระแสผลกระทบย่อมสะเทือนไปถึงคนทุกระดับชั้น การนำปัญหาระดับชาติเช่นนี้เข้าสู่การประชุมระดมสมอง ร่วมกันเฟ้นหาทางออกกับเหล่าข้าราชการและผู้เชี่ยวชาญมากความสามารถจำนวนมาก จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดและรัดกุมที่สุด

    ในตอนที่ทริสตันยื่นมือไปหยิบเอกสารฉบับถัดมาพิจารณาต่อ เสียงร่าเริงและหวานใสของน้องสาวสุดที่รัก? ก็ดังทะลุประตูเข้ามาทำลายความเงียบงันภายในห้องเสียก่อน

    “ท่านพี่คะ! ได้เวลาทานมื้อดึกแล้วนะคะ!” เธอชะโงกหน้าเข้ามาส่งยิ้มหวาน พลางเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงใสน่าเอ็นดู

    ชายหนุ่มมองตามเสียงไป ก็เห็นน้องสาวเดินหน้าระรื่นยิ้มหวานเข้ามา เธอคล้องแขนเบียทริซที่คลี่ยิ้มหวานไม่แพ้กันตรงเข้ามาหา ท่าทางสอดประสานของสองสาวที่มายืนคอยจ้องมองอยู่นั้น... บอกชัดว่านี่คือการ กดดันอย่างละมุนละม่อม ให้เขายอมถอยทัพจากกองงานแต่โดยดี

    ภาพอันแสนน่ารักตรงหน้าทำเอาทริสตันอดยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ชายหนุ่มยอมวางเอกสารแล้วลุกขึ้นเดินตามสองสาวไปแต่โดยดี... แม้ภาระงานบนโต๊ะจะหนักหนาและสำคัญเพียงใด แต่สำหรับเขาแล้ว สุขภาพและความสุขของคนใกล้ชิดที่เขารัก ย่อมมีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย