การบ่มเพาะของเผ่าภูตพฤกษา
ค่ำคืนนั้นกัสอยู่กับมิโดริตลอดทั้งคืนและใช้ช่วงเวลาที่แสนเร่าร้อนร่วมกับเธออย่างมีความสุข
กัสได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับมิโดริด้วยตาของตัวเขาเอง ด้วยฝ่ามือและอ้อมกอด สัมผัสกับเรือนร่างที่เติบโตขึ้นของเด็กสาว หน้าอกที่ขยายใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วงเอวที่คอดกิ่วลง สะโพกที่ผายออกจนดูเป็นหญิงสาวมากยิ่งขึ้น
สัดส่วนที่สมหญิงมากขึ้นนี้ทำให้มิโดริมีเสน่ห์มากกว่าเดิมมาก แต่ก็ยังมีส่วนที่ทำให้กัสรู้สึกประหลาดอยู่ส่วนหนึ่งนั่นคือมิโดรินั้นไม่ได้มีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นเลย
ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกนี้สร้างความพึงพอใจให้กัสอยู่ลึกๆ เพราะนอกจากหญิงสาวที่มีหน้าอกใหญ่โตแล้ว เขาเองก็พึงพอใจกับหญิงสาวร่างเล็กไม่น้อยไปกว่ากัน
แต่ในขณะเดียวกันกัสก็แอบสงสัยว่าทำไมส่วนสูงของมิโดริถึงไม่เพิ่มขึ้นเลยเช่นกัน ซึ่งต้องบอกว่านับจากวันที่เขาเริงรักกับมิโดริเป็นครั้งแรก จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งผ่านมานานหลายเดือนแล้ว มิโดริก็ไม่ได้สูงขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่น้องสาวของเขา ข้ารับใช้ที่ยังเยาว์วัยไปจนถึงหญิงสาวคนอื่นๆ เติบโตขึ้นมากทั้งยังเติบโตขึ้นมาอย่างอุดมสมบูรณ์มากอีกด้วยเนื่องจากสารอาหารที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ รวมไปถึงการบำรุงจากกัสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเติบโต
ขนาดซีต้ากับบราวนี่ยังหน้าอกใหญ่ขึ้นมาตั้งเยอะ แต่มิโดริกลับไม่สูงขึ้นเลยสักนิดเดียว
ความผิดปกตินี้ทำให้กัสแอบสงสัย ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามออกมาเพราะในสายตาของเขามิโดริในตอนนี้เป็นหญิงสาวแบบที่เขาชอบอยู่แล้ว
ซึ่งแน่นอนว่ากัสไม่มีทางรู้ได้เลยว่าการเติบโตที่ผิดปกตินี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของมิโดริเองเพราะว่าตัวเธอนั้นรู้ถึงรสนิยมของเขาดี เธอเลยทำให้ตัวเองหยุดสูงขึ้นเพื่อรักษาร่างกายที่ทำให้เขาพึงพอใจเอาไว้
เหตุผลที่ทำให้มิโดริต้องฝืนทำอะไรแบบนี้ก็เพราะเธอรู้ดีว่าหากเธอโตขึ้นไปมากกว่านี้ มันจะทำให้เธอสูญเสียเสน่ห์ในแบบที่กัสชอบไป
เนื่องจากเผ่าภูตพฤกษานั้นไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมส่งผลให้พัฒนาการทางด้านหน้าอกของเผ่าภูตพฤกษามีน้อยกว่าเผ่าอื่นๆ หากต้องแข่งกับคนอื่นด้วยขนาดของหน้าอกมิโดริย่อมไม่สามารถเอาชนะใครได้ เธอจึงตัดสินใจรักษาร่างกายที่ดูเหมือนเด็กสาวเอาไว้เพื่อให้เข้ากับขนาดของหน้าอกที่เล็กกว่าหญิงสาวทั่วไป
หลังจากค่ำคืนที่เร่าร้อนซึ่งทำให้เธอมีความสุขจนแทบหยุดหายใจ มิโดริก็รู้ตัวแล้วว่าการตัดสินใจของเธอนั้นถูกต้องแล้ว
เมื่อเช้าของวันใหม่มาถึง เมล็ดพันธุ์ทั้งสองที่เธอปลูกฝังเอาไว้ก็เริ่มแตกหน่อแทงยอดอ่อนออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ
มิโดริที่ตื่นขึ้นมาแต่งตัวในตอนเช้าสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ตอนที่เธอส่องกระจก ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เธอตกตะลึงไปนานหลายสิบนาทีจนรู้สึกตัวขึ้นอีกทีก็ตอนที่กัสลุกขึ้นมาจากเตียง
“เช้าแล้วหรอ..”
กัสตื่นขึ้นมาแบบมึนๆ พลางอ้าปากหาวยาวๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะสังเกตเห็นมิโดริที่มองมาทางเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดีจนผิดปกติ
“เป็นอะไรไปมิโดริ..มีอะไรผิดปกติงั้นหรือ”
มิโดริยังคงอึ้งอยู่จนเผลอพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัวแล้วส่ายหน้าเมื่อตั้งสติได้ทำเอากัสที่ยังไม่ตื่นดีเกิดอาการสับสนเล็กน้อย
แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นยอดอ่อนที่แทงยอดออกมาจากเมล็ดพันธุ์ที่มิโดริปลูกฝังเอาไว้บริเวณขมับ เขาเลยส่งเสียงทักด้วยความประหลาดใจ
“หืม..เมล็ดมันงอกแล้วนี่”
“ค่ะ..มันงอกออกมาแล้ว..”
ปฏิกิริยาตอบสนองของมิโดรินั้นค่อนข้างที่จะแปลกอยู่บ้าง ทว่ากัสก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้ เขาจึงไม่ได้ติดใจอะไรมากนักนอกจากยิ้มน้อยๆ ด้วยความชื่นชม
ต่างกับมิโดริที่กำลังพยายามสงบใจอย่างเต็มที่ก่อนจะหันกลับไปมองภาพสะท้อนในกระจกอีกครั้งพลางใช้นิ้วมือสางเส้นผมของเธอเบาๆ เพื่อดูให้ชัดๆ ว่าขนาดของยอดอ่อนที่งอกออกมานั้นมีขนาดใหญ่แค่ไหนแล้ว
เมื่อเห็นขนาดที่ยาวเกือบหนึ่งนิ้วมิโดริก็สูดลมหายใจเข้าไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของเธอทอประกายสดใสเต็มไปด้วยความสุขที่แทบจะกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้
หลังจากตรวจสอบจนมั่นใจว่าเมล็ดพืชทั้งสองเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ มิโดริก็กรีดร้องออกมาด้วยความยินดี ก่อนจะโถมเข้าไปกอดกัสด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ
“สุดยอดเลยค่ะท่านกัส!! ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ!!”
กัสสับสนไปเล็กน้อยแต่ก็พยายามตอบรับกลับไปด้วยความยินดี พลางลูบไปตามแผ่นหลังและสะโพกของเด็กสาวอย่างแผ่วเบาด้วยความเพลิดเพลินใจ
มิโดริยิ้มหวานด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะความตื่นเต้น ก่อนที่เธอจะจูบกัสด้วยความรักที่ลึกซึ้งจนกลายเป็นศึกรักรับอรุณที่เร่าร้อนและสุขสม
หลังจากนั้นมิโดริก็ค่อยๆ สงบลงและเล่าให้กัสฟังถึงเหตุผลที่เธอดีใจจนแทบคลั่งแบบนั้น
เหตุผลที่ทำให้มิโดริดีใจขนาดนี้ก็เป็นเพราะว่ากัสช่วยให้เธอพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วราวกับความฝัน ยอดอ่อนที่งอกออกมานั้นเติบโตขึ้นด้วยความเร็วที่น่ากลัวมาก
ขนาดของยอดอ่อนที่งอกออกมาจากเมล็ดนั้นเทียบได้กับการเติบโตตามธรรมชาติถึง 1 ปีเต็มๆ จึงไม่น่าแปลกเลยที่มิโดริจะตกใจและตื่นเต้นยินดีขนาดนี้
แนวทางการฝึกฝนของเผ่าภูตพฤกษานั้นพึ่งพาการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ของพืชชนิดต่างๆ ลงในร่างกายเพื่อหยิบยืมเอาคุณสมบัติและความสามารถของพืชนั้นๆ มาพัฒนาร่างกายของตนเอง
เมล็ดพันธุ์ทั้งสองเมล็ดที่มิโดริได้รับมานั้น เธอบ่มเพาะมันขึ้นมาจากต้นอ่อนของต้นสนหิมะจันทราและต้นสนภูผาเหล็กนิลที่กัสมอบให้
ต้นไม้ทั้งสองชนิดล้วนเป็นต้นไม้ที่อยู่ในสายพันธุ์ของต้นสน ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับต้นไม้ที่แม่ของเธอใช้เป็นร่างต้นของเธอ ด้วยเหตุนี้ต้นไม้ทั้งสองชนิดจึงมีความเข้ากันได้กับร่างกายของเป็นอย่างมาก
ลำพังแค่ของขวัญชิ้นนี้มิโดริก็มีความสุขมากแล้ว ทว่าเธอยังไม่พึงพอใจเพียงเท่านี้เธอจึงใช้วิธีบ่มเพาะต้นกล้าทั้งสองซ้ำอีกครั้งและปรับปรุงมันด้วยพลังของเธอจากนั้นก็ทำให้มันกลับกลายเป็นเมล็ดพันธุ์อีกครั้งก่อนจะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์จนพลังชีวิตถึงจุดอิ่มตัว
จากนั้นเธอจึงฝังมันลงไปที่บริเวณขมับทั้งสองข้างซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมต่อกับสมองของเธอ จุดนี้คือจุดที่สำคัญที่สุดของเผ่าภูตพฤกษาซึ่งสามารถปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ลงไปได้เพียงสองเมล็ดเท่านั้นทั้งยังเป็นตำแหน่งที่เมื่อปลูกฝังลงไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกเลยตลอดชีวิต
เนื่องจากการเชื่อมต่อโดยสมบูรณ์กับสมองของภูตพฤกษาทำให้พวกเธอสามารถควบคุมพืชชนิดนั้นๆ ได้เหมือนกับส่วนหนึ่งของร่างกาย
นอกจากนั้นพวกเธอยังสามารถดูดซับคุณสมบัติทั้งหมดของพืชดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมิโดริจึงบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทั้งสองจนถึงจุดอิ่มตัวและปรับปรุงมันให้มีศักยภาพที่สูงขึ้นจนถึงขีดสุดโดยแลกมากับการเจริญเติบโตที่เชื่องช้าของมัน
และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้มิโดริตื่นเต้นยินดีขนาดนี้เพราะเธอปรับแต่งมันให้โตได้ช้ามากๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของมัน
แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นด้วยการเริงรักกับกัสเพียงค่ำคืนเดียว ยอดอ่อนของต้นสนทั้งสองชนิดที่เธอเพิ่งจะปลูกฝังก็งอกออกมาได้ขนาดนี้แล้ว
ความเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นจากภายนอกนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเธอ
ในตอนนี้ความสามารถของต้นสนทั้งสองชนิดได้ถ่ายทอดเข้ามาสู่ร่างกายของเธอแล้วและมันก็เติบโตขึ้นพร้อมกับตัวเธอตลอดเวลา
คุณสมบัติของความแข็งแกร่งที่ได้มาจากต้นสนภูผาเหล็กนิลได้ทำให้ร่างกายของมิโดริแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากกว่าเดิมมากทั้งยังทำให้เธอมีพละกำลังมากขึ้นอีกด้วย
คุณสมบัติที่ได้มาจากต้นสนหิมะจันทราเองก็ทำให้เธออดทนต่อความร้อนเย็นได้มากขึ้นแถมยังมีความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณในธรรมชาติที่สูงอย่างมาก
ในตอนนี้แค่การหายใจเข้าออกมิโดริก็สามารถดูดซับพลังวิญญาณเข้าไปในร่างกายได้ตลอดเวลา ซึ่งความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณของเธอนั้นเทียบได้กับการฝึกฝนวิชาลมหายใจวิญญาณของคนทั่วไปเลยทีเดียว
ความสำเร็จนี้เปรียบได้กับปาฏิหาริย์ของมิโดริเพราะนับตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจเลือกศักยภาพในอนาคตแทนที่จะเป็นความสำเร็จในปัจจุบันเธอก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าเธออาจจะถูกทุกคนทอดทิ้งได้เพราะไม่อาจเติบโตตามทุกคนได้ทัน
ทว่าตอนนี้มิโดริไม่กลัวอีกแล้วเพราะถ้าหากค่ำคืนที่เร่าร้อนของเธอกับกัสเพียงหนึ่งคืน ก็ทำให้การฝึกฝนของเธอก้าวหน้าไปได้ถึง 1 ปีแบบนี้เธอก็ไม่จำเป็นต้องกลัวที่จะถูกทิ้งอีกต่อไป
เนื่องจากมิโดริไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เธอกลัว แต่บอกกัสเพียงความสำเร็จที่เธอได้รับ เขาเลยไม่รู้อะไรมากนักนอกจากเรื่องที่เมล็ดพันธุ์ทั้งสองงอกออกมาเพราะการช่วยเหลือของเขาเมื่อคืนก่อน
กัสที่รู้เรื่องนี้ก็ตื่นเต้นยินดีไม่น้อยจนอดไม่ได้ที่จะลองช่วยมิโดริอีกครั้ง แต่เขาก็ถูกเธอหยุดเอาไว้ก่อน
“อย่าเพิ่งฝึกเลยค่ะท่านกัส ท่านเพิ่งจะช่วยข้าไปเมื่อคืนเอง ตอนนี้พวกมันเติบโตมากจนผิดปกติแล้ว ยังไงขอให้ข้าตรวจสอบมันดูสักอาทิตย์ก่อนนะคะ”
“อ่า..เข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าข้าจะใจร้อนเกินไปอีกแล้วสินะ ขอโทษนะมิโดริ”
“ไม่หรอกค่ะ..ทั้งหมดเป็นเพราะความอ่อนโยนของท่านกัส ข้าไม่โทษท่านหรอกค่ะ”
หลังจากหวานกันอยู่นานสองนาน ประตูบ้านก็ถูกเคาะเบาๆ เนื่องจากทั้งสองไม่ยอมออกมาทานข้าวเช้าสักที น้องสาวคนรองของกัสก็เลยถูกส่งมาเรียกพวกเขาสองคน
กัสหันไปยิ้มให้มิโดริด้วยความขัดเขิน เช่นเดียวกับมิโดริที่อายจนหน้าแดงก่ำ ก่อนจะรีบช่วยปรนนิบัติเขาแต่งตัวแล้วออกไปทานอาหารเช้าที่สายไปบ้างแล้วกับทุกคน
แม้ว่ามิโดริกับกัสจะมาช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเพราะทุกคนรู้นิสัยของกัสดีและครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาสายเพราะมาต่อศึกรักในตอนเช้าแบบนี้
ด้วยเหตุนี้ช่วงเวลาที่น่าอึดอัดในตอนเช้าถึงผ่านไปอย่างเรียบง่าย วิถีชีวิตของทุกคนดำเนินต่อไปพร้อมๆ กับการเติบโตที่น่าทึ่ง
กัสยังคงทำงานของเขาต่อไปเช่นเดิม ทว่าครั้งนี้เขาทำได้เร็วกว่าเดิมถึง 3 เท่าเพราะการบรรลุถึงระดับผลึกและความชำนาญที่เพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิมมาก กัสก็เลยใช้เวลาที่เหลืออยู่ไปกับการฝึกฝน พลังวิญญาณที่สงบนิ่งมานานหลายวันก็เริ่มหมุนวนเป็นวังวนอีกครั้ง
ผลลัพธ์จากการฝืนบังคับให้พลังวิญญาณตกผลึกในครั้งก่อนทำให้ตะกอนวิญญาณในทะเลสาบวิญญาณของเขาหายไปจนหมด ความหนาแน่นของพลังวิญญาณเหลวก็ลดลงไปมาก กัสจึงต้องเริ่มทบทวนกระบวนการฝึกซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
พลังวิญญาณที่กระจายตัวเป็นหมอกดูดกลั่นรวมกับพลังวิญญาณเหลวและเพิ่มปริมาณพลังวิญญาณและความหนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปริมาณพลังวิญญาณในทะเลสาบเพิ่มขึ้นจนถึงขีดจำกัด กัสก็เริ่มกลั่นพลังวิญญาณให้หนาแน่นขึ้นอีกครั้งก่อนจะหยุดลง
กัสถอนหายใจออกมายาวๆ ด้วยความปลอดโปร่งก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มขยับแขนขาไปมาเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าเขาไม่ได้เกิดอาการเมาพลังวิญญาณอีก
“ไม่เลว ยังไม่ถึงกับทำให้เมาพลังวิญญาณสินะ ดูเหมือนว่าความก้าวหน้าในครั้งนี้จะทำให้ข้าฝึกฝนมันได้มากกว่าเดิม”
จากบทเรียนในครั้งก่อนทำให้เขารู้ว่าการฝืนมากจนเกินไปมีแต่จะทำให้ทุกอย่างมันช้าลง
หลังจากฝึกฝนจนเสร็จสิ้นแล้ว กัสก็แวะไปหาบลูอายตามนิสัย เขาอยู่กับเธออยู่นานสองนาน พูดคุยเรื่องทั่วๆ ไปเกี่ยวกับแผนการในการปรับปรุงสายพันธุ์พืชและปลาที่ตั้งใจไว้
จากนั้นก็ไปดูงานก่อสร้างในดินแดนแห่งแม่น้ำ ตรวจสอบความเรียบร้อยของบ่อเลี้ยงปลาครบวงจรของแองจี้จากนั้นก็กลับไปดูงานของแองจี้อีกรอบหนึ่งเพื่อดูว่าแองจี้มีอะไรที่ต้องการเพิ่มหรือไม่
กัสตระเวนไปรอบๆ ดินแดน ไปหาข้ารับใช้ของเขาทุกคน เดินดูงานและความเรียบร้อย พอครบกำหนดเวลา 10 ชั่วโมงก็ไปเก็บเกี่ยวพืชผลในแปลงเพาะปลูก ตามมาด้วยการจับปลาในบ่อเลี้ยงปลาครบวงจร ซึ่งง่ายกว่าตอนเลี้ยงปลาในทะเลสาบมากเพราะตัวบ่อถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนในการเก็บเกี่ยวแต่แรก
ช่วงมื้อเย็นทุกคนกินดื่มอย่างสุขสำราญใจ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการพูดคุยกันเล็กๆ น้อยๆ แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ส่วนกัสก็แวะไปหาบลูอายอีกรอบเมื่ออ่านรายงานสรุปปัญหาประจำวันเพื่อดูว่าแผนการใหม่ๆ ที่เพิ่งจะดำเนินการนั้น มีปัญหาอะไรบ้างหรือไม่
และก็แน่นอนว่าหลังจากพูดคุยเรื่องงานกันเรียบร้อยแล้ว กัสก็ไม่ลืมที่จะสานสัมพันธ์ที่เร่าร้อนกับบลูอายสักหลายยกและแถมท้ายด้วยการช่วยเธอฝึกฝนร่างกายและพลังวิญญาณ
ในตอนนี้บลูอายเริ่มหันมาฝึกฝนวิชาลมหายใจวิญญาณแล้ว แต่เพราะอุปกรณ์ฝึกยังสร้างไม่สำเร็จและวัตถุดิบก็ยังมาไม่ถึง กัสจึงต้องใช้วิธีเดิมๆ ในการช่วยบลูอายก่อน
วิธีที่ว่าคือการสร้างเขตอาคมเทียมด้วยหัวสิงโตสีดำ ทว่าครั้งนี้เขาเพิ่มเทคนิคเข้าไปเล็กน้อยด้วยการใช้หัวสิงโตของเขาสร้างวังวนพลังวิญญาณจากภายนอกแล้วให้บลูอายสูบพลังวิญญาณที่หมุนเป็นพายุเข้าไป
ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะไม่ดีมากนักแต่ก็พอจะทำให้พลังวิญญาณในทะเลสาบวิญญาณเกิดการสั่นไหวขึ้นมาบ้าง ซึ่งนับว่าได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอยู่เหมือนกัน
ทว่ามันก็ยังยากอยู่บ้างเนื่องจากบลูอายเพิ่งจะฝึกวิชาลมหายใจวิญญาณจึงได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีเท่าที่ควร
การฝึกเพียงครั้งเดียวจึงไม่ช่วยให้ทะเลสาบวิญญาณของเธอถึงจุดอิ่มตัวได้ แต่มันก็ช่วยทำให้พลังวิญญาณในทะเลสาบมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นมาก
นอกจากบลูอายแล้ว กัสก็ใช้เวลาว่างเล็กๆ ในช่วงเย็นฝึกให้เด็กสาวทุกคนรอบหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน ฝึกฝนราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็หยุดเพราะทุกคนเหนื่อยกันมามากพอแล้ว
ยามค่ำคืนกัสก็ใช้เวลาที่แสนหวานกับน้องสาวทั้งสองและอิจิโกะกับน้อง ทั้งช่วยพวกเธอฝึกฝนร่างกายด้วยเคล็ดฝึกคู่และการเติมเต็มพลังวิญญาณด้วยการฝึกฝนในเขตอาคมเทียม
ผลลัพธ์จากการฝึกฝนของทุกคนนับว่าดีมากทีเดียวเพราะพวกเธอบรรลุถึงระดับเหลวแล้ว แม้ว่าทะเลสาบวิญญาณจะมีพลังวิญญาณเหลวอยู่ไม่มาก แต่เมื่อมีการกลั่นตัวแล้วการฝึกฝนต่อจากนี้ก็ไม่ได้ยากอีกต่อไป
เนื่องจากจิตสำนึกที่เติบโตขึ้นพร้อมกับพลังวิญญาณทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซับพลังวิญญาณเพิ่มพูนขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง การดูดซับพลังวิญญาณจนทะลุจุดอิ่มตัวเพื่อกลั่นเป็นหยดพลังวิญญาณจึงง่ายกว่าเดิมมาก
ด้วยการใช้เคล็ดยาสูบพลังวิญญาณกับเขตอาคมเทียม การกลั่นพลังวิญญาณจึงคืบหน้าไปอย่างก้าวกระโดด
เป็นธรรมดาที่ความยากจะเริ่มต้นจากก้าวแรก แต่เมื่อก้าวข้ามไปได้มันก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย หยดพลังวิญญาณแรกสุดที่กลั่นออกมาได้ นำพาหยดพลังที่สองและสามตามมาอย่างง่ายๆ เมื่อมีเขตอาคมเทียมช่วยอีกแรงหนึ่ง มันก็ง่ายมากกว่าเดิมหลายเท่า
ค่ำคืนนั้นน้องสาวทั้งสองของกัสกลั่นพลังวิญญาณเพิ่มได้คนละ 10 หยดเป็นอย่างน้อย ส่วนอิจิโกะกับน้องที่เพิ่งจะบรรลุหลังจากพวกเธอก็กลั่นได้มากกว่า 5 หยดในคืนเดียว
หลังจากความสำเร็จเล็กๆ ยามค่ำคืน วันต่อๆ มาการฝึกฝนของห้าสาวก็ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด จำนวนหยดพลังวิญญาณที่กลั่นได้เพิ่มขึ้นไม่มีหยุด
เช่นเดียวกับตัวกัสที่เพิ่มขนาดของผลึกวิญญาณให้ใหญ่ขึ้นได้อีกราวๆ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นระดับความเร็วในการเติบโตที่น่าสะพรึงกลัว
นอกจากความสำเร็จของกัสกับน้องสาวและอิจิโกะกับน้องแล้ว คนอื่นๆ ก็เริ่มได้สัมผัสกับความสำเร็จไปด้วยเช่นกัน แต่ละคนได้สัมผัสกับจุดอิ่มตัวของพลังวิญญาณและก้าวข้ามไปยังระดับเหลวได้ด้วยความพยายามเพียงครั้งเดียว
จนกระทั่งวันหยุดแรกมาถึง แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นที่ใจกลางดินแดน พร้อมๆ กับการมาถึงของข้ารับใช้ทั้งสองของบลูอายและวัตถุดิบที่กัสแลกเปลี่ยนมาจากตระกูล
การปรากฏตัวในครั้งนี้ปรากฏขึ้นในช่วงเช้าของวันขณะที่ทุกคนกำลังทานมื้อเช้าอยู่เช่นเคยนับว่าเป็นการเดินทางที่มาตรงตามกำหนดอย่างแท้จริง
ทุกคนลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วออกไปต้อนรับสมาชิกใหม่ด้วยความยินดี
กัสกับบลูอายเดินนำเข้าไปต้อนรับสองสาวที่มาใหม่ พลางทักทายด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ
“ยินดีต้อนรับทั้งสองคน ขอบใจที่ลำบากนะ”
“ไม่หรอกค่ะท่านกัสโทนีย่า ท่านบลูอาย พวกเราเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้นเองค่ะ”
สองสาวยิ้มรับให้กับเจ้านายของพวกเธอ พลางมองดูกัสที่เดินนำหน้ามาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเข้าใจได้ในอึดใจว่าเขานั้นคือเจ้านายอีกคนของพวกเธอเช่นกัน
เนื่องจากความสัมพันธ์ของกัสกับบลูอายยังไม่ได้รับการยืนยันโดยสมบูรณ์เพราะทั้งสองยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ความสัมพันธ์ในปัจจุบันจึงอยู่ในสถานะของคู่หมั้น ยังไม่ใช่สามีภรรยาอย่างเป็นทางการ
ด้วยเหตุนี้การวางตัวของกัสจึงทำให้สองสาวประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าเจ้านายของพวกเธอนั้นตกลงปลงใจที่จะแต่งให้กับกัสแล้ว พวกเธอจึงปรับความคิดอย่างรวดเร็วและแสดงความเคารพต่อเขาเช่นเดียวกับเจ้านายของพวกเธอ
หลังจากกล่าวคำต้อนรับและทักทายกันพอหอมปากหอมคอพวกเธอก็เริ่มแนะนำตัวกันเล็กน้อย ทั้งสองเป็นพี่น้องกันมาจากสายตระกูลเดธซี หนึ่งในสายตระกูลข้ารับใช้ของตระกูลอันดูวเดธ
สถานะของพวกเธอเป็นเช่นเดียวกับลิลลี่ นั่นคือตระกูลข้ารับใช้ ด้วยเหตุนี้พวกเธอจึงมีชื่อเป็นของตัวเองต่างกับข้ารับใช้เผ่าแมลง
ในความเป็นจริงคนแคระสาวทั้งสามเองก็มีชื่อเช่นกัน ทว่ากัสไม่ได้ถามพวกเธอถึงเรื่องนี้เพียงเท่านั้น เนื่องจากความเคยชินของเผ่าอสูรที่เด็กๆ จะไม่มีชื่อจนกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่หรือได้รับการตั้งชื่อเป็นกรณีพิเศษ
ต่างกับเผ่ามนุษย์หรือเผ่าคนแคระที่จะมีชื่อมาตั้งแต่เกิด
อย่างสองสาวจากตระกูลเดธซี พวกเธอเองก็มีชื่อเหมือนกัน คนพี่ชื่อมัจฉา ส่วนคนน้องชื่อวารี ชื่อของทั้งสองนั้นทำให้กัสกับทุกคนตกใจกันไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะภาษาที่ใช้ในการตั้งชื่อนั้น เป็นภาษาของหนึ่งในผู้กล้า
เนื่องจากชื่อของทั้งสองเรียกยากพอสมควร พวกเธอจึงแนะนำให้กัสเรียกพวกเธอด้วยชื่อเล่นแทน
“นายท่านจะเรียกข้าว่าปลาก็ได้นะคะ ส่วนน้องของข้า เรียกนางว่าน้ำก็ได้”
“ปลา..น้ำ เข้าใจแล้ว ภาษาของผู้กล้านี่มีความหมายลึกซึ้งดีนะ”
“ค่ะ! ข้าเองตอนเด็กๆ ก็โดนเรียกแบบผิดๆ ถูกๆ เหมือนกัน ข้าเข้าใจดีเลยละคะ”
สองสาวยิ้มรับอย่างเป็นมิตรด้วยท่าทีที่เปิดเผยจนน่าประทับใจ
กัสเองก็พยายามจดจำชื่อของสองสาวเอาไว้และพยายามจดจำใบหน้าของพวกเธอเพื่อแยกพวกเธอออกจากกันไปพร้อมกันเพราะสองสาวนั้นมีใบหน้าที่คล้ายกันมากทีเดียว
แต่ไม่นานนักกัสก็หาจุดสังเกตที่จดจำได้ง่ายๆ มาได้ เนื่องจากสีผมของคนพี่นั้นจะเข้มกว่าคนน้อง มันดูเป็นสีน้ำเงิน ส่วนคนน้องจะสีอ่อนกว่าจนดูเหมือนจะเป็นสีฟ้า ในขณะที่สีตาจะต่างกัน คนน้องเป็นสีน้ำเงิน ส่วนคนพี่จะเป็นสีฟ้า
พอแนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็ถูกพาตัวไปยังที่พักที่กัสจัดเอาไว้ให้ ซึ่งมีด้วยกันสองที่เลยทีเดียว ที่หนึ่งนั้นอยู่ในดินแดนหลักเป็นบ้านพักระดับ 3 ทั้งสองหลัง ส่วนอีกที่หนึ่งนั้นเป็นบ้านพักระดับ 1 ที่สร้างเอาไว้สำหรับพักชั่วคราวเนื่องจากการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาตินั้น มันกินเวลานานมาก
ในขณะเดียวกันกัสก็สร้างโรงเพาะพันธุ์ระดับ 5 เอาไว้ใกล้ๆ จุดที่สร้างบ่อสำหรับปรับปรุงสายพันธุ์ปลาด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้เขาสร้างตามคำแนะนำของซีต้าเพราะเธอบอกว่าการปรับปรุงสายพันธุ์ด้วยวิธีปกตินั้นมันต้องใช้เวลาที่นานมาก หากไม่มีตัวช่วยแบบนี้มันคงจะทำได้ยากขึ้นไปอีก
พื้นที่สำหรับปรับปรุงสายพันธุ์นั้นถูกสร้างขึ้นจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว กัสก็เลยพาสองสาวไปดูที่ทำงานของพวกเธอซึ่งทำให้สองสาวตื่นเต้นมากทีเดียว
ค่ำคืนนั้นกัสกับบลูอายมานั่งอธิบายถึงหน้าที่ของทั้งสองสาวจากนั้นก็ทิ้งอุปกรณ์ทั้งหมดและไข่ปลาทุกสายพันธุ์เท่าที่ระบบดันเจี้ยนมีขายเอาไว้ให้พวกเธอ รวมกับข้อมูลที่คัดลอกออกมาจากหน้าต่างระบบของดันเจี้ยน
เมื่อทุกอย่างถูกส่งมอบให้แล้วกัสกับบลูอายจึงบอกลาสองสาวแล้วบอกให้พวกเธอพักผ่อนไปก่อนไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำงาน