“เพียะ!”
เสียงตบแสบแก้วหูดังก้องไปทั่วห้องผู้ป่วย
ทุกอย่างเงียบเสียงลงไปในทันที
“คุณหมายความว่าอย่างไร?” ซูฮ่าวมองไปทางไป๋เหวินหลิงด้วยใบหน้าไร้อารมณ์แววตาเฉียบคม
ออร่าที่น่าหวาดกลัวแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาอย่างท่วมท้นทำให้ห้องผู้ป่วยสั่นสะเทือนไปทันที
“ซูฮ่าว ทำไมคุณถึงทำเรื่องแบบนั้นกับไป๋เจี๋ย?” ไป๋เหวินหลิงน้ำตาไหลพราก เธอกัดฟันกรอด ใบหน้านอกจากความผิดหวังก็มีแต่ความสิ้นหวัง
“ฉันคิดว่าคุณจะไม่ใช่ลูกคุณหนูคาสโนวาแบบเดิมอีกแล้ว แต่ว่าฉันคิดผิดไปเลือดชั่วมันอยู่ในกระดูก มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้หรอก”
“ฉันนี่โง่จริงๆ เลย คาดไม่ถึงว่าจะเก็บหมาป่าไว้ที่ข้างตัวอีกทั้งหมาป่าตัวนั้นยังเป็นคนที่ข่มขืนญาติของฉันด้วย”
“ตอนนี้ คุณไสหัวออกไปซะ แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าคุณอีก!”
เมื่อพูดจบเธอก็เดินออกไปที่หน้าประตูอย่างเดือดดาลมือข้างหนึ่งพยุงร่างหลินอีหลุน ส่วนสายตาก็มองซูฮ่าวด้วยความโมโหน้ำตาแห่งความผิดหวังไหลอาบหน้า
“หึๆ ” ทันใดนั้นซูฮ่าวก็หัวเราะออกมา
ในรอยยิ้มของเขานั้นแฝงด้วยความเยาะเย้ยตัวเอง
โทสะของไป๋เหวินหลิงเป็นตัวแทนจุดยืนของเธอแล้ว
เขาจึงรู้สึกเพียงแค่ผิดหวังเท่านั้น
หลังจากกลับมาเกิดใหม่ เขาพยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับไป๋เหวินหลิงโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน เขาอยากจะช่วยเหลือไป๋เหวินหลิงจริงๆ
แต่ไป๋เหวินหลิงกลับสงสัยในตัวเขาอยู่บ่อยครั้ง
น่าเศร้า!
นี่เป็นเพียงคำพูดเดียวที่สามารถอธิบายความรู้สึกของซูฮ่าวในตอนนี้ได้!
“ช่างเถอะ ฉันได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว ถือว่าเราจบกันเพราะการตบนี้นับตั้งแต่นี้ไป คุณก็เป็นแค่คนผ่านทางของฉัน”
ซูฮ่าวฝืนระงับความโกรธที่พวยพุ่งอยู่ภายในใจเขาหันไปสบตากับไป๋เจี๋ยแล้วพูดด้วยความเย็นชาว่า “มิน่าล่ะคนส่วนใหญ่ถึงไม่อยากจะทำความดีผู้หญิงที่โกหกหน้าด้านๆ ไม่แยกแยะถูกผิดอย่างคุณ สมน้ำหน้าแล้ว!”
คำพูดนี้ของเขาเย็นชาอย่างมาก กอปรกับท่าทางที่เฉยเมยไร้ความปรานีทำให้ผู้คนสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย
“ขยะก็คือขยะ ทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยกับฉันแล้ว ยังจะมาด่าฉันอีกคนแบบคุณควรโดนยิงเป้าด้วยซ้ำ!” แม้ว่าไป๋เจี๋ยจะตกใจกับสายตาของซูฮ่าวแต่เธอก็ไม่ได้อ่อนแอ น้ำตายังคงไหลริน และกัดฟันกรอดด้วยความโมโห
“เธอลองพูดอีกสักประโยคสิ!” ซูฮ่าวเดินเข้ามาใกล้ไป๋เจี๋ยมากขึ้นอีกหนึ่งก้าว
ความเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากร่างกายเขาอย่างท่วมท้น ไป๋เจี๋ยรู้สึกตกใจจนต้องขยับตัวถอยหลังไปจนเกือบจะตกพื้นแล้ว
“ซูฮ่าว นายมันเดรัจฉาน หลังจากทำเรื่องแบบนั้นแล้วยังกล้าทำตัวกำเริบเสิบสานแบบนี้อีก ฉันจะต้องเอาตำรวจมาจับนายแน่นอน” หลินอีหลุนเข้ามายืนขวางไป๋เจี๋ยแล้วตะโกนขึ้นมาด้วยท่าทีเย็นชา
ซูฮ่าวยื่นมือออกมาแล้วตบไปที่ใบหน้าของหลินอีหลุน เขากดเสียงลงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร “แผนการใส่ร้ายป้ายสีของคนนั้นยอดเยี่ยมมากเลยนะแต่ฉันกลับรู้สึกว่า การฆ่าคุณตอนนี้มันง่ายเกินไป ฉันจะทำให้คุณหมดสิ้นทุกอย่างแล้วอยู่บนโลกนี้อย่างทุกข์ทรมาน ถึงจะเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมที่สุด”
เมื่อพูดจบ เขาก็ใช้หมัดทลายปอดแฝงพลังหยินอ่อนแผ่เข้าไปในร่างกายของหลินอีหลุนทันทีอย่างเงียบเชียบ
“ภายในสองวันนี้ฉันจะยึดกลุ่มบริษัทหลินชื่อของคุณมาเป็นของตัวเองถ้าฉันทำไม่ได้ ขอให้ฟ้าผ่าตาย!” ซูฮ่าวผลักหลินอีหลุนออกไป
เมื่อพูดจบเขาก็เอามือสองข้างล้วงกระเป๋า แล้วเดินผ่านไป๋เหวินหลิง แต่สายตาไม่ได้เหลือบแลมาเลยแม้แต่น้อย
สายตาที่เย็นชาและว่างเปล่า ทำให้ไป๋เหวินหลิงหนาวเย็นกว่าที่เคย
“ไอ้คนสารเลว อย่าหนีนะ!” ไป๋เจี๋ยเดินออกมาสองสามก้าวเพื่อคว้าตัวของซูฮ่าวเอาไว้
เธอยังไม่ทันได้สัมผัสตัวซูฮ่าว แต่เธอกลับต้องตกใจเพราะสายตาของอีกฝ่าย
แววตานั้นเป็นแววตาที่ไร้ความรู้สึก มันเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งเธอได้ในทันทีและวินาทีต่อมามันก็แตกสลาย
ความหวาดกลัวแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของไป๋เจี๋ย
รูม่านตาของเธอตั้งตรง ขนลุกชูชัน ทั้งตกใจระคนหวาดกลัวขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านราวกับไม่สามารถควบคุมได้
ซูฮ่าวมองไป๋เจี๋ยด้วยความเย็นชา ในแววตามีจิตสังหารไม่สิ้นสุดจากนั้นเขาก็ปกปิดมันลงไปอีกครั้ง
ตอนที่เขาเดินผ่านไป๋เหวินหลิง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านแล้วถามขึ้นมาว่า
“ซูฮ่าว ทำไมคุณถึงเปลี่ยนไปแบบนี้?”
ซูฮ่าวชะงักฝีเท้าแล้วหันหน้ากลับมา พร้อมกับมองไป๋เหวินหลิงด้วยความเย็นชาสายตาของเขานั้นเหมือนกับธนูน้ำแข็ง
“คุณเป็นใคร?”
“ฉันรู้จักคุณด้วยหรือ?”
คำพูดประโยคนั้นแฝงด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
แต่เมื่อเขาพูดจบกลับไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออารมณ์อะไรเลยซูฮ่าวเดินออกจากห้องผู้ป่วยไป
ซูฮ่าวในตอนนี้เป็นเหมือนกับน้ำแข็งที่ไม่ละลายชั่วนิรันดร์คำพูดและการกระทำของเขานั้นเย็นชาอย่างมาก
ไม่ว่าเขาจะเดินผ่านไปที่ใด ทุกสถานที่จะเต็มไปด้วยความเงียบสงัด เฉยเมยและเย็นชา ทำให้ผู้คนต้องหลีกเลี่ยงมัน ความหนาวเย็นภายในใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน
ไป๋เหวินหลิงมองตามแผ่นหลังที่จากไปของซูฮ่าว น้ำตาไหลลงมาอย่างต่อเนื่องหัวใจของเธอเหมือนถูกเข็มนับหมื่นทิ่มแทง ลำคอเหมือนถูกอะไรปิดกั้น
ความโกรธและไม่เข้าใจโจมตีเธอเหมือนกับคลื่นทะเลสาดซัดแล้วกดทับจนทำให้เธอหายใจไม่ออก
เธอไม่เข้าใจ!
หลายวันก่อนหน้านี้ซูฮ่าวยังดีๆ อยู่เลย แต่พริบตาเดียวก็เปลี่ยนไปเป็นคนที่เลือดเย็นไร้หัวใจอีกทั้งยังทำเรื่องที่น่าละอายต่อฟ้าดินเช่นนี้ด้วย
หรือเพราะเขาต้องการจะระบายอารมณ์ที่โดนไล่ออกจากบ้าน?
หรือนี่จะเป็นธาตุแท้ที่เพิ่งถูกฉีกหน้ากากออกมา?
เธอแยกแยะไม่ออกแล้ว
แต่เธอรู้ว่า ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เธอจะเกลียดซูฮ่าวตลอดชีวิต!
“แกรก!”
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ผู้อำนวยการและคนอื่นๆ เดินเข้ามาในห้อง
“ประธานหลิน จัดเตรียมห้องผู้ป่วยระดับพิเศษเรียบร้อยแล้วครับ สามารถย้าย… เอทำไมสีหน้าของคุณถึงแย่ขนาดนี้ล่ะ?”
หลินอีหลุนกุมท้องของตัวเอง หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ “เมื่อกี้นี้มีคนที่ชื่อว่าซูฮ่าวเข้ามาก่อความวุ่นวายในห้องผู้ป่วยเขาไม่เพียงแต่จะข่มขืนคุณไป๋เจี๋ย แต่เขายังทำร้ายร่างกายฉันด้วยตอนนี้พวกคุณรีบไปแจ้งตำรวจเลย แล้วรีบจับเขามาให้เร็วที่สุด”
ผู้อำนวยการชะงักไป จากนั้นก็ให้แพทย์ดูแลที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขาไปโทรแจ้งตำรวจ
ส่วนเขาก็สำรวจร่างกายของหลินอีหลุนหนึ่งรอบ แล้วพูดขึ้นมาว่า “ประธานหลิน บริเวณหน้าท้องของคุณได้รับการโจมตีอย่างแรงอาจจะกระทบกระเทือนถึงกระดูก คุณตามผมไปตรวจ CT สแกนก่อนเถอะครับ”
“ได้” หลินอีหลุนอดทนต่อความเจ็บปวดบริเวณท้องแล้วพยักหน้า
ตอนที่เขาเดินไป เขาก็หันมามองทางไป๋เหวินหลิง แล้วพูดขอโทษว่า “เหวินหลิง ขอโทษจริงๆ นะ ฉันมันไร้ประโยชน์ฉันไม่สามารถขวางทางไอ้สารเลวซูฮ่าวนั่นได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของประธานหลิน” ไป๋เหวินหลิงส่ายหน้า เธอระงับความเกลียดซูฮ่าวที่อยู่ภายในใจลงจากนั้นก็ฝืนยิ้มขึ้นมา
เมื่อเห็นดังนั้น หลินอีหลุนก็ไม่ได้พูดอะไรมากก่อนจะเดินตามผู้อำนวยการออกจากห้องผู้ป่วยไป
หลังจากเขาเดินออกไปแล้ว ไป๋เจี๋ยนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงน้ำตาไหลรินเหมือนกับก๊อกน้ำที่ปิดไม่สนิท จนทำให้ชายเสื้อของเธอเปียกชุ่ม
เธอรู้สึกแสบปลายจมูก ก่อนจะหลับตาลงเพราะกลัวว่าตัวเองจะตะโกนกรีดร้องออกมา และกัดริมฝีปากของตัวเองแน่น
“ไป๋เจี๋ย พี่ขอโทษเธอด้วยนะ” ไป๋เหวินหลิงนั่งลงที่ด้านข้างเธอใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและโทษตัวเองและเธอก็ยิ่งรู้สึกโกรธซูฮ่าวมากขึ้นกว่าเดิม
ลูกพี่ลูกน้องของเธอกำลังอยู่ในช่วงวัยแรกแย้มแต่กลับถูกว่าที่พี่เขยอย่างซูฮ่าวแย่งชิงครั้งแรกไป ข่มขืนเธอสุดท้ายยังมาสร้างเรื่องใหญ่โตต่อหน้าเธออีก
ความรู้สึกเจ็บปวดและถูกกระตุ้นแบบนี้ ใครมันจะสามารถทนรับได้
ไป๋เจี๋ยไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้น เธอร้องไห้จนหมดสติไป
เมื่อเห็นดังนั้น ไป๋เหวินหลิงก็หน้าเปลี่ยนสีแล้วรีบพุ่งตัวไปที่หน้าประตู แล้วตะโกนเสียงดังว่า “คุณหมอคะน้องของฉันหมดสติไปอย่างกะทันหันแล้วค่ะ!”
หมอและพยาบาลรีบเข้ามาพาไป๋เจี๋ยไปที่ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินทันที
………………..
หลังออกจากโรงพยาบาลแล้วซูฮ่าวก็เรียกรถไปที่บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น
สีหน้าของเขานั้นเย็นชามาตลอดทาง ออร่าความชั่วร้ายที่แผ่กระจายออกมาทำให้คนขับรถไม่สามารถขับได้อย่างราบรื่น
พูดตามตรงแล้ว ตอนนี้ซูฮ่าวรู้สึกโมโหมาก
ไอ้หมากัดหลี่ว์ต้งปิน1 พวกคนไม่รู้จักชั่วดี!
เมื่อวานเขาพยายามช่วยไป๋เจี๋ยทุกวิถีทาง แต่สุดท้ายเขากลับกลายเป็นคนที่ข่มขืนเธอ
แต่ก็ช่างมันเถอะ ไป๋เหวินหลิงที่ไม่รู้ความจริงก็ยังตบเขาเพราะเรื่องนี้ด้วย
ถ้าเขาไม่ได้นึกถึงหนี้ที่ติดค้างไป๋เหวินหลิงเมื่อชาติที่แล้วเขาจะต้องเตะเธอกระเด็นแน่นอน
“ผู้หญิงไม่มีสมองคนนี้!” เมื่อคิดถึงตรงนี้ใบหน้าของซูฮ่าวก็เต็มไปด้วยโทสะ กระจกรถส่งเสียงกร๊อบแกร๊บขึ้นมาทันทีที่เขาบีบมัน
คนขับรถมีเหงื่อไหลเต็มหน้าผาก หัวใจของเขาเต้นตึกตัก รู้สึกไม่สบายใจ เขาคิดว่าหากเขาทำอะไรให้ซูฮ่าวไม่พอใจอีกฝ่ายจะลงมือกับเขาทันที
สิบนาทีผ่านไป รถก็ขับมาถึงบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น
ซูฮ่าวจ่ายเงินแล้วลงจากรถ
ในตอนนั้น เย่จื่ออี๋กำลังทำความสะอาดที่ห้องโถงอยู่เมื่อเห็นว่าซูฮ่าวมา เธอจึงออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า “คุณซู วันนี้มาเช้าจังนะคะ!”
“อือ” ซูฮ่าวตอบรับเสียงเย็น แล้วกำชับว่า “วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี ไม่ให้ใครเข้าพบเด็ดขาด และห้ามให้ใครมารบกวนฉันรวมถึงคุณด้วย”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินเข้าไปในบ้านพัก ก่อนจะเริ่มฝึกเพลงมวยอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับเป็นการระบายความโกรธแค้นภายในใจออกมาทั้งหมด
เย่จื่ออี๋มองตามแผ่นหลังของซูฮ่าวด้วยความกังวล เธอลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นซูฮ่าวโมโห ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มท่าทางเย็นชาไม่แยแส เหมือนมีพายุโหมรุนแรงจนสามารถโค่นล้มต้นไม้ได้
เธอไม่รู้ว่าเรื่องอะไรที่ทำให้ซูฮ่าวที่อ่อนโยนกลายเป็นแบบนี้ไปได้แต่เธอก็ไม่ได้เข้าไปถามในทันที เธอรู้ว่า ด้วยอารมณ์ของเขาในตอนนี้ถ้าถามไปแล้วจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร
ในตอนที่เธอกำลังคิดว่าควรจะปลอบใจซูฮ่าวอย่างไรดีรถเบนท์ลีย์คันหนึ่งก็ขับเข้ามาในบ้านพักตากอากาศ
หลังจากผ่านไปสักพัก เธอก็เห็นเงาร่างของคนสามคนเดินลงมาจากในรถ
“พ่อครับ นี่คือร้านขายยาของคุณซู” ชิวเตาอวี๋ชี้ไปทางบ้านพักตากอากาศที่อยู่ตรงหน้าและพูดกับชิวฉู่จีที่สวมเสื้อผ้าหรูหรา
ชิวฉู่จีกวาดสายตามองโดยรอบ ในแววตามีความประหลาดใจ
บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นมีขนาดใหญ่ ทอดยาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเทือกเขาสลับซับซ้อน มีอาคารหลายหลังกระจายอยู่ทั่วบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้มีน้ำ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีภูเขา ทุ่งหญ้าเขียวขจีทิวทัศน์เหมือนกับมองโกลที่เป็นเอกลักษณ์
บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นสามารถใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศได้เป็นอย่างดีเพราะว่าพื้นที่เป็นภูเขา ทำให้แบ่งสัดส่วนชัดเจน ทิวทัศน์งดงามเมื่อเปรียบเทียบกับบ้านพักตากอากาศหลังอื่น บ้านพักหลังนี้ถือว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
สามารถพูดได้ว่าเพียงแค่ราคาของบ้านพักตากอากาศหลังนี้อย่างน้อยก็ต้องมีราคาหลายร้อยล้านแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็อยากจะเข้าไปสำรวจใกล้ๆแต่ชิวเตาอวี๋กลับคว้าตัวของเขาเอาไว้แล้วเตือนว่า “พ่อครับคุณซูเป็นยอดฝีมือที่สูงส่ง เขาได้วางค่ายกลครอบคลุมไว้ทั้งหมด หากไม่ได้รับอนุญาตก็จะไม่สามารถเข้าไปในบ้านพักตากอากาศหลังนี้ได้”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?” ชิวฉู่จีรู้สึกประหลาดใจมากเขาลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินเข้าไปด้านหน้าเพื่อต้องการทดสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
แต่เมื่อเดินเข้าไปแล้ว เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นที่กระแทกกลับมาจนทำให้ตัวเขากระเด็นออกไปเมตรกว่า ก่อนจะล้มลงกับพื้น
“พ่อ/คุณชิว ไม่เป็นไรใช่ไหม?” ชิวเตาอวี๋และฟู่ลี่ที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาพยุงโดยเร็ว
“ไม่เป็นไร” ชิวฉู่จีโบกมือ เขาหันไปมองบ้านพักตากอากาศตรงหน้ารูม่านตาหดเล็กลง ในแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
บนโลกนี้… มีเทพแบบนั้นจริงๆ หรือ?
………………..
1หมากัดหลี่ว์ต้งปิน (狗咬吕洞宾) หลี่ว์ต้งปินคือหนึ่งในแปดเซียนของจีน เป็นเซียนแห่งธุรกิจการค้าอุตสาหกรรม ปัญญาชน จินตกวี อุปมาถึงคนที่ไม่รู้จักว่าใครดีใครเลว