จ้าวหยางจื่อไม่เพียงแค่ต้มกระดูกแพะ เขานำขึ้นฉ่าย นำหัวไชเท้าลงไปต้มในหม้อ ที่สำคัญกว่านั้นยังปรุงรสด้วยเกลือบริสุทธิ์เล็กน้อย ถ้าน้ำซุปถูกเขี้ยวให้เขากัน รสชาติน่าจะกลมกล่อมเป็นแน่
ด้วยน้ำรสชาติที่กลมกล่อมของน้ำซุป คงยกระดับอาหารที่เขากำลังจะทำไปอีกขั้น เพียงแค่คิดเขาก็น้ำลายสอแล้ว
ระหว่างรอให้น้ำซุปได้ที่ จ้าวหยางจื่อเพิ่งจะหมักเนื้อแพะด้วยเกลือเสร็จ เขาก็ใช้เวลานี้ไปลวกเส้นบะหมี่ที่ซีซวนทำเอาไว้ ขณะเดียวกันเขาก็กำชับให้ซีห่าวคอยดูน้ำซุป ถ้าเกิดมีฟองก็ให้ตักออก พลางหันไปพูดกับทั้งสองคนอย่างอ่อนโยนว่า
“น้องจำได้หรือเปล่าว่าพี่ทำเช่นอย่างไรบ้าง?”
“จำได้ทั้งหมดเจ้าล่ะ ตั้งแต่ที่น้องดื่มน้ำพุวิเศษนั่น ความคิดของน้องก็ลื่นไหลมากขึ้น”ซีซวนกล่าว พลางจ้องมองสิ่งที่จ้าวหยางจื่อกระทำไม่วางตา เพราะพี่ใหญ่บอกแก่นางว่าอาหารที่เขากำลังทำนี้จะเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดที่พวกเราเคยกิน ดังนั้นละสายตาไม่ได้เป็นอันขาด!
“ข้าก็เป็นเช่นเดียวกันขอรับ” ซีห่าวพูดขึ้นอีกทางด้านหนึ่ง เขาเองก็ทำแบบเดียวกันกับซีซวน
เห็นท่าทางกระตือรือร้นของทั้งสองคน จ้าวหยางจื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า “ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปพี่จะพยายามทำอาหารให้หลากหลาย ซวนเอ๋อร์ต้องมาเป็นลูกมือพี่ใหญ่ด้วยล่ะ”
“น้องเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ซีซวนพยักหน้าอย่างหนักแน่น นางเข้าใจดีว่าพี่ใหญ่ตั้งใจให้นางทำเช่นไร นางจะไม่ทำให้พี่ใหญ่ผิดหวังในตัวนางเป็นอันขาด!
“ต่อจากนี้เรื่องในครัวคงต้องฝากฝังน้องแล้ว” จ้าวหยางจื่อพูดด้วยรอยยิ้มกับซีซวน
“ไว้ใจได้เลยเจ้าค่ะ”
..
หนึ่งก้านธูปต่อมาจ้าวหยางจื่อก็ทำบะหมี่เนื้อแพะได้สามชาม ซีซวนกับซีห่าวจ้องมองมาที่ชามบะหมี่ตรงหน้าจ้าวหยางจื่อพลางกลืนน้ำลายไปหลายอึก
เพราะว่ากลิ่นหอมของบะหมี่อบอวลอยู่ในอากาศจนทำทั้งสองคนเกือบควบคุมตนเองเอาไว้ไม่อยู่ อีกทั้งหน้าตาของบะหมี่น่ารับประทานอย่างมากจนทั้งสองคนน้ำลายสอ แม้แต่จ้าวหยางจื่อก็ด้วยเช่นกัน
ขณะที่กำลังมองชามบะหมี่ ทันใดนั้นซีซวนก็ตัดพ้อออกมาด้วยความดีอกดีใจ
“ในที่สุดพวกเราก็ไม่ยากลำบากอีก อยากกินเนื้อก็ได้กินเนื้อ อยากกินอาหารดีๆ ก็ได้กิน ไม่ใช่กินแค่แผ่นแป้งจืดชืดประทังชีวิตอีกต่อไป..”
“ซวนเอ๋อร์…กินกันเถอะ” จ้าวหยางจื่อต้องการจะพูดบางอย่าง สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไม่พูดออกมา ประเดี๋ยวจะเสียบรรยากาศอันแสนสุขเอาได้
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
ทันทีที่ชามบะหมี่ร้อนๆ ถูกจ้าวหยางจื่อนำมาวางตรงหน้าทั้งสองคน สังเกตเห็นเช่นนั้นสองคู่แฝดก็ขลุกขลักร่างกายด้วยความกระตือรือร้น ทั้งสองคนอยากจะกินอาหารตรงหน้าแทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว
ทันทีที่คีบเส้นบะหมี่เข้าปากก็เกิดเสียงอ้อแอ้ดังก้องไปทั่วห้องครัว เวลานี้ใบหน้าของทั้งสองคนยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความยินดี พลันพูดประสานกันว่า
“อร่อย!!!”
พูดเสร็จก็ก้มลงไปกินต่อ สองคู่แฝดรู้สึกว่าตนเองละสายตาจากชามบะหมี่นานไม่ได้ กลับไปคีบเส้นบะหมี่เข้าปากด้วยความรวดเร็ว
ขณะเดียวกันภายในชามของทั้งสองคนดูเหมือนว่าบะหมี่จะหายไปด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์ และตะเกียบของทั้งสองคนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง จนยากที่จองตามทัน
รสชาติที่เอร็ดอร่อยท่วมท้นประสาทรับรสของทั้งสองคน ทำให้สองคู่แฝดรู้สึกมีความสุขจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
อย่างไรก็ตามเมื่อทั้งสองคนกินบะหมี่อย่างรวดเร็วจนมาถึงก้นชาม เหลือเพียงแค่เนื้อแพะสองสามชิ้นลอยอยู่ในน้ำซุป น้ำตาของทั้งสองคนก็ไหลพรากออกมา
“หมดแล้วหรือ~”
"ข้าอยากกินต่อ~"
ขณะเดียวกันจ้าวหยางจื่อก็ทานบะหมี่ของตนเองอย่างไม่เร่งรีบ พลางพินิจพิเคราะห์ในใจ
‘นี่สิถึงเรียกว่าอาหาร มีเครื่องเทศอย่างเกลือกับพลิกปรุงรสอาหารถึงมีรสชาติขึ้นมาหน่อย แม้เครื่องเทศจะน้อยแต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่สำคัญผักที่บำรุงด้วยน้ำพุวิเศษพวกนี้อีก...ถ้ามีไข่ไก่เส้นบะหมี่ของเราจะอร่อยมากกว่านี้ไหมนะ..’
ระหว่างที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์ จ้าวหยางจื่อก็โดนเสียงของคู่แฝดเรียกสติ
อะไรกัน? ข้ากินไปเพียงคำเดียว ทั้งสองคนกินหมดชามแล้ว?
ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็ได้รับแรงกดดันมหาศาลจากสายตาผู้เป็นน้องของเขา ทั้งสองคนราวกับสัตว์ร้ายจ้องมองมายังเหยื่อของตนเอง
ปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ เขารีบพูดขึ้นว่า
“เส้นบะหมี่กับเนื้อแพะยังเหลืออยู่ ไปทำกินกันเอง อ้อ อย่าใส่พริกป่นเยอะล่ะ”
“เจ้าค่ะ/ขอรับ” ทั้งสองคนดูสดใสขึ้นมาทันที ถ้าอาหารสุดอร่อยเช่นนี้ไม่เหลืออยู่คงเป็นเรื่องใหญ่อย่างมาก!
เด็กน้อยทั้งสองคนจดจำสิ่งที่จ้าวหยางจื่อสอนปรุงอาหารเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้ จึงไม่ใข่เรื่องยากนักที่จะทำบะหมี่ด้วยตนเอง ไม่นานนักร่างเล็กของทั้งสองคนก็กลับมานั่งกินอาหารตรงหน้าเขา และกินอย่างเอร็ดอร่อยอีกรอบ
จ้าวหยางจื่อสังเกตเห็นอิริยาบถของผู้เป็นน้องก็ยิ้มบางตรงมุมปาก น้องมีความสุข พี่เช่นเขาก็มีความสุขตามไปด้วย
ไม่นานจ้าวหยางจื่อก็ทานบะหมี่ชามของตนเองหมด ทว่าเขาไม่ไปทำบะหมี่มากินเพิ่มอีก เพราะรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว
สำหรับเขานั้นแม้อาหารที่บำรุงด้วยน้ำพุวิเศษจะยกความอร่อยขึ้น แต่ทว่าเขาดื่มน้ำพุวิเศษไปมากมายแล้วจึงเคยชินไปกับมัน ดังนั้นรสชาติของอาหารจึงไม่ได้อร่อยมากนัก
แต่หารู้ไม่ว่าตนเองจะกลับไปกินอาหารที่ไม่บำรุงน้ำพุวิเศษไม่ได้อีกต่อไป…
..
หลังมื้ออาหารจ้าวหยางจื่อปล่อยให้เด็กวัยเจริญอาหารทั้งสองคนกินต่อจนพอใจ เพราะอาหารดีๆ เช่นนี้พวกเขาไม่ได้กินกันได้ง่ายๆ พลางเดินเข้ามาในห้องครัวต่อ
สิ่งที่จ้าวหยางจื่อกำลังจะกระทำต่อจากนี้ก็คือสับเนื้อแพะให้ละเอียด เตรียมวัตถุดิบไว้ทำอาหารในวันพรุ่งนี้ พอสับเนื้อแพะเสร็จซีซวนก็พูดขึ้นจากทางด้านหลังของเขา
“อาหารเช้าวันพรุ่งนี้คือโจ๊กหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้องแล้ว น้องคงทำเองได้ เรามีน้ำซุปที่ดี มีเนื้อแพะ ผักขึ้นฉ่าย เกลือ โจ๊กในวันพรุ่งนี้คงอร่อยมากแน่”
“ไว้ใจน้องได้เลยเจ้าค่ะ..เอ่อ ท่านพี่พวกเราควรจับสัตว์ไปเลี้ยงในมิติย่อยเพิ่มดีหรือไม่? ถ้าพวกเราตกอยู่ในความยากลำบากอีก อาหารสำรองของพวกเรามีแค่งูกับพังพอนมันคงไม่เพียงพอ..”
จ้าวหยางจื่อถอนหายใจยาวพลางส่ายหัวให้กับความคิดของผู้เป็นน้องสาว ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
“พวกเราจะไม่นำสัตว์ไปเลี้ยงในนั้น เพราะพื้นที่มีน้อยมาก พวกเราต้องทำให้พื้นที่คุ้มค่าที่สุด”
“น้องเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
มีอีกหนึ่งตอนจะมาเร็วๆ นี้ ชดเชยเมื่อวานครับ
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel