ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 72 พลิกล็อค

            “ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง..

            เจ้าจะยอมแพ้จริงรึ?”

            เสียงฮูจินยังไม่ทันจาง สายตาทุกคู่บนอัฒจันทร์ก็พุ่งไปยังจุดเดียวกัน

            นั่นคือซุนโหวหวัง.. ที่กำลังยืนหอบอยู่ตรงนั้น

             

            “ขอรับท่านเจ้าคุณฮู..

            ฉันซุนโหวหวัง ขอยอมแพ้ต่อเกลอของฉัน.. หลิวเจี้ยน!!”

            เสียงของเพื่อนผมคนนี้.. มันชัดเจน หนักแน่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

            ผมเหลือบมอง มันยืนห่างจากจุดนัดหมายไปมากกว่าสามแผ่นกระเบื้อง ส่วนผมนั่งนิ่งอยู่ตรงจุดนั้นไม่ขยับไปไหนเลย

            ง่าย ๆ คือมันแพ้ผมแบบไม่มีข้อกังขา แพ้อย่างหมดรูป

            แล้วเชื่อเถอะ.. นี่ไม่ใช่แค่แพ้ธรรมดา แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตของโหวหวัง ที่มันแพ้ให้กับคนรุ่นเดียวกัน

            และเจ้าขนฟูนั่น..

            ก็ยอมรับมันด้วยหัวใจ

             

            “ผู้ชนะในรอบนี้ได้แก่..

            หลิวเจี้ยนแห่งสำนักสี่ขุนเขา มันจะได้เข้าสู่รอบสี่คนสุดท้ายของสายบนต่อไป มีกำหนดแข่งขันตอนยามซื่อของวันมะรืน

            ส่วนผู้แพ้..

            ซุนโหวหวังจากบ้านตระกูลพญาวานร มันจะทำการแข่งขันแก้ตัวในสายล่างในวันพรุ่งตอนยามซื่อ”

            เสียงฮูจินดังกังวานไปทั่วสนามประลอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนทั้งสนามได้ยินครบถ้วนทุกถ้อยคำ

            ก่อนที่ตาแก่นั่นจะเหลือบมองไปทางด้านข้างสนามแล้วจึงพูดต่อ

            “พักซ่อมแซมสนามสองเค่อ ผู้ที่ทำการแข่งขันในรอบต่อไป หม่าชุนเฟิงแห่งบ้านอาชาสวรรค์ปะทะจูหม่าเหรินแห่งสำนักกระบี่เปิดนภา”

             

            หลังจากคำประกาศนั้นของฮูจิน..

            ผมก็ได้ทรุดตัวนั่งแปะอยู่กับพื้น ถอนหายใจยาวเหยียดเหมือนปล่อยแรงทั้งหมดออกไปจากอก

            “วู้..! มันมากจริง ๆ”

            ผมพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง รู้สึกเหมือนมีเขาลูกโตถ่วงอยู่บนไหล่มาตลอดชีวิต แล้วตอนนี้มันเพิ่งถูกยกออกไป

            ใช่.. เสียงครหาทั้งหลายแหล่ที่เคยตามหลังผมมาตลอด ตอนนี้มันเบาหวิว ราวกับไม่เคยมีอยู่

             

            “หึ..! เป็นฉันที่เขลาเอง.. ไม่น่าไปรับคำท้าของเอ็งเลย.. เอ็งคิดวิธีรับมือฉันเอาไว้แต่แรกใช่ฤๅไม่”

            ไอ้เจ้าหน้าขนนั่นพ่นลมจากจมูกใส่ผมอย่างหมั่นไส้สุดชีวิต ในตอนที่มันเดินเข้ามาหาผม

            “ตกลงแล้ว.. อะไรทำให้เอ็งเอาชนะฉันได้ตอนวัดพละกำลังกันฮึ?”

            สายตามันจ้องมาเหมือนจะกินหัวผมอยู่กลาย ๆ

            แต่ลึก ๆ ก็รู้ว่าหมอนี่กำลังพยายามกลั้นไม่ให้ยอมรับว่าโดนหลอกไปเต็ม ๆ

             

            “จะเอาชนะคนบ้ากำลังอย่างเจ้า..

            แรงกายเพียว ๆ ทำไม่ได้หรอก..

            ในตอนที่กระบี่ของข้าและกระบองของเจ้าปะทะกัน ข้าจึงได้เรียกพลังปราณธาตุปฐพีขึ้นมาเพื่อดันหลังและขาของข้าเอาไว้

            มิเช่นนั้นรับแรงกระบองของเจ้าตรง ๆ ตัวของข้าคงปลิวหลุดออกนอกสนามไปแล้ว..”

            ผมที่นั่งแปะอยู่บนพื้นก็ขยับก้นเล็กน้อย เผยให้โหวหวังเห็นของที่ผมนั่งทับอยู่เต็ม ๆ

            “นี่ไง..

            ไอ้ก้อนที่ข้าใช้ดันหลังน่ะ มันแตกไปแล้วจากแรงปะทะ

            ส่วนก้อนที่ช่วยยันเท้ายังอยู่ดี”

            ผมพูดพลางพยักหน้าให้ดูชัด ๆ

            ตรงข้างตัวผมมีร่องรอยของก้อนดินสองก้อนขนาดไม่ใหญ่ปรากฏอยู่

            ซึ่งก็ใช้บอกและยืนยันได้เป็นอย่างดีกว่าก่อนหน้านี้ผมเคยใช้งานพวกมันมาอย่างหนักหน่วง

             

            โหวหวังทำหน้าหงิกนิด ๆ ก่อนพึมพำออกมาเหมือนพยายามปลอบใจตัวเองมากกว่าพูดให้ผมฟัง

            “ที่แท้ก็มีหลักค้ำจุน..

            เช่นนั้นก็แล้วกันไป..

            ฉันก็นึกว่าฉันแพ้เรื่องพละกำลังกับเอ็งเสียอีก..

            ที่แท้ก็เป็นอุบายของเอ็งที่ล่อให้ฉันลงเดิมพัน”

            พูดจบ.. ท่าทางของโหวหวังมันก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย

            ซึ่งผมก็พอเข้าใจมันอยู่หรอก

            สำหรับเพื่อนผมคนนี้..

            มันมั่นใจเรื่องพละกำลังของตัวเองมาตลอด พอรู้ว่าตัวเองไม่ได้แพ้เพราะผมแข็งแรงกว่า

            มันก็เหมือนว่าความภาคภูมิใจของมันจึงไม่ได้ถูกทำลายลงไป

             

            ผมเบ้ปากหน่อย ๆ แล้วยักไหล่เบา ๆ

            “ก็นะ..”

            ผมพูดพลางยื่นมือออกไปหาโหวหวัง หวังให้มันฉุดผมให้ลุกยืน

             

            ซึ่งไอ้คนตรงหน้าก็มีน้ำใจช่วยดึงผมขึ้นไป..

            แต่..

            ในตอนที่ผมกำลังเหยียดตัวลุก หมอนั่นมันก็ใช้ขาของมันเตะกวาดให้ผมล้มลงไปอีกรอบพร้อมกับหัวเราะแล้วเดินหนีไป..

            ให้ตายสิไอ้เพื่อนคนนี้..

            เจ้าคิดเจ้าแค้นชะมัด

            .

            .

            หลังจากที่หมอสนามเดินมาตรวจอาการของผมกับไอ้หน้าขน แล้วพวกเราถูกพยุงลงจากสนามไปเรียบร้อย หน่วยช่างก็รีบขึ้นมาซ่อมแซมสนามที่พังเละเหมือนโดนควายชนซ้ำ

            ผ่านไปสักพัก.. พอถึงเวลาที่กำหนดไว้ คู่ประลองในรอบถัดไปก็ขึ้นเวที

            ผลคือหม่าชุนเฟิงเป็นฝ่ายชนะ และนั่นแปลว่าเจ้าหมอนี่จะได้ประลองกับผมในรอบต่อไป ตอนยามซื่อของวันมะรืน ส่วนจูหม่าเหรินน่ะเหรอ?

            เขาตกลงไปสายล่างเรียบร้อย รอไปดวลกับโหวหวังในวันพรุ่งนี้แทน

            โชคดีหน่อยที่รอบนี้สนามไม่ได้เสียหายขนาดผมกับโหวหวังจัดไว้ก่อนหน้า การเตรียมเวทีเลยใช้เวลาไม่นาน พอซ่อมเสร็จ ปุ๊บ คู่ต่อไปก็เริ่มขึ้นทันที

            “อุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะพบคิมบีโฮจากสำนักกระบี่เหล็ก ข้าให้เวละ..”

             

            ฮูจินยังพูดไม่ทันจบดีเลย พวกเขาสองคนที่ถูกเรียกชื่อก็โผล่ขึ้นมาบนลานประลองแล้ว

            คนหนึ่งคือหญิงสาวใบหน้านิ่งเย็นแบบที่ต่อให้ระเบิดลงข้าง ๆ ก็คงไม่กะพริบตา

            ส่วนอีกคนก็คือเจ้าหนุ่มในชุดฮันบกคนเดิมที่บ้ากำลังใช้ได้

             

            ฮูจินกระแอมกลืนคำลงคออย่างสุภาพ ก่อนเปลี่ยนเป็นประกาศเสียงเรียบ

            “ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจ

            พวกเจ้าสามารถกล่าวอะไรต่อกันได้ตามสบาย”

             

            “อุสางิซากิ..”

            ยัยคนนั้นเอ่ยชื่อของตัวเองออกมาสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบที่ผมแอบคิดในใจว่า ถ้าเธอมองผมด้วยแววตานั้นตอนพูดชื่อผมนะ ผมนี่มีหลอนนอนไม่หลับไปสามคืน

            แต่ก็ต้องยอมรับว่าเธอไม่ใช่แค่ดูเย็นชาอย่างเดียว..

            แววตานั้นมันมีอะไรบางอย่าง..

            คล้ายความเคารพ คล้ายการยอมรับ เหมือนรู้ว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ประมาทได้ง่าย ๆ

            ใช่ครับ..

            ถึงหน้าจะนิ่ง แต่เธอกำลังประเมินคู่ต่อสู้อย่างรอบคอบ

             

            ส่วนคิมบีโฮก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม คือพูดน้อย

            แต่มือขวาของหมอนั่นจับด้ามดาบแน่นพลางหลับตานิ่งอยู่ครู่ใหญ่

            เหมือนกำลังปล่อยให้เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านเพื่อให้สมาธิของตัวเองจดจ่อกับการประลองแบบไร้สิ่งรบกวน

            ผมแอบมองอยู่ไกล ๆ ก็รู้เลยว่าหมอนี่..

            มันเป็นพวกสายลึก เงียบ ๆ ไม่เน้นลีลา แถมยังไม่ไว้หน้าใครอีก

             

            ซึ่งระหว่างที่คิมบีโฮมันหลับตาเหมือนทำสมาธิ กรรมการฮูจินก็ได้เอ่ยถามมันอยู่หลายครั้งว่าพร้อมแล้วหรือยัง

            แต่ฝ่ายนั้นกับเงียบไม่ตอบ..

            ด้านตาแก่ฮูจินก็เหมือนจะจนใจ จึงได้ปล่อยให้เวลาดำเนินต่อไปจบครบเวลา

            และพอถึงเวลาครบ ฮูจินก็เหินร่างขึ้นเหนือพื้นสนามก่อนประกาศเสียงดัง

            “คู่ประลองในคู่ที่สามของสายบน อุสางิซากิปะทะคิมบีโฮ..!

            เริ่มได้!!”

             

            สิ้นเสียงคำประกาศ..! เจ้าคนพูดน้อยคนนั้นก็ได้พุ่งเข้าใส่ซากิทันที

            รวดเร็ว ดุดัน และมีจิตสังหารพุ่งตามมาติด ๆ

            ทุกสิ่งอย่างที่มันทำล้วนเหมือนเดิมกับครึ่งเมื่อวานไม่มีผิด

             

            ด้านซากิเองก็ไม่ใช่พวกตื่นสนาม มือข้างหนึ่งจับพัดหยกแน่น ท่าทางของเธอมั่นคง ดวงตาจ้องตรงไปที่ดาบของฝ่ายตรงข้ามแบบตาไม่กะพริบ

            ผมมองจากตรงนี้ยังรู้เลยว่า เธอไม่ได้กลัว แต่เธอระวัง และด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว..

            กำลังแขนกับพลังปราณของหมอนั่นคือสิ่งที่ต้องระวังที่สุดในตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน

             

            เคร้ง!

            เสียงดาบกับพัดหยกกระทบกันดังสนั่นจนผมสะดุ้งเล็กน้อย

            แต่ที่ทำให้ผมเบิกตากว้างไม่ใช่แค่เสียงของอาวุธ

            แต่มันคือภาพหลังจากนั้นต่างหาก

            คราวนี้ดาบของคิมบีโฮไม่ได้ส่งฝ่ายตรงข้ามกระเด็นปลิวไปเหมือนที่ผมเคยเห็นในหลายสนามก่อนหน้านี้ แถมอุสางิซากิยังยืนปักหลักอยู่ตรงนั้นแบบนิ่งสนิท ไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว!

            คิมบีโฮขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะม้วนตัวถอยออกแล้วเก็บดาบยาวเกือบเมตรครึ่งกลับเข้าฝัก

            ท่าทางยังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะพุ่งเข้าหาซากิอีกรอบ

            แต่ผลก็เหมือนเดิมเป๊ะ ยัยซากิยังยืนอยู่กับที่ ไม่มีบาดแผล ไม่มีรอยถอย แม้แต่นิ้วเท้าก็ยังไม่ขยับ

            ซากิสามารถรับดาบที่ปราบคนลงกองได้มาหลายสนามถึงสองครั้งติด!!

            ในใจผมนี่ถึงกับอุทานชมเธอเลยทีเดียว!

             

            “สมกับเป็นคนจากห้าตระกูลเสาหลัก สามารถรับดาบของคิมบีโฮได้อย่างหมดจด!”

            “แบบนี้ถึงคุ้มค่าแรงและค่าบัตรที่ข้าทำงานเก็บสะสมเงินมากว่าห้าปี! เอาหน่อยโว้ย!!”

            “คิมบีโฮไม่อาจจัดการคู่ต่อสู้ได้ด้วยดาบเดียวอีกแล้ว แบบนี้ก็เป็นผลดีต่อคนที่ผ่านเข้ารอบหรือตกรอบ ถึงคราที่มันจักต้องแสดงฝีมือด้านอื่นแทนการออกดาบใช้กำลังกายแล้ว!”

             

            เสียงเชียร์ดังสนั่นทั่วสนาม โดยเฉพาะฝั่งอัฒจันทร์ของตระกูลศศะ ที่โห่ร้องให้กำลังใจอุสางิซากิแบบแทบยืนปรบมือทั้งแถว

            ก็แหงล่ะ..

            ใครจะไปคิดว่าเธอจะรับดาบของคิมบีโฮได้ตั้งสองดอกติดแบบนั้น

             

            แต่พอผมหันไปมองทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ บรรยากาศกลับตรงข้ามสุดขั้ว

            ตาเฒ่าซุนต้าหลี่นั่งนิ่ง สีหน้าเครียดขึงจนแทบจะหงิกเป็นปม แววตาแกมองไปทางซากิ..

            แบบที่ผมเองยังรู้สึกได้ถึงความสงสารปนเป็นห่วงอย่างจับใจ

            ต้องอะไรบางอย่างมันไม่ชอบมาพากลแน่ ๆ

            แต่แกก็ไม่ปล่อยให้ผมสงสัยนานก่อนเอ่ยออกมา

            “แบบนี้มันไม่ดีต่อแม่หนูซากิเลย..

            ไม่ดีเสียจริง..”

             

            “หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับท่านผู้เฒ่าวานร?”

            ผมอดถามออกไปไม่ได้ เสียงมันคงดังพอให้คนรอบข้างหันมามองกันนิดหน่อย

            ก็สายตาผมมันเห็นชัดอยู่แล้วว่า อุสางิซากิไม่ได้เป็นรองคิมบีโฮเลยสักนิด

             

            “ที่แม่หนูซากิรับดาบของพ่อหนุ่มสกุลคิมได้ เป็นเพราะอีกฝ่ายจงใจให้รับได้ต่างหาก”

             

            ผมหันขวับไปมองผู้เฒ่าวานรทันที

            “จงใจให้รับได้?”

             

            ยังไม่ทันจะได้ซักอะไรเพิ่ม ไอ้เจ้าหน้าขนก็แทรกขึ้นมาอีกคน

            “หรือเพราะไอ้คิมบีโฮนั่นมันกลัวอิทธิพลของคนสกุลศศะ?

            เลยไม่กล้าฟันให้ซากิตกรอบเร็วเกินไป?”

             

            ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของเจ้าคุณปู่ของโหวหวังส่ายไปมาอย่างเชื่องช้า

            “มิใช่...

            แต่พ่อหนุ่มสกุลคิมกำลังวางหมากหนักยิ่งกว่านั้นอีก..”

            พอพูดจบประโยค สายตาของคนกล่าวก็เหล่มามองผมแบบไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังจะโยนคำถามเข้าประตูบ้านผมเต็ม ๆ

            “เอ็งใช้กระบี่เป็นอาวุธ..

            เอ็งน่าจะพอรู้วิธีการถ่ายโอนแรงปะทะของกระบี่ดีอยู่แล้วกระมัง..”

             

            ผมพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่ต้องคิดนาน

            สำหรับคนใช้กระบี่อย่างผม..

            สิ่งนี้มันแทบจะเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว เวลาจะลงสนามกับใคร เรื่องพื้นฐานสุดที่ต้องรู้เลยก็คือ 'วิธีรับแรงปะทะ'

            ถ้าดันเอากระบี่ไปรับดาบหรือศาสตราของคนอื่นตรง ๆ โดยไม่ผ่อนแรงให้ดี ถึงจะกันได้ก็จริง..

            แต่ก็นั่นแหละ..

            แขนข้างถือกระบี่มีสิทธิ์ล้าไปทั้งช่วง หรือหนักกว่านั้นก็อาจทำให้กระบี่เสียคม เสียรูปทรงเอาได้ง่าย ๆ

            ส่วนทางแก้ก็ใช่ว่าจะไม่มี..

            วิธีนั้นก็ไม่ยาก.. แต่ต้องฝึกให้ชิน คือเกร็งข้อมือไว้ แต่ผ่อนศอกให้ยวบ พออาวุธอีกฝ่ายมากระแทก ข้อมือเราจะดันอาวุธเบี่ยงออกด้านข้างแทนที่จะรับเต็ม ๆ ส่วนศอกก็ช่วยดูดซับแรงกระแทกไม่ให้ย้อนเข้ามาในแขน

            ทำแบบนี้ แรงที่ควรจะเข้ามาเต็มสิบก็เหลือแค่ครึ่งเดียว แล้วเราก็จะประคองการประชันศาสตราได้นานขึ้นโดยไม่หมดแรงก่อนเวลาอันควร

             

            “นั่นแล..

            พัดหยกในมือของแม่หนูซากิก็คล้ายกัน..

            หากคลี่ออกมา มันก็มิต่างกับกงจักร แต่เมื่อหุบพัดเช่นนี้ วิธีการใช้ก็ไม่ต่างกับดาบหรือกระบี่

            เธอจึงได้ใช้วิธีถ่ายโอนแรงปะทะ ทว่าการถ่ายโอนแรงปะทะกลับสร้างผลเสียให้แก่ข้อมือและศอกของแม่หนูซากิ

            เพราะในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนพ่อหนุ่มสกุลคิมจะลงดาบ..

            อ้ายคนนั้นกลับเปลี่ยนจุดการลงดาบที่ควรจะเป็นส่วนกลางของพัด เป็นส่วนหัวของพัดแทน

            การทำแบบนั้นจะทำให้มิอาจถ่ายโอนแรงปะทะได้ ซ้ำยังทำให้ข้อมือที่เกร็งรับแรงนั้นของแม่หนูซากิเกิดความอ่อนล้าสั่งสม

            อีกข้อศอกเองก็ยังเกิดอาการตึงมาขึ้นเรื่อย ๆ

            เกรงว่าไม่นานเธอจักหมดแรงจับพัดของเธอไปเองหากพ่อหนุ่มสกุลคิมทำเช่นนี้ต่อไป..”

            สายตาของท่านซุนต้าหลี่เปลี่ยนจากมองผม เป็นหันไปมองซากิแทบในทันที

            “หรือหากว่าเธอยังฝืนรับดาบด้วยท่วงท่าเช่นนั้นต่อไป..

            เกรงว่าไม่นาน.. ความเครียดที่เกิดขึ้นของกล้ามเนื้อยิ่งมีมาก อาจทำให้ถึงขั้นพิการได้

            ร้ายสุด..

            คือไม่สามารถหยิบจับศาสตราได้อีก..

            อ้อ..

            ไม่สิ..

            อาจถึงขั้นหมดสิทธิ์ฝึกยุทธ์ไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้...”

             

            ผมหันไปสบตาไอ้เจ้าหน้าขนแทบจะพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

            สีหน้าพวกเราสองคนมันฟ้องหมด..

            คือช็อกนิด ๆ ผสมอึ้งจัด ๆ

            การรับดาบแค่นี้กลับถึงขั้นทำให้พิการได้?

            ถ้าเป็นคำพูดจากใครอื่นผมอาจขำออก แต่พอหลุดออกจากปากของคนที่เป็นถึงหนึ่งในห้าคนที่มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักร

            ไม่เชื่อก็คงไม่ได้..

             

            เราไม่ได้พูดกันตรง ๆ แต่ผมรู้ว่าเราคิดตรงกัน ก่อนที่โหวหวังจะเป็นฝ่ายถามเสียงหนักออกมา

            “แล้วมีวิธีการรับมือหรือไม่ขอรับเจ้าคุณปู่”

             

            “มากมายหลากหลาย”

            ท่านเจ้าเมืองซุนเป็นฝ่ายพูดแทนท่านผู้เฒ่าวานรทันทีที่สบตากัน

            “ลูกหวัง.. เอ็งใช้กระบอง.. วิธีการรับดาบรูปแบบนั้นสุดสามัญยิ่ง

            เพียงตั้งท่ารับแบบเคย ๆ ก็เพียงพอแล้ว..

            ส่วนการจะใช้กระบี่รับ..

            เอาที่หลานเจี้ยนถนัด ก็แค่อาศัยความปราดเปรียวอ่อนหยุ่นของร่างกายหลบหลีกเอานั้นสุดง่าย

            อย่างไรเมื่อดาบฟันไม่ถูก

            ก็ย่อมไร้ผล

            หรือหากจำเป็นต้องประดาบของพ่อหนุ่มสกุลคิมจริง ๆ ง่ายที่สุดคือการเบี่ยงตัวและตีกระบี่ไปที่โคนของดาบ เพราะในส่วนนั้นเป็นส่วนที่แรงของผู้ถือดาบนั้นเบาบางที่สุด

            ซ้ำกระบี่ที่เอ็งใช้ฟาดตอบโต้ยังสร้างแรงปะทะได้ดีกว่าส่วนอื่น”

            ตอนนั้นสายตาของเจ้าเมืองนพบุรีเหลือบไปที่ซากิบนเวทีทันทีที่พูดจบ

            “ทว่าแม่หนูซากินั้นมิได้ใช้กระบองหรือมีความปราดเปรียวเท่า

            อีกเท่าที่ดู..

            ตอนนี้แขนของเธอนั้นคงสุดล้าแล้ว

            ต่อให้เธอนึกวิธีออกตอนนี้ ก็คงมิอาจตีไปที่โคนของดาบได้แรงพอ

            เกรงว่าเธอคงต้องหาวิธีการรับมือเองเสียแล้วกระมัง..”

             

            ฟังความประโยคหลังของท่านซุนต้าชิงจบ..

            ผมก็ได้หันกลับไปมองการต่อสู้อีกครั้ง..

            ทุกอย่างที่ผมเห็นก็เหมือนจะเป็นไปตามที่ท่านผู้เฒ่าวานรพูดไม่มีผิด

            ตอนนี้สีหน้าของอุสางิซากิเริ่มเผยอาการเหนื่อยล้าออกมาชัดเจน

            จะไม่ให้เหนื่อยได้ยังไง ในเมื่อเธอรับดาบของคิมบีโฮไปแล้วไม่ต่ำกว่าหกครั้ง แถมข้อมือก็เริ่มแดงช้ำจนเห็นได้ชัด ตามกระดูกนิ้วก็เริ่มขึ้นรอยห้อเลือด ราวกับทุกอย่างกำลังเป็นไปตามคำเตือนของท่านซุนต้าหลี่แบบเปะ ๆ

             

            แล้วเมื่อผมเปลี่ยนจากการรับแลกอาวุธไปมาของคนทั้งสอง เป็นใจจดจ่ออยู่ที่วิธีการลงดาบของบีโฮ

            เทคนิคที่หมอนั่นใช้ ล้วนเน้นฟันดาบลงตรงปลายพัดของซากิ แถมแรงของมันก็จัดจ้านไม่ใช่เล่น

            ทุกครั้งที่ดาบฟาดออกไป.. ซากิก็ได้ยกพัดขึ้นรับ มันดูเหมือนเธอกำลังยื่นข้อมือให้ค้อนปอนด์กระแทกซ้ำ ๆ เข้าให้

             

            แต่ซากิก็ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจในสิ่งที่พวกผมรู้..

            ท่าทางการใช้พัดรับดาบของบีโฮเริ่มเปลี่ยนไป

            เหมือนเธอพยายามจะใช้การก้มหลบผสมกับท่าเท้าในการหลอกล่อมากขึ้น

            ทว่าคู่ต่อสู้ของเธอก็ไม่ใช่เล่น ๆ

            ทำให้ทุกครั้งในการฟันดาบ..

            ไม่ว่าอุสางิซากิจะเปลี่ยนวิธีการหลบและยกพัดขึ้นรับเป็นวิธีอื่น

            แต่คิมบีโฮมันก็บังคับให้ยัยนั่นต้องฝืนใช้ปลายพัดรับดาบของตนเองได้เสมอ

             

            IQ ทางการต่อสู้ของบีโฮนี่เยอะชะมัด

             

            เมื่อบีโฮเริ่มออกดาบที่สิบสาม ผมเห็นได้ชัดว่าใบหน้างดงามของซากิบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ..

            ความเจ็บที่สั่งสมมาตั้งแต่ดาบแรกจนถึงดาบนี้ พวกปุ่มห้อเลือดที่เคยเห็นแค่แดง ๆ ตอนนี้เริ่มแตกซ่าน แดงคล้ำขึ้นอย่างน่ากลัว

            ผมว่าเธอควรออกจากวิถีดาบของหมอนั่นได้แล้ว ข้อมือซ้ายของเธอแทบจะหมดสภาพ การตั้งรับอย่างเดียวมันจะยิ่งทำให้เธอค่อย ๆ แพ้ลงไปเรื่อย ๆ

            ผมว่าเธอสมควรลุกขึ้นสู้บ้างแล้ว!

             

            แต่ก็เหมือนซากิจะล่วงรู้ถึงความคิดของผม

            ทันใดนั้น ผมเห็นพลังปราณไหลพรั่งพรูจากตัวเธอออกมาราวกับน้ำในเขื่อนที่ถูกปล่อย

            พัดหยกที่เคยหุบแน่นพลันสะบัดออก! เป็นครั้งแรกในการประลองนี้ที่เธอแสดงกระบวนท่ารุก

            “จันทร์เพ็ญ กระบวนที่ 2 ประกายจันทร์!!”

            เสียงเธอไม่ได้ดังนัก แต่ดังก้องออกมาเท่าที่เธอจะทำได้

            พัดในมือนั้นโบกสะบัดพร้อมสายลมวูบหนึ่งที่พลันพัดเข้าหาคิมบีโฮเต็มแรง

            แต่นั่นลมธรรมดาที่ไหนกัน..! ลมนั้นมันเย็นจัด เย็นชนิดที่ถึงกับควบแน่นกลายเป็นก้อนน้ำแข็งมหึมาขนาดประมาณ 5 x 5 เมตรพุ่งตรงเข้าหาคนคางบุ๋มอย่างไม่ให้ตั้งตัว

             

            วิชานั้นถูกปล่อยออกมาในจังหวะที่คิมบีโฮยังหันหลังอยู่ แต่หมอนี่ไม่ใช่ธรรมดาอยู่แล้ว แค่ไอเย็นที่แผ่เข้าหาทางด้านหลัง ก็ทำให้เขารู้ทันที ว่ามีบางอย่างมันกำลังพุ่งเข้ามา

            ถ้าถามว่าไอความเย็นมันเย็นขนาดไหนน่ะเหรอ..

            ขั้นพื้นฐานก็คือต่ำกว่าศูนย์องศาล่ะนะ

            แล้วน่าจะเป็นไปด้วยอุณหภูมิที่เปลี่ยนอย่างฉับพลัน เลยทำให้บีโฮมันรู้ตัวทัน

            หมอนั่นเลยได้หันกลับมาพร้อมยกดาบขึ้นหมายจะฟันทะลุน้ำแข็งลูกใหญ่ลูกนั้น

            แต่ก่อนที่ปลายดาบจะได้เฉียดใส่ก้อนน้ำแข็งยักษ์..!

            เปรี้ยง!

            ก้อนน้ำแข็งกลับระเบิดแตกออกกลางอากาศ

            แตกกระจายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วน แถมยังแผ่พุ่งเข้าใส่ตัวของคิมบีโฮในระยะประชิด ชนิดไม่มีช่องให้ตั้งตัว

             

            แล้วด้วยรูปแบบวิชาที่เปลี่ยนโดยฉับพลันแบบนั้น..

            สิ่งคิมบีโฮตอนนั้นทำได้ก็เหลือเพียงอย่างเดียว..

            คือห่อตัว.. ดึงดาบกลับมากอดไว้กับอก แล้วใช้แขนซ้ายคว้าเสื้อคลุมตัวนอกขึ้นมากำบังห่าเกล็ดน้ำแข็งนั้น

            ปล่อยให้เกล็ดน้ำแข็งพวกนั้นซัดใส่ร่างเหมือนพายุหิมะบ้าคลั่ง

             

            แต่ด้วยเนตรจ้าวมังกรของผม.. มันก็ทำให้ผมเห็นว่าหมอนั่นได้หน่วยพลังปราณขึ้นมาเสริมปราณคุ้มกาย ทำให้ในจังหวะที่เกล็ดน้ำแข็งกำลังจะสาดซัดใส่ตัวมัน

            ก็ได้ละลายหรือกระเด็นสะท้อนออกไปทางด้านข้าง

             

            แต่ด้วยจำนวนที่มีมาก แถมยังเป็นก้อนใหญ่เล็กคละ ๆ กันไป

            จึงมีหลายก้อนที่พุ่งทะลุเสื้อคลุมของบีโฮอยู่บ้าง

             

            ผมที่เห็นทั้งหมดผ่านดวงเนตรพิเศษของผม..

            ก็ได้แต่เอ่ยชมอุสางิซากิในใจ..

            ยัยนั่น.. ตั้งแต่ครั้งที่ปะทะกันวันเข้าสำนัก..

            มักมีเรื่องเกินคาดให้ชมอยู่เสมอเลยจริง ๆ

             

            พอพายุหิมะสงบลง ผมมองไปที่ชุดฮันบกของหมอนั่นแล้วนึกถึงฟองน้ำล้างจานขึ้นมาทันที

            พรุนจนแทบกลายเป็นตะแกรง

            ทั้งคู่ยืนจ้องกันแบบไม่พูด ไม่ขยับ ไม่มีใครรีบร้อนจะสวนกลับ..

            ฝ่ายซากิที่เพิ่งระเบิดวิชาออกไปเต็มพลัง ไหนจะมือที่คงยังปวดตุบ ๆ อยู่ ทำให้ฝ่ายนั้นดูใจเย็นไม่รีบร้อน

            ฝ่ายบีโฮเองก็ดูจะชะงักไปพอสมควร จากวิชาที่ไม่คาดคิดของอีกฝ่าย ใบหน้าและตามเนื้อตัวก็เผยให้เห็นรอยถากเล็ก ๆ หลายรอยที่มันไม่สามารถกันไว้ได้

            และในตอนที่พวกมันทั้งสองยืนจ้องตากัน ตอนนั้นทั้งสนามก็เหมือนหยุดหายใจ

            ทุกคนต่างพากันจับตาดูว่าใครจะเป็นฝ่ายลงมือต่อ

             

            คิมบีโฮก้มลงมองชุดฮันบกของตัวเองที่พรุนจนแทบกลายเป็นเศษผ้า

            สีหน้าที่เคยนิ่งราวน้ำแข็งพลันบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน

            “เจ้าพวกตระกูลห้าเสาหลัก..

            มันน่ารำคาญกันทุกคนเสียจริง..”

            น้ำเสียงของหมอนั่นเย็นเฉียบแบบไม่ต้องแช่แข็งเพิ่ม..

            สายตาที่เคยสุขุมกลับกลายเป็นคมดั่งคมมีด ยามมองไปทางซากิราวกับจะฟันเธอให้ขาดเป็นสิบท่อนด้วยสายตา

            ผมรู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวบีโฮเปลี่ยนไปอย่างน่าขนลุก

            ความสุขุมหายวับ จิตสังหารที่มีอยู่แล้วก็พุ่งทะยานขึ้นอีกหลายเท่าตัว

            พลังปราณทั่วร่างของมันพลันปะทุออกมาเต็มที่!

            ปราณสีครามที่เคยสวยงามตอนนี้กลับดูบิดเบี้ยว สุกจัดจนเกือบคล้ายพายุปราณที่เปี่ยมไปด้วยความชิงชัง

            “ประกายครามหะ..แห่ง--!”

            บีโฮที่ทำท่าเหมือนจะปล่อยวิชาบางอย่างออกมาพลันงับปากหยุดชะงัก

            แล้วจู่ ๆ ดวงตาของหมอนั่นก็เบิกโพลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ปราณที่ตรึงไว้พร้อมปล่อยพลังกลับสลายหายวับไปแทบจะในทันที

            ทั้งดาบกับปอกดาบก็หลุดจากมือร่วงลงพื้นอย่างไร้น้ำหนัก ขณะที่เจ้าตัวเอามือซ้ายจับประกบหลังมือขวาไว้แน่น ราวกับว่าเจออะไรบางอย่างที่สะกดความโกรธที่กำลังปะทุให้ดับลง

             

            พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีจะสู้ต่อ ซากิก็คลายท่าตั้งรับลงอย่างช้า ๆ สีหน้าเธอยังนิ่ง แต่สายตาเต็มไปด้วยคำถาม..

            เป็นคำถามเดียวกับที่ผมเองก็สงสัย

            “ทำไมเจ้าถึงทิ้งอาวุธ?”

             

            แต่คิมบีโฮไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะหันมามองเธอด้วยซ้ำ

            หมอนั่นแค่เหลือบสายตาขึ้นไปทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือแวบหนึ่ง แล้วก็เอามือขวายัดกลับเข้าใต้เสื้อเหมือนคนเก็บอะไรบางอย่างลงไปในเงา

            ก่อนจะมีคำพูดประโยคหนึ่งสั้น ๆ ที่ทำให้คนงงกันทั้งสนาม

            “ข้าขอยอมแพ้...”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน