วันศุกร์ เป็วันที่ผมนัดพี่ที่ทำงานไว้ว่าจะเข้าหอ หลังจากที่ผมเคลียร์เอกสารคุยกับหัวหน้างานเสร็จสับเรียบร้อยแล้ว ผมขับรถเข้ามาที่หอใน พร้อมกุญแจห้องที่ได้จากพี่เขาเมื่อกี้ ที่กุญแจมีพวงกุญแจห้อยอยู่ เขียนว่า F2/3 ผมเดาได้ว่าเป็ชั้นสองห้องที่สามสินะ และมันก็เป็อย่างนั้นจริงๆ แต่สภาพหอค่อนข้างเก่าครับ เพราะโรงงานเป็โรงงานอายุเกือบสามสิบปี หอพักคงสร้างหลังจากที่โรงงานเปิดตัวไม่เท่าไหร่
สภาพหอพักเป็หอสามชั้น ชั้นละประมาณห้าห้องชั้นสามจะเป็ชั้นของพนักงานผู้หญิง ได้ข่าวว่าทั้งหอมีคนอยู่ประมาณหกห้องรวมห้องผม ส่วนใหญ่เป็พี่พนักงานเก่าๆ ภายในห้องเป็ห้องขนาดใหญ่ครับ มีเตียงวางอยู่สองเตียง และมีห้องน้ำในตัว ผมเลือกเตียงที่อยู่ด้านในซึ่งติดกับห้องน้ำ แต่ประตูห้องน้ำจะอยู่ด้านนอกต้องออกไปหน้าระเบียงที่เป็พื้นที่ว่างก่อน และก็มีเตียงอีกหนึ่งเตียงว่าง เพื่อรอคนอีกคนที่จะได้เป็เพื่อนร่วมห้องของผม
แต่เขาจะเข้ามาอยู่เมื่อไรก็ไม่รู้ ผมจัดการทำความสะอาดยกใหญ่ ซึ่งกว่าจะเสร็จก็เย็นพอดี ข้าวกล่องที่ซื้อไว้ั้แ่ตอนเที่ยงพร้อมน้ำอีกหนึ่งขวดถูกผมจัดการเรียบร้อย
หลังจากที่อาบน้ำแล้วผมก็เตรียมเข้านอน บรรยากาศวังเวงแบบนี้มันคืออะไรกันนะ ผมบอกกับตัวเอง และพยายามข่มตานอนให้หลับ อีกสองวันจะเริ่มงานแล้ว เราต้องทำให้ได้ เราต้องทำงานนี้ให้ได้ …
กลางดึกอยู่ดีๆผมก็ตื่นมารู้สึกได้ว่า เหงือท่วมตัว ทั้งๆที่อากาศเย็นะเื ทำไมขยับตัวไม่ได้ ความรู้สึกแปลกๆนี่มันคืออะไรกัน เตียงของผมปลายเตียงหันไปทางเดียวกับประตูห้องน้ำ ซึ่งจะมีหน้าต่างที่เป็กระจกและประตูที่ผมเปิดไว้รับลมปิดแค่เพียงมุ้งรวด จึงทำให้มองเห็นระเบียบว่างหน้าห้องน้ำพอดี ครั้งแรกผมกวาดสายตาไปรอบๆห้อง ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
ระหว่างที่ตัวของผมยังขยับไม่ได้ แต่แล้วสายตาของผมก็ต้องหยุดชะงักเมื่อผมมองไปที่ระเบียงที่เคยว่าง แต่ตอนนี้มันไม่ว่างแล้วสิครับ เมื่อผมเห็นร่างของคนสองคนยืนอยู่ข้างนอกตรงระเบียง ร่างแรกเป็ร่างของผู้หญิงผมยาวรูปร่างท้วม ใส่หมวกเหมือนคนงานก่อสร้างมัดผมไว้ด้านหลังอย่างลวกๆ เพื่อไม่ให้ผมมาปิดหน้า ใส่เสื้อสีดำคอกลมแต่มีเสื้อนอกซึ่งเป็เสื้อสีแดงแขนยาวลายสก็อตคุมไว้อีกชั้น พร้อมกางเกงขายาวรัดรูปสีดำกับรองเท้าบูธกันน้ำ มือด้านหนึ่งจูงเด็กผู้ชายร่างผอมหน้าตาเปรอะเปื้อนรูปร่างผอมใส่เสื้อคอกลมสีน้ำตาลกับกางเกงขาสั้นสีดำ ไม่ใสรองเท้า
เขาสองคนคือใครกัน ทำไมมายืนอยู่ตรงนั้น นอกระเบียงก็ไม่สามารถขึ้นมาจากด้านหลังได้ด้วยสิ ผมรู้สึกกลัวสุดขัวหัวใจ พยายามเปล่งเสียง ให้คนอื่นได้ยินเผื่อมีใครสงสัยและวิ่งมาดูบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันกลับป่าวประโยชน์ เมื่อผมรู้สึกว่าเสียงผมไม่ได้ออกจากปากผมเลย สายตายของร่างทั้งสองร่างยังคงจับจ้องมาที่ผม เป็สายตาที่ดูเหงา เศร้าสร้อยอย่างประหลาด งืออออ แล้วผมต้องทำอย่างไรเนี่ย ผมรู้สึกว่าน้ำตาผมเริ่มไหลมาเอง เป็ทางผ่านหางตาของผม และแล้วป้าผู้หญิงคนงานก่อสร้างก็พูดขึ้นมา “หนูๆ เตียงว่างหนึ่งเตียง ป้าขอเข้าไปอยู่ด้วยได้ไหม”
เชี้ยยยย พุทโธ ธรรมโม สังโฆ ผมคิดในใจ ไม่ได้!! ก็มันเป็ห้องของพนักงาน ถ้าป้าอยากเข้ามาอยู่ก็ไปสอบเข้ามาเป็พนักงานสิ มาขอผมได้ไง ผมพยายามหลับตาแผ่เมตตา รวมถึงท่องบทสวดมนต์ที่จำได้สมันเป็นักเรียน แต่ก็ปล่าวประโยชน์อีกเช่นเคย เมื่อผมลืมตาขึ้นมาก็ยังเห็นร่างทั้งสองยังจ้องมองมาที่ผมอย่างไม่ละสายตา จากสายตาที่ดูน่าสงสารตอนนี้สายตาทั้งคู่ดูเหมือนมีอารมณ์โกรธปะปนอยู่ด้วยครับ
ผมทำอะไรไม่ได้ครับ นอกจากนอนหลับตาและท่องบทสวดต่างๆวนไปวนมา ร่างกายก็ขยับไม่ได้ พอลืมตาอีกกี่ครั้งก็ยังเห็นภาพเดิมอยู่อย่างนั้น หลายชั่วโมงผ่านไปจนเช้าเริ่มมีแสงแดด ร่างกายผมถึงเริ่มขยับได้แล้วสองคนนั้นที่ยืนอยู่ตรงระเบียงก็หายไป
หลังจากที่ผมขยับตัวได้ สิ่งแรกที่ผมควานหาคือโทรศัพท์มือถือของผม และเบอร์แรกที่ผมโทรหาแน่นอน คุณแม่ของผมเองครับ ตื๊ด ตื๊ด ไม่รับโทรศัพท์ครับ เหล่าเพื่อนรักแก้งห้าพั์หนีของผมก็ไม่รับโทรศัพท์ผมเช่นกัน นี่มันยังไม่หกโมงเช้าเลยไงใครจะตื่นมารับโทรศัพท์ผมล่ะครับ อีกเบอร์หนึ่งที่ผมคิดได้ และเป็โอกาสสุดท้ายที่จะขอความช่วยเหลือได้ ไอ้เ้าบ่าว และแล้วก็ได้ผล มันรับโทรศัพท์ผมครับ
[ไงมึง คิดถึงกูแล้วหรอ]
“เออ คิดถึงอะดิ ไอ้เ้าบ่าว กูมีเื่ขอความช่วยเหลือว่ะ”
[มีอะไร ผีหลอกมาหรอวะ]
“เชี้ยยยย มึงรู้ได้ไง กูพึงโดนผีหลอกมาเนี่ย”
[กูเก่ง กูว่ากูรู้ใจมึงสุดแล้ว]
“ไอ้เ้าบ่าว กูขอไปอยู่กับมึงก่อนได้ป่าววะ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวกูไปถึง”
ผมรีบเก็บเสื้อผ้า ของใช้ของผมใส่กระเป๋าเหมือนเดิม พร้อมขับรถไปที่แฟลตไอ้ตำรวจเพื่อนรัก ซึ่งมันก็รอผมอยู่แล้ว หลังจากที่ไอ้เ้าบ่าวช่วยผมขนของลงจากรถ ด้วยความง่วงเพราะเมื่อคืนไม่ได้นอน ผมจึงขอมันนอนบนเตียงมันก่อน
“แล้วมึงจะเอายังไงต่อวะ” ไอ้ผู้หมวดเริ่มบทสนทนา
“กูยังไม่รู้เลย แต่กูคงไม่กลับไปอยู่หอในแน่ๆ วันเริ่มงานกูจะเอากุญแจไปคืนพี่เขา”
“มึงจะมาอยู่กับกูก่อนก็ได้นะ เตียงกูกว้าง นอนสองคนได้”
“มันจะดีหรอวะ กูเกรงใจ” ผมตอบไปด้วยความเกรงใจจริงๆครับ
แต่พอคิดดูอีกที แฟลตมันก็อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานผม และได้ข่าวว่า สวัสดิการรถรับส่งของบริษัทมาถึงหน้าแฟลตมันด้วย
“ไม่ต้องเกรงใจ มึงจะอยู่กับกูั้แ่วันนี้และตลอดไปเลยก็ได้นะ”
“ไอ้เ้าบ่าว มึงก็เวอร์ เดี๋ยวกูได้เงินเดือน กูจะหาหอดีๆอยู่อีกที”
“แล้วแต่มึงเลยครับ” มันพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับเอามือขยี้หัวผม
…
“มึงง่วงไม่ใช่หรอ เมื่อคืนก็ไม่ได้นอน มึงหลับก่อนก็ได้นะ ตื่นมาค่อยหาอะไรกิน”
ก็จริงของมันครับ ผมง่วงมาก เพราะเมื่อคืนมัวแต่หลับตาปี๋ท่องบทสวดมนต์ และแล้วผมก็หลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบเที่ยงวันแล้วครับ แต่ไม่เห็นไอ้เ้าบ่าว สงสัยมันก็ไปทำอะไรของมันแถวนี้แหละมั้ง ผมเลยลุกขึ้นแล้วเดินไปรอบๆห้อง เห็นเสื้อผ้าที่ผมยัดๆใส่กระเป๋ามาแขวนเป็ระเบียบอยู่ในตู้เสื้อผ้าของไอ้ตำรวจ โดยแบ่งชัดเจน ส่วนของผมหนึ่งตู้แล้วของมันอีกหนึ่งตู้ ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆของผมก็เช่นกัน ถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อยทั้งหน้ากระจกและในห้องน้ำ สรุปคือกูออกเรื่อนมาอยู่กับเมียใช่ป่ะเนี่ย อาจจะต่างนิดหน่อยตรงที่เมียผมเป็ชายผิวคล้ำ ร่างใหญ่ ตัดผมทรงหัวเกรียน เห้อ เหนื่อยใจ
นั่นไง นึกถึงก็เจอพอดี ไอ้เ้าบ่าวแก้ผ้าใส่บ็อกเซอร์สีฟ้าลายทางตัวเดียวกำลังตากผ้าอยู่ครับ แหมกล้ามท้องชัดสมกับเป็ตำรวจเลยนะมึง โธ่ แต่ถ้าผมได้เมียแบบนี้ ผมกับมันคงต้องแข่งกันออกกำลังกายสร้างกล้ามหน้าท้องแล้วแหละ
“มองอะไร ไม่ใช่ว่าเห็นกล้ามกูแล้วมีอารมณ์ขึ้นมานะมึง” ไอ้เ้าบ่าวกล่าวทักทายเมื่อเห็นผม
“อารมณ์โกรธดิมึง”
“มึงจะโกรธกูได้ลงคอหรอ นี่กูซักผ้าให้มึงจนเสร็จเลยนะ”
“เดี๋ยว กางเกงในกูด้วยหรอ”
“ใช่ ตากอยู่ตรงนั้น” โธ่ เกิดมานอกจากแม่แล้วก็มีมึงนี่แหละที่ได้จับกางเกงในกู
“เชี้ย กูขอบใจนะ แต่ครั้งต่อไป กูขอซักเองเหอะ กูอาย”
“งั้นครั้งต่อไปมึงก็ซักให้กูด้วย”
“โอ้ย กูจะบ้าตาย แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณมึงนะไอ้เ้าบ่าว ช่วยกูขนาดนี้แล้ว ยังมาซักผ้าให้กูอีก ซึ้งน้ำใจมึงวะ”
“ใครว่ากูจะทำให้ฟรีๆ ตอนบ่ายกินข้าวอิ่มแล้ว มึงรีดผ้าให้กูด้วย ไว้ใส่วันจันทร์ ดาวอยู่หน้ากระจก เอามาติดให้กูด้วย ข้างละดวงพอนะ ไม่ต้องเพิ่มยศให้กู”
“ค้าบ ไอ้ผู้หมวด สั่งจริงนะมึง” ถึงมันจะสั่งขนาดนี้ แต่ผมก็ยังยินดีทำให้มันครับ เทียบไม่ได้เลยที่มันช่วยผม แต่ไอ้การติดยศให้ มันมีความหมายอะไรสักอย่าง ผมจำไม่ได้ แต่ช่างเหอะ ใส่เครื่องแบบมันก็ต้องติดยศอยู่แล้ว ถูกไหม
ผมยังไม่ได้ส่งข่าวเพื่อนๆเลย ว่าได้งานทำ ว่าแล้วก็ทักทายกันหน่อยดีกว่า
กลุ่มไลน์ : แก๊งห้าพยักหนี(5)
ToomtamZa : สวัสดีแก้ง กูมีข่าวดีวะ
PrawitNaja : จะแต่งงานหรอค้าบ คุณชายตูมตาม
KabtanCool : วันนั้นเห็นมาด้วยกันอยู่
SnowBall : อ้าวไอ้ตูมตาม ตกลงมึงจะเป็เมียนายร้อยหรอ
ToomtamZa : เชี้ยยยย พวกมึง กูย้ายมาอยู่กับมันแล้วเนี่ย
PrawitNaja : อ้าว ตกลงเื่จริงหรอวะ
AumAum : เชี้ยพวกมึง มึงก็ฟังมันก่อนดิวะ
SnowBall : ฟังอะไร หลักฐานชัดเจนมาก
ToomtamZa : กูได้งานทำแล้ว แม่กูไม่ส่งตังมาให้ ไม่มีตังจ่ายค่าหอเนี่ย เมื่อวานกูย้ายเข้าไปอยู่ในโรงงาน โดนผีหลอกออกมาเนี่ย เลยขอมันอยู่ด้วย ได้เงินเดือนกูก็ออกแล้ว
KabtanCool : มึงถามไอ้เ้าบ่าวด้วยนะ ว่ามันอยากให้มึงออกหรือป่าว
PrawitNaja : ไอ้เท่ห์ เพื่อนมึงจะจีบเพื่อนกูจริงหรอวะ
AumAum : พวกมึงก็พูดไป
PrawitNaja : ผัวเพื่อนก็คือเพื่อนเหมือนกัน ดึงมันเข้ากลุ่มไหม
SnowBall : หมวดเท่ห์ จัดการดิ๊
PrawitNaja : เผื่อไปเหล่สาวด้วยกัน
KabtanCool เชิญ ร.ต.ต.ธนัท วิรพลสกุล ให้เข้าร่วมกลุ่ม
ผมยังยืนยันว่าผมเกลียดชื่อไลน์มัน
ร.ต.ต.ธนัท วิรพลสกุล เข้าร่วมกลุ่ม
SnowBall : งี้ก็ชื่อกลุ่มแก๊งหน้าพยักหนี ไม่ได้แล้วดิ
ToomtamZa เปลี่ยนชื่อกลุ่มคุณเป็ แก๊งหกสับปะหงี
PrawitNaja : เอ้ย ไอ้ตูมตาม มึงง่วงหรอวะ
SnowBall : เื่จัญไรไว้ใจไอ้ตูมตาม
PrawitNaja : สมฉายา ตลกเหี้ยๆ
ร.ต.ต.ธนัท วิรพลสกุล : สวัสดีเพื่อนๆ ผมผัวตูมตามครับ
ToomtamZa : เชี้ย มึงเงียบไปเลย
AumAum : พวกมึงไม่แสดงความยินดีกับไอ้ตามหน่อยหรอ เพื่อนมีงานทำ
KabtanCool : ยินดีด้วยเพื่อน
SnowBall ส่งสติ๊กเกอร์
PrawitNaja : ยินดีด้วยมึง
KabtanCool : @ร.ต.ต.ธนัท วิรพลสกุล ฝากดูแลเพื่อนกูด้วยนะ
ร.ต.ต.ธนัท วิรพลสกุล : เออ ได้