รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    การต่อสู้ข้ามมิติ และท่านพลเอกที่อยากจะลาพักร้อน

            ตุบ!

             

             

            ตุบ!

             

             

            ตุบ!

             

             

            เสียงชีพจรที่ดังลั่นจนแผ่นดินสะเทือนนี้มาจากร่างของราชินีมังกร

             

             

            นางกำลังหลับตา  แสงบางๆรวมตัวกันรอบปีกของนาง มันผสานตัวเข้าหากันจนตอนนี้มีลักษณะคล้ายกับไข่ใบหนึ่ง  ไป่ฟานเซียนที่เห็นสถานการณ์กำลังจะลงมือก็เป็นจังหวะเดียวกับที่พวกอู๋เจี่ยเปิดประตูเข้าไปในห้องลับนั่นได้พอดี

             

             

            “พวกเจ้ากลับไปกันก่อน...”

             

            เสียงของไป่ฟานเซียนดังเข้ามาในหัว แม้ว่านางจะไม่ได้อยู่ใกล้ๆแต่ผู้ติดตามทุกคนของนางกลับได้ยินอย่างชัดเจน

             

            “พี่หญิงคะ!?”

             

            เซี่ยซูเหยาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม  แต่ก็เป็นอู๋เจี่ยที่พูดขึ้นด้านข้าง

             

            “พวกเธออยู่ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ฉันจะใช้พลังของฉันเปิดประตูให้เด็กๆกับปู่สองคนนี้เอง” ชายวัยกลางคนกำลังหมายถึงหวงจื่อหานและหัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆา

             

            การเปิดประตูมิตินี้หลักการของมันคือการใช้พลังปราณในการแหวกฉนวนที่ทำหน้าที่ปกป้องประตูออกจากนั้นประตูจะดูดซับลมปราณส่วนที่เหลือเป็นค่าผ่านทาง

             

            หมายความว่ายิ่งใช้พลังปราณเยอะเท่าใดก็จะยิ่งคงสภาพของฉนวนได้นานและส่งคนข้ามประตูไปได้มากเท่านั้น

             

            อย่างกรณีของไป่ฟานเซียนที่ตอนนั้นใช้พลังในระดับ“บรรพจารย์” ก็เพียงพอที่จะสลายฉนวนไประยะเวลาหนึ่ง และยังสามารถส่งทุกคนในห้องข้ามผ่านมายังมิตินี้ได้โดยปลอดภัย

             

            “แล้วตัวท่านล่ะ?”

             

            หัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆารู้สึกแปลกๆกับคำพูดของอู๋เจี่ย

             

            เขาจะใช้พลังของตนในการเปิดประตูให้กับคนที่มีพลังปราณไม่ถึงระดับปรมาจารย์  แต่ในห้องนี้ก็มีถึงสี่คน

            ก่อนหน้านี้เขาก็เห็นมาบ้างขนาดเป็นพลังของระดับปรมาจารย์ยังคงสภาพรอยแหวกของฉนวนนั่นไว้ได้แค่ไม่กี่วินาที อย่างมากก็พอให้คัวเองพุ่งผ่านเข้าไปได้เท่านั้น

             

            “...อย่าบอกนะว่าคุณ”

             

            เซี่ยซูเหยาเบิกตากว้าง

             

            ชายคนนี้ไม่ได้คิดที่จะกลับไปพร้อมกับพวกเธอ!

             

            “ผมยังกลับไปไม่ได้”  อู๋เจี่ยส่ายหัวเบาๆแล้วถอนหายใจ

             

            “ถึงดูจากสถานการณ์แล้ว ทุกอย่างมันน่าจะกำลังผลัดเปลี่ยนไปสู่ยุคต่อไป นอกจากนี้เหล่าผู้ต่อต้านของมนุษย์ก็ล้มตายไปจนเกือบหมดแต่ผมก็ยังทิ้งคนในหมู่บ้านนั้นไปไม่ได้”

             

            หัวหน้าหมู่บ้านชราน้ำตาไหล  เขารู้นิสัยของหมอเทวดาคนนี้ดี ในยามนั้นเพราะช่วยเหลือชาวบ้านของเขาก็ทำให้อู๋เจี่ยอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านใต้เมฆาจนถึงยามนี้

             

            “นอกจากนี้อาการของเด็กคนนี้ก็ไม่เป็นไรแล้วนี่”  อู๋เจี่ยยิ้มพลางมองไปยังฮุ่ยเอ๋อ

             

            เซี่ยซูเหยาถอนหายใจ เธอรู้ว่าเป้าหมายแรกของพี่หญิงก็คือการตามหาหมอเทวดาเพื่อรักษาให้ฮุ่ยเอ๋อ พอตอนนี้ฮุ่ยเอ๋อกลับปรากฏลมปราณกระจายไหลเวียนอยู่ทั่วร่างราวกับคนปกติ  พวกเธอก็ไม่จำเป็นต้องมีธุระกับอู๋เจี่ยแล้ว

             

            “ฝากบันทึกเล่มนี้ให้เด็กคนนั้นด้วยนะ”

             

            อู๋เจี่ยล้วงไปในเสื้อกาวน์แล้วหยิบบันทึกที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานออกมา  เด็กคนนั้นที่เขาพูดถึงก็คือลูกศฺษย์ของเขาหรือก็คือหลานสาวของหัวหน้าหมู่บ้านคนนี้เอง

             

             

            “...ตาแก่อย่างข้ามาสายไปหรือเปล่า”

             

            ทันใดนั้นเองที่หน้าถ้ำกลับปรากฏร่างของคนสองคนเดินเข้ามา  เป็นจอมดาบเจิ้งเหรินอี้กับเหม่ยอิงหลานสาวของเขาที่รีบวิ่งเข้าไปหาถังเย่เย่และฮุ่ยเอ๋อที่กำลังสลบไสลด้วยความเป็นห่วง

             

            “นึกว่าพวกเราต้องกลับไปก่อนแล้วนะเนี่ย”

             

            จอมพลอย่างจางเซียนหยวนถอนหายใจ  ซึ่งเมื่อชายชราได้ยินก็หัวเราะออกมาเบาๆ

             

            “โชคดีที่หุบเขานี่ไม่ไกลจากทางตะวันออกเท่าไรแล้วบังเอิญว่าข้ากับหลานสาวอยู่แถวๆนี้พอดี”

            เจิ้งเหรินอี้ในตอนแรกอยู่ในเมืองทางตะวันออกซึ่งไม่ห่างจากหุบเขาราชินีมังกรนี้นักและไปได้ยินข่าวเรื่องการจับตัวมนุษย์เด็กสองคนได้เข้าจึงเร่งรีบเดินทางมา  แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่าทุกอย่างมันจบไปเสียแล้ว

             

            “เป็นสาวน้อยคนนั้นที่บอกว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่น่ะ”

             

            ทันทีที่เข้ามาในอาณาเขตไป่ฟานเซียนที่กำลังแผ่สัมผัสสวรรค์ออกไปพอดีก็พลันรับรู้ถึงตัวตนของสองปู่หลาน  นางจึงส่งเสียงไปทางลมปราณแจ้งให้ทั้งสองคนรีบมารวมตัวกับทุกคน

             

            “พวกเธอรีบไปเถอะ”

             

            อู๋เจี่ยที่สัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่กำลังผันผวนอยู่ด้านนอกรีบร้องเตือน เขารู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นว่ากระแสพลังปราณที่บังเอิญไหลเข้ามาสามารถทำให้ฉนวนนั้นมีรอยฉีก

             

            ตุบ!

             

            ทันใดนั้นเอง เสียงชีพจรที่รุนแรงและยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายก็ดังขึ้น  ความผันผวนของกระแสลมปราณพุ่งขึ้นไปสู่จุดสูงสุด 

             

            ตูม!

             

            พวกเขาได้ยินเสียงที่คล้ายกับบางสิ่งกำลังแตกออก พลังปราณจำนวนมหาศาลไหลทะลักออกมาจนเต็มทั้งหุบเขา

             

             

            ไป่ฟานเซียนตอนนี้กำลังจับจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เบื้องหน้าพลางหรี่ตาลง

             

            ราชินีมังกรที่เดิมก็มีขนาดใหญ่อยู่แล้วนั้นตัวใหญ่ขึ้นอย่างน้อยก็ครึ่งเท่า เกล็ดสีแดงเพลิงนั้นราวกับกำลังมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา  แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นทะลวงผ่านระดับเหนือมนุษย์(เทพเจ้า) ไปเรียบร้อยแล้ว!

             

            ราชินีมังกรกลายเป็นตัวตนในระดับเดียวกับที่ไป่ฟานเซียนเคยก้าวไปถึงเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน

             

            ตัวตนกึ่งอมตะ!

             

            สถานะหนึ่งเดียวที่เคยเป็นของไป่ฟานเซียน  ตอนนี้นางได้กลายเป็นพยานในการกำเนิดตำตนระดับนี้ด้วยตาของตัวเอง!

             

            “...นี่มันยิ่งกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”

             

            ราชินีมังกรสัมผัสถึงพลังในร่างกายของตัวเองอย่างตื่นเต้น

             

            “...มนุษย์!  เจ้าพลาดเสียแล้วที่ไม่ยอมกำจัดข้าตั้งแต่ที่ยังมีโอกาส”  ราชินีมังกรกางปีกออก  ร่างของนางพลันโบกสะบัดขึ้นไปโบยบินอยู่กลางท้องฟ้า  ดวงตาที่ใหญ่โตของนางกำลังสั่นระริก

             

            นางเงยหน้าขึ้นไป  พลังขุมหนึ่งก็มารวมตัวกันเหนือหัว นี่คือหนึ่งในท่าไม้ตายที่นางเคยสำแดงออกมาก่อนหน้านี้

             

            เพลิงมังกรพิโรธ!

             

            เพียงพริบตา  ลูกบอลพลังสีแดงเข้มที่อัดแน่นไปด้วยอำนาจทำลายล้างก็ถูกปลดปล่อยมันพุ่งลงมาใส่จุดที่ไป่ฟานเซียนกำลังลอยอยู่โดยมีความรุนแรงมากกว่าก่อนหน้านี้กว่าสิบเท่า!

             

            “นี่ไม่ดีแล้ว!”

             

            อู๋เจี่ยกกำลังร้อนรน ถึงเขาจะไม่รู้ว่าข้างนอกกำลังเกิดอะไรขึ้น แต่เพียงแค่เศษเสี้ยวของพลังที่บังเอิญไหลเข้ามาในห้องนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉนวนที่เป็นเขตแดนของประตูมิติฉีกขาด

             

            ลูกบอสแสงสีขาวภายในเริ่มมีปฏิกิริยามันเรืองแสงจางๆพร้อมที่จะทำงานขึ้นทุกเมื่อ

             

            ไป่ฟานเซียนที่กำลังเผชิญหน้ากับการโจมตีสะบัดมือฝ่ามือของนางฟาดเปรี้ยงเข้าไปปะทะกับเพลิงมังกรพิโรธจนมันถูกหยุดไว้กลางอากาศ

             

            นางแค่นเสียงออกมาทีหนึ่ง กลุ่มก้อนพลังนั้นก็ค่อยๆสลายไปต่อหน้าราชินีมังกรที่ประหลาดใจ

             

            “...เจ้าแข็งแกร่งจริงๆมนุษย์”

             

            เมื่อจบคำ  การต่อสู้ที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินยิ่งกว่าเก่าก็เกิดขึ้นเหนือหุบเขา

             

            ตอนนี้หนึ่งหมัดของไป่ฟานเซียนสามารถทำให้ร่างกายอันใหญ่โตของราชินีมังกรเซได้นิดหน่อยเท่านั้น ขณะเดียวกันนางเองก็สัมผัสถึงความหนักหน่วงจากการโจมตีของราชินีมังกรเช่นกัน

             

            ทั้งสองโบยบินขึ้นไปพัวพันกันบนท้องฟ้า เหล่าประชากรของมิตินี้ไม่สามารถแม้แต่จะยืนไหวเมื่อสัมผัสกับกระแสพลังที่กระจายไปทั่ว  พวกเขาตัวสั่นและจ้องมองอย่างเหม่อลอยโดยไม่อาจต่อต้าน

             

             

            ครืน!

             

            เพราะการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย  ส่งผลให้หุบเขาค่อยๆถูกทำลายไปทีละส่วน  ยอดเขาที่เคยสูงชันพังทลายลงมาจนไม่เหลือเค้าเดิม เปลวไฟของราชินีมังกรสามารถละลายก้อนหินที่แข็งแรงจนหลอมเหลว

             

            ตูม!

             

            การโจมตีของราชินีมังกรไม่สามารถทำอะไรไป่ฟานเซียนได้ ลูกบอลเพลิงกระเด็นลงไปกระแทกจนหุบเขากลายเป็นหลุม  ไป่ฟานเซียนในตอนแรกนางไม่ทันได้สังเกต  แต่สัมผัสสวรรค์ของนางกลับสัมผัสได้ถึงคนกลุ่มหนึ่งบริเวณนั้นพอดี!

             

            ห้องลับที่อยู่ลึกเข้าไปในตัวหุบเขาตอนนี้กลับถูกลูกหลงจากการต่อสู้จนเพดานด้านบนถล่มลงมาโชคดีที่จางเซียนหยวนและเจิ้งเหรินอี้นั้นรู้ตัวทัน พวกเขาปลดปล่อยการโจมตีเพื่อทำลายเศษซากก้อนหืนที่ตกลงมาจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

             

            แต่มันก็ทำให้ห้องนั้นทะลุขึ้นมาจนถึงด้านบน!

             

            ราชินีมังกรที่ตอนแรกมุ่งความสนใจไปที่ไป่ฟานเซียนก็พลันสัมผัสถึงตัวตนอื่นได้

             

            นางมองเหล่ามนุษย์เกือบสิบคนที่อยู่เบื้องล่างด้วยสายตาแปลกประหลาด  ก่อนที่นางจะเผยรอยยิ้มเหยียดหยามขึ้นที่มุมปาก

             

            “มนุษย์ตัวเล็กจ้อยพวกนั้นเป็นพวกเดียวกับเจ้าสินะ?”

             

            ไม่ต้องรอให้ไป่ฟานเซียนตอบร่างของราชินีมังกรก็เคลื่อนตัวไปทางด้านนั้น ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตของนางแค่พริบตาเดียวก็สามารถบดขยี้ใครก็ตามที่อยู่บนพื้นได้แล้ว!

             

            ไป่ฟานเซียนเบิกตากว้างร่างของนางราวกับภาพติดตา ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ก่อนที่การโจมตีทางกายภาพของราชินีมังกรจะมาถึงนางก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าเหล่าผู้ติดตามของนางเสียก่อน

             

            หมัดเล็กๆของนางกลับสามารถยับยั้งกรงเล็บมหึมาของราชินีมังกรไว้ได้นางรีบหันไปบอกจางเซียนหยวน

             

            “รีบเปิดประตูซะ”

             

            ท่านจอมพลพยักหน้า  เขากำลังจะระเบิดพลังเพื่อทำให้ประตูมิตินั้นทำงาน

             

            แต่ก่อนหน้านั้นเอง

             

            ราชินีมังกรที่ปะทะอยู่กับไป่ฟานเซียนก็ระเบิดปราณออกมาจนทั่วร่าง นางพยายามสะกดข่มไป่ฟานเซียนที่ต้องปกป้องคนของตนอยู่เบื้องล่างให้จมดิน

             

            ไป่ฟานเซียนเองก็ไม่น้อยหน้าพลังปราณของนางไหลทะลักออกมาดุจห้วงสมุทร พลังปราณสองสายขับเคี่ยวกันอยู่กลางอากาศ

             

            ประตูมิติที่เป็นกลุ่มก้อนแสงสีขาวเมื่อไร้ซึ่งฉนวนเขตแดนที่คอยหุ้มไว้ เมื่อสัมผัสเข้ากับพลังปราณที่มากมายมหาศาลของสองตัวตนระดับกึ่งอมตะในระยะใกล้ๆมันก็พลันส่องแสงสีขาวสว่างจ้า

             

            อู๋เจี่ยเบิกตากว้าง  เขารู้ดีว่าอะไรกังจะเกิดขึ้น

             

            ไม่ทันแล้ว!

             

            แสงสีขาวนั้นมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าครั้งใดๆ  มันแผ่ออกมาจนครอบคลุมไปทั้งหุบเขา

             

            เหล่าประชากรของทั้งสองชนเผ่าซึ่งเฝ้ามองการต่อสู้สะท้านฟ้านี้จากระยะไกลเองก็เห็นแสงนี้ มันขยายตัวจนสามารถกลืนกินร่างที่ใหญ่โตของราชินีมังกรไปได้ทั้งตัว  มันส่องแสงสีขาวแสบตาออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทุกชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในหุบเขานั้นจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย...

             

             

             

             

             

             

             

            ในยุคสมัยปัจจุบัน

             

            ถังเทียนจี๋ตอนนี้กำลังนั่งทำหน้าตาเคร่งเครียด  เขาได้เดินทางกลับมายังบ้านของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ข่าวเรื่องการหายตัวไปของตัวตนระดับปรมาจารย์หลายคนรวมถึงท่านจอมพลของกองทัพเริ่มกลายเป็นประเด็นใหญ่โตและปิดไม่มิด

             

            เหล่าผู้ฝึกตนล้วนกำลังถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างเซ็งแซ่  โดยเฉพาะในเว็บบอร์ดของชุมนุมผู้ฝึกตนนั้นกำลังเดือดพล่านไปด้วยข้อสันนิษฐานและการถกเถียง

             

            ความคิดเห็นที่6785 (นักปรุงมือใหม่)

    -         ท่านจักรพรรดินีหายไปไหนนะ...

     

            ความคิดเห็นที่6786 (โอสถคือชีวิต)

    -         นี่ก็หนึ่งเดือนกว่าๆแล้ว แต่นางไม่มีข่าวคราวหรือแวะเวียนเข้ามาในเว็บบอร์ดบ้างเลย

             

            ความคิดเห็นที่6789 (นักสืบวงใน)

    -         ไม่ใช่แค่จักรพรรดินีโอสถนะ  รู้สึกว่านางพญาแม่ม่ายแดงของตระกูลเซี่ย  จอมดาบเจิ้งเหรินอี้ หรือแม้แต่ท่านจอมพลของกองทัพก็หายตัวไปพร้อมๆกัน

             

             

            ที่ตรงข้ามของถังเทียนจี๋คือเซี่ยจื่อโจวที่เป็นนายใหญ่ตระกูลเซี่ยหลังจากวันนั้นที่หมู่บ้านใต้เมฆาสองคนนี้ก็กลับกลายเป็นสนิทสนมกัน

             

            นอกจากนี้ยังมีตัวตนอย่างพลเอกหลิวเยี่ยนเฟยที่อยู่ในห้องนี้พร้อมกับผู้ช่วยของเขาอย่างจิ้นหลิง

             

            “กองทัพได้ข่าวอะไรมาบ้างไหมครับ?”

             

            ถังเทียนจี๋ถามเสียงเบา  ตลอดหนึ่งเดือนมานี้เป็นเพราะชื่อเสียงและอำนาจของไป่ฟานเซียนที่สร้างขึ้นก่อนจะหายตัวไปทำให้พอจะจัดการหลายๆเรื่องได้ ทั้งยังได้รับการช่วยเหลือจากเซี่ยจื่อโจวกับหลิวเยี่ยนเฟยอีก  ทำให้ตระกูลถังสามารถรับมือกับปัญหาของผู้ฝึกตนทางภาคตะวันออกหลังจากที่ตระกูลหานสูญเสียความยิ่งใหญ่ไปได้

             

            หลิวเยี่ยนเฟยเองก็ถอนหายใจ

             

            เพราะว่าคราวนี้แม้แต่ท่านจอมพลยังหายตัวเข้าไปในสิ่งที่เหมือนประตูมิตินั่น ทำให้กองทัพให้ความช่วยเหลือในการปกปิดข่าวสารอย่างเต็มที่แต่จนถึงตอนนี้ประตูนั่นกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆแม้ว่าจะใช้พลังของพลเอกทั้งสี่คนร่วมมือกันก็ตาม

             

            ตามข้อสันนิษฐานของเขาประตูนี่น่าจะมีข้อจำกัดบางอย่างในการใช้งาน ซึ่งสำหรับบุคคลภายนอกอย่างพวกเขานั้นไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันจะต้องใช้เวลาเท่าใดจึงจะเปิดประตูนั่นได้อีกครั้งหนึ่ง

             

            ทั้งยังไม่แน่ใจในความปลอดภัยด้วย

             

            และนั่นทำให้หลิวเยี่ยนเฟยโดนโยนงานของท่านจอมพลลงมาทั้งหมด นอกจากงานประจำตำแหน่งของตัวเองแล้วเขายังต้องรับภาระในส่วนที่เพิ่มขึ้นมาชั่วคราวแม้จะมีคุณผู้ช่วยและคนของท่านจอมพลคอยสนับสนุนอยู่  แต่สำหรับตัวชายหนุ่มแล้วสิ่งเดียวในหัวของเขาตอนนี้ก็คือเขาอยากจะลาออกจากตำแหน่งนี้ให้รู้แล้วรู้รอด!

             

            เขารู้สึกเหมือนกับว่าตั้งแต่ที่ได้รู้จักไป่ฟานเซียนงานของเขาก็เริ่มจะเพิ่มมากขึ้นจนล้นมือก่อนหน้านี้เขาอยากจะลาพักร้อนไปทีหนึ่งก็แล้ว แต่คราวนี้เพราะเป็นภาระสำคัญระดับประเทศทำให้เขาไม่สามารถจะทิ้งทุกอย่างไว้ด้านหลังได้

             

            ชายหนุ่มทอดถอนหายใจ เขาจิบน้ำชาขณะที่เหม่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง  ตอนนี้พวกเขามารวมตัวกันอยู่ที่บ้านพักอีกหลังหนึ่งของถังเทียนจี๋  เพราะบ้านหลังนั้นของไป่ฟานเซียนแม้ว่านางจะไม่อยู่แต่เขตแดนที่กางทิ้งไว้ก็ยังทำงานได้ดี

             

            พวกเขาเข้าไปไม่ได้

             

            ท้องฟ้าสีครามและทะเลที่กำลังทอประกายสามารถทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังได้พักผ่อน ชายหนุ่มอาศัยเวลาที่ต้องออกมาหารือกับถังเทียนจี๋และเซี่ยจื่อโจวเช่นนี้ในการพักผ่อนจิตใจของตัวเองเป็นประจำ

             

            แต่ในขณะที่เขากำลังเหม่อมองทิวทัศน์ที่งดงามนั้นเอง

             

             

            พรวด!

             

             

            ที่เหนือท้องทะเลที่กว้างใหญ่ อยู่ๆก็ปรากฏรอยแยกของห้วงมิติที่บิดเบี้ยว 

             

            ก่อนที่ร่างของมังกรตัวใหญ่ยักษ์ลำตัวสีแดงฉานจะพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้นพร้อมกับแรงกดดันอันทรงอำนาจ นอกจากนี้ที่ไม่ห่างกันนักเขาก็มองเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนที่ถูกดีดออกมาเช่นเดียวกัน

             

            นั่นมันท่านจอมพล?

             

            แล้วก็ยังมีเซี่ยซูเหยา  เจิ้งเหรินอี้กับหลานสาว  เด็กๆทั้งสองคน  หวงจื่อหาน รวมไปถึงชายชราหัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆาและแม้แต่อู๋เจี่ยหมอเทวดาที่หายตัวไป!

             

            นอกจากนี้ยังมีนกสีดำตัวใหญ่สามตัวซึ่งโดนลูกหลงจนหลุดมายังมิตินี้ด้วย

             

            หลิวเยี่ยนเฟยลืมแม้แต่ที่จะเช็ดน้ำชาที่เผลอสำลัก  ไม่ใช่แค่เขา เพราะความใหญ่โตของราชินีมังกรในตอนนี้ต่อให้คนธรรมดาก็ยังสามารถมองเห็นได้

             

            พวกเขาเหม่อมองอย่างตื่นตะลึง สิ่งมีชีวิตในตำนานที่ปรากฏแค่ในนิยายหรือการ์ตูนกำลังโบยบินอยู่เหนือท้องทะเลอย่างยิ่งใหญ่!

             

            สิ่งนี้ดูไม่เหมือนของปลอมพวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่สามารถทำให้ตัวสั่นและขนลุกซู่ เหมือนกับว่ามีสัตว์ร้ายกำลังจับจ้องชีวิตของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

             

            ท่านพลเอกหนุ่มยืนขึ้น สถานการณ์นี้มันเกินความสามารถในการควบคุมของกองทัพไปแล้ว

             

            เขาสามารถจินตนาการถึงความวุ่นวายหลังจากที่คนทั้งโลกรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของสิ่งนี้ได้ในทันที  มันอาจจะลามไปถึงการเปิดเผยถึงการมีอยู่ของโลกผู้ฝึกตนออกมาต่อหน้าสาธารณะชนคนธรรมดาเลยก็ได้

             

            ในตอนนั้นเอง  ก่อนที่มิตินั้นจะปิดตัวลง ก็ปรากฏร่างของหญิงสาวงดงามที่กำลังกวาดสายตาจับจ้องไปยังราชินีมังกรอย่างไม่ลดละตามมา

             

            ท่านปรมาจารย์ไป่ฟานเซียน!

             

            หลิวเยี่ยนเฟยรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้  เป็นอย่างที่เขาคิดไม่ผิด หญิงสาวคนนี้ขยันสร้างเรื่องราวที่หน้าปวดหัวให้กับเขาได้ทุกครั้งที่เจอหน้ากันจริงๆ!

             

            ถ้าจบเรื่องนี้ลงได้เขาจะไม่สนใจภาระหน้าที่อะไรพวกนี้อีกแล้ว ในเมื่อท่านจอมพลก็กลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ให้เขามารับงานพวกนี้ไปดูแลต่อก็แล้วกัน!

             

            ส่วนเขาจะลาพักร้อน!

             

            ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรรอบนี้เขาจะลาพักร้อนจริงๆ!

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน