เช้าวันอังคารมาถึงพร้อมท้องฟ้าสีเทาอ่อนเมฆบางๆ ลอยปกคลุมยอดเขา แสงแดดพยายามส่องผ่านลงมา แต่ไม่สำเร็จ อากาศเย็นกว่าปกติเล็กน้อยมาซาอากิกำลังดื่มกาแฟอยู่หน้าโรงแรมโฮตารุ
เมื่อเสียงเครื่องยนต์รถยนต์ดังขึ้นจากถนนด้านล่างเขาเหลือบมองโดยไม่ได้ตั้งใจรถตู้สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้านทาคาฮาชิซึ่งมองเห็นได้จากระเบียงบ้านพัก
ประตูรถเปิดออกเคนจิเดินออกมาก่อนตามด้วยมิซากิ จากนั้นจึงเป็อาโออิ หญิงสาวสวมเสื้อไหมพรมสีอ่อน สะพายกระเป๋าใบเล็กและมีกล้องห้อยอยู่ที่คอเหมือนเดิมทุกอย่างดูปกติ
หากไม่ใช่เพราะสีหน้าของพ่อแม่เธอเคนจิดูเงียบผิดปกติ ส่วนมิซากิพยายามยิ้มแต่เป็รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
มาซาอากิขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะละสายตา เื่ครอบครัวของคนอื่นไม่ใช่เื่ของเขาอย่างน้อยเขาก็พยายามบอกตัวเองแบบนั้น
...
่สาย
เขาแวะไปที่คาเฟ่ฟูมิตามปกติร้านยังเงียบมีลูกค้าเพียงสองโต๊ะ คุณยายฟูมิกำลังบดเมล็ดกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์
“วันนี้อาโออิไม่มาเหรอครับ” คำถามหลุดออกไปเร็วกว่าที่คิดพอพูดจบมาซาอากิก็รู้สึกอยากถอนคำพูด
คุณยายฟูมิยิ้มมุมปากทันที“อ๋อ ในที่สุดก็ถาม”
“ถามอะไรครับ”
“เื่อาโออิ”
“ผมแค่”
“แค่สงสัย”
“ครับ”
“แน่นอน” คุณยายพยักหน้าเหมือนรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว “วันนี้ไปในเมือง”
“ในเมือง?”
“อืม”
เธอหยุดบดกาแฟ“ไปโรงพยาบาล”
มือของมาซาอากิชะงักเพียงเสี้ยววินาทีแต่คุณยายเห็น
“ป่วยเหรอครับ” คำถามออกมาเบากว่าที่ตั้งใจ
หญิงสูงวัยไม่ได้ตอบทันทีเธอเพียงจัดแก้วกาแฟให้เข้าที่ก่อนพูดขึ้น
“คนเราไปโรงพยาบาลก็เพราะป่วยนั่นแหละ”
“...”
“แต่บางครั้ง” เธอเงยหน้ามองเขา “มันก็ไม่ใช่เื่ที่ควรถามจากคนอื่น”
มาซาอากิเงียบเข้าใจทันทีว่าเธอไม่้าพูดต่อและเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ถามมากกว่านั้น
...
บ่ายวันนั้น
ฝนเริ่มโปรยลงมาอีกครั้งหมู่บ้านเงียบผิดปกติมาซาอากิใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องพักอ่านหนังสือบ้างเดินดูฝนบ้างแต่สมาธิกลับไม่อยู่กับอะไรเลย โรงพยาบาล คำคำนั้นยังค้างอยู่ในหัวรวมถึงเหตุการณ์หลายอย่างใน่ที่ผ่านมา
อาโออิหรี่ตามองระยะไกลอาโออิชะลอฝีเท้าในที่แสงสลัว อาโออิพูดถึงเวลาอยู่บ่อยครั้ง อาโออิถ่ายรูปทุกอย่างราวกับกลัวมันหายไปบางทีอาจไม่มีอะไร บางทีเขาอาจคิดมากไปเองแต่ยิ่งพยายามไม่คิดกลับยิ่งคิด
...
เกือบห้าโมงเย็นเสียงรถยนต์ดังขึ้นหน้าหมู่บ้านมาซาอากิมองออกไปทางหน้าต่างรถตู้สีขาวคันเดิมกำลังกลับมา เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงลุกขึ้นยืนไม่รู้ว่าทำไมถึงเดินออกไปที่ระเบียงและไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นอาโออิลงจากรถ ยิ้มเหมือนทุกวัน โบกมือให้ใครสักคนในบ้านแล้วเดินเข้าประตูไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่ประตูบ้านปิด มาซาอากิกลับนึกถึงสีหน้าของเคนจิ สีหน้าตอนเช้าและสีหน้าตอนนี้ต่างกันไม่มากนักยังคงมีเงาบางอย่างอยู่เงาที่ไม่ควรอยู่บนใบหน้าของพ่อแม่หากการตรวจวันนี้เป็ข่าวดี
...
คืนนั้นฝนตกหนักขึ้นหยดน้ำกระแทกหลังคาเป็เสียงดังต่อเนื่องมาซาอากินอนอยู่บนฟูกแต่ยังไม่หลับ
เวลาเกือบสี่ทุ่มโทรศัพท์ของเขาสั่นข้อความจากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยเขาขมวดคิ้วก่อนเปิดดู
คุณคุโรคาวะยังไม่นอนใช่ไหมคะ
มาซาอากิลุกขึ้นนั่งทันทีเพราะรู้ว่าเป็ใคร
อาโออิ?
ข้อความตอบกลับมาแทบจะทันที
เย่เดาถูกด้วย
เขาหลุดยิ้มโดยไม่รู้ตัว
มีอะไรหรือเปล่า
อีกฝ่ายใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะตอบจุดสามจุดบนหน้าจอกะพริบอยู่หลายครั้งเหมือนพิมพ์ แล้วลบ พิมพ์ แล้วลบ สุดท้ายข้อความสั้นๆ ก็ปรากฏขึ้น
พรุ่งนี้ว่างไหมคะ
น่าจะว่าง
ดีเลย
ฉันอยากไปถ่ายรูป
มาซาอากิมองข้อความนั้นก่อนพิมพ์ตอบ
แค่นั้น?
คราวนี้เงียบไปเกือบนาทีแล้วข้อความใหม่จึงเด้งขึ้น
อืมแค่นั้นแหละ
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขากลับรู้สึกได้ว่านั่นไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
...
อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้านภายในห้องที่เต็มไปด้วยภาพถ่าย อาโออินั่งอยู่ริมหน้าต่าง กล้องวางอยู่บนตัก ไฟในห้องปิดเกือบหมดเหลือเพียงโคมไฟหัวเตียงดวงเล็กเอกสารสีขาวหลายแผ่นวางอยู่บนโต๊ะ ้ามีตัวหนังสือจากโรงพยาบาล หญิงสาวมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนคว่ำหน้ากระดาษลงเหมือนไม่อยากเห็น
โทรศัพท์สั่นเบาๆ ข้อความตอบกลับจากมาซาอากิ
เธอมองอยู่พักหนึ่งก่อนยิ้ม รอยยิ้มบาง ๆ ไม่สดใส ไม่ร่าเริง ไม่เหมือนที่ทุกคนคุ้นเคย แล้วจึงหันไปมองภาพถ่ายพระอาทิตย์ตกบนผนังภาพเดิม ภาพที่เธอมักมองบ่อยที่สุด นิ้วเรียวค่อย ๆ ลูบกรอบรูปเบา ๆ ก่อนกระซิบกับตัวเองเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ขออีกหน่อยนะ...อีกนิดเดียวก็ยังดี”
เสียงฝนยังคงตกอยู่ด้านนอกและเป็ครั้งแรกที่เงาของความจริงเริ่มปรากฏชัดขึ้นเหนือชีวิตของหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มสดใสคนนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงพร้อมกลิ่นฝนที่ยังคงค้างอยู่ในอากาศเมฆสีเทาจางลงไปมากแล้ว หยดน้ำเกาะอยู่บนใบแอปเปิลราวกับเม็ดแก้วใส
มาซาอากิตื่นเร็วกว่าปกติไม่ใช่เพราะเสียงนก ไม่ใช่เพราะความเคยชินแต่เพราะข้อความเมื่อคืน เขาไม่แน่ใจว่าทำไมแต่ประโยคสั้นๆ ของอาโออิ ฉันอยากไปถ่ายรูป กลับทำให้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ข้างหลังบางอย่างที่เธอไม่ได้พูด
...
เก้าโมงเช้า
อาโออิมาถึงบ้านพักโฮตารุตรงเวลาอย่างน่าประหลาด
“วันนี้ไม่สาย?” มาซาอากิถาม
หญิงสาวทำหน้าไม่พอใจทันที“ฉันไม่ได้สายบ่อยขนาดนั้น”
“คุณยายฟูมิอาจมีความเห็นต่าง”
“คุณยายไม่ใช่พยานที่น่าเชื่อถือค่ะ”
“เพราะอะไร”
“อยู่ฝ่ายตรงข้าม” คำตอบทำให้เขาหลุดหัวเราะ
อาโออิยิ้มอย่างพอใจก่อนชูตั๋วรถไฟขึ้นมา“ไปกัน”
“ไปไหน”
“เมืองมัตสึโมโตะ”
“ไกลเหมือนกันนะ”
“นิดหน่อยค่ะ”
“แล้วมีอะไรที่นั่น”
หญิงสาวเอียงคอก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม“แสงสวย”
...
รถไฟท้องถิ่นเคลื่อนตัวผ่านหุบเขาอย่างช้าๆ ไม่เหมือนชินคันเซ็นที่มาซาอากิคุ้นเคย ไม่มีความรีบเร่ง ไม่มีผู้คนแน่นขนัด อาโออินั่งริมหน้าต่างกล้องวางอยู่บนตักสายตามองวิวด้านนอกตลอดทางเหมือนกลัวพลาดอะไรสักอย่างทุกครั้งที่รถไฟแล่นผ่านทุ่งนาผ่านแม่น้ำหรือผ่านแสงแดดที่ตกกระทบูเา เธอจะยกกล้องขึ้นทันที
แชะแชะ แชะ
เสียงชัตเตอร์ดังสม่ำเสมอจนมาซาอากิเริ่มคิดว่าอาโออิอาจกำลังพยายามบันทึกโลกทั้งใบเอาไว้จริง ๆ
...
มัตสึโมโตะใน่สายคึกคักกว่าหมู่บ้านหลายเท่าผู้คนเดินขวักไขว่ ร้านค้าเปิดเต็มสองฝั่งถนน เสียงจักรยาน เสียงรถยนต์ เสียงประกาศจากร้านค้าทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาแต่ทันทีที่ก้าวลงจากสถานีมาซาอากิสังเกตเห็นบางอย่าง
อาโออิหยุดนิ่งเพียงเสี้ยววินาทีดวงตากวาดมองผู้คนรอบตัวเหมือนกำลังปรับตัวก่อนจะเดินต่อเป็ภาพสั้นมากสั้นจนคนอื่นอาจไม่ทันเห็นแต่มาซาอากิเห็นอีกแล้ว
...
ปลายทางคือสวนสาธารณะบนเนินเตี้ยด้านนอกเมืองที่นี่มองเห็นปราสาทมัตสึโมโตะอยู่ไกล ๆ ท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม เมฆขาวลอยต่ำ แสงแดดสะท้อนผืนน้ำในคูเมืองเป็ประกาย
อาโออิถ่ายรูปแทบไม่หยุดบางครั้งก็นั่งยอง ๆ บางครั้งก็ปีนขึ้นเนิน บางครั้งก็เดินอ้อมไปอีกมุมเพื่อหาภาพที่ตัวเอง้า
“เหนื่อยไหม” มาซาอากิถาม
“ไม่นะ”
“คุณเดินมาสองชั่วโมงแล้ว”
“ก็ยังไม่เหนื่อย” เธอตอบ
ก่อนหันไปถ่ายรูปต่อแต่ทันทีที่ก้าวถอยหลังส้นรองเท้ากลับสะดุดขอบทางเดินร่างบางเสียหลักทันที “อ๊ะ!”
มาซาอากิพุ่งเข้าไปคว้าแขนไว้ก่อนเธอจะล้มทั้งสองชะงักพร้อมกันใกล้กันเกินไปเล็กน้อยจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย
“ขะ ขอบคุณค่ะ” อาโออิพูดเบา ๆ เป็ครั้งแรกในหลายวันที่เธอดูใจริง ๆ
“คุณไม่เห็นเหรอ” คำถามหลุดออกไปโดยไม่ทันคิด ทันทีที่พูดจบมาซาอากิก็รู้ว่าตัวเองถามแรงเกินไป
อาโออินิ่งไปรอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อยเพียงเล็กน้อยแต่พอให้สังเกตได้
“เห็นสิ” เธอตอบ
“แค่ไม่ทันระวัง” แล้วก็ยิ้ม รอยยิ้มแบบเดิมเร็วเกินไป เร็วเหมือนทุกครั้ง
...
่บ่าย
ทั้งสองแวะร้านอาหารเล็กๆ ใกล้สถานี อาโออิสั่งราเม็งแตะโทรศัพท์นิดหน่อยแล้วเงียบลง ผิดปกติ ผิดปกติมาก ปกติเธอจะพูดไม่หยุดแต่วันนี้กลับมี่เงียบยาวหลายครั้ง
“มีอะไรหรือเปล่า” มาซาอากิถาม
“หือ?”
“คุณดูเหนื่อย”
“จริงเหรอ”
“จริง”
อาโออิหัวเราะเบาๆ ก่อนคนช้อนในชามไปมา “บางทีอาจจะนิดหน่อย”
“เพราะอะไร”
หญิงสาวมองน้ำซุปอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “โรงพยาบาลเมื่อวาน”
มือของมาซาอากิหยุดนิ่งในที่สุดเธอก็เป็ฝ่ายพูดขึ้นมาเอง
“ตรวจสุขภาพเหรอ” เขาถามอย่างระมัดระวัง
อาโออิพยักหน้า“ประมาณนั้น”
“ผลเป็ยังไง”
หญิงสาวยิ้มแต่คราวนี้ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม
“หมอบอกให้กลับมาตรวจอีก”
“เื่อะไร”
เธอเงียบเสียงผู้คนในร้านยังคงดังอยู่รอบตัว เสียงช้อนกระทบชาม เสียงพนักงานต้อนรับลูกค้า เสียงเพลงเบาๆ แต่โต๊ะของทั้งสองกลับเหมือนถูกแยกออกจากโลกภายนอก
“เื่ตา” คำตอบสั้น ๆ
เบามากแทบกลืนหายไปในอากาศ หัวใจของมาซาอากิสะดุดทันที ภาพทุกอย่างที่ผ่านมาแล่นกลับเข้ามาการหรี่ตา การมองไกล การชะลอฝีเท้า การสะดุดเมื่อครู่ ทุกอย่างเชื่อมต่อกันอย่างเงียบงัน
“เป็อะไรมากไหม” เขาถาม
อาโออิยิ้มอีกแล้วรอยยิ้มที่เขาเริ่มเกลียดขึ้นมานิด ๆ เพราะมันซ่อนทุกอย่างไว้
“ยังไม่รู้ค่ะ”
“หมอยังไม่สรุป”
“...”
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น” เธอพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “ฉันยังไม่ตายสักหน่อย”
คำพูดนั้นควรจะเป็เื่ตลกแต่ไม่มีใครหัวเราะ
...
ขากลับอาโออิถ่ายรูปน้อยลงนั่งมองวิวผ่านหน้าต่างรถไฟมากกว่าเดิม แสงเย็นยามบ่ายกำลังค่อย ๆทาทับูเาเป็สีทอง
มาซาอากินั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้ถามอะไรอีกเพราะรู้ว่าเธอคงไม่ตอบอย่างน้อยก็วันนี้แต่ใน่ที่รถไฟแล่นผ่านทุ่งนาแห่งหนึ่งอาโออิกลับพูดขึ้นมาเองเบาๆ โดยไม่ได้หันมามอง
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ถ้าวันหนึ่ง” เธอเว้น่สายตายังมองออกไปข้างนอก
“ถ้าวันหนึ่งคุณรู้ว่าจะเสียอะไรบางอย่างไป”
“คุณจะทำยังไง”
มาซาอากินิ่งคิดก่อนตอบ“ผมไม่รู้”
“ซื่อสัตย์ดีนะ”
“เพราะไม่รู้จริง ๆ”
หญิงสาวหัวเราะในลำคอก่อนพยักหน้าเบาๆ “ใช่ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
รถไฟยังคงเคลื่อนตัวต่อไปผ่านูเา ผ่านแม่น้ำ ผ่านท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีและเป็ครั้งแรกที่มาซาอากิรู้สึกชัดเจนว่าเื้ัรอยยิ้มของอาโออิมีบางอย่างกำลังพังทลายลงอย่างช้าๆ บางอย่างที่เธอกำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพังโดยไม่ยอมบอกใครแม้แต่เขา