บทที่ 5
วางแผน
“ดีๆ งั้นพ่อจะกลับไปเขียนจดหมายส่งถึงท่านย่าเ้า บอกว่าเ้าจะไปรับท่านย่าถึงบ้านบรรพบุรุษ ท่านย่าจะต้องดีใจมากแน่ๆ” จางจิ้งเหรินมองบุตรชายคนที่สามด้วยสายตาพึงพอใจ การที่ลูกกตัญญูแทนตัวเองนั้น นับว่าเป็เื่ดี จางจิ้งเหรินอารมณ์ดีมากจนเห็นได้ชัด เกรงว่าคืนนี้เรือนฮุ่ยกู้คงคึกคักเป็แน่
“ส่วนเื่สุดท้าย นั่นก็คือพิธีสวมกวานของเ้า” จางจิ้งเหรินมองจางอวี้ตี๋และจางเสี่ยงหลิงด้วยแววตามีความสุข ปีนี้บุตรเกอทั้งสองของเขาก็จะอายุครบ 16 ปีแล้ว ซึ่งหมายถึงบรรลุนิติภาวะ และพร้อมที่จะออกงานเลี้ยงต่างๆได้แล้ว อันที่จริง เหตุผลส่วนหนึ่งที่มารดาของเขาตัดสินใจกลับมาที่เมืองหลวง ก็เพื่อร่วมพิธีสวมกวานของจางอวี้ตี๋และจางเสี่ยงหลิง หนึ่งในพิธีที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกหลาน ในฐานะย่าจะไม่เข้าร่วมได้อย่างไร
“เสี่ยวตี๋ แม้ว่าลูกจะเชี่ยวชาญด้านดนตรีมากแค่ไหน แต่ก็อย่าได้ประมาทหรือชะล่าใจเชียวนะ” จางจิ้งเหรินเอ่ยเตือนขึ้นมาด้วยความหวังดี เนื่องจากบุตรชายผู้นี้มีพร์ในด้านดนตรีและศิลปะที่สูงมาก ดังนั้นจึงดึงดูดเหล่าปรมาจารย์ทางด้านดนตรีและศิลปะหลายคน โดยเฉพาะเติ้งฮวนลี่ที่ให้เกียรติมาสั่งสอนถึงจวน ต้องรู้ก่อนว่าลูกศิษย์ที่เติ้งฮวนลี่ให้การสั่งสอนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็เชื้อพระวงศ์กับบุตรขุนนางขั้นที่ 1 หรือ 2 ฉะนั้นการที่เติ้งฮวนลี่ตัดสินใจรับเสี่ยวตี๋เป็ศิษย์ จึงทำให้เขาสบโอกาสในการทำความรู้จักกับขุนนางระดับสูงผ่านทางปรมาจารย์
จางจิ้งเหรินได้ยินคำชมจากเติ้งฮวนลี่เกี่ยวกับพร์ของจางอวี้ตี๋อยู่หลายครั้ง ทำให้เขารู้สึกคาดหวังในงานเลี้ยง 4 ฤดูกาลเป็อย่างมาก หากเสี่ยวตี๋สามารถตำแหน่งหนึ่งในสี่ฤดูกาลได้ ตระกูลจางของเขาก็จะกลายเป็ที่จับตามองในวงสังคมทันที และจางอวี้ตี๋ก็จะอยู่ในสายตาของเหล่าฮูหยินตราตั้ง ไม่แน่ว่าว่าที่บุตรเขยของเขาก็อาจจะเป็บุตรหลานของพวกท่านอ๋องหรือไม่ก็ขุนนางขั้น 1 ขั้น 2 หากเป็เช่นนั้น เส้นทางในราชสำนักของอาอิ่งก็จะราบรื่นมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ จางจิ้งเหรินจึงกลัวว่าจางอวี้ตี๋จะเหลิงไปกับคำชมมากมาย จนมาพลาดเอาในวันงาน
จางอวี้ตี๋พยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้จะรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายตัวเองก็สามารถคว้าตำแหน่งหนึ่งในนั้นมาได้ แต่ตัวเองก็ไม่กล้าประมาท จางจิ้งเหรินเห็นท่าทางจริงจังของจางอวี้ตี๋ก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ จากนั้นก็หันไปมองจางเสี่ยงหลิงด้วยสายตาเสียดาย
“น่าเสียดาย ที่พิธีสวมกวานของเ้าถูกจัดหลังงานเลี้ยง 4 ฤดูกาล มิฉะนั้น เ้าก็คงได้ร่วมงานนี้พร้อมกับพี่สามของเ้า” จางเสี่ยงหลิงเพียงแค่ยิ้มบางๆ แต่ไม่พูดอะไรออกมา ในใจของเขานั้นกลับรู้สึกโล่งอกเสียมากกว่า ที่ตัวเองไม่ต้องร่วมงานพร้อมกับพี่สาม มิฉะนั้น เขาก็คงอึดอัดและรู้สึกกดดันแน่ๆ
หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยสัพเพเหระต่างๆ ไม่นานจางจิ้งเหรินก็สั่งให้ทุกคนแยกย้าย ส่วนตัวเองก็ไปยังห้องหนังสือ เพื่อเขียนจดหมายส่งไปให้มารดา
หลังจากสามีเดินออกจากห้องโถงไปแล้ว ฮูหยินซุนก็จับแขนจางอวี้ตี๋แน่น ก่อนจะพาเดินทิ้งระยะห่างจากบรรดาอนุและบุตรอนุ เมื่อเห็นว่าห่างออกมามากแล้ว จึงหันไปเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เหตุใดลูกถึงได้ขันอาสาไปรับท่านย่าถึงบ้านบรรพบุรุษ?”
ซุนหัวลี่ไม่เข้าใจความคิดของบุตรชายคนเล็กเลยสักนิด ไม่ใช่ว่านางคิดจะขัดขวางการแสดงความกตัญญูต่อย่า เพียงแค่ว่าทำไมต้องถ่อไปรับย่าถึงบ้านบรรพบุรุษ ระยะทางจากเมืองหลวงไปยังบ้านบรรพบุรุษที่อยู่ในชนบทนั้น ห่างไกลเป็พันลี้ ระหว่างทางก็มีบ้างที่จะต้องผ่านป่าเขาลำนำไพร แม้แต่บุรุษก็ยังคิดว่ายากลำบากและอันตราย นี่บุตรของตัวเองเป็เกอ มันจะยิ่งไม่ลำบากและอันตรายกว่าเหรอ
“ท่านแม่อย่าได้กังวลไป ใช่ว่าท่านพ่อจะส่งข้าเดินทางไปคนเดียวเสียหน่อย ยังมีบ่าวรับใช้ที่เป็วรยุทธ์และกลุ่มผู้คุ้มกันรับจ้างที่เก่งกาจเดินทางไปด้วย อย่างไรก็ปลอดภัย” จางอวี้ตี๋ปลอบมารดาตัวเอง อย่างไรเขาก็ต้องไป ซุนหัวลี่ขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพราะตัวเองกำลังคืนดีกลับลูกอยู่ ถ้าหากเห็นแย้งไปแล้วจางอวี้ตี๋ไม่พอใจ กลับมามึนตึงกับนางอีก นางจะทำยังไง?
“คิดว่าการเดินทางไปชนบทมันสบายหรือไร? ระยะทางพันลี้ ไม่ใช่ว่าเดินทางผ่านตัวเมืองเท่านั้น แต่ยังต้องผ่านป่าเขาอีกด้วย นี่ยังไม่นับว่าอาจจะพบเจอกับพวกโจรป่าอีกด้วยนะ เมื่อถึงตอนนั้นจะวุ่นวายมากแค่ไหนกัน อาศัยพวกผู้คุ้มกันกับบ่าวไพร่ที่เป็วรยุทธ์ บางทีก็ไม่อาจจะรับมือได้” จางเต๋ออิ่งกล่าวแทรกขึ้นมา เมื่อเห็นสีหน้าอ้ำๆอึ้งๆของมารดา แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะฟังดูห้วนๆ แต่ความจริงแล้วก็แฝงไปด้วยความเป็ห่วง หากไม่นับเื่ที่เป็เกอ แค่มองว่าเป็คุณชายที่ได้รับการประคบประหงมมาโดยตลอด แล้วจู่ๆก็จะออกเดินทางไกลในครั้งแรกที่ออกจากจวน แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน
“ข้ารู้ว่าท่านแม่กับต้าเกอเป็ห่วงข้า...”
“ใช่ที่ไหนกัน!” จางเต๋ออิ่งสวนกลับขึ้นมาเสียงดัง ก่อนจะถูกซุนหัวลี่หยิกที่แขนอย่างไม่พอใจ และถลึงตาใส่ราวกับจะบอกว่า ‘จะมาท่ามากอะไรตอนนี้ ช่วยกันกล่อมให้น้องชายเ้าล้มเลิกความคิดที่จะเดินทางไกลซะ’ จางเต๋ออิ่งยกมือลูบต้นแขนตัวเองเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงเบาราวกับยุงบินว่า “ห่วงก็ห่วง”
จางอวี้ตี๋คลี่ยิ้มออกมาบางๆ เขารู้ดีว่าพี่ใหญ่ของเขานั้นท่ามาก ปากหนักมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้ว่าเวลาเจอหน้ากันมักจะชอบพูดจาเสียดสีใส่ แต่ทุกครั้งที่เขาลำบาก คนแรกที่ก้าวเข้ามาช่วยเหลือก็พี่ใหญ่คนนี้นี่แหละ
“ข้าทราบดีว่าทำอะไรอยู่ แต่อยากให้ท่านแม่กับต้าเกอวางใจเถอะ ถือเสียว่าข้าขอออกไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย หลังจากที่ข้าอายุพ้นสิบหนาวแล้ว ข้าก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย ข้าอยากออกไปเห็นโลกกว้างบ้าง เพราะหลังจากนี้ข้าคงไม่ได้ออกไปไหนอีก” น้ำเสียงเศร้าๆกับดวงตาที่หม่นแสงลง ทำให้ซุนหัวลี่กับจางเต๋ออิ่งทำอะไรไม่ถูก แต่ก็เป็ความจริง พอพ้นสิบหนาวไปแล้ว ไม่ว่าจะเกอหรือสตรีก็จะถูกบังคับให้อยู่แต่ในเรือนหลัง วันวันก็ร่ำเรียนแต่การเขียนการอ่าน การครองเรือนหรือศาสตร์และศิลป์ ซึ่งจะได้ออกไปข้างนอกก็ต่อเมื่อ ครอบครัวเดินทางไปพักผ่อนที่บ้านพักแถวชนบท หรือไปเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ได้รับเทียบเชิญมาก็เท่านั้น
“เฮ้อออ ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ต้องระวังตัวให้มากๆนะ” ดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเหงาหงอย ทำให้ฮูหยินซุนรู้สึกปวดหัวใจขึ้นมา แววตาคู่นี้เนี่ยแหละที่ทำให้นางมักจะใจอ่อนกับบุตรชายคนเล็ก และอดไม่ได้ที่จะพะเน้าพะนอตามใจจางอวี้ตี๋
“ช่างเถอะ อยากหาเื่ไปลำบากก็ช่วยไม่ได้ หวังว่าจะยังอวดดีได้อยู่นะถ้าเจอกับพวกโจรป่า โอ๊ยยยย ท่านแม่!” จางเต๋ออิ่งร้องโอดโอยขึ้นมา เมื่อมือเรียวขาวของมารดาพุ่งมาดึงหูของเขาไว้
“ปากช่างไม่เป็มงคลเอาเสียเลย! น้องกำลังจะออกเดินทางไกล ใยจึงพูดเช่นนี้ออกมา!” จางอวี้ตี๋ยิ้มกว้าง ก่อนจะตัดสินใจช่วยพี่ใหญ่ของตัวเอง สุดท้ายสองแม่ลูกก็จูงมือกันกระหนุงกระหนิงไปยังเรือนฮุ่ยกู้ จากนั้นจางเต๋ออิ่งก็เดินมาส่งจางอวี้ตี๋ถึงเรือนตามคำสั่งของมารดา ระหว่างทาง สองพี่น้องก็เต็มไปด้วยความเงียบงัน แม้ว่าบรรยากาศของทั้งคู่จะดูอึดอัดไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ไม่นับว่าเลวร้ายนัก หากเทียบกับเมื่อก่อน อย่างน้อยบรรยากาศที่ดูอึดอัดนี้ ก็มาจากความรู้สึกเก้อเขิน เหมือนคนไม่รู้จะเริ่มสานสัมพันธ์กันยังไง แต่เมื่อก่อนนั้น มันอึดอัดเพราะแต่ละคนต่างก็ปั้นปึงใส่กัน
จนกระทั่งมาส่งจางอวี้ตี๋ถึงหน้าเรือน จางเต๋ออิ่งก็รีๆรอๆอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาสั้นๆว่า “หาแต่เื่!” กล่าวจบก็รีบเดินจากไปทันที ทิ้งให้จางอวี้ตี๋มองตามหลังไปด้วยความขบขำ เขาเชื่อว่านี่คงไม่ใช่สิ่งที่พี่ใหญ่อยากจะพูดแน่
“ไปกันเถอะ” จางอวี้ตี๋เดินนำเถาฉิงเทียนและบ่าวรับใช้คนอื่นๆเข้าเรือนไป ระหว่างที่จางอวี้ตี๋รออาบน้ำอยู่นั้น เถาฉิงเทียนที่ช่วยถอดเสื้อนอกและเครื่องประดับบนหัวออก ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “คุณชายสาม เหตุใดถึงได้ตัดสินใจไปที่บ้านบรรพบุรุษล่ะขอรับ?”
จางอวี้ตี๋ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆออกมา “อย่างที่บอกไป ข้าก็แค่เบื่อที่จะอุดอู้อยู่แต่ในเรือน อย่างน้อยไปรับท่านย่าที่บ้านบรรพบุรุษก็ยังได้ออกไปชมนกชมไม้ได้บ้าง เ้ามิเบื่อหรือ อยู่ในจวนอย่างเดียวมาเกือบ 6 ปีแล้ว”
เถาฉิงเทียนได้ยินแบบนั้นก็แอบยิ้มแห้งๆไปให้ เขาจะกล้าบอกได้อย่างไรว่า บางครั้งเขายังแอบออกไปเที่ยวตลาดโดยอ้างว่าไปซื้อของให้คุณชายสาม เกรงว่าถ้ากล่าวออกไป คุณชายสามจะต้องโมโหแน่นอน เพื่อไม่ให้คุณชายสามสังเกตเห็นความผิดปรกติของตัวเอง ฉิงเทียนจึงเปลี่ยนเป็เื่อื่นทันที หลังจากที่ถอดเสื้อคลุมนอกและเครื่องประดับออกแล้ว จางอวี้ตี๋ก็ไปยังห้องอาบน้ำ
“ออกไปเถอะ ข้าอยากอาบคนเดียว” จางอวี้ตี๋หันไปกล่าวกับเถาฉิงเทียน จากนั้นก็เดินเข้าไปยังฉากกั้น และถอดเสื้อคลุมบางๆออก ก่อนที่ขาเรียวยาวจะยกเท้าก้าวเข้าไปในอ่างที่เต็มไปด้วยน้ำอุ่น เมื่อร่างจุ่มลงไปในอ่างไม้ขนาดใหญ่จนหมดตัว หลังขาวนวลผ่องก็เอนพิงไปกับอ่าง ตอนนี้เองใบหน้าสวยก็ดูผ่อนคลาย มือน้อยๆก็กวักน้ำลูบหน้าตัวเองเพื่อเพิ่มความสดชื่น ก่อนจะถดร่างให้เตี้ยลง และพิงศีรษะกับปากอ่างน้ำ ในตอนนั้น ดวงตาคู่สวยก็ฉายแววว่างเปล่า และดูเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด
ในหูของจางอวี้ตี๋คล้ายกับได้ยินเสียงชื่นชมจากบิดาไม่สร่าง กตัญญูเหรอ? หึ คนอย่างเขาไม่คู่ควรกับคำคำนี้หรอก ชาติที่แล้วก็เมินเฉยใส่มารดาเพราะคำคน ไม่ได้กลับไปแสดงความกตัญญูจนกระทั่งตาย ส่วนชาตินี้...จริงอยู่ว่าที่เขาทำไปก็เพื่อช่วยท่านย่า แต่เบื้องลึกเื้ัยังมีอะไรมากกว่านั้น
ตอนที่ท่านย่าจากไป หลังจากไว้ทุกข์ให้ท่านย่าครบ 49 วัน พวกเขาก็ต้องนำท่านย่าไปฝังที่สุสานประจำตระกูลซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก เป็พื้นที่ราบกว้างขวางและมีูเาโอบล้อม นอกจากจะมีสุสานประจำตระกูลของสกุลจางแล้ว ก็ยังมีของสกุลขุนนางใหญ่คนอื่นๆอีกด้วย เพียงแต่ว่าพวกเขาได้แบ่งอาณาเขตกันอย่างชัดเจน ในตอนนั้นบรรพบุรุษของพวกเขาก็เป็ถึงขุนนางขั้นที่ 3 ฉะนั้นตำแหน่งที่ตั้งของสุสานจึงไม่ขี้ริ้วขี้เหร่นัก
ความจริงแล้วท่านพ่อก็อยากจะไว้ทุกข์ให้ท่านย่านานกว่านี้ เพียงแต่ว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะถึงการสอบระดับมณฑล แล้ว หากยังไม่ออกจากการไว้ทุกข์ เกรงว่าอาจจะส่งผลกระทบถึงคุณสมบัติในการสอบระดับมณฑล ซึ่งถ้าหากพลาดการสอบในครั้งนี้ไป ก็ต้องรอไปอีก 3 ปี บวกกับว่าหากท่านพ่อขาดงานไปนานกว่านี้ เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่องานตัวเองในราชสำนัก ดังนั้นเพื่อเป็การแบ่งเบาภาระทางจิตใจของท่านพ่อ ท่านแม่จึงส่งเขา จางเสี่ยงหลิงและจางเยว่เจิงขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่วัด ซึ่งประจวบเหมาะกับที่อดีตสามี ‘โอวหยางเหวินฮุ่ย’ กับองค์ชายสาม ‘จ้าวฉู่ฉุน’ ขึ้นมาไหว้พระที่วัดแห่งนี้
องค์ชายสามกับอดีตสามีของเขาเป็สหายร่วมเรียนหนังสือกัน ในตอนยังเป็เด็กหนุ่มนั้น พวกเขาค่อนข้างใจกล้าในหลายๆด้าน ชอบความท้าทาย ชอบการแข่งขัน และการท้าทายที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดก็คือการแอบหนีออกมาจากพระราชวัง ในวันนั้นพวกเขาก็หนีออกจากพระราชวังมาเที่ยวชมตลาด ก่อนจะพากันขึ้นมาไหว้พระบนูเาเดียวกับที่เขาและน้องๆมาปฏิบัติธรรม
ในตอนนั้นด้วยความเบื่อหน่ายจากการปฏิบัติธรรมมาทั้งวัน จางเสี่ยงหลิงและจางเยว่เจิงจึงแอบออกไปเดินเล่นรอบๆวัด ส่วนเขาก็นั่งปฏิบัติธรรมอย่างเงียบๆคนเดียวภายในห้องพระ ขณะที่เขากำลังตั้งอกตั้งใจกับการปฏิบัติธรรมอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงบานประตูถูกเปิดออกอย่างรีบเร่ง ด้วยความแปลกใจจึงหันหน้ากลับไปดู ก่อนจะพบกับเด็กหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกับพี่ชายยืนหอบจนตัวโยนอยู่หน้าประตู!
เด็กหนุ่มแปลกหน้า ท่าทางมีพิรุธ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สมควรที่จะอยู่ด้วยกันในที่ลับเช่นนี้ แต่จางอวี้ตี๋ก็ไม่ได้โง่ เขาไม่กรีดร้องหรือโวยวายออกมา เพราะอย่างไรเสียเกอกับสตรีนั้นก็ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตัวเองมาก หากชื่อเสียงด่างพร้อย ก็ยากที่จะแต่งเข้าตระกูลดีๆได้ ดังนั้นเพื่อชื่อเสียงของตัวเอง จางอวี้ตี๋ก็ได้แต่จำใจช่วยเด็กหนุ่มคนนั้นให้รอดพ้นจากการตามหาของกลุ่มคนปริศนากลุ่มหนึ่ง แต่หลังจากที่ช่วยแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นกลับไม่ยอมจากไปแต่โดยดี เขาเข้ามาก่อกวนและเย้าแหย่ให้ตัวเองโมโห
ยิ่งเห็นสีหน้าเขาอดทนอดกลั้นของเขา เด็กหนุ่มคนนั้นก็ยิ่งยั่วแหย่จนเขาต้องสถบออกมาอย่างโมโหว่า “คนชั่ว!”
แต่คำด่าของเขาดูจะไม่ะเืเด็กหนุ่มคนนั้นเลยสักนิด และที่น่าโมโหที่สุดก็คือ ตลอด 7 วันที่เขามาปฏิบัติธรรม เด็กหนุ่มคนนี้ก็มาก่อกวนเขาได้ทุกวัน แต่เพราะความฉลาดและความร่าเริงของอีกฝ่ายเนี่ยแหละ ที่ดึงดูดใจเขา จนสุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็สหายทางจดหมายด้วยกัน และก็เริ่มผูกพันกันมาเรื่อยๆ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จางอวี้ตี๋ก็อดกระตุกยิ้มที่มุมปากไม่ได้ ความผูกพันที่เขามีให้กับโอวหยางเหวินฮุ่ยได้พัฒนากลายเป็ความรัก แต่ความผูกพันที่อีกฝ่ายมอบให้เขาก็ยังคงเส้นคงวา เป็ได้เพียงสหายทางจดหมาย พี่ชายของเกอที่เขาแอบรัก ถ้าหากเป็ได้แค่นั้น ในวันนั้น...เหตุใดถึงไม่ก้าวออกไปหลังจากที่คนพวกนั้นจากไปแล้ว เหตุใดถึงได้ตามมาพัวพันกับเขา เหตุใดถึงคอยส่งจดหมายมาให้ไม่ขาด ทั้งๆที่ไม่ได้้า เหตุใดถึงต้องแต่งงานกับเขาเพราะความสงสาร เหตุใด...ถึงมาทำให้รักและเหยียบย่ำกันขนาดนี้
จางอวี้ตี๋อดตัวสั่นด้วยความเ็ปไม่ได้ ทำไมกันนะ เด็กหนุ่มแสนร่าเริงและน่ารำคาญผู้นั้น ถึงได้กลายเป็สามีที่โหดร้ายและเ็ากับเขาถึงเพียงนี้
ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมา จางอวี้ตี๋ก็กดหัวตัวเองลงในน้ำประมาณ 10 ลมหายใจ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาหางหงส์ที่แดงก่ำทอประกายแสงอันคมกล้า ชาตินี้เขาจะหลีกเลี่ยงจุดเริ่มต้นโศกนาฏกรรมรักอันบัดซบนั่น เขาจะทำทุกทางเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางของเขากับโอวหยางเหวินฮุ่ยจะไม่มีทางมากันได้ ชาตินี้เขายินดีแต่งให้กับขุนนางใหญ่ที่ประจำการอยู่ต่างเมือง ดีกว่าจะแต่งกับขุนนางใหญ่ที่อยู่ในเมืองหลวง เขาไม่อยาก แม้แต่จะหายใจในที่เดียวกันกับชายผู้นั้น และไม่อยากที่จะเห็นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ...เพราะกลัวว่าใจดวงนี้จะเ็ปขึ้นมาอีก เขาเหนื่อยแล้วจริงๆ ไม่อยากเ็ปอีกต่อไป เขาอยากจะออกไปจากเมืองหลวงแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่เขาจะได้พบหน้าชายคนนั้นยิ่งดี!
จางอวี้ตี๋ตั้งสติอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะทำการอาบน้ำอย่างจริงจัง จากนั้นก็ลุกขึ้นจากอ่างไม้ แล้วสวมเสื้อคลุมเดินออกจากห้องอาบน้ำไป ทิ้งน้ำตาและความเ็ปไว้ที่เื้ั...