"หยุดเดี๋ยวนี้!!! พวกเจ้าคิดจะต่อสู้กันในเมืองเเห่งนี้งั้นรึ?"
เสียงใครบางคนตะโกนก้องขึ้นจากมุมหนึ่งของกลุ่มฝูงชนก่อนจะมีชายคนหนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีขาวดูสะอาดตา อายุราว ๆ 17-18 ปี หน้าตาหล่อเหลา ริมฝีปากเรียวบาง ผมลอนยาวสลวยปักเครื่องประดับสีเงินดูราวกับคุณชายของตระกูลสูงศักดิ์กำลังเดินมาพร้อมกับชาย 2 คนแต่งกายในชุดเครื่องแบบทหารของเมืองเดิมตามหลังชายสวมชุดขาวด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
ชายคนนี้คือ "มู่เฉิน" บุตรชายของเจ้าผู้ปกครองเมืองเหยียนจิ้ง และสองคนด้านหลังคือ ทหารองครักษ์ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยของเมืองเมื่อเห็นว่ามีการทะเลาะวิวาทจึงได้เดินตามมู่เฉินที่เดินทางผ่านมาดูเหตุการณ์พอดี
มู่เฉินตะโกนก้องขึ้นและเท้าเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย ผู้คนโดยรอบต่างหลีกทางและทำความเคารพอย่างนอบน้อมในทันที
จินเยว่เองเมื่อเห็นว่าเป็นมู่เฉินเดินเข้ามาก็เก็บดาบก่อนจะกำหมัดโค้งคาราวะต่อมู่เฉิน
"คาราวะคุณชายมู่"
จินเยว่ป้องมือขึ้นพร้อมคาราวะมู่เฉินอย่างสุภาพ
มู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับการคาราวะของจินเยว่ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงมาลงไม้ลงมือกันในเมืองเช่นนี้ ?"
มู่เฉินกล่าวถามพร้อมปรายตาหันมองไปยังฉินหยางที่ยังคงยืนเอามือไขว้หลัง ใบหน้าเรียบเฉยเช่นเดิมราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
เห็นดังนั้นเขาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาในทันที ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจและกำลังจะกล่าวบางอย่าง แต่จู่ ๆ หลินลู่เฟยที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังมาตั้งนานก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นว่า
"มู่เฉิน!! เจ้า..เจ้าต้องจัดการไอ้สวะนั่นให้ข้า มันเป็นคนทำร้ายข้า!! แค่ก ๆ "
หลินลู่เฟยกล่าวด้วยท่าทีเซไปมาราวกับจะไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้
"หลินลู่เฟย นั่น!! เจ้าได้รับบาดเจ็บ? มันเกิดอะไรขึ้นใครเป็นคนทำ"
มู่เฉินเห็นว่าสหายคนสนิทได้รับบาดเจ็บก็รีบสาวเท้าอย่างเร่งรีบเข้าไปประคองร่างของหลินลู่เฟยก่อนจะกวาดสายตามองจนไปหยุดอยู่ที่ฉินหยางแล้วพูดว่า
"มันงั้นรึ?"
มู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
หลินลู่เฟยเห็นปฏิกิริยาของมู่เฉินก็แสยะยิ้มในใจก่อนจะพยักหน้าเป็นการตอบรับ
"ดูมันทำสิ มันน่าหมั่นไส้ชะมัด ข้าล่ะไม่ถูกชะตากับหมอนั่นจริง ๆ "
เสวี่ยอวี๋ที่เงียบดูเหตุการณ์มานานส่งกระแสเสียงสบถด่ากับฉินหยางด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ราวกับเด็กน้อยโดนขัดใจ
"ไม่ถูกชะตา? เหตุใดกันล่ะ?"
ฉินหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเอ็นดู
"ข้าก็ไม่รู้!! ข่างมันเถอะ!! แต่ข้าว่านี่มันเรื่องน่าจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตแล้วรึเปล่า ดูแล้วเด็กหนุ่มที่มาใหม่คนนั้นจะมีสถานะไม่ธรรมดา"
เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณบ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์แต่ก็ยังคงเป็นห่วงกลัวเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตกว่านี้
"ทหาร!! จับกุมมันซะแล้วนำตัวมันไปขังคุก รอรับบทลงโทษ"
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยสนทนากันผ่านกระแสเสียงจู่ ๆ มู่เฉินก็ตะโกนออกคำสั่งกับทหารทั้งสองที่ติดตามมาให้จับกุมตัวฉินหยางไว้
ทหารทั้งสองได้ยินคำสั่งก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปิดล้อมฉินหยางไว้ทางซ้ายและขวาในทันที
ฉินหยางยังคงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ราวกับยอมจำนนแต่แววตาของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย กำลังมองหาช่องทางที่จะหลบหนีออกไปอย่างเงียบ ๆ
"ช้าก่อน!!"
ในระหว่างที่ฉินหยางกำลังมองหาช่องทางหลบหนี จู่ ๆ ก็มีเสียงอีกเสียงหนึ่งดังก้องมาจากภายในฝูงชนตะโกนก้องขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะปรากฏเป็นชายหนุ่ม 2 คนเดินออกมาจากฝูงชน
คนแรกเป็นชายหนุ่มอายุราว ๆ 17-18 ปี เช่นเดียวกับหลินลู่เฟยและมู่เฉิน สวมชุดคลุมยาวสีม่วง ผมสีดำยาวถูกมัดรวบอย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูสมกับเป็นชายชาตรี บุคลิกโผงผาง ตรงไปตรงมา ชายคนนี้มีนามว่า "ซูหมิง" บุตรชายของผู้นำตระกูลซู หนึ่งในกระกูลที่ทรงอิทธิพลในเมืองแห่งนี้
ส่วนชายอีกคนมีอายุราว ๆ 15-16 ปี เช่นเดียวกับฉินหยาง สวมชุดสีเขียวขี้ม้า บุคคลิกท่าทางดูเป็นคนเรียบร้อย สุขุม มีหน้าตาระม้ายคล้ายคลึงกับซูหมิงเขาก็คือ "ซูฉิน" น้องชายแท้ ๆ ของซูหมิง
ทั้งสองเดินออกมาจากกลุ่มฝูงชนอย่างไม่รีบร้อน ห่อนจะ หยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้าวกับมู่เฉิน ก่อนชายชื่อซูหมิงจะเอ่ยขึ้นว่า
"คุณชายมู่เฉินคิดจะจับกุมผู้อื่นโดยที่ยังไม่ไต่สวนให้ละเอียดรอบคอบเช่นนี้ ท่านไม่คิดว่ามันไม่เหมาะสมงั้นรึ?
ซูหมิงยืนกอดอกพลางใช้สายตาจ้องมองไปยังมู่เฉินอย่างตรงไปตรงมา
"ไต่สวน? ยังต้องไต่สวนสิ่งใดสหายของข้าถูกทำให้บาดเจ็บเช่นนี้เจ้าจะให้ข้าไต่สวนสิ่งใด? ทหารจับกุมมันซะ พาตัวมันไปขังไว้ที่คุกของคฤหาสน์เจ้าเมืองข้าจะเป็นคนลงโทษมันเอง"
มู่เฉินยังคงสั่งให้ทหารจับกุมฉินหยางไว้ราวกับไม่ได้ใส่ใจต่อคำพูดของซูหมิงเลยแม้แต่น้อย
"แต่ว่า..การที่คุณชายมู่คิดจะลงโทษผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเช่นนี้ อาจทำให้ชื่อเสียงของตระกูลท่านมัวหมองได้ ผู้คนที่นี่ต่างเห็น เช่นเดียวกันว่า คนของคุณชายหลินตั้งใจจะทำร้ายเด็กน้อยที่อายุเพียงไม่กี่ขวบที่เดินขวางทางรถม้า คุณชายท่านนี้จึงออกมาปกป้องก็เท่านั้น"
ซูฉินน้องชายของซูหมิงกล่าวแทรกขึ้นขึ้นอย่างไม่รีบไม่ร้อนด้วยท่าทีราวกับบัณฑิตผู้รอบรู้ ผู้คนโดยรอบหลังจากได้ยินคำพูดของซูฉินต่างก็แอบพยักหน้าเห็นด้วยเบา ๆ แต่ยังคงไม่มีใครเอ่ยปากพูดสิ่งใดออกมา
ได้ยินเช่นนั้นมู่เฉินที่เกรี้ยวกราดก่อนหน้าก็เริ่มใจเย็นลงก่อนจะหันไปถามหลินลู่เฟยที่อยู่ข้าง ๆ และเห็นท่าทีอ้ำอึ้งของหลินลู่เฟยเขาก็กวาดสายตามองรอบบริเวณเห็นชายขับรถม้าที่นอนหมดสติอยู่กับกองเศษหินแตกหักของรูปปั้นก่อนจะนิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่สักพักก่อนจะกัดฟันเอ่ยขึ้นว่า
"เอาเป็นว่าเรื่องในครั้งนี้ขอให้มันจบที่ตรงนี้ ข้าจะไม่ถือสาหาความอะไร แต่ถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้อีกข้าจะลงโทาตามกฏของเมืองนี้อย่างไม่มีข้อยกเว้น! เอาล่ะ..!! แยกย้ายกันได้แล้ว"
มู่เฉินกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อพาหลินลู่เฟยเดินออกไปจากสถานที่ดังกล่าวไปยังคฤหาสน์เจ้าเมือง โดยมีทหารสองคนแบกร่างของชายคนขับรถม้าเดินตามหลัง
ผู้คนที่อยู่รอบบริเวณเมื่อเห็นว่าเรื่องราวความวุ่นวายได้จบลงแล้วก็พากันแยกย้ายเช่นเดียวกัน เหลือเพียงฉินหยางและสองพี่น้องซูหมิงและซูฉินที่ยังคงยืนอยู่บริเวณดังกล่าว
"ขอบคุณคุณชายทั้งสองที่ช่วยเหลือ"
ฉินหยางยืนเอามือไขว้หลังพยักศีรษะเล็กน้อยพร้อมกล่าวขอบคุณราวกับผู้อวุโสเอ่ยกับเด็กน้อย แม้ว่าความจริงแล้วเขาจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ และมั่นใจว่าจะสามารถหลบหนีออกไปสถานการณ์เช่นเมื่อครู่ได้อย่างแน่นอนก็ตาม
คนทั้งสองแม้จะเห็นว่าการกระทำของฉินหยางดูแปลกประหลาดแต่ก็ไม่กล่าวสิ่งใดเพราะความแข็งแกร่งที่ฉินหยางแสดงออกมาก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขายอมรับนับถือในตัวของฉินหยางไม่น้อย
"เอ่อ..ข้าชื่อซูหมิง ส่วนนี่น้องชายข้าซูฉิน ยินดีที่ได้รู้จัก ไม่ทราบว่าน้องชายมีนามว่าเช่นไรแล้วน้องชายมาที่เมืองแห่งนี้เป็นครั้งแรกงั้นสินะ"
ซูหมิงแนะนำตัวเองอย่างสุภาพและให้เกียรติเพราะคิดว่าฉินหยางอาจเป็นคุณชายของตระกูลสูงศักดิ์ตระกูลหนึ่ง
"ยินดีที่ได้รู้จักคุณชายทั้งสอง ข้ามีนามว่าฉินหยาง เป็นเรื่องจริงที่ข้าพึ่งเคยมาที่เมืองแห่งนี้..แต่ว่าท่านรู้ได้อย่างไรกัน?"
ฉินหยางถามกลับอย่างสุภาพเช่นกัน แม้ว่าตนจะเคยเป็นระดับจักรพรรดิสวรรค์ในอดีต แต่ชายสองคนนี้เป็นผู้ที่ช่วยเหลือตนไว้ และเขาสัมผัสได้ว่า ชายทั้งสองมาอย่างเป็นมิตร ฉินหยางจึงไม่รังเกียจที่จะสร้างสัมพันธ์อันดีด้วย
"เรื่องนั้นเพราะว่าข้าและน้องชายเกิดและเติบโตที่นี่ ผู้คนที่อาศัยในเมืองนี้ข้ารู้จักแทบทั้งหมดนั่นแหละ แต่น้องชายฉินหยางดูไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยหรือว่าน้องชายมาจากตระกูลใดกันและแล้วมาที่เมืองนี้เพื่อเข้าร่วมการประลองของสำนักอัคคีสวรรค์เช่นเดียวกันใช่หรือไม่"
ซูหมิงกล่าวถามคำถามที่อยากรู้ออกมาตรง ๆ
"เอ่อ พี่ชายข้าว่าเราไปหาที่ดี ๆ สนทนากันก่อนดีหรือไม่? จะได้สนทนากันได้นานกว่านี้ ข้าเองก็มีเรื่องอยากพูดคุยกับพี่ชายฉินหยางเช่นเดียวกัน"
ซูฉินกล่าวขัดจังหวะของซูหมิงก่อนจะเสนอความคิดขึ้น
"จริงด้วย ขอโทษที ข้าลืมตัวไปเลย เช่นนั้นน้องชายฉินหยางพึ่งมาที่เมืองแห่งนี้สินะไม่ทราบว่าน้องชายมีที่พักแล้วหรือยัง? หากไม่รังเกียจข้าอยากจะขอเชิญเฉินน้องชายเข้าไปพักที่โรงเตี้ยมเล็ก ๆ ของตระข้า คิดเห็นว่าเช่นไร"
ซูหมิงเกาศีรษะอย่างเขินอ,ายก่อนจะกล่าวเชิญฉินหยางด้วยความจริงใจ
"เช่นนั้นคงต้องขอรบกวนท่านทั้งสองแล้ว ข้าพึ่งมาถึงเมืองแห่งนี้ได้ไม่นานกำลังว่าจะหาโรงเตี้ยมพักผ่อนอยู่พอดี"
"ดีเลยถ้าเช่นนั้นเชิญพี่ชายฉินหยางทางนี้ เดี๋ยวข้าจะนำทางไปไปยังโรงเตี้ยมเอง"
ซูฉินกล่าวขึ้นอย่างสุภาพก่อนจะผ่ายมือให้ฉินหยางเดินตามตนไป
หลังจากตกลงกันได้แล้วทั้งสามก็เดินไปตามทางและมีการสนทนาเรื่องเล็กน้อยไปพลางก่อนจะผ่านไปไม่นาน ทั้งสามก็เดินมาจนถึงบริเวณหน้าตึกไม้หลังใหญ่หลังหนึ่ง ด้านหน้าติดป้ายที่มีตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่อฝดูยิ่งใหญ่กระการตาไว้ว่า
"โรงเตี้ยมสุราสำราญ"
ตัวโรงเตี้ยมมีขนาดใหญ่มาก และมีทั้งหมด 10 ชั้น บริเวณโดยรอบถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม มีผู้คนเดินพลุกพล่านเข้าออกไปมาไม่ขาดสาย
"ถึงแล้ว!!! เชิญพี่ชายฉินหยางเข้ามาด้านในก่อน"
ซูฉินผายมือเป็นการเชิญให้ฉินหยางเข้าไปด้านใน
ฉินหยางไม่ได้ปฏิเสธสิ่งใดเขาพยักหน้าตอบรับอย่างไม่เกรงใจก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปภายในโรงเตี้ยมในทันที
บรรยากาศภายในโรงเตี้ยมดูครึกครื้นเป็นอย่างมากมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินเข้าออกไปมาอย่างหนาแน่น ตามบริเวณต่าง ๆ มีทั้งคนที่นั่งดื่มสุราหรือชาและสนทนากันอย่างออกรส
เมื่อทั้ง 3 เดินเข้ามาในร้าน เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งที่สังเกตเห็นก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มในทันที
"คาราวะคุณชายซูทั้ง 2 มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ"
เสี่ยวเอ้อร์คนเังกล่าว กล่าวถามด้วยความสุภาพ
"ช่วยไปเตรียมห้องพักพิเศษให้คุณชายฉินหยางที แล้วก็เตรียมห้องทานอาหารพิเศษให้ข้าทั้ง 3 ด้วย"
ซูหมิงเอ่ยออกคำสั่ง
เสี่ยวเอ้อร์คนดังกล่าวได้ยินก็รีบรับคำสั่งมาอย่างกระตือรือร้น
"คุณชายโปรดรอสักครู่ข้าจะไปจัดเตรียมทุกอย่างให้เดี๋ยวนี้"
เสี่ยวเอ้อร์โค้งคาราวะให้ทั้งสามก่อรจะหันกายเดินออกไป
ไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็เดินมาแจ้งว่าห้องอาหารพิเศษจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วทั้งสามจึงเดินไปยังห้องอาหารในทันที
ทั้งสามเดินขึ้นมาถึงชั้นที่ 5 ที่เป็นห้องอาหารไว้สำหรับรับแขกคนสำคัญเท่านั้น ห้องอาหารดังกล่าวมีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างมาก ทั้งห้องมีโต๊ะอาหารอยู่เพียงตัวเดียวกับเก้าอี้สามตัว บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารมากมายหลายสีสันดูน่าทานยิ่ง
ข้าง ๆ โต๊ะมีสาวงามแต่งกายด้วยชุดคลุมยาวปักลวดลายดอกไม้คอยให้บริการอยู่คนหนึ่ง
"คาราวะคุณชายทั้งสามขอเชิญคุณชายด้านในเลยเจ้าค่ะ อาหารจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว"
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพร้อมผ่ายมือเชิญให้ทั้งสามเข้าไป
ซูหมิงที่เดินอยู่หน้าสุดพยักหน้าพึงพอใจก่อนจะเดินนำเข้าไป ซูฉินและฉินหยางเองก็เดินตามเข้าไปโดยไม่กล่าวสิ่งใด
"น้องชายฉินหยางเชิญนั่งมื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง"
ซูหมิงกล่าวพลางผายมือเป็นการให้เกียรติเชิญฉินหยางนั่งลง
"ขอบคุณคุณชายซู ท่านทั้งสองก็เชิญนั่งลงเถิด"
ฉินหยางกล่าวตอบอย่างสุภาพก่อนจะผายมือเป็นการเชิญให้ทั้งสองนั่งลงเช่นเดียวกัน หลังจากทั้งสามนั่งลงเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็คอยให้บริการอยู่ไม่ห่าง
"จริงสิ!! เรื่องเมื่อตอนเช้าข้าได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยน้องชายฉินหยางช่างแข็งแกร่งจริง ๆ"
ซูหมิงกล่าวเปิดประเด็นสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง
"จริงด้วย พี่ชายฉินหยางท่านช่างแข็งแกร่งยิ่งนักที่สามารถจัดการหลินลู่เฟยได้ในกระบวนท่าเดียว ข้าได้เห็นการลงมือของท่านมากับตา ยังรู้สึกตกตะลึงจนถึงตอนนี้"
"ซูฉินกล่าวเสริมคำพูดของซูหมิงพร้อมทั้งกล่าวยกย่องสรรเสริญฉินหยาง"
"คุณชายทั้งสองชมเกินไปแล้วข้าเป็นเพียงเด็กสามัญชนธรรมดา ๆ มาจากหมู่บ้านหลังเขาเล็ก ๆ หาใช่คุณชายของตระกูลอย่างที่ท่านทั้งสองคิดไม่"
ฉินหยางกล่าวอย่างไม่รีบร้อนพลางตักอาหารใส่ปากไปหนึ่งคำ
"อะไรนะ!!"
ทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกันอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"พี่ชายฉินหยางมาจากหมู่บ้านหลังเขาจริง ๆ งั้นรึ?"
ซูฉินกล่าวถามขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ
ฉินหยางไม่เอ่ยสิ่งใดเขาทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นคำตอบเท่านั้น
"แล้วน้องชายฉินหยางเดินทางมาทำอะไรถึงที่เมืองแห่งนี้งั้นรึ? ระยะทางจากนั่นมานี่คงห่างไกลไม่ใช่น้อย หรือว่าน้องชายคิดจะมาสมัครเข้าร่วมการประลองคัดเลือกศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์รึ?"
คราวนี้เป็นซูหมิงกล่าวถามคำถามขึ้น
"สำนักอัคคีสวรรค์? มันคืออะไรงั้นรึ? ข้าได้ยินท่านถามมาก่อนหน้านี้ก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกัน"
ฉินหยางแสร้งทำสีหน้าเป็นไม่รู้เรื่องอันใดมาก่อน
"น้องชายไม่รู้จักสำนักอัคคีสวรรค์ เช่นนั้นรึ?"
ซูหมิงกล่าวถามด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
ฉินหยางพยักหน้าเป็นคำตอบอีกครั้งก่อนพูดว่า
"ความจริงแล้วที่ข้าเดินทางมาที่นี่ไม่ได้มีจุดหมายใด และไม่รุู้ข้อมูลใด ๆ มาก่อน เพียงแต่ในบ้านที่ข้าจากมาตอนนี้เหลือเพียงข้าคนเดียวแล้วข้าจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาโชคชะตาที่จะเปลี่ยนชีวิตข้าได้ก็เท่านั้น"
ฉินหยางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จป่นความจริงบางส่วนออกมาอย่างใสซื่อ
เสวี่ยอวี๋ที่นั่งฟังเรื่องราวอยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณก็หัวเราะชอบใจที่เห็นฉินหยาง แสดงท่าทีโกหกได้แนบเนียนเช่นนั้น
"สมกับเป็นคนที่ข้ามอบหัวใจให้ ช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง"
จู่ ๆ ก็มีเสียงของเอสวี่ยอวี่ดังเข้ามาในโสตประสาทเอ่ยชมฉินหยาง
"เจ้าชมข้าเช่นนี้อยากได้รางวัลอะไรงั้นรึ?"
ฉินหยางส่งกระแสเสียงกล่าวหยอกล้อกับเสวี่ยอวี่
ได้ยินสิ่งที่ฉินหยางพูดเสวี่ยอวี๋ก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบกลับไป
"เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นข้าจะเล่าความเป็นมาของสำนักอัคคีสวรรค์ให้น้องชายได้รู้ก่อน"
"เรื่องของสำนักอัคคีสวรรค์ข้าจะขอเล่าให้พี่ชายฉินหยางฟังเองก็แล้วกัน"
ซูหมิงกำลังจะเอ่ยปากเล่าเรื่องก็ถูกซูฉินที่นั่งฟังบทสนทนาของทั้งสองกล่าวแทรกขึ้น
"ดี เช่นนั้นก็ให้น้องฉินเล่าให้ฟังละกัน น่าจะเข้าใจง่ายกว่าให้ข้าเล่าล่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ "
ซูหมิงกล่าวพลางหัวเราะขบขัน ซูฉินเองก็ยิ้มออกมาจาง ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวของสำนักอัคคีสวรรค์ให้ฉินหยางฟัง
"สำนักอัคคีสวรรค์ถือเป็นหนึ่งในสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงภายในเขตดาราใต้ที่ 4 แห่งนี้และเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงเรื่องการหลอมสร้าง ทั้งหลอมสร้างเม็ดยาและอาวุธวิเศษต่าง ๆ มากมาย ผู้คนที่เป็นศิษย์ ต้องใช้ธาตุเพลิงเป็นหลัก สำนักอัคคีสวรรค์เป็นสำนักที่ขึ้นตรงกับเจ้าผู้ปกครองแคว้นดาราใต้ที่ 4 แห่งนี้ ถือว่าเป็นสำนักที่เป็นความไฝ่ฝันของผู้วิเศษผู้ใช้ปราณเพลิงทุก ๆ คนเลยล่ะ"
"เช่นนี้นี่เอง..แต่ว่าเขตดาราใต้ที่ 4 หมายถึงสิ่งใดงั้นรึ?"
ฉินหยางแสร้งทำสีหน้าเขินอายราวกับเด็กหนุ่มที่ไม่รู้เรื่องราวใด ๆ