ลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน

    ตอนที่ 41 ภาวนาต่อสรวงสวรรค์

         รอไม่นานนัก ประตูก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของทั้งสามคน... ทุกคนอยู่ในสภาพเหนื่อยหอบจนตัวโยน เม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มใบหน้า โดยเฉพาะ เธอา สาวผมสั้นสีดำขลับผู้มีเรือนร่างสูงโปร่ง แม้เครื่องหน้าจะดูเรียบง่ายธรรมดา ทว่าในยามที่หยาดเหงื่อโซมกายเช่นนี้ กลับขับเน้นเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด

    ทันทีที่ก้าวเข้ามา ทั้งสามก็ค้อมตัวลงทำความเคารพ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปาก ทริสตัน ที่รออยู่ก่อนแล้วก็ชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

    “อาร์วิน! เธอา! เอ็ดการ์! ต้องขอโทษด้วยที่ต้องรบกวนพวกเจ้ากลางดึกเช่นนี้ แต่ตอนนี้เรามีเรื่องด่วนยามวิกาลที่ต้องปรึกษาโดยเร็ว!”

    เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสามแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและนิ่งฟังคำสั่ง ทริสตันก็พยักหน้ารับ แววตาของเขาจริงจังขึ้นขณะเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงเข้มต่ำ...

    “เราเพิ่งได้รับรายงานด่วนที่สุดจากหน่วยข่าวกรอง... บุคคลสำคัญที่เราส่งคนไปอารักขาเพื่อพามายังซิลเวอร์เรส กำลังถูกกองกำลังขนาดใหญ่ไล่ล่าอย่างหนัก ยามนี้ทหารคุ้มกันของเราคงเกินกำลังที่จะรับมือไหว เราจึงต้องการให้พวกเจ้านำทัพเสริมเข้าช่วยเหลือทันที”

    สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องพลันเงียบสงัดลงชั่วอึดใจ ทริสตันละสายตาจากแผนที่ก่อนจะปรับสีหน้าจนเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบตวัดจ้องมองคนทั้งสามนิ่ง แววตาของเขาฉายแววสังหารขณะเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม...

    “บุคคลที่เรากำลังอารักขาอยู่ มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด... ต่อให้เราต้องสูญเสียหรือเสียสละมากมายเพียงไหน เราก็ต้องการเห็นบุคคลนี้กลับมาถึงซิลเวอร์เรสอย่างปลอดภัย! พวกเจ้าทั้งสามคน... มีความเห็นอะไรเพิ่มเติมอีกไหม”

    คนทั้งสามลอบสบตากันด้วยความตื่นตระหนก... ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีวิกฤตการณ์ร้ายแรงเพียงใด ผู้ปกครองหนุ่มผู้นี้ก็มักจะรักษาความสุขุมลุ่มลึกไว้ได้เสมอ ทว่ายามนี้ เขากลับดูร้อนรนและแผ่รังสีเคร่งเครียดกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แววตาที่จริงจังเกินกว่าทุกครั้งเป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีว่า บุคคลลึกลับผู้นั้นต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดจนถึงขั้นเขายอมสละทุกสิ่งเพื่อให้อีกฝ่ายรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย

    เธอา ในฐานะหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนก้าวออกมาข้างหน้าพลางเอ่ยถาม “ท่านผู้ปกครองคะ... ในเมื่อหน่วยของดิฉันยังไม่ได้รับสัญญาณแจ้งเหตุใด ๆ แสดงว่าจุดปะทะน่าจะอยู่ห่างไกลจากซิลเวอร์เรสมากพอสมควร ท่านพอจะระบุพิกัดหรือบริเวณที่เกิดเหตุให้ทราบได้ไหมคะ”

    ทริสตันพยักหน้ารับคำ “คนที่มาแจ้งข่าวเป็นทหารหน่วยข่าวกรองที่อยู่ในกลุ่มผู้อารักขา หัวหน้าของเขาเห็นว่าสถานการณ์น่าจะวิกฤตเกินกว่าจะรับมือไหว จึงสั่งให้เขาเร่งควบม้ากลับมาส่งข่าว... ยามนี้ทหารนายนั้นรออยู่ด้านนอกแล้ว พวกเจ้าจงนำกำลังเสริมรุดหน้าไปพร้อมกับเขาโดยเร็วที่สุด”

    “อาร์วิน! เราขอสั่งให้เจ้ารวบรวมทหารฝีมือดีสองพันนายเพื่อรับมือกับเรื่องนี้! เธอา... จงสั่งการให้หน่วยลาดตระเวนทั้งหมดในซิลเวอร์เรสออกมารวมกำลังกับทัพหลักเพื่อมุ่งหน้าทำภารกิจร่วมกัน ส่วนเอ็ดการ์... เจ้าจงร่วมทัพไปกับพวกเขาด้วย เพื่อคอยประเมินสถานการณ์และวางกลยุทธ์รับมือที่หน้างานทันที!”

    “ผู้น้อยน้อมรับบัญชา!”

    เสียงขานรับอย่างพร้อมเพรียงของทั้งสามดังขึ้นพร้อมกับการค้อมกายลงคำนับ ก่อนที่ทั้งสามจะหันหลังแล้วรุดออกจากห้องตามทหารหน่วยข่าวกรองนายนั้นออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว... ทุกเสี้ยววินาทีที่ล่าช้าไป อาจหมายถึงความตายของบุคคลสำคัญ และนี่คือสงครามที่มีเวลาเป็นเดิมพัน

    เมื่อความเงียบกลับคืนสู่ห้องอีกครั้ง ทริสตันขยับกายไปยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง มือทั้งสองข้างไขว้หลังพลางทอดสายตามองฝ่าความมืดมิดออกไปไกลแสนไกล จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลจนยากจะสงบ แต่ในเมื่อหมากทุกตัวถูกส่งออกไปหมดแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือการภาวนาต่อสรวงสวรรค์... อย่าได้โหดร้ายกับเขามากไปกว่านี้เลย

    ทว่าในวินาทีต่อมา ความกังวลก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังอันเย็นเยียบ ไอสังหารแผ่ซ่านออกมารอบกายพร้อมกับความคิดสุดท้ายที่ปักหมุดอยู่ในใจ ‘ส่วนไอ้คนสารเลวที่บงการเรื่องนี้... ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหน ข้าขอสาบานเลยว่า มันจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่ทรมานยิ่งกว่าตาย!’

    ลึกเข้าไปในผืนป่าอันมืดมิด ขบวนรถม้าจำนวนมากกำลังควบตะบึงไปด้วยความเร็วสูงสุด โดยมีกองทหารอารักขาราวห้าร้อยนายควบม้าขนาบข้างอย่างแน่นหนา

    ชายผู้เป็นหัวหน้ากองทหาร ซึ่งสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าจนเหลือเพียงดวงตาคมกริบ กวาดสายตามองฝ่าความมืดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดดั่งศิลา จากการคำนวณร่องรอยและเสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมา ศัตรูที่ตามล่าพวกเขาน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันนาย! การที่อีกฝ่ายกล้าส่งกองกำลังมหาศาลขนาดนี้รุกล้ำเข้ามาในดินแดนวินด์สเกลได้... เรื่องนี้ย่อมไม่ธรรมดา และมันกำลังบ่งบอกถึงวิกฤตการณ์ที่ใหญ่หลวงเกินกว่าจะคาดเดา

            ไม่รู้ว่า…ลูกน้องที่ให้ไปส่งข่าวจะเป็นยังไงบ้างตอนนี้ หวังว่าจะพาคนมาช่วยสนับสนุนได้ทัน 

            ฟิ้ววว.. ฟิ้ว..

            เสียงธนูแหวกอากาศเข้ามาราวกับฝูงมัจจุราชทมิฬ พุ่งตรงเข้าใส่ขบวนเดินทางอย่างบ้าคลั่ง! จีสี่สิบสอง ผู้เป็นหัวหน้ากองทหารแผดเสียงร้องตะโกนสั่งการดังก้องฝ่าความโกลาหล

    “ทหารทุกนาย! ใช้รถม้าเป็นที่กำบัง เร่งย้ายไปหลบด้านหลังเร็วเข้า!”

    สิ้นเสียงสั่ง เขาก็กระชากบังเหียนม้า มุ่งตรงไปยังรถม้าคันสำคัญที่สุดในขบวนทันที ยามนี้รถม้าคันดังกล่าวถูกรายล้อมด้วยทหารฝีมือฉกาจร้อยนายที่ตั้งโล่ปักหลักคุ้มกันอย่างแน่นหนา

    “ท่านหญิงครับ... จากนี้รถม้าอาจจะสั่นสะเทือนและกระแทกแรงกว่าเดิม ขอท่านโปรดอดทนสักนิดนะครับ ยามนี้พวกเราจำเป็นต้องเร่งความเร็วขึ้นอีกเพื่อหนีฝ่าวงล้อม!”

    เสียงใสกระจ่างเอ่ยตอบกลับมาอย่างราบเรียบ ทว่าหนักแน่น “สุดแล้วแต่ท่านเถอะ... ยามนี้ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับท่านแล้ว ทุกสิ่งขอให้เป็นไปตามที่ท่านเห็นสมควรได้เลย”

    คำตอบนั้นช่วยให้จีสี่สิบสองคลายความกังวลไปได้เปราะหนึ่ง เขาตวัดเสียงสั่งคนขับรถม้าให้เร่งความเร็วขึ้นไปอีก... ตราบใดที่ยังรักษาความเร็วระดับนี้ไว้ได้ ก็น่าจะพอถ่วงเวลาออกไปได้อีกระยะ

    ท่ามกลางความมืดมิดยามวิกาล แสงไฟวับแวมจากคบเพลิงช่วยนำทางได้เพียงริบหรี่ แต่มันก็เป็นข้อดีที่ช่วยพรางตาไม่ให้ศัตรูมองเห็นพวกเขาได้ถนัดตาเหมือนตอนกลางวัน ทว่า... การที่อีกฝ่ายยังคงดึงดันไล่ล่าอย่างไม่คิดจะหยุดพักผ่อนแม้ในคืนที่ฟ้านอนมืดมิดเช่นนี้ บ่งบอกชัดแจ้งว่าพวกมันคงได้รับคำสั่ง... ว่าต้องเด็ดหัวพวกเราทั้งหมดให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม!

    “ก็เอาสิ! ยังไงเส้นทางแถวนี้พวกเราก็ชำนาญกว่าพวกมันหลายเท่า... จำนวนคนที่มากกว่า ใช่ว่าจะได้เปรียบเสมอไปในทุกสมรภูมิ!”

    เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมพลันรังสีสังหารแผ่ซ่าน สิ้นคำพูดนั้น ชายหนุ่มก็เอี้ยวตัวหันกลับไปจ้องมองกองทัพศัตรูที่ควบม้าไล่หลังมา ซึ่งยามนี้ระเบิดความเร็วเข้าใกล้จนเหลือระยะห่างเพียงสองร้อยเมตร!

    การไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งดำเนินติดต่อกันยาวนานถึงสามชั่วโมงเต็ม จนต่างฝ่ายต่างอ่อนแรงลงไปตาม ๆ กัน ยามนั้นเอง ลูกน้องคนสนิทของหัวหน้ากองทัพศัตรูก็ควบม้าขึ้นมาขนาบข้างหัวหน้าของตน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าและแหบพร่า

    “ท่านหัวหน้า... เราจำเป็นต้องไล่กวดตามพวกมันขนาดนี้เลยหรือครับ ยามนี้ดึกสงัดจนทัศนวิสัยย่ำแย่ แสงคบเพลิงก็แทบจะไม่ช่วยนำทางเลย คนของเราเดินทางกันลำบากมาก แถมตอนนี้ทุกคนก็เหนื่อยล้าจนแทบจะหมดแรงกันอยู่แล้ว... พวกเราหยุดพักเอาแรงกันสักหน่อย แล้วค่อยเริ่มไล่ล่าต่อตอนรุ่งสางดีไหมครับ”

    พลันที่ได้ยินเช่นนั้น ชายผู้เป็นหัวหน้าก็ตวัดหน้ากลับมาแยกเขี้ยวใส่ลูกน้องคนสนิท ก่อนจะแผดเสียงตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล

    “ไอ้หน้าโง่! ถ้าพวกเราหยุดพัก พวกมันก็ขี่ม้าหนีเตลิดไปจนตามไม่ทันน่ะสิ! ข้าจะเตือนสติพวกแกไว้ตรงนี้เลยนะ... ถ้าภารกิจล่าหัวครั้งนี้พังพินาศลงล่ะก็ จงจำใส่หัวของพวกเจ้าไว้ให้ดีเถอะ... เดิมพันของภารกิจนี้คือไม่ร่ำรวยก็ตาย หากทำพลาดและปล่อยให้พวกมันรอดไปได้ สิ่งเดียวที่รอพวกเราอยู่ก็คือความตายเท่านั้น!”

    คำเตือนนั้นทำเอาลูกน้องคนสนิทหน้าถอดสี ใบหน้าซีดเผือดลงทันตาด้วยนึกไม่ถึงว่าภารกิจนี้จะแขวนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นและความตาย... พลันที่สติกลับคืนมาด้วยความกลัวตาย มันก็แผดเสียงก้องสั่งการลูกน้องที่เหลือทันที

    “พวกแกทุกคน เร่งความเร็วขึ้นไปอีก! หรืออยากหัวหลุดออกจากบ่ากันหรือไง หวดแส้เข้าไป!”

    ทว่า เหล่าลูกน้องที่ได้ยินคำสั่งต่างก็ขบกรามแน่นด้วยความอัดอั้น ต่อให้พวกมันอยากจะเร่งฝีเท้ามากเพียงใดก็ไร้ผล เพราะยามนี้ทั้งม้าและคนได้มาถึงขีดจำกัดสูงสุดเท่าที่ร่างกายจะฝืนรับไหวแล้ว

    ชายผู้เป็นหัวหน้าย่อมมองเห็นขีดจำกัดของลูกน้องตนเองเช่นกัน มันขบกรามแน่นจนเกิดเสียงกรอด ก่อนจะตวัดดาบชี้ไปข้างหน้าแล้วออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด

    “หน่วยม้าเร็วทั้งร้อยนาย! สลัดขบวนหลักแล้วแยกตัวออกไป... บุกทะลวงเข้าไปประจันหน้ากับพวกมันซะ!”

    สิ้นเสียงสั่งการอันดุดัน เหล่ากองทหารม้าเร็วปานลมกรดทั้งหนึ่งร้อยนายก็โห่ร้องรับคำขวัญ พลางกระแทกสีข้างม้าและควบตะบึงพุ่งทะยานแยกตัวออกจากกลุ่มหลัก ราวกับลูกธนูทมิฬที่หลุดออกจากแล่ง มุ่งหน้าเข้าใส่ขบวนอารักขาอย่างบ้าคลั่ง!

    จีสี่สิบสองตวัดสายตามองเห็นเงาทมิฬของหน่วยม้าเร็วศัตรูที่ระเบิดความเร็วฉีกตัวออกมา

    “เตรียมหน้าไม้รุ่นใหม่! เล็งเป้าหมายค้างไว้!” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลัง

    เหล่าทหารองครักษ์ขยับกายอย่างฉับไว ยกหน้าไม้ขึ้นประทับบ่าด้วยท่าทางชำนาญ แม้ความมืดจะปกคลุมและมีเพียงแสงคบเพลิงริบหรี่ช่วย แต่สำหรับทหารที่ถูกฝึกฝนเคี่ยวกรำมาอย่างดี... ทันทีที่อีกฝ่ายก้าวข้ามเส้นแบ่งระยะยิงหวังผล ลูกดอกเหล่านี้จะไม่มีวันพลาดเป้าอย่างแน่นอน!

    ทันทีที่หน่วยม้าเร็วควบตะบึงเข้ามาตกอยู่ในเส้นตาย...

    ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!

    เสียงลูกดอกหน้าไม้ระลอกแรกถูกปลดปล่อยแหวกอากาศ พุ่งเข้าเจาะทะลวงร่างของศัตรูอย่างแม่นยำและดุดัน ร่างของหน่วยม้าเร็วร่วงหล่นลงจากอานม้าคนแล้วคนเล่าราวกับใบไม้ร่วง ลำพังการโจมตีเพียงระลอกเดียวก็กวาดล้างหน่วยม้าเร็วจนเกือบสิ้นซาก เหลือรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์เพียงสิบกว่านายเท่านั้น!

    พวกที่เหลือรอดต่างเบิกตากว้างด้วยความพรั่นพรึงและตกใจสุดขีด ‘ระยะห่างขนาดนี้... ในความมืดเช่นนี้ ยังยิงโดนอีกหรือ?!’ ทว่ายังไม่ทันที่พวกมันจะได้กระชากบังเหียนม้าหันหลังหนี ความตายก็มาเยือนตรงหน้า... เมื่อเสียงลูกดอกระลอกที่สองถูกระดมยิงซ้ำเข้ามาทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้พักหายใจ!

    ภาพการนองเลือดตรงหน้าทำเอาหัวหน้ากลุ่มผู้ล่าถึงกับเสียวสันหลังวาบ ขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความพรั่นพรึง... ‘ชิบหายแล้ว... ดูท่าจะตึงมือกว่าที่คิด!’

    ยามนี้ความมั่นใจของเขาพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี สิ่งเดียวที่พอจะต่อลมหายใจและทำลายสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ได้ มีเพียงไพ่ตายใบสุดท้าย... นั่นคือยอดหน่วยม้าเร็วฝีมือฉกาจอีกกลุ่มที่ควบม้าสายพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งเขาแอบส่งล่วงหน้าไปซุ่มโจมตี ดักรอขยี้พวกมันอยู่ทีี่เส้นทางด้านหน้า หวังเพียงว่าหมากลับตัวนี้จะทำภารกิจสำเร็จ และกระชากหัวเป้าหมายกลับมาให้เขาได้ทันเวลา!

    ขบวนรถม้าของบุคคลสำคัญยังคงควบทะบึงฝ่าความมืดด้วยความเร็วสูงสุด โดยมีกองทหารม้าอารักขาอีกร่วมร้อยนายควบขนาบข้างเป็นเกราะคุ้มภัย ทว่าฉับพลันนั้น พลทหารแนวหน้าก็ต้องหน้าซีดเผือด นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความพรั่นพรึงเมื่อมองฝ่าความสลัวออกไป เบื้องหน้าในระยะไกล... กองทัพราวสองร้อยนายกำลังระเบิดความเร็วพุ่งตรงเข้าหาพวกเขาราวกับคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง!

    ‘นี่มัน… วิกฤตแล้ว...!’

    หัวใจของทหารอารักขาทุกนายหล่นวูบ ลำพังกำลังพลเพียงร้อยนายไม่มีทางต้านทานจำนวนคนกว่าสองร้อยนายตรงหน้าที่ดาหน้าเข้ามาได้แน่ ส่วนกองกำลังหลักของจีสี่สิบสองที่อยู่เบื้องหลังก็คงไม่สามารถปลีกตัวมาช่วยได้ในเร็ววัน เพราะยังต้องปักหลักยันกองทัพศัตรูอีกกลุ่มอยู่อย่างสุดกำลัง

    เมื่อไร้ซึ่งทางรอดและไร้ทัพหนุน... สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือสัญชาตญาณนักรบ ทหารทุกนายกระชับด้ามหน้าไม้ในมือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว สลัดความกลัวทิ้งไปจนสิ้น บัดนี้ดวงตาของพวกเขาวาวโรจน์ พร้อมที่จะระเบิดเลือดเนื้อและสู้ตายถวายชีวิตในสมรภูมิเบื้องหน้าแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องลิขิตจักรพรรดิ นักการเมืองผู้สร้างตำนาน ที่คุณอ่าน

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    บุตรอสูรบรรพกาล

    บุตรอสูรบรรพกาล

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    553K 714
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271