ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 19 ข่าวการตายของหลี่เกอเซียว


    การลงมือเพียงครั้งเดียวของจี๋ฮ่าว ทำทั้งคู่กระเด็นเซถอยออกมาหลายก้าว จนแขนขาพวกเขาปวดร้าวไร้เรี่ยวแรง ก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง 'ไม่จริง! ทำไมข้าเห็นพลังของมันแค่ยอดฝีมือขั้นกลาง?’
    ‘หรือว่า...นี่คือเคล็ดวิชาในคัมภีร์นิรวาณ?'  
    กุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นแทบจะไม่เชื่อในสายตาตนเอง ตกใจเสียจนมือไม้สั่นโดยไม่รู้ตัว
    อันที่จริงแล้ว เมื่อครู่ของจี๋ฮ่าวเพียงแค่ลองหยั่งเชิงดูเท่านั้น ทว่าพลังมารที่นางเพิ่งได้รับมา กลับเสริมส่งให้ปราณจิตของเธอรุนแรงแข็งกร้าวขึ้นผิดธรรมดา ถึงขั้นที่สามารถสะกดผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในระดับสูงกว่าตนเองได้อย่างง่ายดาย
    หลังจากที่ปล่อยคลื่นกระบี่ออกไป ตัวนางพลันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าได้ปลดปล่อยบางอย่างที่มันอัดอั้นอยู่ภายในมาเป็นเวลานาน อีกทั้งจุดชีพจรลมปราณที่เคยคั่งค้างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
    แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่นางจะมาดีใจ เพราะนางจำเป็นที่จะต้องเอาชนะพวกเขาให้ได้ ก่อนที่จะมีกำลังเสริมมามากไปกว่านี้
    จี๋ฮ่าววาดกระบี่ขนานกับพื้นก่อนจะยกขึ้นเหนือศีรษะคราหนึ่ง เกิดเป็นละอองหิมะกวาดกระจายไปด้านหน้า กลายเป็นม่านหิมะบดบังร่างของนางให้หายไปจากสายตาทุกคน อีกทั้งยังส่งไอเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างร่างของเฟิงอู๋ฮั่นและกุยกงกง ต่อมาจี๋ฮ่าวตั้งมั่นฝีเท้าทั้งสอง ย้ำลงพื้นอย่างมั่นคง ก่อนจะตวาดลั่นขึ้นว่า
    “กระบี่หิมะชิงชัง!!!” 
    ทันทีที่สิ้นประโยค โทสะที่มีอยู่เต็มอกก็ได้ถูกระเบิดออกมา “บู้มม!!!”
    เสียงคลื่นอากาศอัดกระแทกจากจุดที่จี๋ฮ่าวอยู่ ก่อนนางจะกลายเป็นเงาเลือนลาง ทิ้งให้เห็นเพียงแค่ประกายแสงสีแดงราวกับสายฟ้าวิ่งผาดผ่านเท่านั้น
    กุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นรู้ตัวว่าตามอีกฝ่ายไม่ทัน จึงได้แต่เร่งลมปราณทั้งหมดขึ้นมาคุ้มกายและยกอาวุธขึ้นมาป้องกันเอาไว้อย่างแน่นหนา
    “ชิ้งชิ้งชิ้งชิ้งชิ้งชิ้งชิ้งชิ้ง”
    กุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นรู้สึกเย็นเยียบวาบ ทั่วกายเกิดบาดแผลพร้อมกันภายในเสี่ยววินาที เป็นเสี่ยววินาทีที่ทำให้สัมผัสได้ถึงความเป็นและความตาย
    ร่างของชายปิดหน้ามาหยุดยืน ห่างจากด้านหลังของทั้งสองประมาณ 3 เมตร ก่อนเสียงกระทบของอาวุธจะจบลง แสดงให้เห็นถึงความเร็วที่เหนือมนุษย์ทั่วไป เป็นความเร็วที่เหนือยิ่งกว่าเสียง
    จี๋ฮ่าวหันมามองทั้งคู่ด้วยหางตา ส่งเสียงไม่พอใจออกมาเล็กน้อย “จึ๊” ก่อนที่ดวงตาของนางจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติและกระจ่างใสขึ้นอีกครั้ง
    ‘สวรรค์!!! สำนึกรู้ของกระบี่นั่น…’ เฟิงอู๋ฮั่นทรุดตัวคว่ำลงบนพื้นตกใจกลัว มือกำทวนที่อยู่ในสภาพขาดครึ่งท่อน ก่อนจะกระอักเลือดออกมา
    “.....” กุยกงกงเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากเฟิงอู๋ฮั่นเท่าใดนัก ทรุดตัวในท่าคุกเข่า มือกำด้ามกระบี่เหล็กนิลที่เหลือเพียงครึ่ง ปักค้ำยันกายตนเองเอาไว้
    จี๋ฮ่าวหันหน้าไปมองบริเวณทางเข้า ที่มีแต่กองกำลังทหารมายืนอออยู่เต็มไปหมด ก่อนจะหันกลับไปมองกุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นด้วยสายตาดุร้าย ทำทั้งคู่ผวาจนใจสั่น 
    กุยกงกงทำใจดีสู้เสือ แข็งใจยกมือคารวะขึ้นมากล่าวตะกุกตะกักว่า
    “ผู้อาวุโสโปรดอภัย พวกข้าผิดไปแล้ว ข้าน้อยเกิดความละโมภชั่วขณะ ผู้อาวุโสโปรดยั้งมือ โปรดยั้งมือ”
    จี๋ฮ่าวใช้สายตาไม่ต่างกับจักรพรรดิ์ จ้องมองทั้งคู่ ก่อนจะถอนหายใจลงพร้อมกับนึกในใจว่า
    ‘โชคดีที่เราก็ได้สติกลับมาก่อน ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงตายไปแล้ว’
    จี๋ฮ่าวไม่ได้เอ่ยคำใดออกไป เพียงแค่เก็บกระบี่กลับสู่ห้วงจิตสำนึก พริบตาก็เกิดขึ้นดัง “ตู้ม!!” พร้อมกับร่างของจี๋ฮ่าวพุ่งข้ามคนทั้งหมดหายไปจากสายสาย ทิ้งเอาไว้เพียงรอยบุ๋มบนพื้นลึกประมาณ 2 คืบ
    เฟิงอู๋ฮั่นที่มั่นอกมั่นใจในพละกำลังมาหลายปี หลังจากที่เห็นรอยบนพื้นนี้ก็ต้องตกใจจนเผลอทำทวนอัคคีในมือหล่นลง ก่อนจะกล่าวออกมาว่า
    “นั่นมัน!!… เขาแค่สะกิดเท้าเท่านั้นเอง” 
    กุยกงกงได้ยินก็ยังต้องหันหน้ามามองแม่ทัพเฟิงอย่างแปลกใจ แม่ทัพเฟิงจึงอธิบายให้เขาฟังเพิ่มว่า
    “ท่านดูที่รอยเท้านั่นดี ๆ สิ นั่นคือรอยของคนที่ใช้ปลายเท้าสะกิดพื้น ปกติรอยพวกนี้จะเกิดจากคนที่ใช้ปลายเท้าเขย่งหรือกระโดดเท่านั้น”
    ทุกคนที่ได้ยินและได้เห็นก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า พลังฝีมือของคนผู้นี้ไม่ต่ำต้อยไปกว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน…
    ……………………….
    ในวันต่อมา ทั้งหลี่เกอเซียวและวังหลวงต่างก็ปิดข่าวเงียบ มีเพียงข่าวลือที่ว่าสุสานหลวงเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างรุนแรง ดูได้จากหลักฐานที่สุสานหลวงถูกทำลาย มีทหารยอดฝีมือตายไปเป็น 100 ศพ ทำให้เกิดเป็นข่าวลือหลายแง่มุม กระจายไปยังหลายเมืองใหญ่อย่างรวดเร็วเหล่านักผจญภัยพรรคใหญ่ ๆ สืบทราบเพียงแค่ว่าเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับหลี่เกอเซียวอย่างแน่นอน เพราะสายรายงานว่าเขารีบมุ่งหน้าไปยังสุสานหลวงและตายลงที่นั่นในวันเวลาเดียวกันหลังจากสืบลึกลงไปก็พบว่าผู้ที่เห็นเหตุการณ์น่าจะมีอีกสองคน นั่นก็คือหัวหน้าขันทีวังหลวงและแม่ทัพทหารม้าโลหิตเฟิงอู๋ฮั่น แต่ทว่าทั้งสองก็หายตัวไป ไม่ยอมปรากฏตัวอีกเลย ส่วนทางวังหลวงเองก็เอาแต่ปฏิเสธไม่รู้เรื่องราวและทำทีเป็นส่งคนออกสืบเรื่องดังกล่าว
    ส่วนจี๋ฮ่าวคาดการณ์ได้ว่าหลังจากนี้ ตนเองอาจจะต้องถูกหมายหัวเพราะคัมภีร์นิรวาณเล่มนี้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือหลีกหนีเร้นกายไปก่อน แล้วค่อยคิดหาทางออกอีกที ว่าแล้วนางจึงเลือกหลบหนีไปพักที่เมือง ‘ซูโจว’ เพราะเมืองแห่งนั้นเป็นรอยต่อระหว่างที่นี่และสำนักหมู่ตึกบัณฑิตที่ตนต้องการจะไป อีกทั้งยังอยู่ติดกับทะเล ทำให้ตามร่องรอยของนางได้ยากลำบากอีกด้วย-------------------------
    ณ วังหลวงเมืองจินหลิงกุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ที่ด้านล่างของบัลลังก์ ในสภาพบาดแผลทั่วกาย ด้านหลังของบัลลังก์ มีเงาร่างของคนผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์เนื้อแพรไหมสีดำแถบแดง ปักลวดลายเป็นรูปหงษ์และมังกรด้วยด้ายทองสีเหลืองทอง 
    ทั้งคู่นั่งคุกเข่าเงียบ รอให้ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์เอ่ยปาก แต่รออยู่นานก็ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา กุยกงกงจึงเอ่ยปากด้วยเสียงที่แหบพร่าขึ้นว่า
    “พระองค์….” ไม่ทันจะได้กล่าวจบ ก็มีเสียงสตรีดังขึ้นจากหลังม่านลูกปัดสีทองบนบัลลังก์ว่า
    “เรื่องนี้ช่างมันก่อน ตอนนี้พวกเจ้าตามตัวองค์หญิงพบหรือยัง?”
    “เรียนฝ่าบาท กระหม่อมได้ส่งคนออกไปตามหาแล้วพะย่ะค่ะ ดูจากที่องค์หญิงมิได้นำพาหนะไปและคำนวนจากช่วงเวลาแล้ว นางจะต้องแวะเข้าเมืองเพื่อหาซื้อม้าและอาหารอย่างแน่นอน ซึ่งในตอนนี้มีคนของกระหม่อมซุ่มตัว ปลอมเป็นชาวบ้านอยู่ทุกเมือง  ส่วนด้านนอกก็ให้กลุ่มทหารกระจายกำลังออกตามหา คาดว่าคงพบตัวนางในไม่ช้า” 
    หลังจากที่เฟิงอู๋ฮั่นรายงานจบ ก็มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นจากบนบัลลังก์ ก่อนนางจะกล่าวขึ้นว่า
    “เรื่องนี้คงมีผู้อยู่เบื้องหลังสร้างความวุ่นวายให้กับอาณาจักรของเรา เพราะในสุสานไม่ได้มีคัมภีร์นั่นตั้งแต่แรก  อีกอย่างชื่อคัมภีร์นิรวาณก็เป็นเพียงตำนานที่เล่าต่อกันมาหลายพันปี ไม่เคยมีผู้พบเห็นอนุภาพที่แท้จริงมาก่อน……” 
    “ช่างเถอะ ในตอนนี้ให้รีบพาตัวนางกลับมาให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องคัมภีร์นิรวาณก็ให้ทำประกาศจับชายปิดหน้าคนนั้นซะ อย่าลืมใส่สีตีไข่เสียหน่อยแต่ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องคัมภีร์ แล้วก็นำเงินไปมอบให้กับครอบครัวทหารที่ตายด้วยก็แล้วกัน”
    “ขอรับ/พะย่ะค่ะ” ทั้งคู่ทำความเคารพก่อนจะถอยหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ภายในห้องกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
    ………………
    ในขณะเดียวกันเมืองใกล้เคียงต่าง ๆ ก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นไม่หยุด ไม่ว่ากลุ่มพรรคหรือสังกัดใด ก็ล้วนได้รับทราบข่าวการตายของหลี่เกอเซียว ซึ่งข่าวการตายของปรมาจารย์คนหนึ่ง นับได้ว่าเป็นสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ผู้คนทั้งหมดอยากจะรู้คำตอบมากที่สุดจากเหตุการณ์นี้ นั่นก็คือสาเหตุการตายของหลี่เกอเซียว และนามของผู้ลงมือสังหารเขาต่างหาก
    หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปเพียง 1 วัน หลี่เกอเซียวก็ได้ระดมพลสมาชิกพรรคจันทราวารีทั้งหมด ปูพรมค้นหาไปทั่วเขตแดนเมืองจินหลิงและเมืองซูโจวที่เป็นเมืองใกล้เคียง มีเพียงภายในเขตพระราชวังเท่านั้นที่พวกเขาไม่ได้เข้าไปค้นหา
    ------------------------------
    ณ ภัตตาคารซูเหยียน ในเมืองซูโจว        ภัตตาคารใหญ่หรือโรงเตี๊ยมคือสถานที่ที่ผู้คนมากมายทั้งในยุทธภพและผู้คนทั่วไปมักจะนัดกันมาพบปะเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ซูเหยียนถือว่าเป็นภัตตาคารขนาดกลาง หากวัดจากขนาดภัตตาคารทั้งหมดทั่วอาณาจักรชิงหลง แต่ถ้าหากนับถึงชื่อเสียงและความหรูหรา แล้วล่ะก็ นับว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองแน่นอน
    ภัตตาคารซูเหยียนถือว่าเป็นภัตตาคารที่หรูหราที่สุดในเมืองซูโจว มีทั้งหมดสองชั้น แต่ละชั้นมีพื้นกว้างขวาง จุได้ประมาณ 20 โต๊ะ ทั้งหมดถูกประดับและตกแต่งทั้งภายนอกและภายในร้านได้อย่างหรูหรา ส่วนพื้นที่ตรงกลางถูกใช้สร้างเป็นบันไดเชื่อมต่อขึ้นไปชั้นด้านบน ที่เป็นพื้นสำหรับลูกค้าคนสำคัญเท่านั้น
    ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ บริเวณชั้น 1 ของภัตตาคารก็ใช่ว่าผู้คนทั่วไปจะสามารถเข้ามาใช้บริการได้โดยง่าย สาเหตุนั้นมาจากค่าบริการและค่าอาหารของที่นี่ค่อนข้างแพงพอสมควร เพราะว่าอาหารและบริการของที่นี่เรียกได้ว่าชั้นเลิศในระดับ 5 ดาว และก็ยังมีผู้คนอีกมากมายยินดีที่จะจ่าย เพราะมันเปรียบเสมือนกับการได้เข้าไปอยู่ในแวดวงของบุคคลชนชั้นสูง การมีหน้ามีตาในสังคมและถูกยกย่องจากบุคคลทั่วไป ขอแค่สามารถเข้ามาเหยียบภายในโรงเตี้ยมแห่งนี้ได้ ก็ถือว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดาแล้ว ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง จึงทำให้มีผู้คนมากมายยอมจองคิวรอเพื่อเข้ามาทานอาหารกันเลยก็มี
    อีกสาเหตุที่ทำให้ภัตตาคารแห่งนี้ได้เป็นที่ยอมรับในสังคม นั่นก็เพราะว่าเจ้าขอสถานที่แห่งนี้ เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอาณาจักรชิงหลง ผู้ปกครองหนึ่งเดียวที่เกือบจะมีอำนาจสูงสุดของอาณาจักรชิงหลง เป็นรองเพียงฮ่องเต้ของราชวงศ์หมิงเท่านั้น 
    เขาคนนี้ดำรงตำแหน่งเจ้ายุทธจักรในปัจจุบันและมีนามว่า ตู่เฉียนถิ่ง 
    บุคคลที่ถูกยกย่องกันว่าเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือใกล้เคียงกับคำว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะมีพลังฝีมือในระดับปรมาจารย์ขั้นสุดยอดก็ตาม แต่ด้วยปัจจัยอีกหลายอย่าง ประกอบกับวีรกรรมที่เขาเคยสร้างเอาไว้ จึงทำให้ทุกคนรู้ซึ้งถึงพลังที่แท้จริงของชายผู้นี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ว่าใครก็ไม่กล้ากังขาความสามารถของเขา ดังนั้นภัตตาคารแห่งนี้เลยทำให้ไม่มีใครกล้าก่อเรื่องวุ่นวาย
    จอมยุทธและนักผจญภัยมากมายที่สวมเสื้อผ้าหรูหรามีราคา ต่างก็เข้ามาพักเพื่อทานอาหารและแลกเปลี่ยนข่าวสารในที่แห่งนี้อยู่ตลอดไม่เว้นวัน จึงทำให้ใครก็ตามที่คิดจะมาหาข่าวในเมืองซูโจว จะต้องนึกถึงสถานที่แห่งนี้เป็นอันดับแรก
    "นี่หวังเสี่ยวเปา แกได้ยินข่าวหลี่เกอเซียวมันหรือยัง?" ชายที่มีผมสีแดง คิ้วดกหนา ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามใหญ่โต สวมชุดหลวมสีแดงไม่มีแขนเสื้อ เผยให้เห็นท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม กำลังเอ่ยกับสหายที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยวาจาเสียงดัง
    "ฮ่าฮ่า แน่นอน แต่ว่าก็ว่าเถอะอู่หม่า พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็สะใจข้าเหมือนกัน ข้าชักอยากจะรู้จริงเชียวว่าใครกันที่สังหารหลี่เกอเซียวได้ นับว่าเป็นข่าวดีในรอบปีจริงๆ ฮาฮ่าฮ๋า" หวังเสี่ยวเปา เป็นชายร่างผอมสวมชุดคุณชายสีขาวสะอาดนั่งชนเหล้าพูดคุยด้านฝั่งตรงข้ามกับชายผมแดง ในขณะนั้นเองก็ได้มีนักผจญภัยชาย สวมชุดหนังสีดำรัดรูป เดินเข้ามาหาที่โต๊ะของพวกเขา หวังเสี่ยวเปาและอู่หม่าเห็นคนดังกล่าวก็รีบยืนขึ้นทักทายอีกฝ่ายทันที
    "สวีเจิ้งหนาน ในที่สุดแกก็มาสักที มา ๆ นั่งก่อน" ทั้งสองกวักมือเชิญอย่างสนิทสนม
    หวังเสียวเปาเห็นสีหน้าผิดปกติของสวีเจิ้งหนานก็รู้สึกเอะใจ จึงเอ่ยถามไปว่า “สหายเจิ้ง ทำไมวันนี้ดูท่าทางเครียด ๆ อันที่จริงแกควรจะดีใจมากกว่าที่หลี่เกอเซียวมันโดนเล่นงานนะ” สวีเจิ้งหนานหยิบจอกรินสุราบนโต๊ะขึ้นดื่ม ก่อนจะเงยหน้ามองทั้งสองด้วยท่าทีจริงจัง จากนั้นก็พูดขึ้นว่า“หลี่เกอเซียวพลังลดระดับลงไปจนเหลือแค่ยอดฝีมือขั้นกลางแล้ว” "พรวดด! แค๊ก ๆ ๆ" หวังเสี่ยวเปาที่กำลังกระดกเหล้า พลันสำลักสุราจนพุ่งออกทั้งจมูกและปาก หลังจากได้ยินประโยคดังกล่าว "สวี่เจิ้งหนาน แกพูดว่าไงนะ?" อู่หม่า เอ่ยย้ำถามอีกฝ่ายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "หูเอ็งตึงหรือยังไงวะ ฉันบอกว่าหลี่เกอเซียวพลังลดลงเหลือแค่ระดับยอดฝีมือขั้นกลาง!!" สวี่เจิ้งหนานตอบย้ำทีละคำเสียงดัง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในร้านต่างได้ยินกันถ้วนทั่ว
    ผู้คนในภัตตาคารแห่งนี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ ข่าวพลังลดระดับเช่นนี้จึงถือว่าเป็นข่าวใหญ่มาก ทำให้ทุกคนที่ได้ยินข่าวพลันตกอยู่ในภวังค์