.
.
.
ไกลออกไป ที่มุมตรงข้ามของพานลี่และหลีกังเด็กน้อยที่นั่งคุยกัน
คุณชายน้อยคนหนึ่งที่ดูอายุวัยราว 14 ถึง 15 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคุณชายจากตระกลูใหญ่ก็พูดขึ้น
“หึ พวกเจ้าดูไอ้เจ้าบ้านนอกนั้น มันช่างไม่เจียมตัวเลย สำนักบรรจบฟ้าจะมีคนชั้นต่ำแบบนั้นเข้ามาในสำนักงั้นรึ หึ ข้าละไม่อยากคิดหากได้ร่วมเป็นศิษย์พี่น้องกับคนแบบนี้”
“ถูกอย่างที่ท่านกล่าวคุณชายลู่ สำนักบรรจบฟ้าที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่ที่ๆ ใครๆ จะเข้ามาเป็นศิษย์แค่คิดอยากก็เป็นได้ เจ้าเด็กบ้านนอกนี้กับไม่เจียมตัวเลย แต่ด้วยความที่มันยังเป็นเด็กนัก หากรอบนี้มันทนได้ถึง 1 ก้านธูปมันก็จะผ่านเข้าสำนักและเป็นศิษย์ชั้นในเช่นเดียวกับพวกเรา มันช่างน่าอดสู่จริงๆ ใช่ไหมคุณชายลู่…” คุณชายน้อยผู้หนึ่งพูดเน้นเสียง
“ตอนนี้พวกข้าคงต้องพึงคุณชายน้อยตระกูลลู่สั่งสอนมันแทนแล้ว เพราะรอบหน้าท่านเป็นคนเดียวที่มีโอกาสจะสั่งสอนมันได้ หากมาถึงมือพวกข้า ไม่ว่าอย่างไรต่อจากนี้มันคงนับเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับพวกเราแล้ว”
คุณชายตระกูลลู่ไม่กล่าววาจาอะไรได้แต่มองหลีกังที่นั่งข้างๆ พานลี่แล้วแสยะยิ้มอย่างยินดี สำหรับมันแล้วหลีกังหาได้เป็นตัวอะไรไม่
.
.
.
ในมุมไกลออกไป บนต้นไม้ใหญ่ ที่ยากยิ่งที่ผู้ใดจะสังเกตเห็น
แม้จะไม่มีใครที่ได้ยินเสียงที่เหล่าคุณชายน้อยตระกูลใหญ่พูดคุยกัน หากแต่มุมหนึ่งไกลออกไปจากลานประลองประยุทธ์นั้น มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่ร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผล
เด็กน้อยคนนี้กลับได้ยินทุกสิ่ง และกำลังตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เหล่าคุณชายน้อยพูดคุยกันอยู่
เฉียวเฟิงยิ้มบางเบาเมื่อได้ยินสิ่งที่เหล่าเด็กหนุ่มคุณชายน้อยพูดกัน
ด้วยเคล็ดวิชา “สดับเสียงหมื่นลี้” ทั่วทั้งบริเวณแม้มีสิ่งใดเกิดขึ้น ผู้ใดพูดคุยกัน ไม่ว่าจะอะไร แม้จะเบามากเพียงเสียงแวว หากแต่ในระยะรัศมี 10 ลี้รอบตัวเฉียวเฟิงนั้น เสียงเหล่านี้ราวกับว่าเกิดอยู่ข้างๆ หูของตัวเฉียวเฟิงเลยทีเดียว
ตอนนี้เฉียวเฟิงได้ยินชัดทุกถ้อยคำของเหล่าคุณชายน้อยนั่น แต่ถึงแบบนั้นเฉียวเฟิงในร่างเด็กก็มิได้มีความคิดจะแทรกแซงการต่อสู้ครั้งนี้ของหลีกังแต่อย่างใด
หากแต่ในการคัดเลือกนี้ มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น หรือเกิดการกระทำ ที่เกินเลยมากจนเกินไป เฉียวเฟิงก็พร้อมที่จะลงมือทันที
ความเป็นห่วงเป็นไยในตัวเด็กน้อยที่ตัวเองชุบเลี้ยงทำให้เฉียวเฟิงมันมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้
มองเหล่าเด็กน้อยของตัวเองแต่ไกลๆ
เฉียวเฟิงน้อยยืนนิ่งพิงต้นไม้ใหญ่ ไม่ช้าก็หลับตาสนิทถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะพูดกับตัวเองในใจ ‘เด็กหนุ่มเหล่านี้ยังเยาว์วัยแต่ทำไมถึงใจร้ายกันนักนะ เห่ออออ’ ไม่ช้าเฉียวเฟิงก็ส่ายศีรษะแล้วมองไปที่ท้องฟ้ากว้าง
.
.
.
เวลาล่วงผ่านอีกครั้ง กลับสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน
ไม่นานนักก็สิ้นสุดงานประลองคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักบรรจบฟ้า พานลี่ได้ที่หนึ่งของรุ่น นางได้เป็นศิษย์ชั้นในของสำนักบรรจบฟ้าในทันที
ส่วนหลีกังที่ตอนนี้ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยชำและคราบโลหิตแต่โชคดีที่ไม่ได้มีบาดแผลสาหัสอะไร มีแค่ช้ำในบ้างเท่านั้น เพราะด้วยเคล็ดฝึกฝนที่เฉียวเฟิงมอบให้เด็กน้อย ร่างกายของหลีกังจึงแข็งแกร่งเกินวัยไปมาก
ตอนนี้แม้สภาพร่างกายจะไม่น่ามอง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นหลีกังเด็กน้อยก็ยังหน้าตายิ้มแย้มได้ เพราะเด็กน้อยรู้สึกพอใจมากพอใจแล้วที่ผ่านเข้ารอบได้และได้เป็นศิษย์ชั้นนอก
ตัวของหลีกังเด็กน้อยไม่เคยคิดฝันเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีโอกาสได้ร่ำเรียนวิชาที่สำนักใหญ่ของอาณาจักรเช่นนี้ แค่คิดว่าตัวเองเอาเรื่องนี้ไปบอกบิดามารดาและน้องๆ พวกเขาจะดีใจกันซักเท่าไร
เพียงคิดแค่นี้หลีกังเด็กน้อยของเราก็มีความรู้สึกดีใจมากมายจนเกินบรรยาย ทำเอาลืมความเจ็บปวดจากบาดแผลสิ้นแล้ว
ตรงข้ามกับพานลี่สตรีตัวน้อยของเราในตอนนี้ที่นางโมโหและโวยวายใส่หลีกังเสียงดังตลอดทางกลับ
นั่นเพราะเด็กหญิงตัวน้อย นางต้องการให้หลีกังชนะ ชนะ และชนะเท่านั้น
นางไม่ต้องการให้หลีกังแพ้ใคร ชื่อเสียงของท่านจ้าวหมื่นเทวะต้องหม่นหมองแล้วในความคิดของนาง
ทำให้ตอนนี้พานลี่บ่นหลีกังตลอดทางว่าจะฝึกมันให้หนัก และหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้หลีกังแพ้ใครได้อีกนอกจากนางและศิษย์พี่
พานลี่บ่นตลอดทางว่าอาย อายเหลือเกิน
หลีกังได้ยินแบบนี้ก็ได้แต่หัวเราะเอามือเกาหัวด้วยแววตาใสซื่อของเด็กน้อยเช่นเดิม
เมื่อมาถึงในห้องพานลี่สตรีตัวน้อยนางก็ยังไม่หยุดบ่นหลีกังตัวน้อยของเราอีก
จนเฉียวเฟิงต้องเอามือลูบศีรษะนางและพูดสั่งสอนพานลี่ให้ถึงแก่นแท้ของชีวิตและวิถีแห่งผู้คน
ซึ่งไม่ได้มีแค่แพ้กับชนะ แต่ยังต้องมีหัวใจที่หนักแน่นไม่ย่อท้อ ความอดทน และความซื่อสัตย์ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ณ ตอนนี้มันมีในตัวของหลีกังหมดแล้ว
พานลี่เด็กน้อยเหมือนรู้ว่าสิ่งที่ศิษย์พี่เฉียวเฟิงพูดนั้นมีความนัยอะไรแฝงอยู่ นางจึงหยุดการว่ากล่าวหลีกัง ก่อนจะยิ้มอย่างเขินอายและกล่าวขอบคุณที่ศิษย์พี่สั่งสอนนาง เฉียวเฟิงเอามือลูบศีรษะพานลี่เบาๆ อีกครั้งก่อนจะเอามือหยิกแก้มนิ่มๆ ของพานลี่เบาๆ
พานลี่เด็กน้อยนางยิ้มอย่างพอใจ นางชอบให้พี่ใหญ่คนนี้เอ็นดูนางเหลือเกิน
ไม่รู้ทำไมครู่สั้นๆ พานลี่เด็กหญิงตัวน้อยนางรู้สึกว่าใบหน้าของนางร้อนพ่าว…
.
.
.
เวลาผ่านไปเฉียวเฟิงไล่เด็กน้อยไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมกินอาหาร ก่อนจะให้ไปฝึกฝนต่อ ไม่ช้าตัวมันก็มีเวลาว่างอีกครั้ง
ไม่ช้าก็ได้ขบคิด
จริงๆ แล้วเฉียวเฟิงในเวลานี้มีความพอใจเป็นอย่างมากในการสอบคัดเลือกครั้งนี้ นั่นเพราะเด็กน้อยทั้งสองคนของมันนั้นทำได้ดีเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะหลีกังที่ได้แสดงความอดทนอดกลั้นทางจิตใจออกมาได้อย่างดียิ่ง ความอดทนนี้เกินหัวใจเด็กน้อยไปมาก
แต่ด้วยความที่ตัวเด็กน้อยกดฐานพลังไปสองระดับ ต้องแบกรับความกดดันทางร่างกายที่มากกว่าคนอื่นมาก การพ่ายแพ้นั้นก็เป็นเรื่องไม่แปลกเลยที่จะแพ้ให้ใครได้ง่ายๆ เพราะหลีกังนั้นโดดเด่นเรื่องฐานพลัง หากแต่กระบวนท่ากลับช่างสามัญ
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นหลีกังก็ยังได้แสดงธาตุทรหดและอดทนต่อสู้จนมาถึงรอบสุดท้ายได้ เมื่อเห็นเช่นนี้เฉียวเฟิงก็มีแต่ภาพประทับใจในตัวเด็กน้อย ไม่มีเหตุผลใดเลยให้เฉียวเฟิงไม่พอใจได้
มันยิ้มอย่างมีความสุข รู้สึกได้ว่าความเหน็ดเหนื่อยมาหลายปีกำลังค่อยๆ น้อยลง น้อยลง เพราะเด็กน้อยที่หว่านกล้าไว้ใกล้เติบโตเต็มที
การแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ของเหล่าเด็กน้อยในวันนี้ วรยุทธ์ในสำนักบรรจบฟ้าถ้านับในใต้หล้านี้อาจจะนับว่าชั้นยอด แต่หากเทียบกับของเจ้าหมื่นมารแล้วจะเป็นอะไรได้ แต่แก่นแท้ของการสอบครั้งนี้สำหรับเฉียวเฟิงนั้น เพียงหวังว่าเด็กทั้งสองของมันนั้นจะมีโอกาสเรียนรู้และเติบโตทางด้านจิตใจและคุณธรรม ได้รู้จักผู้คนทั้งดีและชั่ว
วันหนึ่งเมื่อพวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้าจะได้เลือกเส้นทางก้าวเดินที่ถูกต้องและดีงาม ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิและกล้าหาญ สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่ตัวของเฉียวเฟิงคาดหวังในเหล่าเด็กน้อยของตัวมัน
ตอนนี้ยิ่งเฉียวเฟิงได้รู้จักเด็กน้อยทั้งสี่มากเท่าไร หัวใจและความรู้สึกของเฉียวเฟิงที่มีต่อเด็กๆ นั้นก็เติบโตและเต็มไปด้วยความรัก ความหวังดี ความปรารถนาให้เด็กน้อยทั้งสี่
ที่ตอนนี้กำลังก้าวไปข้างหน้า โดยมีชีวิตที่มีความสุขและดีงามสมกับที่เฉียวเฟิงต้องการ
ตอนนี้แม้ร่างกายกายเฉียวเฟิงจะเป็นเพียงเด็ก หากแต่ในหัวใจอย่างไรก็เป็นผู้ผ่านโลกมามาก มันมองเด็กน้อยทั้งสี่ในตอนนี้รักใคร่เอ็นดูดังบุตรชายบุตรสาวของตัวเอง
.
.
.
ในห้องเล็กๆ ในที่พักตอนนี้เฉียวเฟิงเฝ้ามองเด็กน้อยทั้งสองกำลังนั่งกินอาหารมันได้กล่าวคำพูดประโยคหนึ่งเบาๆ
‘พวกเจ้าจงพ่ายแพ้ในวันนี้ เพื่อวันข้างหน้าเจ้าจะได้ไม่ต้องพ่ายต้องแพ้ใครอีก’
เฉียวเฟิงยิ้มเบาๆ ก่อนหลับตาทำสมาธิเดินลมปราณบ่มเพาะฐานพลังของตัวเองอย่างเงียบๆ