ยามนี้ ณ ใจกลางหุบเขาเป่ยอวี่
อวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้เฝ้ารออย่างเปล่าประโยชน์อีกต่อไป
หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือในยามที่เหยี่ยวเพเรกรินโผบินด้วยความเร็วเหนือเสียงระยะทางนับพันลี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเลย
เขาแหงนหน้ามองอาต้าที่พุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้าดุจดั่งลำแสงสีดำสายหนึ่งทันใดนั้น กิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋พลันตวัดออกไป
“ฟึ่บ!”
พร้อมกับเสียงแหวกอากาศอันแหลมคมกิ่งก้านพุ่งทะยานสู่ห้วงเวหาด้วยความเร็วสายฟ้าฟาด
กว่าอาต้าจะทันรู้ตัวกระบอกสีดำสนิทที่เคยอยู่ภายใต้กรงเล็บก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
“แกว๊ก...”
อาต้าถึงกับชะงักด้วยความมึนงงร่างที่กำลังพุ่งทะยานหยุดลงกะทันหันก่อนจะเหลียวมองไปรอบทิศทางอย่างสับสนพลางส่งเสียงร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
ทว่าเพียงครู่เดียวด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมมันก็เหลือบไปเห็นกระบอกสีดำที่ถูกเถาวัลย์รัดอยู่ที่ปลายกิ่งก้านมันจึงส่งเสียงร้องออกมาอย่างขัดใจราวกับกำลังบ่นพึมพำ
อวี๋จื่ออวี๋ลอบหัวเราะคิกคักอยู่ในใจอย่างไม่ถือสา
ความสามารถในการลงมือเมื่อครู่นี้ไม่ธรรมดามันเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ว่ายามนี้เขาทรงพลังมากเพียงใด
แม้แต่เหยี่ยวเพเรกรินที่เชี่ยวชาญด้านความเร็วเป็นเลิศยังไม่สามารถตอบสนองต่อกิ่งก้านของเขาได้ลองจินตนาการดูเถิดว่านี่ความหมายว่าอย่างไร
ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าต่อให้มีห่ากระสุนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาเขาราวกับสายฝนเขาก็สามารถสะบัดกิ่งก้านสกัดกั้นพวกมันได้ทั้งหมดโดยไม่พลาดพลั้งเลยแม้แต่นัดเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถตอบโต้กลับไปด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าเดิมหลายเท่าตัว
และนี่คืออานุภาพของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สอง...ที่มนุษย์ต่างขนานนามว่าระดับ ‘ภัยพิบัติ’ มหันตภัยที่นำมาซึ่งความพินาศย่อยยับ
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มบางๆก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับกระบอกสีดำที่กิ่งก้านรัดไว้เบื้องหน้า
ด้วยพลังวิญญาณอันกล้าแกร่งเขาจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังชีวิตอันแสนเบาบางที่ซ่อนอยู่ภายในกระบอกนี้
ใช่... มันคือกลิ่นอายพลังชีวิต
แม้จะอ่อนแรงยิ่งนักทว่ากลับมีความมานะอดทนประหนึ่งกำลังดิ้นรนต่อสู้ในวาระสุดท้าย
“เจ้าสิ่งนี้คืออะไรกัน?”
อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยถามด้วยความฉงนพลางบังคับกิ่งก้านให้ค่อยๆ แกะผ้าสีดำสนิทที่พันรอบ‘กระบอก’ นั้นออกช้าๆ
ไม่นานภายใต้สายตาที่จ้องมองอย่างประหลาดใจของอวี๋จื่ออวี๋สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าสีดำนั้นไม่ใช่กระบอกไม้ไผ่ แต่กลับเป็นหลอดทดลอง
มันคือหลอดทดลองวิทยาศาสตร์ตามแบบฉบับของมนุษย์โดยเฉพาะ
และสิ่งที่ทำให้อวี๋จื่ออวี๋ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมคือภายในหลอดทดลองนั้นปรากฏมดสีทองตัวหนึ่งที่ดูราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากทองคำบริสุทธิ์
......
ในจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนักมวลควันสีแดงพวยพุ่งขึ้น ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นเงาร่างอันงดงามระหง
ชิงเอ๋อร์ทอดสายตามองหลอดทดลองที่อวี๋จื่ออวี๋แกะผ้าออกเรียบร้อยแล้วเธอยู่ปากเล็กน้อยอย่างแง่งอน
“นายท่าน...ท่านไม่รอฉันกลับมาก่อนแล้วค่อยเปิดชมเหรอคะ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงแง่งอนของชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าอดใจห้ามความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้นี่นา”
ว่าพลางอวี๋จื่ออวี๋ก็เอ่ยถามเข้าประเด็นทันทีว่า “นี่คือของขวัญที่เจ้าเตรียมไว้ให้ข้าใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วค่ะ”
ต่อนายท่านในใจของเธอมีเพียงความเคารพรักและชื่นชมอย่างสุดซึ้งความแง่งอนเมื่อครู่ย่อมเป็นเพียงการแสร้งออดอ้อนไปก็เท่านั้น
เพียงแค่อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยถามชิงเอ๋อร์ก็พยักหน้ารับอย่างตื่นเต้นทันที
แต่เมื่อเห็นว่านายท่านดูจะยังไม่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญชิงเอ๋อร์จึงกระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอธิบายว่า
“นายท่าน โปรดพิจารณาเจ้าตัวน้อยนี่ให้ดีมันคือสุดยอดผลงานจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของมนุษย์”
กล่าวพลาง ชิงเอ๋อร์ก็ขยายความเพิ่มเติมว่า
“มดทองคำตัวนี้คือปาฏิหาริย์ที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้นหลังจากการทุ่มเททดลองนานกว่าครึ่งปีและต้องสังเวยชีวิตมดไปนับร้อยล้านตัวเลยทีเดียว”
“นับร้อยล้านเชียวปาฏิหาริย์อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตระหนกอยู่ในใจ
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
มดตัวจ้อยแค่นี้เนี่ยนะ?
ในตอนนั้นชิงเอ๋อร์ที่สัมผัสได้ถึงความกังขาของอวี๋จื่ออวี๋ กลอกตาอย่างจนใจก่อนจะเอ่ยเสริมว่า
“นายท่านต้องทราบนะคะหากไม่ใช่เพราะมดตัวนี้เหลือพลังชีวิตเพียงน้อยนิดและอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันอาจารย์ของฉันคงไม่มีทางยอมให้นำมันมาทำการผ่าวิจัยขั้นสุดท้ายแน่การแอบนำมันมาเป็นของขวัญให้ท่านในครั้งนี้ เมื่อกลับไปในอีกสองวันคงต้องกุเรื่องและใช้คำพูดมากมายโน้มน้าวเลยทีเดียวกว่าจะแก้ตัวได้สำเร็จ”
“เอ่อ... เช่นนั้นเองรึ”
แม้จะรู้สึกประหลาดใจในความกล้าบ้าบิ่นของชิงเอ๋อร์ที่หาญกล้าขโมยตัวทดลองอันล้ำค่าเช่นนี้มาแต่อวี๋จื่ออวี๋ก็อดมิได้ที่จะพยักหน้ายอมรับในความตั้งใจของเธอ
ทว่าเขาก็อยากจะรู้เห็นกับตาตนเองว่าเหตุใดมดตัวจ้อยเพียงเท่านี้ถึงมีค่าพอที่จะให้ชิงเอ๋อร์ยอมเสี่ยงอันตรายนำมามอบเป็นของขวัญแก่เขา
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงเพ่งพินิจไปที่มดตัวนั้นทันที
เพียงพริบตาเดียวภายใต้สายตาอันตื่นตะลึงของอวี๋จื่ออวี๋หน้าต่างสถานะที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบอย่างยิ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
[เผ่าพันธุ์: มดทองคำกลายพันธุ์]
[อายุขัย: 2 วัน]
[ระดับ:แรกเริ่มขั้นที่หนึ่งสูงสุด]
[พรสวรรค์ประจำตัว: พลังทลายปฐพี -พรสวรรค์ติดตัวของเผ่าพันธุ์มดทองคำมีศักยภาพอันน่าพรั่นพรึงที่เหนือล้ำกว่าพรสวรรค์ประจำตัวทั่วไปอย่างมหาศาลมอบพละกำลังที่เทียบเท่ากับมดกลายพันธุ์ทั่วไปนับร้อยตัวรวมกันเป็นพรสวรรค์แห่งพลังอำนาจที่แท้จริง]
[ความสามารถ: เกราะเกล็ดหนาม -พละกำลังอันมหาศาลจำต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งรองรับลำตัวของมันจึงหุ้มด้วยผิวสีทองดุจชุดเกราะหนาอยู่ตลอดเวลา (ยังไม่ได้ตื่นรู้) ]
[ความสามารถ: หกขาสังหาร -ขาทั้งหกข้างแหลมคมดุจเคียวมรณะ เมื่อผสานเข้ากับพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวย่อมสามารถตัดขาดได้ทุกสรรพสิ่ง (ยังไม่ได้ตื่นรู้) ]
อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองหน้าต่างสถานะนั้นอย่างตกตะลึงคราวนี้เขาถึงกับอ้าปากค้างออกมาจริงๆ
พรสวรรค์ของเจ้าตัวเล็กนี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว?
เพียงแค่ระดับแรกเริ่มขั้นที่หนึ่งก็ตื่นรู้พรสวรรค์ประจำตัวระดับสูงเสียแล้วแถมยังมีสองความสามารถเสริมที่ยอดเยี่ยมอีก
แม้ความสามารถเหล่านั้นจะยังไม่ได้ตื่นรู้แต่อวี๋จื่ออวี๋ย่อมมองออกว่านั่นเป็นเพราะร่างกายของมันในยามนี้ยังอ่อนแอเกินไป
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสังขารของมันในยามนี้ไม่สามารถรองรับภาระจากพลังอำนาจเหล่านี้ได้ด้วยสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดตามธรรมชาติจึงได้ทำการปิดผนึกความสามารถเหล่านั้นไว้ชั่วคราวเพื่อไม่ให้ร่างกายต้องพังทลายลง
“นายท่านพรสวรรค์ของมดทองคำตัวนี้น่าสะพรึงกลัวมากใช่ไหมคะ?”
ชิงเอ๋อร์ซึ่งพอจะคาดเดาความคิดของอวี๋จื่ออวี๋ได้ย่อมรู้ดีว่านายท่านของเธอมีความสามารถในการมองทะลุปรุโปร่งถึงพรสวรรค์ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
“น่าสะพรึงกลัวมาก”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าเบาๆก่อนจะหันไปสบตาชิงเอ๋อร์พร้อมรอยยิ้ม
“ชิงเอ๋อร์...เจ้าช่างสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้ข้าจริงๆ”
“คิกคิก...”
ชิงเอ๋อร์ยิ้มอย่างขี้เล่นใบหน้าของเธอฉายแววแห่งความภาคภูมิใจ “เพียงแค่นายท่านถูกใจฉันก็ยินดียิ่งแล้วค่ะ”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ชิงเอ๋อร์ก็ราวกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อยว่า
“แต่นายท่านเจ้าตัวเล็กนี้ได้รับผลกระทบจากการทดลองทางพันธุกรรมของพวกมนุษย์มากเกินไปจนตอนนี้ร่างกายของมันอ่อนแออย่างมาก แม้แต่แสงแห่งพลังชีวิตก็แทบจะดับสูญอีกไม่นานมันคง...”
เธอยังไม่ทันได้พูดจนจบอวี๋จื่ออวี๋ย่อมเข้าใจในเรื่องที่ชิงเอ๋อร์กังวลเป็นอย่างดี
“วางใจเถอะ”
อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยปลอบชิงเอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนจะหันกลับไปทอดสายตามองมดทองคำที่ยังคงนอนนิ่งสงบอยู่ในหลอดทดลองราวกับจมอยู่ในห้วงนิทราอันยาวนานเขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ประหนึ่งเป็นคำสัตย์สัญญาว่า
“ในเมื่อข้าได้เลือกมันแล้วยมทูตตนใดก็ไม่สามารถพรากมันไปจากข้าได้”
กล่าวจบอวี๋จื่ออวี๋ก็เอ่ยแนะนำสมาชิกใหม่ขึ้นมาว่า
“ชิงเอ๋อร์... นับจากนี้ไป จงเรียกมันว่า‘เสี่ยวอู่ (เจ้าห้า)’ เถิด”
“นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปมันคืออสูรลำดับที่ห้าภายใต้บัญชาของข้า... มดทองคำ”