Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 107 อสูรลำดับที่ห้า - มดทองคำ

            ยามนี้ ณ ใจกลางหุบเขาเป่ยอวี่

            อวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้เฝ้ารออย่างเปล่าประโยชน์อีกต่อไป

            หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือในยามที่เหยี่ยวเพเรกรินโผบินด้วยความเร็วเหนือเสียงระยะทางนับพันลี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเลย

            เขาแหงนหน้ามองอาต้าที่พุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้าดุจดั่งลำแสงสีดำสายหนึ่งทันใดนั้น กิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋พลันตวัดออกไป

            “ฟึ่บ!”

            พร้อมกับเสียงแหวกอากาศอันแหลมคมกิ่งก้านพุ่งทะยานสู่ห้วงเวหาด้วยความเร็วสายฟ้าฟาด

            กว่าอาต้าจะทันรู้ตัวกระบอกสีดำสนิทที่เคยอยู่ภายใต้กรงเล็บก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

            “แกว๊ก...”

            อาต้าถึงกับชะงักด้วยความมึนงงร่างที่กำลังพุ่งทะยานหยุดลงกะทันหันก่อนจะเหลียวมองไปรอบทิศทางอย่างสับสนพลางส่งเสียงร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก

            ทว่าเพียงครู่เดียวด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมมันก็เหลือบไปเห็นกระบอกสีดำที่ถูกเถาวัลย์รัดอยู่ที่ปลายกิ่งก้านมันจึงส่งเสียงร้องออกมาอย่างขัดใจราวกับกำลังบ่นพึมพำ

            อวี๋จื่ออวี๋ลอบหัวเราะคิกคักอยู่ในใจอย่างไม่ถือสา

            ความสามารถในการลงมือเมื่อครู่นี้ไม่ธรรมดามันเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ว่ายามนี้เขาทรงพลังมากเพียงใด

            แม้แต่เหยี่ยวเพเรกรินที่เชี่ยวชาญด้านความเร็วเป็นเลิศยังไม่สามารถตอบสนองต่อกิ่งก้านของเขาได้ลองจินตนาการดูเถิดว่านี่ความหมายว่าอย่างไร

            ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าต่อให้มีห่ากระสุนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาเขาราวกับสายฝนเขาก็สามารถสะบัดกิ่งก้านสกัดกั้นพวกมันได้ทั้งหมดโดยไม่พลาดพลั้งเลยแม้แต่นัดเดียว

            ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถตอบโต้กลับไปด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าเดิมหลายเท่าตัว

            และนี่คืออานุภาพของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สอง...ที่มนุษย์ต่างขนานนามว่าระดับ ‘ภัยพิบัติ’ มหันตภัยที่นำมาซึ่งความพินาศย่อยยับ

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มบางๆก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับกระบอกสีดำที่กิ่งก้านรัดไว้เบื้องหน้า

            ด้วยพลังวิญญาณอันกล้าแกร่งเขาจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังชีวิตอันแสนเบาบางที่ซ่อนอยู่ภายในกระบอกนี้

            ใช่... มันคือกลิ่นอายพลังชีวิต

            แม้จะอ่อนแรงยิ่งนักทว่ากลับมีความมานะอดทนประหนึ่งกำลังดิ้นรนต่อสู้ในวาระสุดท้าย

            “เจ้าสิ่งนี้คืออะไรกัน?”

            อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยถามด้วยความฉงนพลางบังคับกิ่งก้านให้ค่อยๆ แกะผ้าสีดำสนิทที่พันรอบ‘กระบอก’ นั้นออกช้าๆ

            ไม่นานภายใต้สายตาที่จ้องมองอย่างประหลาดใจของอวี๋จื่ออวี๋สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าสีดำนั้นไม่ใช่กระบอกไม้ไผ่ แต่กลับเป็นหลอดทดลอง

            มันคือหลอดทดลองวิทยาศาสตร์ตามแบบฉบับของมนุษย์โดยเฉพาะ

            และสิ่งที่ทำให้อวี๋จื่ออวี๋ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมคือภายในหลอดทดลองนั้นปรากฏมดสีทองตัวหนึ่งที่ดูราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากทองคำบริสุทธิ์

            ......

            ในจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนักมวลควันสีแดงพวยพุ่งขึ้น ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นเงาร่างอันงดงามระหง

            ชิงเอ๋อร์ทอดสายตามองหลอดทดลองที่อวี๋จื่ออวี๋แกะผ้าออกเรียบร้อยแล้วเธอยู่ปากเล็กน้อยอย่างแง่งอน

            “นายท่าน...ท่านไม่รอฉันกลับมาก่อนแล้วค่อยเปิดชมเหรอคะ?”

            เมื่อได้ยินน้ำเสียงแง่งอนของชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็หัวเราะออกมาเบาๆ

            “ข้าอดใจห้ามความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้นี่นา”

            ว่าพลางอวี๋จื่ออวี๋ก็เอ่ยถามเข้าประเด็นทันทีว่า “นี่คือของขวัญที่เจ้าเตรียมไว้ให้ข้าใช่หรือไม่?”

            “ใช่แล้วค่ะ”

            ต่อนายท่านในใจของเธอมีเพียงความเคารพรักและชื่นชมอย่างสุดซึ้งความแง่งอนเมื่อครู่ย่อมเป็นเพียงการแสร้งออดอ้อนไปก็เท่านั้น

            เพียงแค่อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยถามชิงเอ๋อร์ก็พยักหน้ารับอย่างตื่นเต้นทันที

            แต่เมื่อเห็นว่านายท่านดูจะยังไม่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญชิงเอ๋อร์จึงกระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอธิบายว่า

            “นายท่าน โปรดพิจารณาเจ้าตัวน้อยนี่ให้ดีมันคือสุดยอดผลงานจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของมนุษย์”

            กล่าวพลาง ชิงเอ๋อร์ก็ขยายความเพิ่มเติมว่า

            “มดทองคำตัวนี้คือปาฏิหาริย์ที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้นหลังจากการทุ่มเททดลองนานกว่าครึ่งปีและต้องสังเวยชีวิตมดไปนับร้อยล้านตัวเลยทีเดียว”

            “นับร้อยล้านเชียวปาฏิหาริย์อย่างนั้นหรือ?”

            เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตระหนกอยู่ในใจ

            จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?

            มดตัวจ้อยแค่นี้เนี่ยนะ?

            ในตอนนั้นชิงเอ๋อร์ที่สัมผัสได้ถึงความกังขาของอวี๋จื่ออวี๋ กลอกตาอย่างจนใจก่อนจะเอ่ยเสริมว่า

            “นายท่านต้องทราบนะคะหากไม่ใช่เพราะมดตัวนี้เหลือพลังชีวิตเพียงน้อยนิดและอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันอาจารย์ของฉันคงไม่มีทางยอมให้นำมันมาทำการผ่าวิจัยขั้นสุดท้ายแน่การแอบนำมันมาเป็นของขวัญให้ท่านในครั้งนี้ เมื่อกลับไปในอีกสองวันคงต้องกุเรื่องและใช้คำพูดมากมายโน้มน้าวเลยทีเดียวกว่าจะแก้ตัวได้สำเร็จ”

            “เอ่อ... เช่นนั้นเองรึ”

            แม้จะรู้สึกประหลาดใจในความกล้าบ้าบิ่นของชิงเอ๋อร์ที่หาญกล้าขโมยตัวทดลองอันล้ำค่าเช่นนี้มาแต่อวี๋จื่ออวี๋ก็อดมิได้ที่จะพยักหน้ายอมรับในความตั้งใจของเธอ

            ทว่าเขาก็อยากจะรู้เห็นกับตาตนเองว่าเหตุใดมดตัวจ้อยเพียงเท่านี้ถึงมีค่าพอที่จะให้ชิงเอ๋อร์ยอมเสี่ยงอันตรายนำมามอบเป็นของขวัญแก่เขา

            เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงเพ่งพินิจไปที่มดตัวนั้นทันที

            เพียงพริบตาเดียวภายใต้สายตาอันตื่นตะลึงของอวี๋จื่ออวี๋หน้าต่างสถานะที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบอย่างยิ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

             [เผ่าพันธุ์: มดทองคำกลายพันธุ์]

             [อายุขัย: 2 วัน]

             [ระดับ:แรกเริ่มขั้นที่หนึ่งสูงสุด]

             [พรสวรรค์ประจำตัว: พลังทลายปฐพี -พรสวรรค์ติดตัวของเผ่าพันธุ์มดทองคำมีศักยภาพอันน่าพรั่นพรึงที่เหนือล้ำกว่าพรสวรรค์ประจำตัวทั่วไปอย่างมหาศาลมอบพละกำลังที่เทียบเท่ากับมดกลายพันธุ์ทั่วไปนับร้อยตัวรวมกันเป็นพรสวรรค์แห่งพลังอำนาจที่แท้จริง]

             [ความสามารถ: เกราะเกล็ดหนาม -พละกำลังอันมหาศาลจำต้องอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งรองรับลำตัวของมันจึงหุ้มด้วยผิวสีทองดุจชุดเกราะหนาอยู่ตลอดเวลา (ยังไม่ได้ตื่นรู้) ]

             [ความสามารถ: หกขาสังหาร -ขาทั้งหกข้างแหลมคมดุจเคียวมรณะ เมื่อผสานเข้ากับพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวย่อมสามารถตัดขาดได้ทุกสรรพสิ่ง (ยังไม่ได้ตื่นรู้) ]

            อวี๋จื่ออวี๋จ้องมองหน้าต่างสถานะนั้นอย่างตกตะลึงคราวนี้เขาถึงกับอ้าปากค้างออกมาจริงๆ

            พรสวรรค์ของเจ้าตัวเล็กนี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว?

            เพียงแค่ระดับแรกเริ่มขั้นที่หนึ่งก็ตื่นรู้พรสวรรค์ประจำตัวระดับสูงเสียแล้วแถมยังมีสองความสามารถเสริมที่ยอดเยี่ยมอีก

            แม้ความสามารถเหล่านั้นจะยังไม่ได้ตื่นรู้แต่อวี๋จื่ออวี๋ย่อมมองออกว่านั่นเป็นเพราะร่างกายของมันในยามนี้ยังอ่อนแอเกินไป

            กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสังขารของมันในยามนี้ไม่สามารถรองรับภาระจากพลังอำนาจเหล่านี้ได้ด้วยสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดตามธรรมชาติจึงได้ทำการปิดผนึกความสามารถเหล่านั้นไว้ชั่วคราวเพื่อไม่ให้ร่างกายต้องพังทลายลง

            “นายท่านพรสวรรค์ของมดทองคำตัวนี้น่าสะพรึงกลัวมากใช่ไหมคะ?”

            ชิงเอ๋อร์ซึ่งพอจะคาดเดาความคิดของอวี๋จื่ออวี๋ได้ย่อมรู้ดีว่านายท่านของเธอมีความสามารถในการมองทะลุปรุโปร่งถึงพรสวรรค์ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

            “น่าสะพรึงกลัวมาก”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าเบาๆก่อนจะหันไปสบตาชิงเอ๋อร์พร้อมรอยยิ้ม

            “ชิงเอ๋อร์...เจ้าช่างสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้ข้าจริงๆ”

            “คิกคิก...”

            ชิงเอ๋อร์ยิ้มอย่างขี้เล่นใบหน้าของเธอฉายแววแห่งความภาคภูมิใจ “เพียงแค่นายท่านถูกใจฉันก็ยินดียิ่งแล้วค่ะ”

            เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ชิงเอ๋อร์ก็ราวกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อยว่า

            “แต่นายท่านเจ้าตัวเล็กนี้ได้รับผลกระทบจากการทดลองทางพันธุกรรมของพวกมนุษย์มากเกินไปจนตอนนี้ร่างกายของมันอ่อนแออย่างมาก แม้แต่แสงแห่งพลังชีวิตก็แทบจะดับสูญอีกไม่นานมันคง...”

            เธอยังไม่ทันได้พูดจนจบอวี๋จื่ออวี๋ย่อมเข้าใจในเรื่องที่ชิงเอ๋อร์กังวลเป็นอย่างดี

            “วางใจเถอะ”

            อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยปลอบชิงเอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนจะหันกลับไปทอดสายตามองมดทองคำที่ยังคงนอนนิ่งสงบอยู่ในหลอดทดลองราวกับจมอยู่ในห้วงนิทราอันยาวนานเขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ประหนึ่งเป็นคำสัตย์สัญญาว่า

            “ในเมื่อข้าได้เลือกมันแล้วยมทูตตนใดก็ไม่สามารถพรากมันไปจากข้าได้”

            กล่าวจบอวี๋จื่ออวี๋ก็เอ่ยแนะนำสมาชิกใหม่ขึ้นมาว่า

            “ชิงเอ๋อร์... นับจากนี้ไป จงเรียกมันว่า‘เสี่ยวอู่ (เจ้าห้า)’ เถิด”

            “นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปมันคืออสูรลำดับที่ห้าภายใต้บัญชาของข้า... มดทองคำ”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน