“อุแหว๊ะ!”มาเรียถึงกับอาเจียนออกมาเต็มไปหมด หลังจากเดินผ่านเข้ามาในประตูได้ไกลนัก“นี่มันบ้าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้มันคืออะไรกัน!”เฒ่าชราเฉินเองก็ดูเหมือนจะบ้าไปแล้วอีกคน มีเพียงเซนและยูริเท่านั้นที่เฝ้าสังเกตอยู่รอบๆ ตัวไม่พลาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่นิดเดียวในพื้นที่หลังประตูนั้นเป็นทางเดินยาวที่ขนาบด้วยกำแพงสองด้านซ้ายขวา ซึ่งสร้างมาจากหินที่เก่าแก่และดูโบราณ อย่างไรก็ตามบนกำแพงหินเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยคราบเลือดที่เก่าและดูเหมือนจะผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว แต่กลิ่นเหม็นอับของมันนั้นยังลอยอบอวลอยู่ทุกพื้นที่บริเวณหลังประตูมันแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าพื้นที่หลังประตูแห่งนี้นั้นมีศพจำนวนมากที่เคยอยู่ที่นี่และมันอาจจะเสื่อมสลายไปแล้วตามกาลเวลาหรืออาจจะถูกนำไปซ่อนไว้ในส่วนลึกของประตูก็ได้ แต่ปัญหาก็คือใครที่เอาพวกมันไปซ่อน“สถานที่แห่งนี้น่าขยะแขยงจริงๆ”ยูริที่ผ่านสนามรบมาหลายสนามอดไม่ได้ที่จะต้องเอามือมาอุดจมูกเอาไว้ ส่วนเซนนั้นทำสิ่งที่ง่ายกว่านั่นคือการกลั้นหายใจมันซะเลยจะได้ไม่ต้องได้กลิ่นมันอีก“เธอไหวหรือเปล่า?”เซนหันไปมองมาเรียที่ตอนนี้มีสภาพและสีหน้าไม่ดีนักพร้อมกับกล่าวถามออกมา ซึ่งมาเรียในตอนนี้นั้นทำเพียงแค่ส่ายหัวไปมาเท่านั้น“เราควรจะพักกันก่อนไหม? หรือจะไปต่อ”เซนนั้นถามความเห็นของทุกคนในกลุ่ม เพราะดูเหมือนตอนนี้กลุ่มเฉพาะกิจของพวกเขาอาจจะเรียกได้ว่าเป็นสหายกันแล้วก็ได้“บางทีการพักอยู่ที่นี่และทนดมกลิ่นพวกนี้อาจจะเลวร้ายกว่าเดินลึกเข้าไปข้างในก็ได้นะ”ยูริออกความเห็น ในขณะเดียวกันชายชราก็เห็นด้วยดังนั้นทั้งกลุ่มจึงไม่มีทางเลือกและต้องเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเดินลึกเข้าไปในสถานที่แห่งนี้ต่อไป แม้ว่ามาเรียจะอยากหนีออกจากที่นี่มากแค่ไหนก็ตาม แต่เธอไม่ต้องการที่จะทิ้งพรรคพวกของเธอและหนีไปคนเดียวแน่นอนในขณะที่พวกเขากำลังเคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวังด้วยความเชื่องช้านั้นเสียงบางอย่างก็ได้ดังขึ้นตรงเบื้องหน้าของพวกเขา“อ้ากกกกกกกกกก…”“ช่วยด้วยยยยยยยยยยยย”“ม่ายยยยยย”“กรี๊ดดดดด”เสียงกรีดร้องหลายๆ รูปแบบแต่กลับแสดงออกมาไม่กี่อารมณ์ได้ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สีหน้าของทุกคนต่างเปลี่ยนเป็นจริงจัง เสียงกรีดร้องนั้นแสดงถึงความเจ็บปวดและความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดทันใดนั้นไม่ต้องมีใครบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเซน เฒ่าชราเฉิน ยูริ หรือมาเรีย ต่างรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วหากเป็นคนปกติแน่นอนว่าหลังจากได้ยินเสียงพวกนั้นพวกเขาจะต้องหวาดกลัวอย่างไรก็ตามแต่ละคนในที่นี้นั้นเลือกที่จะพุ่งเข้าหามันด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปเฒ่าชราเฉิน ยูริ และมาเรียนั้นเพียงแต่ต้องการไปช่วยเหลือคนที่ร้องเรียกขอความช่วยเหลือ ส่วนเซนนั้นเพียงแค่ต้องการมุ่งสู่หายนะและค้นหามันเพื่อจะสยบและรีบกลับโลกของเราโดยเร็ว เนื่องจากเขานั้นเป็นห่วงแม่ของเขาที่ต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีเขาตอนนี้อย่างไรก็ตามแม้ว่าชายหนุ่มจะรีบร้อนแต่ก็ยังเลือกที่จะวิ่งด้วยความเร็วของคนปกติจนสุดท้ายแล้วก็เป็นเฒ่าชราเฉิน ยูริ และตัวเขา ก่อนที่จะตามมาด้วยมาเรียที่มาถึงสถานที่เกิดเหตุตามลำดับทางเดินที่เคยมืดมิดตอนนี้กลับถูกเติมเต็มไปด้วยแสงสว่างจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ร้างของศพคนที่พึ่งตาย ศพแต่ละศพนั้นล้วนแล้วแต่สวมใส่เกราะโลหะชั้นดีทั้งสิ้นพร้อมกับมีตราสัญลักษณ์ของประเทศรูปเซนทอร์ในตำนานสลักอยู่ ยูริกับมาเรียที่เห็นดังนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป มันเป็นความบังเอิญอย่างแท้จริงเนื่องจากกลุ่มของพวกเธอที่แยกกันก่อนหน้านี้โดยอุบัติเหตุกลับสามารถค้นพบสถานที่แห่งนี้ก่อน และดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่ทำให้ประตูเปิดเสียด้วยอย่างไรก็ตามทหารทุกคนล้วนแล้วแต่เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น และศพของพวกเขาได้กองอยู่ในบริเวณนี้มากกว่าร้อยศพ ทำให้มาเรียที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ต้องเบือนหน้าหนีเพื่อที่จะไม่ให้ตนเองเกิดอาเจียนอีก“ตูมมมม ตูมมมมม”ทันใดนั้นเสียงของการทำลายล้างบางอย่างก็ได้ดังขึ้นเป็นจังหวะที่ไม่ต่อเนื่องกัน สายตาทุกคนล้วนแล้วแต่มองออกไปทางต้นเสียงนั้นในทันทีปรากฏภาพของโครงกระดูกสามตนซึ่งพวกมันล้วนแล้วแต่สวมชุดเกราะที่แตกต่างกัน สองตัวในนั้นสวมชุดเกราะนักรบโบราณที่ดูเหมือนจะทำจากแร่ล้ำค่ามันดูดุดันและดูมีสติปัญญาแตกต่างจากพวกตัวที่อยู่ข้างนอกที่พวกเขาเคยสู้มาแต่ตัวที่โดดเด่นที่สุดนั้นหนีไม่พ้นตัวสุดท้าย แม้ว่ามันจะไม่ได้สวมเกราะใดๆ สวมเพียงแค่เสื้อขาดๆ อย่างไรก็ตามกลิ่นอายอันตรายของมันนั้นบ่งบอกว่ามันแข็งแกร่งกว่าสองตัวที่เหลืออย่างแน่นอน มันมีขนาดใหญ่ผิดธรรมดา ซึ่งหากมองเพียงผิวเผินแล้วมันดูไม่เหมือนกับโครงกระดูกมนุษย์เลย เพราะมันสูงถึงสองเมตรครึ่งแถมยังมีขนาดใหญ่ กระดูกของมันแต่ละส่วนล้วนแล้วแต่เรียงชิดกันอย่างดีราวกับกาลเวลาที่ผ่านมายาวนานนั้นไม่มีผลกับมันในขณะที่มันอาศัยอยู่ในสุสานบรรพชนแห่งนี้ทันทีที่พวกเขามองไปที่มัน พวกมันเองก็ตอบสนองในทันที ทั้งสามตัวล้วนมองมาที่พวกเขาราวกับว่ามันสามารถรับรู้ได้ว่าใครกำลังจ้องมองมาที่พวกมันอยู่ โครงกระดูกทั้งสามตัวก่อนหน้านี้นั้นมันพยายามทำลายประตูหินที่เบื้องหน้าของมันอยู่ เซนที่มีประสาทหูที่ดีสามารถรับรู้ได้ว่ามีมนุษย์อยู่เบื้องหลังประตูหินนั้น ดูเหมือนพวกเขาจะอับจนหนทางและพยายามหลบหนีเข้าไปหลบข้างในนั้น“แกร๊ก…”เจ้าโครงกระดูกตัวใหญ่หันศีรษะของมันและจ้องมองมายังกลุ่มของพวกเขาทำให้เกิดเสียงโครงกระดูกกระทบกัน การกระทำของมันนั้นดูน่าสยดสยองเป็นอย่างมากราวกับว่ามันนั้นหลุดออกมาจากหนังผีตะวันตกอย่างไงอย่างงั้น“พรึบ!”ดวงตาของโครงกระดูกตัวใหญ่อยู่ๆ ก็ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนแรงราวกับว่ามันมีเวทมนตร์ ก่อนที่มันจะร้องคำรามเสียงต่ำพร้อมกับยื่นดาบโค้งขนาดใหญ่ชี้มาที่พวกเขา ทันใดนั้นโครงกระดูกสองตัวที่สวมเกราะดำพุ่งทะยานมาทางพวกเขาอย่างไม่คิดอะไรทันที“ท่าจะไม่ดีแล้ว”ตาเฒ่าเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม การเคลื่อนไหวของโครงกระดูกเหล่านั้นให้ความรู้สึกราวกับว่าความตายกำลังเคลื่อนตัวมาประชิดพวกเขา“ชิ้ง!”ยูรินั้นตอบสนองอย่างรวดเร็วเธอชักดาบของเธอออกมา พร้อมกับเข้ามาบังเบื้องหน้าของนักบุญสาวมาเรียทันที พร้อมกับออกคำสั่งเพื่อนของเธอว่า“มาเรียคอยร่ายเวทศักดิ์สิทธิ์โจมตีพวกมันที ฉันจะล่อพวกมันเอาไว้เอง!”ทันทีที่กล่าวจบหญิงสาวก็เคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาประชิดร่างของโครงกระดูกทั้งสองและฟันดาบในแนวนอนเพื่อหวังจะกวาดให้พวกมันล้มไปอย่างไรก็ตาม“เคร่ง!”โครงกระดูกตัวหนึ่งหยิบมีดของมันออกมาจากชุดเกราะ พร้อมกับป้องกันดาบเอาไว้อย่างง่ายดาย ท่าทางของมันนั้นไม่ปกติอย่างมาก มันถึงกับรู้วิธีที่จะสามารถผ่อนแรงปะทะได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งและความฉลาดของมันนั้นไม่ธรรมดา“ฮึ่ม…มนุษย์ที่โง่เขลา”ทุกคนกลายเป็นตกตะลึงเมื่ออยู่ๆ โครงกระดูกตัวใหญ่ที่ยืนมองดูอยู่ไกลๆ ได้เอ่ยวาจาออกมา ราวกับมันมีชีวิตจริงๆ ใช่แล้วมันสามารถพูดได้อย่างไรก็ตามยูรินั้นไม่ได้มีเวลาตกตะลึง หลังจากดาบของเธอถูกป้องกันได้อย่างง่ายดาย นักรบโครงกระดูกอีกตัวก็ได้กระโดดเข้ามาโจมตีเธอต่ออย่างต่อเนื่องด้วยมีดเช่นเดียวกับตัวแรก การโจมตีของพวกมันนั้น ราวกับว่าพวกมันทั้งสองเป็นสหายรู้ใจกันและร่วมรบกันมานาน แถมรูปแบบการเคลื่อนไหวยังคล่องแคล่วเหมือนกับพวกมือสังหารไม่มีผิดก่อนที่มีดของศัตรูจะพุ่งมาเสียบที่ลำคอของเธอนั้น ปรากฏเป็นกลุ่มก้อนพลังของออร่าสีทองมาบดบังและป้องกันมีดนั้นแทนเธอ ชายชราร่างเตี้ย หรือเฒ่าชราเฉินนั้นไม่ได้นิ่งนอนใจเมื่อเห็นว่าการรับมือกับโครงกระดูกทั้งสองพร้อมกันนี้นั้นยากเกินไปสำหรับหญิงสาว เขาจึงเข้ามาช่วยเหลือทันทีศิลปะต่อสู้ของออร่ามาสเตอร์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ดูถูกได้ นักรบโครงกระดูกถึงกับชะงักไปก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวถอยด้วยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นดาบสีทองอร่ามพุ่งลงมาเสียบพื้นที่พวกมันอยู่ก่อนหน้านี้“พวกมันเก่งเกินกว่ามอนสเตอร์ปกติไปมาก มันเป็นยอดฝีมือ…”ชายชรายังกล่าวเตือนทุกคนไม่ทันจบทันใดนั้นความสนใจของเขาก็ต้องพุ่งไปที่ศัตรูเบื้องหน้า เพราะพวกมันเคลื่อนไหวอีกครั้ง หนึ่งในนั้นยื่นมือเข้าไปภายในชุดเกราะของมันพร้อมกับหยิบมีดขนาดเล็กออกมาและเขวี้ยงมาที่ยูริ และเฒ่าชราพร้อมเพรียงกันมีดสั้นทั้งสองนั้นไม่ได้เล็กมาอย่างสะเปะสะปะแต่พวกมันล้วนแล้วแต่เล็งมาที่จุดตายของทั้งสองคน“ฮึ่ม!”เฒ่าชราเฉินแค่นเสียงออกมาด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะปลดปล่อยออร่าสีทองออกมาผลักดันให้มีดสั้นทั้งสองนั้นกระเด็นออกไป ก่อนที่จะพุ่งทะยานเข้าไปจู่โจมโครงกระดูกทั้งสอง พร้อมเพรียงกับยูริเซนนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวหรือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา เนื่องจากเขานั้นไม่สามารถปล่อยให้มาเรียอยู่คนเดียวได้ เพราะโครงกระดูกยักษ์ตอนนี้นั้น มันกำลังจ้องมองมาที่มาเรียอย่างไม่วางตา ซึ่งเซนนั้นก็มองไปที่มันอย่างสงบเช่นเดียวกัน เขารอจังหวะที่มันลงมือเขาจะลงมือเช่นเดียวกัน สำหรับนักรบโครงกระดูกสองตัวนั้นยูริกับเฒ่าเฉินสู้ไหวแน่นอนแม้จะตึงมือนิดหน่อยมาเรียที่อยู่ข้างๆ ชายหนุ่มในขณะนี้กำลังร่ายเวทศักดิ์ของเธออยู่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นบทร่ายเวทที่ยาวและมีพลังสูงจึงต้องใช้เวลาพอสมควร ในขณะเดียวกันเซนที่เฝ้ามองอย่างระมัดระวังตอนนี้เริ่มหาวออกมาแล้ว เพราะเกิดอาการเบื่อในขณะที่มาเรียกำลังจะร่ายเวทเสร็จสิ้นนั้นโครงกระดูกยักษ์ก็เริ่มเคลื่อนไหวมันยกดาบของมันขึ้นพร้อมกับเอียงคอและเดินมาทางพวกเขายูริและเฒ่าชราเฉินเหลือบมองการเคลื่อนไหวของโครงกระดูกยักษ์ เมื่อเห็นมันกำลังเดินไปทางมาเรียทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะกังวล อย่างไรก็ตามทั้งสองคนนั้นติดพลันการต่อสู้กับนักรบโครงกระดูกเบื้องหน้าอยู่ไม่อาจหนีไปไหนได้“เพลงดาบวิญญาณคลั่ง!”โครงกระดูกยักษ์ไม่รอให้เซนกล่าวเจรจาใดๆ มันปลดปล่อยกระบวนท่าดาบของมันออกมาทันที
>>>มีอีกตอนครับ