“จริงหรือ? ถึงแม้คุณหนูรองเสิ่นจะไม่ได้เสียโฉมจนน่าเกลียด แต่ใบหน้าของนางอาจมีแผลเป็ไปตลอดชีวิตก็ได้ เ้ายินดีที่จะแต่งงานกับสตรีหน้าเสียโฉมหรือ? เื่นี้เกี่ยวพันถึงหน้าตาของราชวงศ์เชียวนะ”
มุมปากของเยี่ยนอ๋องยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ราชวงศ์ไม่เคยคาดหวังหน้าตาหรือเกียรติยศศักดิ์ศรีอะไรจากลูกอยู่แล้ว อีกอย่าง แม้แต่ตัวท่านเองก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคาดหวังเื่พระชายาด้วยซ้ำ เช่นนั้นไม่ว่าลูกจะอภิเษกกับผู้ใดก็คงไม่ต่างกัน”
เจี่ยงกุ้ยเฟยนั้นไวต่อความรู้สึก โดยเฉพาะกับผู้เป็เสมือนบุตรชายตรงหน้า แม้วาจาจะฟังดูตัดพ้อแต่นางก็ค้นพบว่าคำที่เขาใช้เรียกแทนตัวเองได้เปลี่ยนไปแล้ว! ถึงเด็กคนนี้จะดื้อด้านและหัวรั้นเพียงใด แต่อย่างน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้านางในยามนี้ เขาก็ยอมแทนตัวเองว่า ‘ลูก’
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเยี่ยนอ๋องเรียกแทนตัวเองเช่นนี้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ดังนั้นคำว่า ‘ลูก’ ที่ถูกใช้ในครานี้จึงเป็ดั่งสัญลักษณ์แห่ง ‘ความโอนอ่อน’ ที่เขาแสดงออกมา
ถึงแม้สีหน้าของเจี่ยงกุ้ยเฟยจะยังคงเรียบเฉยดังเดิม แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ‘เช่นนี้ เห็นทีว่าคุณหนูรองตระกูลเสิ่นจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว …นางต้องมีน้ำหนักในใจเยี่ยนอ๋องไม่น้อยทีเดียว’
พระอัครชายาผู้เลอโฉมแสร้งถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ คิ้วเรียวสองข้างขมวดเป็ปมแน่น ใบหน้างดงามเปลี่ยนเป็กังวลและเคร่งเครียด ก่อนจะปิดท้ายด้วยการถอนหายใจซ้ำอีกครั้ง ราวกับว่านางกำลังใคร่ครวญบางสิ่งบางอย่างอย่างหนักหน่วง
แน่นอนว่าเยี่ยนอ๋องมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเ็าจึงเริ่มบังเกิดความร้อนใจขึ้นมาทีละน้อย
ในที่สุด สตรีผู้สูงศักดิ์ก็กระแอมไอออกมาครั้งหนึ่ง “แล้วถ้าหากข้าบอกเ้าว่า คุณหนูรองตระกูลเสิ่นมีใจให้จิ้งหย่งโหวล่ะ เ้ายังจะยินดีอภิเษกกับนางอยู่อีกหรือไม่?”
ประหนึ่งมีอสนีบาตฟาดลงกลางอกเยี่ยนอ๋อง!
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นของเจี่ยงกุ้ยเฟย อ๋องหนุ่มก็รู้สึกปวดร้าวราวกับถูกใบมีดแหลมคมกระหน่ำแทงเข้าใส่หัวใจอย่างโหดร้ายทารุณ ยามนั้นกองโทสะที่เพิ่งเริ่มก่อตัวดับมอดไปในชั่วพริบตา ทว่าหากจะให้เขากล่าวคำปฏิเสธออกมาก็ยากแสนยาก
…การกระทำและพฤติกรรมของนางในวันนี้ ไม่มีทางเป็เื่เท็จได้…
‘ที่ก่อนหน้านี้เสิ่นเอ้อร์มีใจให้จิ้งหย่งโหว ก็เป็เพราะนางยังไม่รู้จักคนผู้นั้นดีพอ! เขาจะให้โอกาสนางแก้ตัวอีกสักครั้ง! หากนางกล้าเสแสร้งหรือไม่จริงใจกับเขาล่ะก็ ยามที่ย้ายเข้าตำหนักอ๋อง เขาจะทำให้นางต้องจดจำไปจนวันตาย!’
…ความชอบประเดี๋ยวประด๋าวของหนุ่มสาวนั้น ไม่สามารถคิดเห็นเป็จริงเป็จังได้ ในที่สุดประสบการณ์ที่สั่งสมมาก็ย่อมสอนให้ทุก ๆ คนรู้ตัวว่าตนเอง้าสิ่งใดมากที่สุด…
ปฏิกิริยาของเยี่ยนอ๋องทำให้เจี่ยงกุ้ยเฟยเข้าใจถึงความปรารถนาของเขาอย่างชัดเจน
อย่างน้อยในตอนนี้เขาก็พึงพอใจในตัวคุณหนูรองเสิ่นพอสมควร แม้ใบหน้าของนางจะเสียโฉมไปบ้างก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลมากนัก อย่างไรในวังหลวงก็มีหมอหลวงฝีมือดีอยู่ถมเถ หรือจะไปแสวงหายาชั้นดีก็ไม่ได้ยาก เช่นนั้นจะกล่าวว่าไม่มีหนทางรักษาเลยก็เหลือเชื่อเกินไป หรือในกรณีเลวร้ายไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็ปกติได้ แต่หากใบหน้าไม่ได้รับความเสียหายที่รุนแรงมากนักก็คงไม่เป็ไร
ในราชวงศ์ก่อนมีพระชายาในอ๋องผู้หนึ่งที่ใบหน้าเสียโฉม แต่อ๋องผู้นั้นก็ไม่เคยทอดทิ้งนางหรือรับพระชายาคนใหม่เข้ามาแทนที่ ไม่นานพระชายาผู้เสียโฉมก็ได้ให้กำเนิดโอรสธิดาหน้าตาน่ารักน่าชังคู่หนึ่ง ทั้งสองล้วนสมบูรณ์พูนสุขสุขภาพแข็งแรง อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในชีวิตเป็อย่างดี ภายหลังเมื่อพระชายาสิ้นลมไปแล้ว ด้วยคุณงามความดียิ่งใหญ่ที่ได้กระทำเอาไว้จึงถูกยกย่องให้เป็วีรสตรีผู้พิทักษ์แผ่นดิน นี่เห็นชัดว่าบางครารูปโฉมของสตรีก็ไม่ได้สำคัญเป็อันดับหนึ่งเสมอไป
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้ารับรู้ความปรารถนาของเ้าแล้ว เช่นนั้นก็ตกลงเป็คุณหนูรองเสิ่นก็แล้วกัน แต่เพราะบุตรชายและบุตรสาวคนโตของตระกูลเสิ่นยังไม่ได้แต่งงาน เวลานี้จึงยังไม่เหมาะแก่การป่าวประกาศเื่การอภิเษกของเ้า รอให้บุตรชายหญิงคนโตของตระกูลเสิ่นผ่านการหมั้นหมายเสียก่อน ข้าจะไปทูลขอฝ่าาให้ประกาศเื่พระราชทานสมรสให้เอง”
เยี่ยนอ๋องยกมือประสานพลางก้มศีรษะคารวะสตรีผู้เปรียบเสมือนมารดาด้วยความเคารพ และด้วยนิสัยประหยัดถ้อยคำจึงไม่มีวาจาใด ๆ หลุดจากปาก
“นี่ก็จวนจะค่ำแล้ว เ้าค้างในวังหลวงสักคืนเถอะ ตำหนักเดิมของเ้าข้าวของทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิม กลับตำหนักไปพักผ่อนเอาแรงพรุ่งนี้ค่อยกลับออกไป”
เยี่ยนอ๋องพยักหน้ารับคำครั้งหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ โดยไม่มีคำกล่าวลาบุรุษเ็าก็ก้าวเท้าออกจากตำหนักเจี่ยงกุ้ยเฟยไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากผู้ดำรงยศองค์ชายมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ก็จะต้องย้ายออกจากวังหลวง ไปพำนักยังตำหนักพระราชทานในเขตเมืองหลวงแทน ทว่าแม้อายุจะครบยี่สิบปีแล้ว แต่ถ้าหากยังไม่ได้อภิเษกสมรส ตำหนักในวังหลวงก็จะยังถูกเก็บรักษาไว้ดังเดิม ดังนั้นถึงแม้เยี่ยนอ๋องจะแวะเวียนเข้ามาในวังหลวงเพียงชั่วคราว แต่ก็ยังมีตำหนักส่วนตัวรองรับอยู่
เมื่อผู้มาเยือนจากไปแล้ว นางกำนัลประจำกายเจี่ยงกุ้ยเฟยก็เดินเข้ามาด้านใน บทสนทนาที่กุ้ยเฟยพูดคุยกับเยี่ยนอ๋องเมื่อครู่ นางข้าหลวงที่ยืนคอยอยู่ด้านนอกล้วนได้ยินทั้งหมด
นางจึงกระซิบถามนายเหนือหัวเสียงเบา “กุ้ยเฟยเพคะ ท่านอ๋องเลือกคุณหนูรองเสิ่นจริงหรือเพคะ?”
เจี่ยงกุ้ยเฟยพยักหน้า “เขาเป็เด็กหัวดื้อ ยามที่ได้ตัดสินใจสิ่งใดลงไปแล้ว ก็มิอาจคืนคำ เ้าเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้นิสัยของเขา ดื้อด้านไม่มีผู้ใดเทียบ หากในภายภาคหน้าคุณหนูรองเสิ่นมีจุดบกพร่องให้เขาไม่ชอบใจ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อีกอย่างเราก็ไม่รู้นิสัยใจคอของคุณหนูเสิ่นผู้นั้นเลยด้วย”
นางข้ารับใช้พยักหน้าเห็นพ้อง ทั้งใบหน้าและแววตาเจือความหวาดหวั่นที่ยังไม่จางหาย อารมณ์และนิสัยใจคอของเยี่ยนอ๋องเป็เช่นไร นางทราบดี
“แล้วทางตระกูลเสิ่น…”
“จัดการตามที่เราเคยปรึกษากันมาก่อนหน้านี้ก็แล้วกัน ทางนั้นยอมเสียสละบุตรสาวออกมาคนหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่สมควรมอบให้ ทางเราจะบกพร่องไม่ได้เด็ดขาด แล้วก็ส่งคนไปสืบดูคุณหนูรองเสิ่นผู้นี้อย่างลับ ๆ หากเห็นนางขาดตกบกพร่องอะไร หรือมีความเป็อยู่ไม่ดี ก็จงมอบสิ่งของให้นางตามสมควร”
“เพคะ กุ้ยเฟย”
และแล้วในที่สุดการอภิเษกสมรสระหว่างเยี่ยนอ๋องและเสิ่นเชียนเกอก็ถูกตอบรับอย่างเป็ทางการเสียที
**************************************
ณ ตำหนักเยี่ยนอ๋องในวังหลวง
ั้แ่กลับเข้าตำหนักจนถึงตอนนี้ เป็เวลากว่าครึ่งชั่วยามแล้วที่เยี่ยนอ๋องเอาแต่เดินวนไปเวียนมาไม่ยอมหยุด ท่าทางคิดไม่ตกราวกับหนูติดจั่นนั้น ทำเอาขันทีประจำกายนามว่าหรงซุ่นถึงกับตาลายจนต้องแอบย่อตัวลงนั่งเพื่อคลายความวิงเวียน ทว่าก้นยังไม่ทันจะแตะพื้น คำสั่งของผู้เป็นายก็ดังขึ้นเสียก่อน
“เ้ารีบนำตั๋วเงินห้าพันตำลึงไปให้นางกำนัลซูของเจี่ยงกุ้ยเฟย นางกำนัลซูทราบดีว่าจะต้องนำเงินไปทำอะไร”
หรงซุ่นทั้งงุนงงและสงสัย เหตุใดจู่ ๆ ท่านอ๋องของตนถึงสั่งให้นำเงินมากมายไปมอบให้กับนางกำนัลซู งานฉลองวันเกิดของกุ้ยเฟยก็ผ่านพ้นมาแล้วเป็เดือน อีกอย่างตำหนักกุ้ยเฟยก็ไม่เคยขัดสน จำเป็ต้องใช้เงินจากท่านอ๋องด้วยหรือ? ทว่า…เมื่อเป็คำสั่งของเ้านาย มีหรือที่เขาจะบ่ายเบี่ยงไม่ปฏิบัติตามได้
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง กระหม่อมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
ดูจากอาภรณ์ที่เสิ่นเชียนเกอสวมใส่มาหอศึกษาในวันนี้ เยี่ยนอ๋องก็คาดเดาได้ทันทีว่า นางคงจะมีความเป็อยู่ที่ยากลำบากไม่น้อย ซึ่งการที่เขาแอบฝากเงินไปให้ก็น่าจะทำให้นางอยู่สบายขึ้นได้บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ต้องสวมใส่อาภรณ์ซอมซ่อดูอัตคัดขัดสนเช่นนั้นอีก เพราะหากเขายังปล่อยให้นางเป็แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เกรงว่าต่อไปเมื่อทั่วทั้งเมืองหลวงรับรู้การหมั้นหมายของพวกเขา ตำหนักเยี่ยนอ๋องคงต้องอับอายขายขี้หน้าเป็แน่
‘แน่นอนว่าเหตุผลที่เขาใช้รองรับการกระทำก็เพื่อหน้าตาและเกียรติยศเท่านั้นไม่มีสิ่งใดอื่น’
ในที่สุดเยี่ยนอ๋องก็กำจัดปัญหาจุกจิกที่รบกวนจิตใจมาั้แ่่บ่ายไปได้เสียที ยามนี้จิตใจของอ๋องหนุ่มผ่อนคลายลงไปมากจนสามารถพาตนเองไปพักผ่อนอย่างสงบได้แล้ว รอยยิ้มพึงพอใจน้อย ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน…เป็รอยยิ้มที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน
**************************************
หลังจากนั้นไม่นาน เสิ่นฮูหยินก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากเจี่ยงกุ้ยเฟย และสิ่งที่ถูกส่งมาพร้อมกันคือ…หีบไม้มีค่าขนาดใหญ่สองใบ!
ยามนั้น ใต้เท้าเสิ่นกำลังเดินกลับจากห้องหนังสือส่วนหน้าของจวนพอดี เมื่อเห็นหีบไม้สีแดงสดวางอยู่เบื้องหน้าผู้เป็ภรรยาเขาก็หัวเราะออกมาเสียงดังก่อนแสร้งถาม “ฮ่า ๆ ๆ หีบไม้สองใบนี้ ได้มาจากที่ใดหรือ?”
สิ้นคำ ใต้เท้าเสิ่นก็เดินวนดูหีบไม้ดังกล่าวถึงสองรอบ เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ที่ถูกประทับไว้บนตัวหีบ โลหิตแห่งความตื่นเต้นก็สูบฉีดไปยังใบหน้าของเขาในทันที “ส่งมาจากวังหลวงจริง ๆ เสียด้วย”
เสิ่นฮูหยินพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้มกว้าง ใบหน้าขาวนวลเปี่ยมล้นไปด้วยความปลื้มปีติ ขณะนี้ภายนอกห้องรับแขกไร้ผู้คน เสิ่นฮูหยินจึงหันไปยอบกายให้ใต้เท้าเสิ่นก่อนกล่าววาจาแสดงความยินดี “ยินดีกับการเลื่อนตำแหน่งที่ใกล้จะมาถึงด้วยนะเ้าคะท่านพี่”
ใต้เท้าเสิ่นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเ้ากรมพิธีการมานานเกินกว่าสิบปีแล้ว ใน่ที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเขาจะไม่กระตือรือร้นสร้างผลงาน ทว่าความหวังที่จะได้เลื่อนสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้นช่างริบหรี่เหลือเกิน และเหตุผลสำคัญก็เป็เพราะขีดจำกัดของสายงาน เป็เื่ธรรมดาของผู้ที่ไต่เต้ามาจนถึงตำแหน่งผู้ช่วยเ้ากรม การจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเ้ากรมที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนั้นยากเย็นเป็อย่างยิ่ง อย่าว่าแต่กรมพิธีการเลย แม้แต่กรมที่เล็กกว่านี้มากก็ยังมีโอกาสเพียงน้อยนิด
ผู้อื่นอาจมองว่าการเลื่อนขั้นจากขุนนางขั้นสามสู่ขุนนางขั้นสอง เป็เพียงบันไดขั้นเล็ก ๆ แต่แท้จริงแล้ว มันเปรียบดั่งการปีนป่ายหน้าผาหินอันสูงชันเพื่อขึ้นสู่ยอดเขา หากไม่ระวังจนเกิดพลั้งพลาดก็อาจพลัดตกลงสู่หุบเหวลึกได้โดยไม่รู้ตัว
ยามนี้เมื่อยอดเขาเป้าหมายที่เคยอยู่ไกลแสนไกลขยับเลื่อนมาตั้งอยู่ตรงหน้าใต้เท้าเสิ่นแล้ว เช่นนั้นจะไม่ให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร
ใต้เท้าเสิ่นประคองร่างเสิ่นฮูหยินให้ลุกขึ้นจากพื้น ก่อนโอบกอดสตรีอันเป็ที่รักด้วยสองแขน “ลุกขึ้นเถอะฮูหยิน หากไม่มีภรรยาที่ดีเยี่ยมอย่างเ้าแล้ว ข้าจะมีโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ได้อย่างไร!”
เมื่อ่เวลาแห่งความซาบซึ้งของเราสองผ่านพ้นไป ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องเปิดดูของภายในหีบ….สองสามีภรรยาเริ่มเปิดหีบไม้ลี่ฮัวใบใหญ่ก่อน
ทันทีที่ได้เห็นสิ่งของที่อยู่ภายในนั้น ดวงตาของเสิ่นฮูหยินก็เป็ประกายวาววับขึ้นมาในบัดดล
ในหีบไม้ลี่ฮัวมีทั้งผ้าก้งต้วนมากมายหลายสี เครื่องประดับมีค่าชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีต และอัญมณีอีกนับไม่ถ้วน…ทั้งหมดล้วนเป็ของสูงค่าราคาแพง ยามพวกมันต้องแสงเทียนก็สะท้อนแสงส่องประกายระยิบระยับจนทำให้ดวงตาพร่ามัวไปหมด
เมื่อเปิดหีบไม้ถันเซียงใบเล็กกว่าที่อยู่ข้าง ๆ ออก ก็พบว่าภายในหีบเต็มไปด้วยตั๋วเงินกองโต เจี่ยงกุ้ยเฟยทรงละเอียดลออเป็ที่สุดเพราะตั๋วเงินแต่ละใบมีมูลค่าไม่ซ้ำกันแม้แต่ใบเดียว ยิ่งกว่านั้นตั๋วเงินเหล่านี้ล้วนเป็ตั๋วเงินฉบับใหม่ที่ทางราชสำนักเพิ่งสั่งให้แลกออกมาอีกด้วย
เมื่อลองคำนวณดูคร่าว ๆ ตั๋วเงินในหีบไม้ถันเซียงนี้คิดรวมเป็เงินมากถึงแปดพันตำลึง! และถ้าหากนำสิ่งของที่อยู่ในหีบทั้งสองใบมารวมกันแล้ว ก็เกรงว่าจะมีมูลค่ามากกว่าสองหมื่นตำลึง!
ใต้เท้าผู้เฒ่าเสิ่นจากโลกนี้ไปก่อนเวลา เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าจึงต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรหญิงชายอันหนักอึ้งเพียงลำพัง นางใช้เงินในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองไปไม่น้อย เมื่อขาดสามีไป ฮูหยินม่ายจึงต้องเป็เสาหลักหาเงินเพียงคนเดียวเป็ผลให้รายได้หดหาย กระทั่งใต้เท้าเสิ่นถึงวัยที่สามารถสอบจอหงวนได้ สินเดิมของนางก็ร่อยหรอลงไปมากโข ภายหลังเมื่อบุตรชายผ่านการคัดเลือกการสอบจอหงวนแล้ว เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าที่คิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตัดสินใจทาบทามบุตรสาวของขุนนางฝ่ายบุ๋นขั้นที่ห้าให้แก่บุตรชายของตน…ซึ่งก็คือเสิ่นฮูหยินคนปัจจุบันนั่นเอง
ถึงแม้เสิ่นฮูหยินจะถือกำเนิดในตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ความเป็อยู่ภายในจวนก็ไม่ได้สะดวกสบายมากนัก ตระกูลของนางมีกันอยู่หลายสิบปากท้อง ถึงแม้จะมีคนในตระกูลได้เป็ขุนนางในราชสำนัก แต่ก็เป็เพียงขุนนางชั้นผู้น้อยเท่านั้น ตระกูลฝ่ายมารดาของเสิ่นฮูหยินก็มีฐานะธรรมดาไม่ได้ทำการค้าขาย ความเป็อยู่ของตระกูลฝั่งนั้นจึงอัตคัดขัดสน จนกระทั่งนางได้ตบแต่งเข้าตระกูลเสิ่น ความเป็อยู่จึงค่อย ๆ ดีขึ้นมาเฉกเช่นทุกวันนี้
ภายหลังเมื่อเสิ่นชิงชินมีปัญหากับตระกูลฝ่ายสามี เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าจึงพาบุตรสาวแยกออกไปพักอาศัยที่สวนรองหอหนิงโช่วและอยู่อย่างปลีกวิเวก นับั้แ่นั้นมาเสิ่นฮูหยินก็กลายเป็ผู้ควบคุมและจัดการเื่ต่าง ๆ ภายในจวน รวมไปถึงกิจการร้านค้าและทรัพย์สมบัติส่วนกลางของตระกูลเสิ่นทั้งหมด โดยที่ตัวนางเองไม่ได้มีสินเดิมใด ๆ ติดตัวมาแม้แต่ชิ้นเดียว ทรัพย์สมบัติส่วนกลางของตระกูลที่มีอยู่ก็ล้วนเป็ของฮูหยินผู้เฒ่าที่สั่งสมมาทั้งสิ้น
เสิ่นฮูหยินเอง แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีหัวคิดทางการค้ามากนัก ทว่าในระยะเวลาสิบปีมานี้ แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่นางก็ไม่ได้ล้มเหลว อีกทั้งภายในครอบครัวก็ไม่ได้มีสิ่งใดให้ต้องจัดการดูแลมากนัก ฮูหยินผู้เฒ่าและเสิ่นชิงชินก็ไม่ได้้าให้นางเข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วย ส่วนกรมพิธีการที่ใต้เท้าเสิ่นประจำอยู่เป็ที่รู้กันทั่วว่าได้รับงบประมาณจัดสรรน้อยกว่ากรมอื่นมาก ดังนั้นเงินค่าตอบแทนจึงน้อยนิดตามไปด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากกรมพิธีการทำงานรับใช้ฝ่าาได้ไม่เลว จึงพอจะมีเบี้ยหวัดรางวัลตกมาถึงบ้างไม่ได้ข้นแค้นจนเกินไปนัก เมื่อนำมารวมกับรายได้จากกิจการร้านค้าของตระกูลแล้ว ความเป็อยู่ของคนในตระกูลเสิ่นจึงนับว่าสะดวกสบาย มีกินมีใช้ ถึงแม้จะไม่สามารถเทียบเคียงกับเชื้อพระวงศ์ หรือตระกูลขุนนางใหญ่ ๆ ได้ แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่กว่าตระกูลขุนนางอีกหลายตระกูลอย่างแน่นอน
.
.
.