สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 บทที่ 263 เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?

        “เจ้าทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ…” นักเวทหนุ่มกล่าวออกมาเขายกมือขึ้นมาจับที่ศีรษะของราฟาฮ์ ทันใดนั้นก็เกิดเปลวไฟสีแดงขึ้นในมือของเขาเพียงชั่วพริบตา กลิ่นเนื้อย่างก็ลอยออกมานายทหารผู้น่าสงสารพยายามดิ้นหนีจากมือมรณะไม่นานร่างของเขาก็กลายเป็นหมอกสีดำ ก่อนที่จะสลายไปในอากาศ“กะอีแค่เรื่องไร้สาระเช่นนี้เจ้ายังจัดการไม่ได้ แล้วจะอยู่ไปทำไม…” ชายหนุ่มคนนั้นทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยเขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีทองขึ้นมาเช็ดมือของตัวเอง พลางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

        ทั้งห้องโถงใต้ดินพลันเงียบกริบ

        ทหารทุกคนต่างมองไปที่นักเวทหนุ่มด้วยสายตาหวาดกลัวพวกเขาอดตกใจไม่ได้กับความโหดเหี้ยมของนักเวทหนุ่มคนนั้น แต่ละคนรีบคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ แม้แต่จะหายใจเสียงดังก็ไม่กล้า

        “เจ้าฆ่าตัวตายเถอะจะได้ไม่ต้องพบกับความทรมาณของเปลวไฟนี้” ชายหนุ่มคนนั้นมองมาที่ซุนเฟยพลางกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม

        “ข้าไม่ใช่คนของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต” ซุนเฟยยกมือกอดอก

        “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นหรือไม่เป็นแต่ตอนนี้ข้าอยากเห็นเจ้าตาย” มุมปากของชายหนุ่มคนนั้นยกยิ้มขึ้นมาสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสนุก

        “อ้อ น่าสนใจดีนี่” ซุนเฟยหัวเราะออกมาเบาๆสิ่งที่ราชาหนุ่มเกลียดมากที่สุดก็คือ การที่มีพวกปัญญาอ่อนมาอวดดีต่อหน้าเขาซุนเฟยหัวเราะในลำคอก่อนจะถามขึ้นมาว่า “งั้นเจ้าอยากรู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?”

        “ข้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเจ้าเป็นใครแต่เจ้าจำเป็นต้องรู้ว่าข้าเป็นใคร” ดวงตาของชายหนุ่มคนนั้นฉายแววเย็นชาขึ้นมา“ถ้าข้าอยากให้เจ้าตาย เจ้าก็ต้องตาย”

        “อ้อ? ฟังแล้วน่าสนใจดีนี่งั้นเจ้าบอกข้าได้ไหมว่าเจ้าเป็นใคร?” ซุนเฟยยังคงยิ้มระรื่น

        “ไอ้หนอนแมลงชั้นต่ำพูดมากไร้สาระจริงๆ” ดวงตาของนักเวทหนุ่มคนนั้นเริ่มปรากฏความไม่พอใจออกมาเขาแบมือ ทันใดนั้นเปลวไฟสีแดงก็ปรากฏขึ้นมาบนมือของเขาอุณหภูมิของเปลวไฟร้อนมากเห็นได้ชัดจากการที่อุณหภูมิในห้องโถงที่เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ นักเวทหนุ่มโยนเปลวไฟที่น่ากลัวไปทางซุนเฟยพร้อมพูดชื่อตัวเองออกมาเบาๆ ว่า“คริสโตเฟอร์ องค์ชายสี่แห่งราชอาณาจักรเซนิท จำไว้ไปบอกยมทูตแล้วกันว่าใครฆ่าเจ้า!”

        ตูม!

        ฉับพลัน เปลวไฟที่น่าเกรงขามบนมือของเขาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ทุกคนรู้สึกราวกับว่าภายในห้องโถงเต็มไปด้วยเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ จากนั้นเปลวไฟนี้ก็เริ่มยืดตัวยาวออกมาเรื่อยๆ ก่อนจะกลายเป็นมังกรเพลิงกู่ร้องคำรามสะท้านฟ้าก่อนจะม้วนตัวทะยานเข้าไปหาซุนเฟยอย่างรวดเร็วไม่ช้า ร่างของซุนเฟยก็จมหายไปในเปลวเพลิง

        ทักษะโจมตีเวทมนตร์ธาตุไฟระดับสี่ดาว 'มังกรเพลิง'

        แม้ว่าทักษะนี้จะไม่ใช่ทักษะที่ดีที่สุดแต่ทักษะ 'มังกรเพลิง' ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในทักษะโจมตีเวทมนตร์ที่คริสโตเฟอร์ภาคภูมิใจ

        ทุกครั้งที่เปลวไฟกำลังเผาไหม้คนที่ตัวเองเกลียดชังจนกลายเป็นเถ้าถ่านและทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาณจากการถูกเผาทั้งเป็นในใจของคริสโตเฟอร์ก็ยิ่งรู้สึกความพึงพอใจและมีความสุข

        ตอนนี้ ชายที่แสนจองหองตรงหน้ากำลังจะกลายเป็นสิ่งบันเทิงใจของเขา

        ในขณะที่เขากำลังหลับตาลงเพื่อรอฟังเสียงเพลงอันยอดเยี่ยมที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิต

        ทว่า

        ผ่านไปสิบวินาทีก็แล้วบทเพลงที่ยอดเยี่ยมก็ยังไม่ดังขึ้นมาสักที

        เขารีบลืมตาขึ้นมา

        ฉากตรงหน้าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขา

        'มังกรเพลิง' ที่กำลังกู่ร้องคำรามทะยานไปหาซุนเฟยพลันหยุดชะงักอยู่ตรงหน้า มันไม่สามารถพุ่งไปด้านหน้าได้มากกว่านี้

        ซุนเฟยยื่นมือข้างหนึ่งออกไปจับที่หัวของมันประหนึ่งกำลังจับหัวแมวราวกับว่าอุณหภูมิที่ร้อนระอุหรือแม้กระทั่งเปลวไฟที่ร้อนแรงไม่สามารถทำเขาได้ซุนเฟยออกแรงบีบหัวมังกรไฟเบาๆจากนั้นเปลวไฟร้อนระอุขนาดที่สามารถหลอมเหล็กกล้าให้กลายเป็นน้ำเหล็กก็สั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่าถูกพลังที่น่ากลัวโจมตีอยู่เพียงพริบตามันก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ 'มังกรเพลิง' เป็นทักษะโจมตีเวทมนตร์ธาตุไฟที่มีชื่อเสียงมากในระดับสี่ดาว แต่ถึงยังนั้น มันกลับถูกทำลายเป็นผุยผงได้อย่างง่ายดาย

        แค่อีกฝ่ายใช้มือข้างเดียวบีบมันจนแตก

        รูม่านตาขององค์ชายสี่คริสโตเฟอร์พลันหดตัวลง

        ท่าทางโอหังของเขาเมื่อครู่นี้เหมือนคนปัญญาอ่อนไม่มีผิดเห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของชายตรงหน้าเหนือกว่าที่ตัวเองคาดการณ์ไว้มากการที่อีกฝ่ายใช้มือเดียวก็สามารถทำลายพลังของเขาได้นั้น เหมือนเป็นการบอกนัยๆ กับเขาว่า...เจ้ากับข้ามันคนละชั้นกัน

        “เจ้าเป็นใคร?” สีหน้าของคริสโตเฟอร์เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเขาไม่คิดที่จะปล่อยพลังเป็นครั้งที่สอง เขารู้ดีว่าต่อให้ตัวเองลงมืออีกสักกี่รอบผลของมันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมอีกอย่าง เขายังไม่อยากทำให้ตัวเองกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น

        “เจ้าเพิ่งพูดไม่ใช่หรือว่า เจ้าไม่จำเป็นรู้ว่าข้าเป็นใครน่ะ?”

        ซุนเฟยดึงมือของตัวเองกลับมา เขายังคงตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มกวนๆในสายตาของซุนเฟย คริสโตเฟอร์ไม่มีค่าอะไรให้เขาต้องไปสนใจนี่ก็คือความเงียบสงบก่อนที่พายุจะมา

        องค์ชายสี่ชะงักไปครู่หนึ่งสีหน้าของเขาดูน่าเกลียดขึ้นมา “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาแข็งข้อต่อหน้าองค์ชายอย่างข้า”

        “ฮึๆๆ ฐานะองค์ชายไม่ได้ช่วยให้เจ้าฃกดข่มคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าได้หรอกนะแต่ก็เอาเถอะ เห็นแก่ฐานะองค์ชาย ข้าอยากบอกเจ้าว่า นับจากนี้เป็นต้นไปข้าไม่อยากได้ยินเสียงของเจ้า ไม่ต้องมาแสดงท่าทางไร้สาระต่อหน้าข้าดังนั้นหุบปากของเจ้าไปเสีย ไม่อย่างนั้นข้าไม่รับประกันว่าเจ้าจะออกจากที่นี่ไปได้อย่างสมบูรณ์...ทุกส่วน” ซุนเฟยได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาจึงเลิกสนใจหยอกล้อกับองค์ชายสี่ผู้แสนโง่เขลาคนนี้

        “เจ้า…”

        องค์ชายสี่โกรธจนหน้าแดงอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งของอีกฝ่าย ท่าทางโมโหกับท่าทีถือดีก็พลันหายไปทันทีความกล้าที่จะพูดบางอย่างเพื่อสวนกลับซุนเฟยก็สลายไปในพริบตา

        เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆก่อนจะปรากฏกลุ่มคนเดินเข้ามายังห้องโถงแห่งนี้

        “อ้าว อเล็กซานเดอร์ ที่แท้ท่านก็มาอยู่นี่เองหรือมิน่าเล่า ข้าหาเท่าไรก็ไม่พบ” แพรีสเดินตัวปลิวเข้ามาหาในขณะที่มือก็ถือดอกกุหลาบไว้นางมองซุนเฟยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาพราวระยับ ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา“ฮิๆๆ ดูเหมือนว่าเจ้าจะมานานแล้วสินะ”

        “เพิ่งมาถึงเมื่อครู่” ซุนเฟยตอบกลับไปด้วยสีหน้านิ่งๆ

        ด้านหลังของแพรีสมีกราเนโรและทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรอีกสิบกว่าคนเดินตามหลัง มีชายหนุ่มหน้าตาดีที่อุ้มลูกสุนัขพิการตามมาติดๆท่าทางของเขาดูง่วงงุนมากๆ เหมือนเพิ่งตื่นนอน ผมสีดำกระเซอะกระเซิงเล็กน้อยเดินเซไปเซมา

        ซุนเฟยเห็นหัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคที่เคยคุ้มกันองค์หญิงนาตาชาเดินทางมาที่เมืองแซมบอร์ด และหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่สวมชุดสีม่วงที่คอยอารักขาอยู่ข้างกายองค์หญิงนาตาชาอยู่เสมอด้านหลังของพวกเขาสองคนมีอัศวินสวมชุดเกราะสีดำจำนวนสิบคน ตรงเกราะอกแกะสลักตัวอักษรที่ห้าวหาญว่า‘วีรบุรุษเหล็ก’ สองคำคลื่นพลังของแต่ละคนดูแข็งแกร่งมาก เห็นได้ชัดว่าอยู่ในระดับสามดาวทุกคน หากซุนเฟยเดาไม่ผิด อัศวินกลุ่มนี้น่าจะเป็นยอดฝีมือของ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' ที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาการของอาร์ชาวิน 'เทพสงครามแห่งเซนิท'

        นอกจากคนสองกลุ่มนี้แล้วด้านหลังของพวกเขายังมีอีกกลุ่มที่เดินตามมาด้วย ชายที่เดินนำหน้าสวมชุดเกราะโลหะท่าทางองอาจ ผมของเขายาวมากจนเลยหมวดเกราะออกมาใบหน้าของเขาสวมหน้ากากคริสตัลลายน้ำด้านหลังก็มียอดฝีมือที่สวมชุดเกราะโลหะเดินเข้ามา พวกเขาสวมหน้ากากโลหะปกปิดใบหน้าแต่ดวงตาที่เล็ดรอดออกมาจากช่องดวงตากลับเต็มไปด้วยจิตสังหาร ราวกับว่าทั้งสิบคนนี้เคยผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

        ซุนเฟยไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นตัวแทนของกองกำลังฝ่ายไหน

        ด้านหลังพวกเขามีนักบวชจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีสีหน้าเศร้าสร้อยเดินตามเข้ามาอย่างช้าๆเขาสวมชุดคลุมสีขาวดำและดูเหมือนว่าเขาจะสวมชุดนี้มานานมากพอสมควร ทำให้ชุดคลุมบนร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยประชุนน้อยใหญ่นอกจากรอยประชุนแล้วยังมีรูเล็กๆ เต็มไปหมด แม้ชุดจะดูเก่าแต่กลับสะอาดมากนักบวชคนนี้น่าจะอายุประมาณห้าสิบกว่าปี ผมและเคราเป็นสีขาวสวมรองเท้าไม้ถักสาน ตรงปลายเท้ามีรอยแผลเป็นเต็มไปหมด ดูจากรอยแผลเป็นนี้แล้วดูท่าว่าชีวิตของเขาคงผ่านเรื่องราวที่ยากลำบากมานานเหมือนกัน

        “หืม? คนคนนี้น่าจะเป็นนักบวชของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์นะ แม้แต่นักบวชยังเข้ามาร่วมแย่งสมบัติด้วยหรือ? เรื่องนี้ชักจะไม่ธรรมดาเสียแล้วสิ” สีหน้าของซุนเฟยยังคงสงบนิ่งแต่ในหัวของเขากลับคิดอะไรมากมาย

        นักบวชผมขาวคนนั้นเดินมาคนเดียวเขาก้าวเท้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคงมาทีละก้าว

        ด้านหลังของเขายังมีกลุ่มคนอีกเนืองแน่นที่พากันเดินตามเข้ามาแต่ไม่มีใครกล้าแย่งเดินนำหน้านักบวชคนนี้เลยไม่ใช่เพราะชื่อเสียงและอำนาจที่น่ากลัวของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียวแต่ยังรวมไปถึงกลิ่นอายอันตรายที่กระจายออกมาจากตัวนักบวชเฒ่าคนนี้ด้วย กลิ่นอายของเขาลึกล้ำดุจมหาสมุทร กว้างขวางราวกับท้องฟ้า ทรงพลังดุจพระอาทิตย์แม้แต่ซุนเฟยยังอดไม่ได้ที่ตกใจ

        นักบวชชราเดินเข้าไปยังห้องใต้ดินอย่างช้าๆเขาเงยหน้าขึ้นมามองซุนเฟยในขณะที่เดินผ่าน ก่อนจะหันกลับมาก้มหน้าไม่มองใครอีกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันช่างน่าเบื่อนักบวชคนนี้สามารถละเลยใครก็ได้ แต่กลับไม่มีใครกล้าละเลยเขา

        ด้านหลังของนักบวชชรายังมีกลุ่มคนมากมายก้าวเข้ามา

        แต่กลิ่นอายบนร่างของพวกเขากลับดูป่าเถื่อนใบหน้าพวกเขาห้าวหาญ ดวงตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม พวกเขาดูตื่นตัวตลอดเวลาแม้จะสวมเครื่องแบบทหาร แต่อาวุธและชุดเกราะต่างๆกลับแตกต่างจากทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรกับ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' มากกลิ่นอายของคนพวกนี้คล้ายกับกลิ่นอายของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต

        ถึงแม้ว่าห้องโถงใต้ดินจะมีขนาดใหญ่มาก แต่ก็สามารถรองรับคนจำนวนหลายร้อยคนได้

        ทุกคนต่างมองไปยังภูเขาสมบัติที่ส่องสว่างตรงหน้าและยังมีอาวุธกับชุดเกราะอย่างดีที่กำลังส่องแสงสะท้อนกับเปลวไฟจนเป็นประกายพวกเขารู้สึกตาพร่าเลือนไปกับแสงสุกปลั่งตรงหน้าจนพูดอะไรไม่ออก

        ต่างฝ่ายต่างจับจองตำแหน่งดีๆบางคนก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมักระวัง

        แรงกดดันที่มองไม่เห็นเริ่มกระจายออกมาทั่วห้อง

        ---------------------------