เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ทุกคนตกตะลึง
โดยเฉพาะผมที่เห็นอาจารย์ถูกดึงลงน้ำต่อหน้าต่อตาความตื่นตระหนกทำให้ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“อาจารย์!”
ผมตะโกนสุดเสียงก่อนจะวิ่งตรงไปยังจุดที่อาจารย์ตกน้ำ
จั่วต้าเหนียนซุนโหย่ว และหวังเหมิ่งต่างตื่นตระหนกและรีบวิ่งตามมาด้วย
“ตึกๆๆ”
เสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่วท่าเรือ
แต่เมื่อเรามาถึงจุดที่อาจารย์ตกลงไปกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
สิ่งที่เหลืออยู่บนผิวน้ำมีเพียงฟองอากาศที่ยังคงผุดขึ้นเป็นระยะก่อนจะลอยหายไปในความมืด
ไม่มีวี่แววว่าอาจารย์อยู่ที่ไหนหรือถูกลากไปที่ใด
“แย่แล้ว! อาจารย์ซ่งถูกลากไปยังส่วนที่ลึกกว่านี้แน่ๆ”
“เราจะทำยังไงดี”
จั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวถอยหลังไปสองก้าว
หวังเหมิ่งขมวดคิ้วแน่นแต่ยังคงนิ่งเงียบ
“อาจารย์!”
ผมเบิกตากว้างตะโกนเรียกอาจารย์สุดเสียงอีกครั้ง
ความกังวลกำลังถาโถมเข้าใส่
แต่แล้วผมก็ตัดสินใจเปิดตาทิพย์
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าคือทะเลสาบที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันบางๆของพลังอาฆาต ราวกับผืนน้ำทั้งผืนได้กลายเป็นทะเลสาบแห่งวิญญาณ
แม้แต่อาจารย์ที่มีพลังกล้าแกร่งยังถูกลากลงไปโดยไม่อาจขัดขืน
นั่นหมายความว่า…สิ่งที่อยู่ใต้น้ำต้องเป็นบางสิ่งที่ทรงพลังและอันตรายถึงขีดสุด
ผมไม่ได้มีพลังแข็งแกร่งถึงขั้นนั้น
สิ่งที่อาจารย์ยังรับมือไม่ได้ผมย่อมไม่มีทางสู้ไหว
แต่ผมรู้ดีว่าความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญ
อาจารย์เคยช่วยชีวิตผมไว้ถ้าเขาตกอยู่ในอันตราย ผมก็พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือ
แต่ผมก็รู้เช่นกันว่าถ้าผมกระโจนลงไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง มันจะไม่ใช่การช่วยเหลือแต่จะเป็นการถ่วงอาจารย์ให้ลำบากยิ่งขึ้น
ข้างล่างนั่นคือน้ำเป็นพื้นที่ของพวกผีพราย
หากผมกระโจนลงไปโดยไม่มีแผนนั่นไม่ใช่การช่วยคน แต่เป็นการพาตัวเองไปตาย
ผมตัดสินใจชักกระบี่กระดูกปลาออกมาจับจ้องผิวน้ำอย่างระแวดระวัง
ผมจะไม่ลงไปโดยไม่คิด
แต่ผมจะรอจังหวะกระโดดลงไปในเวลาที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลืออาจารย์ให้ได้!
เสียงของจั่วต้าเหนียนดังขึ้นจากด้านหลัง
“อาจารย์น้อยเจียง เราจะทำยังไงดี อาจารย์ซ่งถูกลากลงไปแล้ว…แล้วเรายังจะกู้ศพขึ้นมาได้ไหม”
“ใช่แล้ว! อาจารย์น้อยเจียงรีบคิดหาทางเถอะ!อาจารย์ซ่งจมหายไปเกือบนาทีแล้ว ถ้าปล่อยไว้อีกสักพัก เขาอาจไม่ขึ้นมาอีกเลย!”
“ใช่ๆ! อาจารย์น้อยเจียง คิดหาทางหน่อยสิ!”
“อาจารย์น้อยเจียง พูดอะไรหน่อย!”
“อาจารย์น้อยเจียง ช่วยอาจารย์คุณเร็วเข้า!”
“…”
ทั้งสองคนพร่ำพูดซ้ำๆ
แต่พวกเขาจะรู้หรือไม่ว่าใจของผมร้อนรนยิ่งกว่าพวกเขาหลายเท่า
นั่นคืออาจารย์ของผมจะให้ผมไม่ร้อนใจอยากรีบช่วยได้อย่างไร
แต่การช่วยเหลือก็ต้องมีวิธีกระโจนลงไปสุ่มสี่สุ่มห้าก็มีแต่จะไปตายเปล่า
อย่าลืมว่าใต้น้ำมีศพที่ยังหาไม่เจอถึงสิบสี่ศพแปลว่ามีผีพรายอย่างน้อยสิบสี่ตนสิงสู่อยู่ใต้น้ำนั่น
“หุบปากซะ!” ผมตวาดเสียงดังลั่น
เสียงโหวกเหวกของพวกเขาทำให้ผมปวดหัว
ในสภาวะที่ประสาทตึงเครียดสูงสุดแม้แต่เหงื่อยังเริ่มซึมออกมาบนหน้าผาก
รอบข้างเงียบสงัดลงทันที
ดวงตาของผมจับจ้องเพียงผืนน้ำเบื้องหน้าที่มีหมอกจางๆลอยอ้อยอิ่ง
‘อาจารย์…อยู่ที่ไหนกัน’
ผมคิดในใจความคิดอยากกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยอาจารย์แล่นเข้ามาในหัว
แต่ทันใดนั้นเอง
แววตาของผมพลันหดเกร็ง
ผมเห็นบางสิ่งบางอย่าง…
ฟองอากาศสองลูกผุดขึ้นมาห่างออกไปทางซ้ายด้านหน้าราวห้าเมตรบนผิวน้ำ
“บลุบ…บลุบ…”
เสียงน้ำไหวสะท้อนเข้าหู
หวังเหมิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆก็มองเห็นเช่นกัน
เขาตะโกนบอกทันที“ทิศสิบนาฬิกา ห่างห้าเมตร!”
“อาจารย์!” ผมตะโกนไปทางนั้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงขอบสุดของท่าเรือแล้ว
ท่าเรือแห่งนี้เป็นแบบไม้ยื่นเข้าไปในทะเลสาบหลายเมตรทั้งสองฝั่งสามารถจอดเรือเล็กได้
ตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงสุดปลายของท่าเรือจ้องมองจุดที่ฟองน้ำผุดขึ้นมา
ผิวน้ำสั่นไหวเบาๆเสียงคลื่นกระทบไม้ดัง “สวับๆ” ลมเย็นยะเยือกพัดขึ้นมาจากด้านล่าง
ผมรู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แล่นจากเท้าขึ้นมาทั้งตัวจึงก้มหน้ามองด้วยสัญชาตญาณ
ทันใดนั้นเองผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งลืมตาอยู่ในน้ำใต้ท่าเรือ
เธอนอนราบร่างทั้งร่างจมอยู่ใต้น้ำ
จากมุมที่ผมยืนอยู่มองเห็นเพียงใบหน้าซีดเผือดของเธอจากมุมบน
ในขณะที่ผมจ้องมองเธอเธอก็หันหน้าขึ้นมาสบตากับผม ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย
รอยยิ้มนั้นทำให้หนังศีรษะผมชาวาบขนลุกซู่จนถึงสันหลัง
ความเย็นยะเยือกปกคลุมไปทั่วร่างจนแทบจะขยับไม่ได้
‘ศพลอยน้ำ!’
ผมรู้สึกหัวใจหล่นวูบรู้ทันทีว่าไม่ดีแล้ว จึงรีบพยายามเบนสายตาหนี
ผมยังจำได้ดีว่าอาจารย์เคยเตือนไว้ว่า‘ห้ามสบตากับศพลอยน้ำเด็ดขาด’
แต่ผมกลับก้มหน้าลงมองโดยไม่รู้ตัวและดันไปสบตากับศพนั้นเข้า
เธอยังยิ้มให้ผมด้วยซ้ำ
ความรู้สึกเย็นเยือกไหลเข้ามาในใจจนแทบเป็นน้ำแข็งผมรีบพยายามหลบสายตา แต่กลับพบว่าร่างกายไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ผมไม่สามารถละจากดวงตาของศพหญิงคนนั้นได้เลย
เธอยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆจนปากดูเหมือนจะฉีกไปถึงหู
ผมอยากจะถอยหลังแต่ร่างกายกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย แม้แต่เสียงก็เปล่งออกมาไม่ได้
ยิ่งกว่านั้นร่างกายของผมยังเอนไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุม ราวกับจะตกลงไปในทะเลสาบ
ขณะนั้นทั้งร่างของผมชาไปหมด
ยังไม่ทันได้ตกน้ำเลยด้วยซ้ำ!แค่สบตากับศพลอยน้ำก็ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้แล้ว
มันน่ากลัวยิ่งกว่าแววตาของก้อนเนื้อสีเขียวจากเจ้านักพรตวิญญาณที่เนินเขาสิบลี้อีก
ผมทั้งตกใจทั้งหวาดกลัวพยายามควบคุมร่างกายตัวเองสุดความสามารถ
แต่ร่างกายกลับทำได้เพียงสั่นเบาๆหายใจหอบแรงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
ผมยังคงเอนไปข้างหน้าเรื่อยๆศพในน้ำนั้นราวกับแม่เหล็กที่ดึงดูดผมให้เข้าไปหา
ทีละนิด...ทีละนิด
จากนั้นเท้าของผมก็เหยียบพลาดร่างทั้งร่างพุ่งดิ่งลงไปในทะเลสาบอย่างแรง
จบเห่แล้วจริงๆ!
ในวินาทีนั้น ทั้งตัวผมเย็นเฉียบไปหมด
ยังไม่ทันได้ช่วยอาจารย์ ผมกลับต้องมาซวยเสียก่อน
แต่ในจังหวะที่ร่างของผมกำลังจะเสียหลักพลัดตกน้ำทันใดนั้นก็มีมือใหญ่มือหนึ่งคว้าข้อมือผมไว้แน่น
มือข้างนั้นออกแรงกระชากอย่างแรง ดึงผมกลับขึ้นมา
แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้ผมล้มกลิ้งลงบนพื้นไม้ของท่าเรือ
เมื่อสายตาหลุดจากดวงตาของศพลอยน้ำร่างกายผมก็กลับมาขยับได้อีกครั้ง
ผมหันกลับไปมองด้านหลังแล้วก็เห็นว่าเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย หวังเหมิ่ง ที่ช่วยชีวิตผมไว้
ผมที่ยังคงหอบหายใจด้วยความตกใจและหวาดกลัวเอ่ยขอบคุณเสียงสั่น “ขะ...ขอบใจมาก พี่ชาย...”
หวังเหมิ่งหัวเราะ “นึกไม่ถึงเลยว่านายจะหนักขนาดนี้นะฉันผลักได้ตั้งเก้าสิบกิโลกรัมด้วยมือเดียว ยังแทบดึงนายกลับไม่ไหว”
ในเวลาเดียวกันจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วที่ยืนอยู่ทั้งสองข้างก็รีบเอ่ยถามอย่างตกใจ
“อาจารย์น้อยเจียงเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นเหรอ พวกเราเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบเลย!”
“ใช่แล้ว! อาจารย์น้อยเจียงคุณเอาแต่จ้องลงไปในน้ำอย่างเดียวเลย โชคดีนะที่หัวหน้าหวังดึงกลับมาได้ทัน”
ผมหันกลับไปมองขอบท่าเรืออีกครั้ง
“เป็นศพลอยน้ำ ตอนที่ผมก้มลงไปมองดันสบตากับเธอเข้าเลยถูกสะกดไว้...”