ตอนที่ 9
ทดสอบเข้าสำนักศึกษาเทียนเป่า
สำนักศึกษาเทียนเป่ามีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ เรียกว่าแทบจะกินพื้นที่ส่วนหนึ่งของเมืองฉางชุนไป ในความเป็จริงแล้วที่เมืองนี้เป็เมืองหลักของเขตนี้ก็เพราะมีสำนักศึกษาเทียนเป่าตั้งอยู่
เฉินฟงเดินตามซูหยุนเข้ามาในเขตสำนักศึกษาซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองและยังกินพื้นที่ขุนเขาร่วมถึงป่าทางทิศเหนือไปอีกหลายร้อยลี้ วันนี้มีผู้คนจากทั่วสารทิศมาเพื่อสมัครเข้าศึกษานับหมื่นคน ในตอนแรกเฉินฟงคิดว่าจะต้องมีการลงทะเบียนสมัครใด ๆ แต่เปล่าเลย เมื่อเข้ามาภายในมีเพียงศิษย์ใช้แรงงานบอกรายละเอียดเท่านั่นว่าให้เพียงผู้สมัครเข้าศึกษาผ่านเข้าไปยังลานด้านใน ส่วนผู้อื่นที่ติดตามมาต้องรออยู่ด้านนอก
“เอาละข้าคงส่งพวกเ้าได้เพียงเท่านี้ด้านในนั้นจะเป็การทดสอบ ข้าหวังว่าพวกเ้าจะผ่านการทดสอบเพื่อตระกูลซู !!”
ซูหยุนเอ่ยลาทุกคนแต่สายตาแห่งความหวังกลับถูกส่งไปให้ซูหยางจิงเพียงคนเดียว เพราะการผ่านด่านทดสอบไม่ใช่เื่ง่าย และในคนทั้งหกนี้ซูหยางจิงแข็งแกร่งที่สุด
คนทั้งหกเดินผ่านเข้ามาด้านใน ระหว่างทางเดินเข้าสู่ลานด้านหน้าของสำนักศึกษาอยู่ ๆ ร่างสูงของซูหยางจิงก็หยุดลงกระทันหัน คุณชายรองตระกูลซูหันมาหาเฉินฟงด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เ้า !”
ซูหยางจิงชี้มาที่เฉินฟง เฉินฟงเพียงใช้ความสงบนิ่งเท่านั้น เขาไม่ได้แปลกใจหากซูหยางจิงจะหาเื่ตนทันทีที่พ้นสายตาซูหยุน
“ขยะอย่างเ้าได้มีโอกาสเข้ารับการทดสอบก็ถือว่าเป็โชคแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็จงรักษาโชคของตัวเองเอาไว้ หากมีอะไรเกิดขึ้นก็ให้มาบอกข้าไม่ว่าอย่างไรเ้าก็มาในฐานะคนของตระกูลซู คนนอกตระกูลไม่อาจรังแกเ้าได้ จำไว้ !”
พูดเพียงเท่านั้นซูหยางจิงก็หันหน้าเดินต่อไปทันที มีรุ่นเยาว์อีกคนตบบ่าเฉินฟงพร้อมรอยยิ้มให้กำลังใจส่งมาให้ก่อนที่จะเดินตามซูหยางจิงไป เฉินฟงทำสีหน้าไม่ถูกเขานึกว่าอีกฝ่ายจะหาเื่ตน แต่นี่…ซูหยางจิงกำลังเสนอตัวเองว่ายินดีปกป้องเขานะหรือ
มือหนายกขึ้นเกาท้ายทอยเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มขบขัน แวบนึงเขาเห็นความเขินอายจากใบหน้าของซูหยางจิง !! อีกฝ่ายเเม้ไม่ชอบเขาแต่ยังแยกแยะออกว่าเมื่อมีคนของตระกูลซูในสำนักศึกษาเพิ่มมากขึ้นแปลว่าความเเข็งแกร่งของตระกูลจะมีมากขึ้นตามไปด้วย
ถือว่าคุณชายรองตระกูลซูก็มีนิสัยที่ไม่แย่นัก
เฉินฟงเดินต่อมาด้านในมันเป็ลานกว้างขนาดใหญ่ที่บรรจุคนได้นับหมื่น !! ใช่แล้วผู้เข้าสมัครในปีนี้กะด้วยสายตาคร่าว ๆ มีนับหมื่นคน ถือเป็ตัวเลขที่ไม่มากไม่น้อยสำหรับสำนักขนาดใหญ่ที่รวมเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์นับร้อยเมืองมาไว้ด้วยกัน
เฉินฟงมองไปรอบ ๆ หลายคนมาด้วยท่าทางมั่นใจในขณะที่อีกหลายคนกลับมีความกังวล ตื่นเต้นในเเววตา ซูหยางจิงและคนอื่น ๆ ในตระกูลซูก็เช่นกัน พวกเขามีความมั่นใจแต่ก็มีความประหม่าแอบซ่อนอยู่ สำหรับเฉินฟงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับการทดสอบครั้งนี้ จะเรียกว่ามันยังไม่ได้กระตุ้นต่อมตื่นเต้นของเขาด้วยซ้ำ
วิ้งงงงง
“ก๊าชชช”
เสียงกระพือปีกตัดผ่านอากาศพร้อมเสียงร้องของสัตว์อสูรแดนดินระดับกลางดั่งก้องไปทั่วท้องฟ้า ไม่นานร่างสีขาวของพญาอินทรีย์ก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน
มันบินร่อนลงมาอยู่เหนือพวกเขาราว 2 จั้ง ทำให้เริ่มเห็นว่าบนหลังพญาอินทรีย์มีชายวัยกลางคนในชุดขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวยืนถือศิลาทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลเข้มอยู่ในมือ ท่าทางของผู้วาวุโสชุดขาวดูแข็งแกร่งและทรงพลังอย่างมาก
เสียงฮือฮาตกตะลึงดังขึ้นจากทั่วสารทิศทันทีที่การปรากฏตัวเกิดขึ้น แน่นอนว่าหลายคนยังไม่เคยเห็นสัตว์อสูรแดนดินระดับกลางมาก่อน นอกจากนั้นมันยังเป็พาหนะของผู้าุโชุดขาวอีกด้วย !
ผู้าุโชุดขาวกวาดสายตามองรุ่นเยาว์จากเมืองต่าง ๆ ด้วยสายตาพึงพอใจ จากจำนวนที่คำนวณไว้ในลานแห่งนี้น่าจะมีรุ่นเยาว์ประมาณ สี่หมื่นคน ! ยิ่งมีคนเยอะโอกาสจะพบเจอเหล่าอัจฉริยะยิ่งมีมาก นั้นคือสิ่งที่เขาซึ่งเป็หนึ่งในผู้าุโของสำนักศึกษาเทียนเป่า้า
“พวกเ้าจงฟังให้ดี นี่คือการทดสอบแรก !!”
ด้วยพลังิชี่ที่ส่งผ่านเสียงทำให้เสียงของชายชุดขาวได้ยินทั่วถึงทุกบริเวณ หลายเสียงที่ตื่นตะลึงพลันเงียบลงทันที พวกเขาตื่นเต้นกับการเข้ารับการทดสอบ
“การทดสอบแรกเพียงพวกเ้าทนรับแรงกดดันและยืนอยู่ได้จนเวลาสิ้นสุดก็ถือว่าผ่านการทดสอบ แน่นอนการทดสอบนี้จะคัดผู้ที่โกงโดยการใช้ยาเพิ่งพลังทำให้ตัวเองบรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 ชั่วคราวออกไปและยังคัดผู้ที่จิตใจอ่อนแอไม่มั่นคงออกไปด้วยแม้จะอยู่ในระดับลี่จิงขั้น 3 ก็ตามที”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง หลายคนเริ่มหน้าซีด เพราะพวกเขาใช้ยาเพิ่งระดับพลังอย่างที่ชายชุดขาวบอกจริง โดยยานั้นจะทำให้พวกเขาบรรลุระดับลี่จิงขั้น 3 ชั่วคราว แน่นอนมันไม่เสถียรเมื่อยาหมดฤทธิ์พวกเขาจะกลับไปอยู่ระดับเดิมที่ตนมีและเสียโอกาสในการเข้าร่วมทดสอบไป
ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน ผู้าุโชุดขาวเริ่มกระบวนการทดสอบในทันที เขาถ่ายเทพลังลงไปยังศิลาสี่เหลี่ยมในมือ มันเปล่งแสงสีน้ำตาลสว่างออกมาก่อนที่แรงกดดันทางพลังิชี่จะแพร่กระจายออกไปทั่วบริเวณลานกว้าง
ผู้ทดสอบหลายคนเริ่มมีอาการหายใจไม่ออก แรงกดดันที่ส่งออกมาช่างเข้มข้น ความจริงมันอาจจะเกินกว่าระดับลี่จิงขั้น 3 ธรรมดาจะรับไหวด้วยซ้ำ !!
เฉินฟงรับรู้ถึงคลื่นพลังที่กระจายออกไปทั่วบริเวณเเต่นั้นยังไม่เพียงพอให้เขารู้สึกถูกคุกคาม ใบหน้าหล่อเหลาเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น ดูท่าสำนักศึกษาไม่เพียงคัดคนที่ใช้ยา แต่ยังคัดคนที่อยู่ระดับลี่จิงขั้น 3 แรกเริ่มออกไปด้วย กล่าวคือผู้ที่เพิ่งบรรลุลี่จิงขั้น 3 และยังอยู่ในระดับการทะลวงเส้นลมปราณที่ 4 ไม่อาจทนรับแรงกดดันในครั้งนี้ สำหรับเฉินฟงแม้เขายังอยู่ในลำดับการทะลวงเส้นลมปราณที่ 4 แต่เขาก็สามารถทนการทดสอบครั้งนี้ได้สบาย ๆ เพราะเส้นลมปราณแท้จริงของเขามีขนาดการกักเก็บพลังิชี่ที่มากกว่าคนอื่นถึง 1 เท่า !!
ผู้คนรอบข้างเฉินฟงหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเ็ป แรงกดดันเหล่านี้ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออก อึดอัด และบางคนถึงขั้นหวาดกลัว คนเ่าั้ต่างทรุดลงกับพื้นใช้มือกุมคอของตัวเองต่อไปเท่านั้น ในส่วนรุ่นเยาว์ตระกูลซูมีสองคนแล้วที่ไม่สามารถทนรับแรงกดดันนี้ได้พวกเขาไม่ได้ใช้ยาเพิ่งระดับพลัง เพราะตระกูลซูไม่ได้ร่ำรวยมากพอที่จะลงทุนกับรุ่นเยาว์ธรรมดา แต่เพราะความเเข็งแกร่งทางจิตใจน้อยเกินไปและทั้งสองคนยังไม่อาจทะลวงเส้นลมปราณที่ 4 ได้ ทำให้พวกเขาไม่อาจทนรับแรงกดดันทางพลังิชี่ไปได้มากกว่านี้ พวกเขาต่างทรุดลงหอบหายใจข้าง ๆ เฉินฟงด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวไร้สีเื
เวลายังคงหมุนผ่านต่อไปจากจำนวนคนที่ยืนอยู่ได้เริ่มน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามหลายคนที่ทนรับแรงกดดันไม่ได้ถึงขั้นล้มลงสลบกับพื้นก็มี ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบจะมีเ้าหน้าที่เข้ามาให้ยาฟื้นฟูชนิดหนึ่งทำให้ผ่านคลายจากความกดดันในการทดสอบพลังพร้อมกับสลักสัญลักษณ์ตกรอบไว้ที่ข้อมมือ ส่วนคนที่ยืนอยู่ได้หลายคนก็มีสีหน้าปั่นยาก ใบหน้าบ่งบอกว่าความอดทนของพวกเขาใกล้จะสิ้นสุดลงในไม่ช้าหากการทดสอบยังไม่สิ้นสุด
บรรยากาศโดยรอบที่เคยเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแปลเปลี่ยนเป็กดดันและหมองหม่น ตอนนี้รุ่นเยาว์ของตระกูลซูที่ยังยืนอยู่ได้เหลือเพียงสามคนเท่านั้น นั้นคือซูหยางจิง ซูลู่รุ่นเยาว์ที่อยู่ห้องพักเดียวกับเฉินฟง และคนสุดท้ายคือเฉินฟง เขาหันไปมองใบหน้าของผู้ร่วมตระกูลอีกสองคน ซูลู่ดูหน้านิ่วคิ้วขมวด เม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นทั่วไปหน้า เห็นได้ชัดว่าเขากำลังใช้ความพยายามในการยืนอยู่ต่อไปอย่างมาก และหากนานกว่านี้ความพยายามเ่าั้อาจสิ้นสุดลง ส่วนซูหยางจิงยังดีกว่ามากมีเพียงดวงตาที่แสดงถึงความจริงจังมากขึ้นเท่านั้นแต่การยืนของเขายังคงมั่นคง
เฉินฟงเองในความจริงแล้วแรงกดดันเพียงเท่านี้ไม่อาจทำอะไรเขาได้ต่อให้เขายังไม่เริ่มทะลวงเส้นลมปราณที่ 5 ก็ตามที นั้นเป็เพราะสถานการณ์ที่เฉินฟงเคยเจอเขาเคยทนรับแรงกดดันทางพลังิชี่ที่มากมายกว่านี้เป็หมื่นเท่ามาแล้ว !! สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่จึงแทบไร้ผลอะไรในด้านจิตใจกับเขาเลย
เวลาผ่านมาอีกหนึ่งชั่วยามในที่สุดผู้าุโชุดขาวก็หยุดถ่ายเทพลังสู่ศิลาสี่เหลี่ยมในมือ เพียงไม่นานแรงกดดันที่หนังอึ้งก็สลายหายไปแทบจะในทันที หลายคนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแต่ก็ยังไม่กล้าทรุดลงไปกับพื้น พวกเขายังคงพยายามจะยืนต่อไปเพราะกลัวว่าถ้าล้มไปตอนนี้จะถูกตัดสิทธิ์ออก ซูหยางจิงเองก็มีสีหน้าดีขึ้นมากและหันไปพยุงซูลู่ที่ตอนนี้หน้าซีดเผือกให้ยืนอยู่ต่อไปได้ เฉินฟงเองก็แปลกใจในความรักพวกพ้องที่ซูหยางจิงเเสดงออกมา หากแท้จริงคน ๆ นี้ไม่ได้นิสัยแย่นักแต่ความอ่อนเเอของเฉินฟงในอดีตคงทำให้คุณชายน้อยตรงหน้าไม่ถือว่าเป็พวกพ้องมากกว่า
ผู้าุโชุดขาวกวาดตามองไปยังเหล่าผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยสายตาแห่งความพึงพอใจ กะด้วยสายตาคร่าว ๆ ในรอบนี้น่าจะมีคนผ่านการทดสอบสองหมื่นกว่าคน แม้จำนวนจะลดลงไปกว่าครึ่งแต่นั้นก็ถือเป็ตัวเลขที่ไม่เลวเลย
“ขอแสดงความยินดีกับพวกเ้าที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ ! พวกเ้าได้ผ่านการทดสอบรอบแรกของสำนักศึกษาเทียนเป่าแล้ว ส่วนคนที่ล้มลงถือว่าตกรอบ พวกเ้าจงออกไปยืนอยู่ด้านข้างให้หมดและอย่าคิดเล่นตุกติกเพราะที่นี่มีจอมยุทธ์มากประสบการณ์เฝ้าดูอยู่ หากใครไม่ซื่อสัตว์จะถูกสำนักศึกษาเทียนเป่าทำลายวรยุทธ์และขับไล่ออกจากเมืองฉางชุนในทันที !”
สิ้นเสียงผู้าุโชุดขาวจึงเกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยคนตกรอบแยกตัวออกไปด้านข้างในทันทีและมีบางคนที่ตกรอบแต่ทำเหมือนผ่านเข้ารอบ พลันปรากฏร่างกำยำในชุดสีฟ้าอ่อนตรงเข้ามาลากคนเ่าั้และทำลายวรยุทธ์ต่อหน้าต่อตาทุกคน สิ่งที่ผู้าุโชุดขาวกล่าวไม่ใช่เื่ล้อเล่น !
หลายคนที่คิดโกงได้เก็บความคิดเ่าั้ไปเสียเมื่อเห็นตัวอย่างคนที่โดนทำลายวรยุทธ์กำลังร้องโวยวายแต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากถูกจับโยนออกไปราวกับขยะชิ้นหนึ่ง ใช้เวลาไม่นานการคัดแยกผู้เข้ารอบราวสองหมื่นคนจึงเสร็จสิ้น ซูหยางจิงหันมาทางเฉินฟงเขาค่อนข้างแปลกใจที่สีหน้าของเฉินฟงยังดูปกติเพราะขนาดตัวเขาเองก็ไม่ง่ายในการทนรับเเรงกดดันที่เนินนานเมื่อซักครู่
“ยังดีที่เ้าผ่านเข้ารอบ แต่ยังเหลือบททดสอบอีกหนึ่งด่าน พวกเราต้องรวมตัวกันไว้อย่างน้อยจะได้ช่วยเหลือกัน” เป็ซูหยางจิงที่เอ่ยกับเฉินฟงและซูลู่ นี่คืออีกครั้งที่เฉินฟงประหลาดใจเขาได้ยินผิดหรือไม่ซูหยางจิงเสนอตัวเองปกป้องเขาอย่างนั้นหรือ ช่างดูขัดกับคุณชายน้อยที่ซ้อมเขาเป็กระสอบทรายมานานเกือบสองปีเสียจริง !
“ข้าคงไม่ได้หูฝาดใช่ไหมที่ได้ยินเ้าพูดเช่นนี้”
“ฮึ ! เป็เพราะจำนวนคนที่เข้าสำนักศึกษามีผลต่อความมั่นคงของตระกูลซูข้าจึงญาติดีกับเ้าเท่านั้น ! หากเ้าทำตัวให้เห็นว่าไร้คุณค่าข้าเองก็จะไม่ชายตามองให้เสียเวลาแน่ !” ซูหยางจิงตอบด้วยท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก น่าแปลกนิสัยตรงนี้ของซูหยางจิงกลับทำให้เฉินฟงชื่นชอบ เห็นได้ชัดว่าซูหยางจิงเป็คนที่แยกเเยะเื่ส่วนตัวกับเื่ของตระกูลเป็ !!
เฉินฟงไม่ได้พูดอะไรต่ออีกเพราะเสียงของผู้าุโชุดขาวที่ยืนอยู่บนหลังอินทรีขาวดังขึ้นอีกครั้ง
“การทดสอบต่อไปคือให้พวกเ้าที่ผ่านเข้ารอบเข้าไปยังป่าเมฆา ในนั้นจะมีแผ่นป้ายทองแดงเขียนสัญลักษณ์สำนักศึกษาเทียนเป่าอยู่” พูดพลางชูแผ่นป้ายวงกลมขนาดประมาณฝ่ามือสีทองแดงที่มีสัญลักษณ์เป็นกอินทรีย์สีขาวให้ทุกคนได้เห็น
“แผ่นป้ายจะถูกซ่อนตามส่วนต่าง ๆ ของป่าเมฆาพวกเ้าหาเจอเมื่อไหร่จงถ่ายเทพลังเข้าสู่แผ่นป้ายและนำแผ่นป้ายทองแดงกลับมายังลานแห่งนี้จึงถือว่าผ่านการทดสอบ แผ่นป้ายที่ถูกถ่ายเทพลังจนสมบูรณ์จะติดตามตัวคนผู้นั้น ต่อให้เ้าของตายแผ่นป้ายก็ไม่อาจนำกลับมาใช้ได้อีก แต่จงจำไว้ภายในป่าไม่มีกฏเกณอื่นใดนอกจากนำแผ่นป้ายกลับมาก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้าและไม่ฆ่าผู้ร่วมทดสอบคนอื่น ใครฝ่าฝืนกฎจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมทดสอบต่อ เข้าใจหรือไม่ !”
“ขอรับ !!!”
หลายเสียงตอบกลับมาอย่างเเข็งขันพวกเขากลับมาฮึกเฮิมอีกครั้งเมื่อการทดสอบใกล้จะเริ่มขึ้น
ผู้าุโชุดขาวชี้ไปยังเส้นทางสู่ป่าเมฆา มันคือป่าในเขตการดูแลของสำนักศึกษาเทียนเป่า เป็ป่าที่มีขนาดใหญ่เป็อันดับสองของเมืองฉางชุน การชี้นิ้วของผู้าุโเปรียบเสมือนสัญญาณเริ่มต้นการทดสอบ หลายคนพุ่งทะยานตัวไปยังทิศทางของป่าในทันที
“ไปกัน !!”
เป็ซูหยางจิงที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับทะยานตัวนำออกไปในทันที เฉินฟงและซูลู่จึงทะยานตัวตามไปติด ๆ ใช้เวลาประมาณ 2 เค่อ พวกเขาก็มาถึงเขตของป่าเมฆา มันเป็ป่าทางทิศเหนือที่มีอากาศค่อนข้างเย็นจึงเหมือนมีหมอกจาง ๆ ปกคลุมอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ถึงขนาดทำให้การมองเห็นเเย่ลง
เฉินฟงเลือกที่จะเกาะกลุ่มไปกับซูหยางจิงหรือจะพูดอีกอย่างก็คืออีกฝ่ายไม่ปล่อยให้เฉินฟงเดินทางคนเดียว ก็ต้องยอมรับว่าการอยู่กับเป็กลุ่มจะทำให้หลายคนหวั่นเกรงไม่กล้ามายุ่งกับพวกเขา เพียงแต่กลุ่มของเฉินฟงมีเพียงสามคน มันยังเล็กเกินไป !
นอกจากบอกว่าในป่ามีแผ่นป้ายซุกซ่อนอยู่แล้ว ไม่มีคำใบ้ใดอีกเลยที่จะช่วยให้การค้นหาง่ายขึ้น นี่ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรและยังไม่บอกจำนวนของแผ่นป้าย แปลว่าพวกเขาจะไม่รู้เลยหากตนเองช้าไปเพียงนิดสิทธิ์ในการเข้าสำนักศึกษาอาจหายไปในพริบตา
เดินทางมาได้ราวครึ่งชั่วยาม ทั้งสามคนพยายามมองหาบางสิ่งบางอย่างที่เป็สัญลักษณ์บ่งบอกถึงแผ่นป้ายทองแดง ระหว่างทางก็พบเจอทั้งกลุ่มคนและคนที่เดินทางคนเดียว เห็นได้ชัดว่าแต่ละกลุ่มรักษาระยะห่างระหว่างกัน สายตาที่มองกันเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แน่นอนพวกเขาไม่อาจไว้ใจใครได้ เฉินฟงคาดว่าตอนนี้ที่เหตุการณ์สงบเพราะยังไม่มีแผ่นป้ายทองแดงปรากฏแต่หากแผ่นป้ายแรกถูกค้นพบเมื่อไหร่แน่นอนว่าการแย่งชิงจะเกิดขึ้นในทันที
โฮ่งงงงงง !!
จู่ ๆ เสียงร้องคำรามดังลั่นไปทั่วบริเวณสีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความใเพราะมันคือเสียงคำรามของสัตว์อสูรแดนดิน !!
“มันคือเสืออัคคี ! สัตว์อสูรแดนดินระดับ 3 เร็วเข้าหากสามารถล่ามันได้แก่นหัวใจอสูรจะเป็ของเรา”
กลุ่มคนที่อยู่ไม่ไกลจากเฉินฟงร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้นก่อนที่กลุ่มพวกเขาจะพุ่งทะยานไปยังทิศทางของเสียงทันที
สิ่งที่ได้ยินทำให้ซูหยางจิงตาลุกวาว สัตว์อสูรแดนดินระดับนี้ค่อนข้างน่ากลัวจริงสำหรับระดับพลังของพวกเขา แต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับหากผลต่อสู้ชนะก็หอมหวานล่อใจเช่นเดียวกัน
“ข้าจะไปดูการต่อสู้นั้น พวกเ้าเดินทางต่อไปก่อนได้เลย”
เป็เฉินฟงที่พูดออกมา เขา้าเห็นสัตว์อสูรแดนดินเสืออัคคี ในความเป็จริงเฉินฟงคาดการว่าตนเองสามารถจัดการเสืออัคคีได้ ! พูดจบร่างสูงก็ทะยานตัวไปยังทิศทางของเสียงทันที ซูหยางจิงและซูลู่มองหน้ากัน พวกเขาตัดสินใจตามเฉินฟงไป จะบอกว่าเฉินฟงมีความกล้าแต่พวกเขาไร้ความกล้าในการเผชิญกับสัตว์อสูรแดนดินนะหรือ
เมื่อมายังสถานที่ต่อสู้สิ่งที่เฉินฟงเห็นคือเสือตัวใหญ่สูงเกือบ 1 จั้ง ขนทั่วกายเป็สีแดงเพลิงไม่มีลาย บริเวณหางราวกับมีเปลวเพลิงประดับอยู่ มันกำลังคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวจากการต่อสู้กับมนุษย์ราวสิบคน
ใช่แล้วมีกลุ่มคนประมาณสิบคนกำลังต่อสู้กับเสืออัคคีออยู่ เห็นได้ชัดว่าแม้จะใช้จำนวนคนที่มากเข้าสู้พวกนั้นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเสืออัคคีอยู่ดี แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละคนไม่ลดละความพยายามคือป้ายที่ห้อยอยู่บนแผงคอของเสืออัคคี เพราะมันคือแผ่นป้ายทรงกลมสีทองแดงที่ถูกห้อยรอบลำคอเสืออัคคีทั้งหมด12 แผ่นป้าย !!
มันคือแผ่นป้ายทองแดงที่พวกเขาตามหา !!!
เฉินฟงยิ้มมุมปากสำนักศึกษาเทียนเป่าชั่งเข้าใจคิดเสียจริงนำแผ่นป้ายทองแดงห้อยไว้กับสัตว์อสูรหากพวกเขาอยากได้สิ่งของก็จำเป็ต้องโค่นสัตว์อสูรลงให้ได้
“นั้นมันแผ่นป้ายทองแดงนี่ !”
เป็ซูหยางจิงที่มาทีหลังเอ่ยขึ้น เขาเข้าใจและว่าทำไมถึงมีจอมยุทธ์หลายคนซุ่มดูการโจมตีที่กำลังเกิดขึ้น บางคนหาจังหวะเข้าร่วมต่อสู้ แต่หลาย ๆ คนกลับหาจังหวะเข้าแย่งชิง
เมื่อเห็นจำนวนคนที่แอบเฝ้ารอแย่งชิงแผ่นป้ายทองแดงทำให้เฉินฟงตัดสินใจผละออกจากการเฝ้ามองการต่อสู้นี้ เขามั่นใจว่ายังมีสัตว์อสูรที่คล้องแผ่นป้ายทองแดงอีกจำนวนมากให้ตามล่า ตอนนี้เขารู้เป้าหมายแล้วว่าต้องตามหาสัตว์อสูร มันง่ายดายกว่าการเดินทางโดยไม่รู้เป้าหมายมากนัก
“ข้าจะไปตามหาสัตว์อสูรตัวอื่น ๆ พวกเ้าจะไปด้วยหรือไม่” เฉินฟงหันไปถามซูหยางจิงและซูลู่ คุณชายน้อยตระกูลซูพยักหน้าแทบจะทันทีทำให้ซูลู่พยักหน้าตาม เขาไม่คิดว่าการเฝ้ารออยู่ที่นี่จะได้ประโยชน์อะไรนัก สู้ออกไปตามล่าหาสัตว์อสูรที่อื่นพวกเขายังมีโอกาสได้รับแผ่นป้ายทองแดงมากกว่า เห็นได้ชัดนอกจากกลุ่มเฉินฟงจะคิดเช่นนั้นยังมีอีกหลายกลุ่มที่คิดเช่นเดียวกันจึงเริ่มมีคนที่ผละออกไปเพื่อตามล่าสัตว์อสูร
เฉินฟงพุ่งทะยานตัวออกไปทางทิศตะวันออกของป่า การตามหาสัตว์อสูรในป่าไม่ใช่เื่ยาก แต่การตามหาสัตว์อสูรที่มีแผ่นป้ายทองแดงนั้นยากกว่า ระหว่างทางพวกเขาพบเจอสัตว์อสูรแดนดินระดับ 1 มาบ้าง พวกมันไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับกลุ่มเฉินฟง และแน่นอนพวกมันไม่มีแผ่นป้ายทองแดง เฉินฟงจึงพยายามเลี่ยงพวกมัน เพราะจะเป็การเสียเวลามากกว่าในการจัดการสัตว์อสูรเ่าั้
ทะยานตัวมาได้ราวครึ่งชั่วยามร่างสูงของเฉินฟงก็หยุดลงดื้อ ๆ ทำให้ซูหยางจิงและซูลู่ต้องหยุดตาม
“เ้าหยุดทำไมกัน ?”
ซูหยางจิงเดินเข้ามาถามเฉินฟงด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก เฉินฟงมองคุณชายน้อยคนนี้เพียงเเวปเดียวและหันไปมองบรรยากาศต้นไม้โดยรอบ เขารู้สึกมาซักพักแล้วว่าเหมือนมีสายตากำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ ความรู้สึกราวกับตัวเองกำลังถูกนักล่าเฝ้ามอง !!
“พวกเ้าไม่รู้สึกอะไรหรือ”
เฉินฟงเอ่ยถามทั้งสองคนแต่สายตาของผู้ร่วมทางอีกสองคนมีเพียงความไม่เข้าใจและความสงสัยเท่านั้น ตอนนี้สายตาของเฉินฟงที่กวาดมองโดยรอบได้หยุดลง เขาเพ่งมองไปหลังพุ่มไม้ที่อยู่ห่างจากตัวเองราว 1 ลี้ ดวงตาคมหรี่ลงราวกับพบเจอต้นเหตุของความรู้สึกผิดปกติ และเหมือนบางสิ่งบางอย่างหลังต้นไม้จะรู้ตัวเช่นกัน เพียงไม่นานพุ่มไม้สูงประมาณเกือบ 1 จั้ง ก็สั่นไหว พื้นที่เคยสงบนิ่งเริ่มมีเเรงสั่นะเืเกิดขึ้น เฉินฟงคลี่ยิ้มมุมปากในที่สุดผู้ที่แอบเฝ้ามองก็เผยตัวออกมา
การเคลื่อนไหวนี้เองที่ทำให้ซูหยางจิงและซูลู่รู้สึกตัว พวกเขาหันไปยังทิศทางเดียวกับเฉินฟงอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานร่างขนาดใหญ่ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัว นอสีน้ำตาลเข้มที่เเหลมคมพุ่งออกมาจากพุ่มไม้เป็ส่วนแรก ตามด้วยเขี้ยวยาวสีดำเงายื่นออกมาจากปากสองข้าง หลังจากนั้นร่างขนาดใหญ่เกือบ 1 จั้ง ที่เต็มไปด้วยิัหนาย่นก็ปรากฏกายออกมา
มันคือสัตว์อสูรแดนดิน
“นั้นมันแรดเขี้ยวทมิฬ สัตว์อสูรแดนดินระดับ 2 !!!”
ซูลู่เอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาพบเจอสัตว์อสูรเท่านั้นแต่เพราะบนลำคอหนาย่นมีแผ่นป้ายทรงกลมสีทองแดงห้อยอยู่ถึงแปดแผ่น !!
“ในที่สุดก็เจอซักที”
เฉินฟงยิ้มทันทีที่เห็นแผ่นป้ายทองแดง ชายหนุ่มเรียกมีดสั้นสนิมเขรอะของตนออกมาถือไว้ในมือขวา เช่นเดียวกับซูหยางจิงและซูลู่ที่เรียกดาบยาวของตนออกมาเช่นกัน
“เอายังไงดี พวกเรามีกันแค่สามคนไม่สามารถชนะสัตว์อสูรแดนดินระดับ 2 ได้ !”
“เ้ากลัวหรือซูลู่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราตามหาอยู่หรือ อีกอย่างตอนนี้ยังไงเราก็เจอมันแล้ว ถึงต่อให้เรา้าหนีเเรดเขี้ยวทมิฬก็ไม่ปล่อยพวกเราหนีแน่” เฉินฟงพูดอธิบาย นั้นทำให้ซูลู่สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความกล้า เพราะมันเป็จริงเหมือนที่เฉินฟงพูด แรดเขี้ยวทมิฬตัวนี้จ้องพวกเขาราวกับนายพรานจ้องเหยื่อ ถึงอย่างไรมันก็ไม่ปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ แต่นี่ไม่เหมือนเสืออัคคีตอนนั้นเสืออัคคีต้องต่อสู้กับจอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 3 นับสิบคน ยังต้องใช้เวลากว่าจะเอาชนะมาได้ แต่นี่พวกเขากำลังจะสู้กับสัตว์อสูรแดนดินระดับ 2 ด้วยกำลังของจอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 3 เพียง 3 คน !! มันเสี่ยงเกินไป !!
ฟุบ !!
เป็เฉินฟงที่พุ่งออกไปประชิดตัวเเรดเขี้ยวทมิฬอย่างรวดเร็ว แรงหมัดจากฝ่ามือที่เคลือบพลังิชี่ของเฉินฟงพุ่งเข้าใส่ลำตัวเเรดเขี้ยวทมิฬอย่างจัง แต่นั้นไม่ได้สร้างความเสียหายเท่าไหร่นัก เพราะจุดเด่นของแรดเขี้ยวทมิฬคือิัที่หนาและทนทาน หากอยากตัดผ่านิัมันพวกเฉินฟงจะต้องใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วย
“ก๊าซซซซซ”
การโจมตีไม่คาดคิดของเฉินฟงทำให้แรดเขี้ยวทมิฬเริ่มโมโหแม้ระดับของมันยังต่ำจนใช้เพียงสัญชาตญาณไม่ใช่สมองแต่มันก็รู้สึกโกรธเคืองที่คนไร้พลังตรงหน้ากล้าพุ่งเข้าโจมตีมัน
เฉินฟงหมุนตัวถอยออกมาจากเเรดเขี้ยวทมิฬราว 2 จั้ง เขามองท่าทางเกรี้ยวกราดของมันแล้วยิ้มมุมปาก
แรดเขี้ยวทมิฬเริ่มเปิดการโจมตีมันใช้นอที่หัวพุ่งเข้าใส่เฉินฟงด้วยความเร็วและแรงร่างสูงของเฉินฟงกระโดนหลบไปอีกทางพร้อมใช้มีดสั้นสนิมเขรอะในมือตวัดไปบนแผ่นหลังของเเรดเขี้ยวทมิฬ แม้จะเป็มีดที่เต็มไปด้วยสนิม แต่ความคมของมันตัดผ่านิัหนาสร้างความเ็ปให้สัตว์อสูรเบื้องหน้าได้ นั้นยิ่งสร้างความไม่พอใจให้แรดเขี้ยวทมิฬเป็อย่างมาก
เมื่อเห็นว่าเฉินฟงเปิดการโจมตีซูหยางจิงจึงเริ่มโจมตีบ้าง ดาบยาวในมืออาบด้วยพลังิชี่พุ่งแทงบั้นท้ายแรดเขี้ยวทมิฬทางด้านหลังในขณะที่ซูลู่จ่อการโจมตีไปที่ขาหน้า แต่คมดาบของทั้งสองไม่อาจตัดผ่านิัของแรดเขี้ยวทมิฬได้ดั่งเช่นที่เฉินฟงทำ คิ้วของซูหยางจิงขมวดเข้าหากันทันที การป้องกันของแรดเขี้ยวทมิฬสูงส่งเกินไป พวกเขายังไม่ยอมแพ้ ซูหยางจิงรวบรวมพลังิชี่ไว้ที่ปลายดาบและพุ่งโจมตีเข้าใส่แรดเขี้ยวทมิฬอีกครั้ง ครั้งนี้เเรดเขี้ยวทมิฬรู้ตัว มันกระทืบเท้าอย่างแรงทำให้พื้นรอบบริเวณสั่นะเืราวแผ่นดินไหว !
ซูหยางจิงที่พุ่งไปข้างหน้าเสียการทรงตัวปลายดาบที่จ่อเเทงทะลุลำคอพลาดเป้าแรดเขี้ยวทมิฬหันนอแหลมคมเข้าใส่ซูหยางจิงหวังแทงทะลุลำคอให้ตายในการโจมตีเดียว ! ยังดีที่ซูหยางจิงมีสติพอเขาตีลังกาหลบไปด้านขวาทำให้นอแหลมคมพลาดเป้าจากลำคอเป็หน้าอกลากยาวไปถึงต้นแขนขวา แม้แผลจะไม่ลึกมากแต่ก็สร้างความเ็ปให้ซูหยางจิง เขามองไปยังเเรดเขี้ยวทมิฬด้วยความคับเเค้นใจ เพียงไม่กี่การโจมตีเขาก็ได้าแมาแล้ว ความแข็งแกร่งที่ต่างกันระหว่างคนกับสัตว์อสูรช่างน่ากลัวเสียจริง
เเรดเขี้ยวทมิฬเตรียมพุ่งเข้าใส่ซูหยางจิงอีกครั้งแต่ปลายมีดสั้นสนิมเขรอะได้พุ่งตรงมาหามันทางด้านหลังด้วยความเร็วที่น่าใ ทำให้แรดเขี้ยวทมิฬจำต้องหลบไปอีกทาง เฉินฟงที่พุ่งมาคาดการการเคลื่อนไหวของแรดเขี้ยวทมิฬไว้อยู่แล้วเขาทะยานตัวตามไปพร้อมเร่งพลังิชี่ให้เคลือบด้ามมีดเอาไว้ก่อนจะสไลด์ตัวตวัดมีดฟันขาหลังของแรดเขี้ยวทมิฬด้วยความแรง
“โฮกกกกกก !!!”
เสียงคำรามด้วยความเ็ปดังขึ้นแรดเขี้ยวทมิฬส่ายหัวไปมาดวงตาของมันเริ่มแดงก่ำจ้องมองเฉินฟงด้วยความโกรธเเค้นมันอยากจะฉีกร่างมนุษย์ตรงหน้าให้แหลกเป็ชิ้น ๆ!
“แค่นี้ก็โกรธแล้วหรือ”
ใบหน้าของเฉินฟงประดับรอยยิ้มไว้เช่นเดิม แรดเขี้ยวทมิฬเป็สัตว์ที่มีการป้องกันของิัสูงก็จริงแต่มันกลับเคลื่อนไหวช้าทำให้เกิดข้อเสียเปรียบ หากมันเจอคู่ต่อสู้ที่มีพลังมากกว่าแรดเขี้ยวทมิฬก็ไม่ต่างกับเหยื่อที่รอวันโดนล่า
เมื่อไม่สบอารมณ์แรดเขี้ยวทมิฬกู่ร้องเจตนาเข่นฆ่าปรากฏขึ้นชัดเจน มันกระทืบเท้าสามครั้งแล้วพุ่งเข้าใส่เฉินฟง ทุกการเคลื่อนไหวทำให้พื้นดินสั่นะเืราวกับมีแผ่นดินไหวขนาดย่อม ๆ เฉินฟงซวนเซเล็กน้อยชายหนุ่มใช้วิชาท่าร่างเงาพรางตาเคลื่อนไหวตัวเองไปทานด้านหลังเเรดเขี้ยวทมิฬอย่างรวดเร็วพร้อมตวัดมีดเข้าใส่ลำตัวด้านหลัง
“โฮกกกก”
เสียงกู่ร้องดังขึ้นอีกครั้งทุกครั้งในการตวัดมีดจะสร้างาแบนร่างกายแรดเขี้ยวทมิฬเสมอ
ซูหยางจิงและซูลู่ค่อนข้างไม่เข้าใจเหตุใดเฉินฟงสร้างความเสียหายให้แก่เเรดเขี้ยวทมิฬได้ทั้งที่ใช้เพียงมีดสั้นสนิมเขรอะ แต่พวกเขาที่ใช้ดาบยาวคมกริบไม่อาจต่อกรอะไรแรดเขี้ยวทมิฬได้เลย
ความต่างของเคล็ดวิชาหรือ ?? เฉินฟงใช้เคล็ดวิชาอะไรกัน !!
ในความเป็จริงมันคือความเข้มข้นของคลื่นพลังิชี่ของเฉินฟงที่มากกว่าคนอื่นในระดับเดียวกันและต้องขอบคุณความพิเศษของมีดสั้นสนิมเขรอะในมือที่สามารถทะลวงเกาะป้องกันทางธรรมชาติอย่างหนังแรดเขี้ยวทมิฬได้
“อึดกว่าที่คิดนะ”
แรดเขี้ยวทมิฬจ้องเฉินฟงด้วยสายตาดุร้ายตอนนี้มันไม่สนใจซูหยางจิงและซูลู่แล้ว คนที่มันมองเป็ศัตรูคือเฉินฟง เเรดเขี้ยวทมิฬพุ่งเข้าใส่เฉินฟงอีกครั้งใน่ใกล้ถึงตัวมันะโขึ้นกลางอากาศหวังจะใช้นอแหลมคมแทงและทับให้ตายในครั้งเดียว เฉินฟงเก็บมีดสั้นสนิมเขรอะในมือเขารวบรวมคลื่นพลังิชี่และใช้วิชาหมัดทะลวงฟ้าขั้น 2 เข้าปะทะกับหน้าผากหยาบหนาของแรดเขี้ยวทมิฬ ทันทีที่แรงทั้งสองฝ่ายปะทะกันเฉินฟงและเเรดเขี้ยวทมิฬต่างกระเด็นแยกออกไปราว 3 จั้ง ทั้งคู่ !
สิ่งที่เห็นสร้างความตกตะลึงให้คนตระกูลซูทั้งสองคน เฉินฟงกล้าใช้วิชาหมัดล้วน ๆ เข้ารับการโจมตีของแรดเขี้ยวทมิฬ แถมมันยังสูสีกับพลังของสัตว์อสูรแดนดินระดับ 2 อีกด้วย !!
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน !!!
“เ้านั้นไปหาเคล็ดวิชาทรงพลังแบบนี้มาฝึกจากไหนกัน !”
ซูหยางจิงกล่าวอย่างตกตะลึงมันไม่ใช่วิชาหมัดของตระกูลซูแน่นอน เพราะเขาที่เป็คุณชายน้อยก็ยังไม่เคยพบเจอเคล็ดวิชาเช่นนี้ในตระกูล !!
เฉินฟงลุกขึ้นยืนชายหนุ่มเช็ดเืที่มุมปากเล็กน้อย สายตาเริ่มเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เขาห่างการต่อสู้จริงจังมานาน ครั้งนี้ได้เจอแรดเขี้ยวทมิฬถือว่าเป็คู่ซ้อมมือที่ดีทีเดียว
เฉินฟงมองศัตรูเบื้องหน้าด้วยสายตาเป็ประกายเขาพุ่งทะยานตัวไปข้างหน้าในจังหวะเดียวกับที่เเรดเขี้ยวทมิฬกระทืบเท้าแล้วพุ่งตรงมาหาเฉินฟง ครั้งนี้มันพุ่งมาด้วยความเร็วและแรงกว่าทุกครั้ง ในจังหวะเกือบประชิดตัวเเรดเขี้ยวทมิฬส่ายหัวไปมา มันก้มลงเล็กน้อยนอแข็งบนหน้าผากหมุนควงราวสว่านแหลมคม เฉินฟงใช้วิชาท่าร่างเงาพรางตากระทืบเท้าลงพื้นส่งตัวเองะโสูงลิ่วไปขี่เเรดเขี้ยวทมิฬ
สัตร์อสูรชะงักไปชั่วครู่แล้วเริ่มกระทืบเท้าด้วยความโมโหมันพยายามถีบส่งร่างเฉินฟงให้หล่นจากหลังตัวเอง เฉินฟงใช้หมัดทะลวงฟ้าขั้น 2 กระเเทกไปที่ท้ายทอยแรดเขี้ยวทมิฬซ้ำ ๆ มันชะงักก่อนที่จะส่ายหัวไปมาด้วยความพล่าเบลอ เฉินฟงคลี่ยิ้มพร้อมปล่อยหมัดรัว ๆ ไปถึงสามหมัดด้วยกัน ตอนนี้เเรดเขี้ยวทมิฬได้รับาเ็สาหัสแล้ว !
จังหวะที่เฉินฟงกำลังปล่อยหมัดที่สี่เป็จังหวะเดียวกับที่แรดเขี้ยวทมิฬใช้แรงทั้งหมดที่มีถีบส่งเฉินฟงให้หล่นจากตัวมัน ! และใช้สองเท้าหลังแตะกระเเทกอกเฉินฟงจนกระเด็นห่างออกไปอีกราว 2 จั้ง!
ชายหนุ่มตีลังกาทรงตัวใช้มือยันพื้นก่อนจะทรงตัวยืนขึ้นได้เขาจับหน้าอกตัวเอง ซักพักจึงกระอักเืออกมามุมปากเล็กน้อย แรงถีบสุดกำลังของแรดเขี้ยวทมิฬไม่ใช่สิ่งที่ใครจะดูถูกได้ !
เเม้เเรงถีบนี้จะทำให้เฉินฟงาเ็แต่มันยังไม่ถึงตายวินาทีนั้นเขารับรู้อีกอย่างว่าร่างกายของตัวเองไม่ได้แข็งเเกร่งดังเดิม เขามองข้ามความเเข็งแกร่งของร่างกายตัวเองเกินไป
เฉินฟงเรียกมีดสั้นสนิมเรอะออกมาเขาตัดสินใจจะจบการต่อสู้ในครั้งนี้เสียทีจังหวะที่เฉินฟงพุ่งเข้าหาเเรดเขี้ยวทมิฬเพื่อปลิดชีพสัตว์อสูรตรงหน้า จู่ ๆ ก็มีกระเเสกระบี่ราวสิบสายพุ่งมายังเเรดเขี้ยวทมิฬพร้อมปรากฏร่างคนนับสิบที่พุ่งจู่โจมเเรดเขี้ยวทมิฬที่าเ็เช่นเดียวกัน !!
ฉึก !!
วินาทีนั้นเฉินฟงรับรู้ว่าเขาโดนชุบมือเปิบเข้าแล้ว !