การประลองระหว่างตึกหนึ่งกับตึกสองเพื่อแย่งชิงใบไม้ทองคำห้าใบนั้นแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตาต้นพลังอัตลักษณ์ที่สูงตระหง่านราวกับหอคอยแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คนทันทีนักศึกษาจากทุกตึกของวิทยาลัยหนานเฟิงต่างก็พากันมาชมดูความสนุกน่าสนใจที่กำลังจะเกิดขึ้น
วิทยาลัยหนานเฟิงมีทั้งหมดสี่ตึกด้วยกันโดยตึกหนึ่งถือเป็ชั้นหัวกะทิ ตึกสองถือเป็ตัวสำรอง ส่วนตึกสามกับตึกสี่นั้นหากจะบอกว่าเป็เพียงตัวประกอบก็ดูจะเกินไปหน่อยแต่หากเทียบกันแล้วมาตรฐานของพวกเขาก็ค่อนข้างด้อยกว่าจริงๆ
ดังนั้นแท่นฝึกฝนบนใบไม้ทองคำของต้นพลังอัตลักษณ์สำหรับพวกเขาแล้ว จึงเป็สิ่งที่มองเห็นได้แต่ไม่อาจไขว่คว้าซึ่งการที่ได้เห็นตึกหนึ่งกับตึกสองต่อสู้กันในวันนี้ก็ถือเป็โอกาสอันหาได้ยากเหมือนกัน
แม้ว่าแทบจะไม่มีใครคิดว่าตึกสองจะสามารถเอาชนะตึกหนึ่งได้เลยก็ตาม
ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพลังอัตลักษณ์มีกิ่งก้านสาขาที่หนาและใหญ่โตราวกับงูั์พันกันอยู่หลายกิ่งก่อตัวกันกลายเป็เวทีไม้ที่มีความกว้างหลายสิบเมตรปกติแล้วสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็สถานที่ให้เหล่านักศึกษาได้ประลองฝีมือกันหลังจากเสร็จสิ้นการบำเพ็ญ
ซึ่งตอนนี้รอบๆ เวทีไม้แห่งนี้ก็มีผู้คนมารวมกันจนแน่นขนัด
ตึกหนึ่งกับตึกสองต่างก็ยึดครองพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเอาไว้แต่บรรยากาศของทั้งสองฝั่งนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทางฝั่งตึกหนึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่ต่างก็มีรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏอยู่บนใบหน้าเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประลองครั้งนี้มากนักซึ่งมันก็เป็เื่ปกติเพราะการประลองครั้งนี้มีการจำกัดระดับพลังอัตลักษณ์เอาไว้ที่ระดับหกตราด้วยซึ่งในตึกหนึ่งนั้น ระดับนี้ยังไม่ติดสิบอันดับแรกด้วยซ้ำ
ซึ่งก็หมายความว่าผู้ที่แข็งแกร่งจริงๆของตึกหนึ่งจะไม่ได้ลงมืออย่างแน่นอน
ในทางกลับกันบรรยากาศของฝั่งตึกสองนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความกังวลอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นักศึกษาจากวิทยาลัยเดียวกันความแข็งแกร่งของตึกหนึ่งเป็อย่างไรพวกเขาย่อมต้องรู้ดีอยู่แก่ใจดังนั้นหากมีคนบอกว่าในการประลองครั้งนี้ตึกสองของพวกเขามีโอกาสชนะละก็เกรงว่าแม้แต่ตัวพวกเขาเองก็คงไม่เชื่อตอนนี้พวกเขาก็ได้แต่หวังว่าอย่าแพ้แบบน่าเกลียดมากเกินไปก็พอแล้ว
“น่าเบื่อจริงๆการประลองแบบนี้มันไม่มีความหมายอะไรเลย” บนที่นั่งผู้ชมตี้ฝ่าฉิงบิดี้เีหนึ่งที ส่วนเว้าโค้งที่เผยออกมาผ่านชุดนักศึกษานั้นแม้แต่เด็กสาวที่อยู่รอบข้างก็ยังมองด้วยความอิจฉาส่วนเด็กหนุ่มวัยคึกคะนองทั้งหลายต่างก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
การที่ตี้ฝ่าฉิงถูกยกให้เป็หนึ่งในดอกไม้งามของวิทยาลัยหนานเฟิงได้นั้นเห็นได้ชัดว่ามันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
“อย่างน้อยก็พอฆ่าเวลาได้บ้างกระมัง”เสียงหัวเราะอันนุ่มนวลแ่เบาของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อตี้ฝ่าฉิงหันไปมองก็เห็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่มีผมยาวสลวยสีดำ ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหยกน้ำแข็งรูปโฉมงดงามน่าหลงใหลอย่างมาก
“พี่ชิงเอ๋อร์”ดวงตาของตี้ฝ่าฉิงเป็ประกาย รีบทักทายทันทีหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้นมีชื่อเสียงในวิทยาลัยหนานเฟิงมากกว่านางเสียอีกที่สำคัญที่สุดคือ นางไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกความแข็งแกร่งของนางก็เหนือกว่าทุกคนในตึกหนึ่งอย่างสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ
เป็ดั่งป้ายทองคำของวิทยาลัยหนานเฟิงเลยทีเดียว
หากไม่ใช่เพราะมีเจียงชิงเอ๋อร์ที่เปล่งประกายมากเกินไปอยู่ก่อนแล้วละก็ผู้คนทั้งหมดล้วนคิดว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จะต้องกลายเป็ตำนานของวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างแน่นอน
ดังนั้นหากเจียงชิงเอ๋อร์คือผู้ที่ตี้ฝ่าฉิงคลั่งไคล้เป็อันดับหนึ่งละก็เช่นนั้นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็คืออันดับสอง
เมื่อหญิงสาวที่งดงามที่สุดในวิทยาลัยหนานเฟิงสองคนมายืนอยู่ด้วยกันแล้วก็กลายเป็ดั่งภาพวาดอันสวยงามสะดุดตาทันที และค่อยๆดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบข้างทั้งหมดเข้ามา
“ปกติพี่ชิงเอ๋อร์ไม่ชอบมาดูอะไรแบบนี้ไม่ใช่หรือ?” ตี้ฝ่าฉิงถามด้วยความสงสัย
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆกล่าว “แค่มาดูเล่นๆ”
ดวงตาคู่งามของนางมองไปทางฝั่งตึกสองแล้วกล่าว“พวกเ้าคิดว่าตึกสองจะส่งใครมาบ้าง?”
ตี้ฝ่าฉิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ“ตอนนี้คนที่อยู่ในระดับหกตราของตึกสองก็มีแค่จ้าวคั่วกับหยวนชิวที่เพิ่งจะยกระดับขึ้นมาได้ไม่นานทั้งคู่ด้วย”
“แล้วคนที่สามล่ะ?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว
ตี้ฝ่าฉิงชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็มีคนข้างๆ ตอบขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “น่าจะเป็หลี่ลั่วกระมังถึงแม้ว่าเขาจะไร้อัตลักษณ์ แต่เขาก็มีพร์ในการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ที่สูงส่งอย่างน้อยก็น่าจะฝืนรับมือกับคนในระดับหกตราได้บ้าง”
หลังจากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์มาดูการประลองแล้วเหล่านักศึกษาหัวกะทิของตึกหนึ่งที่เดิมทีไม่ค่อยสนใจการประลองแบบนี้ต่างก็พากันมารวมตัวกันด้วยซึ่งคนที่เอ่ยพูดเมื่อครู่ก็เป็เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่และมีหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง
ตี้ฝ่าฉิงมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเย้าแหย่ว่า “ซ่งอวิ๋นเฟิง แม้แต่เ้าก็มาดูด้วยหรือ? แต่ดูท่าเ้าจะไม่ได้มาเพราะการประลองนะ”
ซ่งอวิ๋นเฟิงผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังในวิทยาลัยหนานเฟิงเช่นกันหากพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เขาเป็รองเพียงแค่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เท่านั้นนอกจากนี้เขายังมาจากตระกูลซ่ง ภูมิหลังเองก็ไม่ธรรมดา
ส่วนเื่ที่ซ่งอวิ๋นเฟิงชอบหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้นก็ถือเป็เื่ที่รู้กันทั่วในวิทยาลัยหนานเฟิงอยู่แล้วอย่างไรเสียตัวเขาเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร
เมื่อเผชิญกับคำพูดหยอกเย้าของตี้ฝ่าฉิงซ่งอวิ๋นเฟิงก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา ไม่ได้โต้แย้งอะไรแต่สายตากลับมองไปที่ใบหน้าอันงดงามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์
เมื่อเผชิญกับสายตาที่เร่าร้อนและตรงไปตรงมาเช่นนั้นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย ราวกับมองไม่เห็นเพียงตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สุภาพแต่มีระยะห่างเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตี้ฝ่าฉิงก็รีบเปลี่ยนเื่ทันที “ถ้าตึกสองส่งหลี่ลั่วลงมาจริงๆ ละก็นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขากำลังทำให้ตัวเองขายหน้าเพราะทั้งสามคนที่ตึกหนึ่งของพวกเราส่งลงไปนั้นย่อมต้องเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับหกตราอย่างแน่นอน”
ซ่งอวิ๋นเฟิงยิ้มออกมาเอ่ยพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “เ้าคิดว่าตึกสองจะยังหวังชนะอยู่อีกจริงๆ หรือ? พวกมันแค่ขึ้นไปพอไปเป็พิธีเท่านั้นแหละ”
“ก็จริง”ตี้ฝ่าฉิงหัวเราะออกมา
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จ้องมองไปยังใจกลางสนามสายตาของนางจับจ้องไปที่หลี่ลั่ว ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดแต่นางกลับรู้สึกว่าหลี่ลั่วในวันนี้ดูแตกต่างออกไปจากเดิม
ดังนั้นนางจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า“ข้าว่า… มันก็ไม่แน่หรอกนะ”
คำพูดของนางทำให้ตี้ฝ่าฉิงซ่งอวิ๋นเฟิง และนักศึกษาคนอื่นๆ ของตึกหนึ่งต่างก็ตกตะลึง
ซ่งอวิ๋นเฟิงมองตามสายตาของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไปซึ่งก็เห็นหลี่ลั่วเช่นกัน ซึ่งรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ขึ้นมา
“ชิงเอ๋อร์ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวอย่างมีเลศนัยด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งรอยยิ้มนี้ของนาง ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดกลับทำให้ซ่งอวิ๋นเฟิงเกิดความโมโหขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันสายตาของเขาที่มองไปทางหลี่ลั่วก็เ็าลงเล็กน้อยด้วย
ไอ้เวรนี่ทั้งๆ ที่ตกต่ำไปขนาดนั้นแล้ว เหตุใดมันยังตามหลอกหลอนไม่เลิกอีก
...
เมื่อบรรยากาศในสนามค่อยๆคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายทางฝั่งตึกสองก็มีเงาคนสามคนเดินออกมาและก็เป็หลี่ลั่ว จ้าวคั่ว และหยวนชิวอย่างที่คาดการณ์กันไว้
ส่วนฝั่งตึกหนึ่งก็มีคนเดินออกมาสามคนเช่นกัน
คนที่อยู่ตรงกลางก็คือเป้ยคุนที่เพิ่งจะพบเจอกันเมื่อครู่ส่วนอีกสองคนก็เป็นักศึกษาที่มีชื่อเสียงในระดับหกตราของตึกหนึ่งเช่นกัน
“หลี่ลั่วครั้งนี้เ้าจะทำอย่างไรต่อ? จะใช้วิธีข่มขู่แบบเมื่อครู่อีกหรือ?” เป้ยคุนจ้องมองหลี่ลั่วมุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
ก่อนหน้านี้เป้ยคุนจงใจพาคนไปหาเื่หลี่ลั่วแต่หลี่ลั่วกลับใช้วิธีนอกกติกาสวนกลับ อันที่จริงจะบอกว่าเขาไร้มารยาทมันก็ไม่ถูกทว่าตอนนี้เป็การประลองอย่างเป็ทางการแล้วหากหลี่ลั่วยังคิดจะใช้วิธีข่มขู่แบบนั้นอีกเกรงว่าคงจะถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะจริงๆ เป็แน่และแม้แต่ทางวิทยาลัยเองก็อาจจะลงโทษเขาก็เป็ได้
หลี่ลั่วไม่ได้สนใจอีกฝ่ายแต่โบกมือให้จ้าวคั่วกับหยวนชิวแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขึ้นไปก่อนล่ะ”
จ้าวคั่วรีบกล่าว“ระวังตัวด้วย ถ้าไม่ไหวก็รีบยอมแพ้แล้วลงมาซะ หน้าตาหล่อๆ ของเ้าหากถูกตีจนเสียโฉมไปละก็เื่ใหญ่แน่”
หลี่ลั่วยกนิ้วโป้งให้พร้อมกล่าว“สหายรัก พูดได้ดี”
ส่วนหยวนชิวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาท่าทางหมดอาลัยตายอยากของนางแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางเองก็ไม่มีความมั่นใจในการประลองครั้งนี้เช่นกัน
หลี่ลั่วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางสายตาของฝูงชนจากนั้นก็หยิบกระบองเหล็กอันหนึ่งขึ้นมาจากชั้นวางอาวุธลากมันไปด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยเสียงเสียดสีระหว่างกระบองเหล็กกับพื้นดังขึ้นจนแสบหู
ส่วนทางด้านนอกเวทีนั้นเมื่อเห็นว่าหลี่ลั่วเป็ฝ่ายออกโรงเป็คนแรกก็เริ่มมีเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นมารางๆ เช่นกัน
“ตึกสองส่งหลี่ลั่วลงมาเป็ตัวเปิดหรือนี่…”
“คิดจะให้มาเป็ตัวลดทอนกำลังของฝ่ายเรางั้นสินะ”
“ฮ่าฮ่าน่าสนใจดีเหมือนกัน หลี่ลั่วที่ถูกไล่ออกมาจากตึกหนึ่งตอนนี้กลับต้องมาสู้กับคนของตึกหนึ่ง... ถ้าชนะขึ้นมาคงจะสนุกน่าดู”
“เพ้อเจ้ออะไร...เ้านั่นมันไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดนะ ต่อให้วิชาอัตลักษณ์จะเชี่ยวชาญเพียงใดก็ชนะระดับหกตราได้ยากอยู่ดี”
“ฮ่าๆแค่พูดเล่น ผ่อนคลายบรรยากาศเฉยๆ”
“...”
การปรากฏตัวของหลี่ลั่วทำให้นักศึกษาหลายคนเกิดความสนใจขึ้นมา เพราะในวิทยาลัยหนานเฟิงนี้หลี่ลั่วก็ถือว่าเป็ตำนานที่พิสดารเลยเหมือนกัน…
ที่สำคัญที่สุดคือว่ากันว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์ยังได้กลับมายังนครหนานเฟิงอีกทั้งยังมารับหลี่ลั่วถึงหน้าวิทยาลัยอีกด้วย มันช่างน่าอิจฉาริษยาเสียจริง
ด้วยความคิดเช่นนี้เองทำให้วันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะเห็นหลี่ลั่วถูกอัดขายขี้หน้า…
เป้ยคุนกอดอกมองหลี่ลั่วด้วยสายตาสนุกสนานจากนั้นก็หันไปมองอีกสองคนแล้วกล่าว “หลิวหยาง เ้าไปเล่นกับมันหน่อยก็แล้วกัน”
ถึงแม้ว่าเขาจะอยากจะซ้อมหลี่ลั่วด้วยตัวเองตรงๆแต่เขากลับรู้สึกว่าการปรากฏตัวแบบนั้นมันดูไม่ค่อยเท่สักเท่าไรดังนั้นเขาจึงคิดจะให้คนอื่นไปสร้างบรรยากาศก่อน
เด็กหนุ่มที่ถูกเขาเรียกว่าหลิวหยางนั้นมีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่เมื่อได้ยินคำพูดของเป้ยคุนก็แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจออกมาตอนนี้มีคนมากมายกำลังจับจ้องอยู่ เป็โอกาสอันดีที่เขาจะได้สร้างชื่อบ้างพอดีแต่กลับให้เขาไปสู้กับตัวประกอบก่อนแบบนี้ มันออกจะน่าขายหน้าไปหน่อยจริงๆ
“เ้าจัดการหลี่ลั่วให้เรียบร้อยในสองสามกระบวนท่าแค่นั้นก็สู้กับคนอื่นต่อได้แล้วไม่ใช่หรือ? หากเ้าแน่จริงก็จัดการพวกมันทั้งสามคนไปเลยสิ” เป้ยคุนกล่าว
“ก็จริง”
หลิวหยางถึงค่อยพยักหน้ารับหยิบหอกเหล็กเล่มหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็เดินเข้าไปในสนามอย่างเฉื่อยชามองหลี่ลั่วพร้อมกับยิ้มกล่าว “หลี่ลั่ว เ้าออมมือให้ข้าด้วยล่ะ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน
หลี่ลั่วกำกระบองเหล็กเอาไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ตอนนี้เองผู้อำนวยการที่อยู่บนแท่นสูงก็ได้พยักหน้าสวีซานเยว่กับหลินเฟิงที่เป็ผู้ดูแลต่างก็ส่งเสียงะโออกมาพร้อมกัน “เริ่มได้!”
ในขณะที่เสียงะโดังขึ้นหลี่ลั่วกับหลิวหยางก็พุ่งเข้าใส่กันทันที
หลิวหยางมองดูเงาร่างตรงหน้าแสยะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ กล่าว “ความเร็วของเ้า… มันช่าง…”
เปรี้ยง!
ทันทีที่เสียงของเขาเพิ่งจะดังขึ้นหลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้าก็กดปลายเท้าลงบนพื้นอย่างฉับพลันเงาร่างของเขาพลันเร่งความเร็วสูงขึ้นประหนึ่งอินทรีทะยานฟ้า ในชั่วพริบตานั้นก็ได้มีเสียงแหวกอากาศอันคมกริบดังขึ้นรางๆ
เสียงหัวเราะของหลิวหยางยังไม่ทันได้เปล่งออกมาเขาก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันกะพริบวูบจากนั้นเงาร่างของหลี่ลั่วก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว
แต่สิ่งที่ติดตามเงาร่างของหลี่ลั่วมาติดๆก็คือเงากระบองที่ทะลวงเวหาเข้ามา เงากระบองส่งเสียงหวีดร้องแหลมสูงความเร็วของมัน สูงจนหลิวหยางไม่มีเวลาได้ตอบสนองเลยอย่างสิ้นเชิงแต่ใน่เวลาคับขันนั้นเขาก็ยังคงกระตุ้นพลังอัตลักษณ์บางส่วนขึ้นมาป้องกันหน้าอกเอาไว้ได้ตามสัญชาตญาณ
ถึงแม้ว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของหลี่ลั่วจะน่าใแต่อย่างไรเสียเขาก็ไร้อัตลักษณ์ พลังโจมตีมีจำกัดขอเพียงหลิวหยางใช้พลังอัตลักษณ์ป้องกันเอาไว้ได้หลังจากนั้นก็จะสามารถทำให้หลี่ลั่วต้องชดใช้อย่างสาสมได้แน่นอน
ในขณะที่หลิวหยางกำลังคิดเช่นนี้อยู่เงากระบองก็แทงเข้ามาประหนึ่งอสรพิษทมิฬ กดลงบนหน้าอกของเขา
เปรี้ยง!
เสียงกระแทกทุ้มต่ำดังสนั่นจากนั้นความเ็ปอย่างรุนแรงก็แล่นไปทั่วหน้าอกของหลิวหยาง ชั่วพริบตานั้นในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเพราะพลังอัตลักษณ์ที่เขาใช้ป้องกันหน้าอกเอาไว้นั้นพริบตาที่ัักับเงากระบองของหลี่ลั่ว มันกลับถูกฉีกกระชากจนแหลกสลายราวกับเศษไม้ผุ
ขณะเดียวกันร่างกายของหลิวหยางก็ลอยละลิ่วออกไป กระแทกกับพื้นนอกสนามอย่างรุนแรงทั้งยังเกิดรอยลากยาวบนพื้นไปหลายเมตรด้วย
ส่วนเหล่านักศึกษาที่อยู่ด้านนอกสนามตอนนี้ต่างก็เงียบปากลงอย่างฉับพลันทันที
นักศึกษาของตึกหนึ่งต่างก็จ้องมองหลิวหยางที่กระเด็นออกไปนอกสนามแล้วดิ้นพล่านบนพื้นด้วยความเ็ปั์ตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสน
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมคนที่กระเด็นออกไปไม่ใช่หลี่ลั่ว?
สายตาของพวกเขาล้วนจ้องมองไปยังใจกลางสนามด้วยความสงสัยหลี่ลั่วในตอนนี้ยังคงถือกระบองเหล็กเอาไว้ในท่าฟาดฟันออกไปมองทางหลิวหยางท่ามกลางสายตาของฝูงชนที่กำลังจับจ้องมาบนใบหน้าที่หล่อเหลาจนอีกฝ่ายต้องอับอายในความด้อยกว่านั้นได้เผยรอยยิ้มอันสดใสเบิกบานออกมา
“เ้าบอกว่า...มันช่าง... อะไรนะ?”