***นักรบยันเดเระ [แครอท]
"เผ่าตัวเขี้ยวกับเผ่าตัวจิ๋ว? พวกมันมาทำอะไรที่นี่กัน"
ฉันตั้งคำถามให้กับตัวเอง
ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางถุงขยะสีดำกำลังหรี่ตาจับจ้องไปที่กลุ่มของศัตรูตรงหน้า
เผ่าตัวเขี้ยวที่มีหกแขนนั้นสวมชุดเกราะสีขาวสะอาดและมีด้วยกันทั้งหมดหกคน
ส่วนเผ่าตัวจิ๋วที่โบยบินบนฟ้าได้นั้นมีด้วยกันอยู่สามคน
พวกตัวจิ๋วสวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวพร้อมกับส่งเสียง [นิน นิน] ออกมาอย่างร่าเริง
"##$&_@"
พวกมันพูดคุยด้วยภาษาที่ฉันไม่คุ้นหู ก่อนจะเริ่มออกเดินหายไปในเงามืด
เมื่อเห็นว่าไร้ซึ่งวี่แววของศัตรู ฉันจึงออกมาจากถังขยะโลหะที่ใช้ซ้อนตัว
พวกมันมาทำอะไร? แล้วสองเผ่านี้กลายเป็นมิตรกันตั้งแต่เมื่อไหร?
คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้
แต่ที่ฉันรู้คือคงต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้แน่นอน
ฉันรีบออกเดินหน้าเพื่อค้นหาบานาต่ออีกครั้ง
วิ่งไปตามตรอกซอยที่ไร้ผู้คน หลบจากถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสว่างราวกลางวัน จนกระทั้งมาพบกับอาคารที่ดูหนักอึ้งหลังหนึ่ง
อาคารหลังนี้มีรูปทรงแปดเหลี่ยมและสูงมากกว่าสี่สิบ ไม่สิ ห้าสิบเมตร
บนระเบียงอาคารมีอาวุธคำรามติดตั้งเอาไว้เป็นจำนวนมากและยังมีเวรเฝ้ายามหนาแน่น
แค่มองผ่านก็รู้แล้วว่าต้องมีอะไรที่สำคัญมากซ่อนอยู่ข้างใน
"... ไม่น่าใช่ที่นี่"
มันเป็นอาคารที่มีการวางเวรยามดีจนเกินไป เกินกว่าที่จะใช้เป็นคุกคุมขังเฉลยศึก
ฉันมองข้ามอาคารที่น่ากลัวตรงหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองแทน
"ตรงนั้นน่าสงสัย"
ที่ทิศตะวันตกของเมืองคือพื้นที่การเกษตรซึ่งติดกับริมหน้าผาสูงชัน และหากเดินเลียบพื้นที่ตะวันตกขึ้นไปทางเหนือของเมืองก็จะพบกับสิ่งก่อสร้างทรงโดมขนาดใหญ่
อาคารนั้นถูกล้อมด้วยรั้วสูงสามเมตร มีพื้นที่สวนกว้างขวางและเต็มไปด้วยธรรมชาติ
สัญชาตญาณของฉันกำลังบอกว่าบานาอยู่ที่นี่
"ต้องรีบ…"
ฉันใช้เวลาไปหลายชั่วโมงกับการเดินลัดตามตรอกซอยจากใจกลางเมืองมาถึงที่นี่
ฉันไม่รู้หรอกว่ามันผ่านมากี่ชั่วโมงแล้วตั้งแต่ที่แอบลอบเข้ามาจากทางริมผาของเมือง แต่ที่ทราบได้อย่างหนึ่งคือรุ่งอรุณยามเช้ากำลังจะกลับมา
ฉันกระโดดข้ามกำแพงที่ล้อมอาคารทรงโดมเข้าไปด้านใน
พื้นที่ข้างในนั้นเต็มไปด้วยอสูรโลหะหลากสายพันธุ์คอยเฝ้ายามอยู่
แต่จุดบอดยังมีอยู่มาก ฉันเลยใช้ช่องว่างเหล่านั้นเข้ามาถึงตัวอาคารได้สำเร็จ
"ชิ เสร็จกัน"
ในตอนที่กำลังคิดหาทางเข้าอาคาร กำแพงตรงหน้าก็ถูกเปิดออกด้วยตัวของมันเอง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันคงรู้ตัวแล้วว่ามีผู้บุกรุก
ฉันรีบชักดาบสองมือที่ติดอาวุธคำรามยักษ์มาถือไว้ในมือ
จับจ้องไปที่รูกว้างตรงกำแพงเพื่อพร้อมที่จะสังหารศัตรู
แต่ทว่าไม่มีร่องรอยของศัตรูปรากฏตัวเลยสักคนเดียว
"... เหมือนมีคนจับตามองอยู่? "
ฉันพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินตัดผ่านเข้าไปในห้องที่มืดมิดอย่างระแวดระวัง
และในตอนที่ฉันก้าวเท้าเข้าไปในตอนนั้น
[สวัสดีครับคุณเอรีส ตอนนี้ท่านยะมะโตะกำลังหลับพักผ่อนอยู่ครับ หากมีเรื่องด่วน รบกวนฝากข้อความเอาไว้ที่ผมแทนด้วยครับ]
ก็มีเสียงเช่นนั้นดังขึ้นมาจากภายในห้องพร้อมกับแสงสว่างที่เจิดจ้าขึ้นมา
โชคดีที่ฉันพอจะฟังภาษาของพวกมันได้บ้าง เลยเข้าใจได้ว่าเสียงนั้นกำลังพูดถึงอะไร
แถมเหมือนตลกร้าย อสูรเหล็กประหลาดที่มีตีนตะขาบกับแขนโลหะและไร้ซึ่งดวงตา เจ้าสัตว์หน้าตาประหลาดเหล่านี้ยังมาห้อมล้อมฉันอย่างเป็นมิตรอีกต่างหาก
นี่เข้าใจผิดว่าฉันเป็นยัยร่านเอรีสคนนั้นหรือ? ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ
เหมือนว่าเจ้าอสูรพวกนี้จะคิดว่าฉันคือเอรีส
เอรีส ชื่อของยัยร่านที่บังอาจมาหลอกเข้าใกล้บานาของฉัน
ถึงจะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่ฉันยังจดจำใบหน้ากับชื่อของเธอได้อยู่
แต่การที่พวกมันเข้าใจผิดแบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ
ว่าแต่พวกมันใช้อะไรแยกแยะกัน? เอาแค่ส่วนสูงของฉันกับเอรีสก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้วนะ? หรือว่าพวกมันจะใช้วิธีการดมกลิ่น? แต่กลิ่นตัวของฉันกับยัยร่านนั่นคงไม่น่าคล้ายกันได้หรอก
กลิ่นตัวฉันต้องหอมกว่าเป็นไหน ๆ อยู่แล้ว
"... ไม่เป็นไรค่ะ แค่ว่ามีธุระเล็กน้อยกับที่นี่เองค่ะ"
ฉันพยายามดัดเสียงสูงและพูดจาสุภาพกว่าปกติ
[เสียงของคุณเอรีสแปลกไปเล็กน้อย ไม่ทราบว่าเป็นหวัดหรือครับ?]
"นิดหน่อยค่า~"
รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเองเลยวุ้ย
[รักษาสุขภาพด้วยครับ แล้วธุระของคุณเอรีสในวันนี้คืออะไรมิทราบครับ?]
โดนถามแบบนี้… งั้นลองแหย่เล่นดูก่อนแล้วกัน
"มาหานักโทษที่ชื่อบานาค่ะ~"
[งั้นเรียนเชิญทางนี้ครับ]
ง่ายแบบนี้เลยเรอะ!?
ว่าแล้วฉันก็เดินตามกลุ่มของอสูรเหล็กเข้าไป
เดินผ่านกำแพงที่เลื่อนเปิดออกได้เอง ผ่านเส้นทางเดินระเบียงที่ติดแผ่นกระจกใสขนาดใหญ่ จนกระทั้งมาถึงห้องหนึ่งที่อยู่สุดปลายทางเดิน
กำแพงตรงหน้าเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง
ห้องข้างในนั้นมีพื้นกับผนังสร้างจากวัสดุที่ฉันไม่คุ้นตา แถมยังเล็กคับแคบมาก
[เชิญครับ]
บานาอยู่ข้างในห้องเล็ก ๆ แบบนี้เนี่ยนะ?
ถึงจะดูน่ากังขา แต่ฉันก็ยอมเดินเข้าไปแต่โดยดี
ฉันก้มตัวผ่านช่องทางเข้าที่สูงเพียงสองเมตรเข้าไปข้างในนั้น
[กำลังลง โปรดระวังประตู]
มีเสียงเช่นนั้นดังขึ้นพร้อมกับห้องที่กำลังเลื่อนจมดินลงไปข้างล่าง
นี่มันใช้เวทมนต์หรือคำสาปอะไรหรือเปล่า!?
[ชั้น B2 ประตูกำลังเปิดออก]
และเมื่อกำแพงตรงหน้าเปิดออกกว้างอีกครั้ง ฉันก็ได้พบกับภาพของนรก
มันคือคุกใต้ดินที่เหม็บอับชื้นแฉะ
สภาพแวดล้อมนั้นเลวร้ายมาก แถมยังสร้างอย่างลวก ๆ ขึ้นมาด้วยการขุดดินเข้าไปเท่านั้น
มืดมิด ไร้แสงสว่าง และอึดอันจนอยากอ้วก
มีเพียงพื้นที่โดยรอบ ณ จุดที่ฉันเกินเข้ามาที่สร้างอย่างปราณีต
ฉันเห็นพวกพ้องจำนวนมากถูกจับมัดขึงแขน ขา และมัดปิดตาเอาไว้ อีกทั้งยังมีวัตถุทรงกระบอกยัดปากเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากัดลิ้นตัวเองตาย แล้วยังถูกจับแก้ผ้า
บนร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยบาดแผลกระจายไปทั่วร่าง
พวกเขาถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
"... จำนวนน้อยกว่าที่รายงานมาหรือเปล่า? "
ถึงจะบอกว่ามีจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้ทีมากมายนับหมื่นคนตามที่มีในรายงาน
ประเมินด้วยสายตาแล้วคงมีเพียงแค่ห้าสิบคนเท่านั้น
[ทางนี้ครับ]
เจ้าอสูรเหล็กพาฉันไปที่หัวมุมในสุดของห้องขัง
[เชิญใช้เวลาได้เต็มที่ กระผมจะไปรอที่ชั้นบนครับ]
ว่าแล้วเจ้าอสูรเหล็กก็เดินจากไป
***AI ผู้สับสน [จาวิส]
เหมือนว่าวันนี้เอรีสจะตัวสูงขึ้นจากเมื่อวันก่อนหรือเปล่า?
แต่กระผมจำได้ว่าเอรีสถูกสั่งให้สวมชุดทดลองของเจ้านายเอาไว้ ซึ่งมันมีสีเขียวทั่วทั้งตัว และยังทำให้มีกล้ามเนื้อเหมือนพวกเผ่ายักษ์
และผู้หญิงที่เข้ามาในศูนย์วิจัยนี้เองก็มีผิวสีเขียวพร้อมกับกล้ามเนื้อของเผ่ายักษ์
เมื่อฐานข้อมูลตรงกัน ดังนั้นจึงไม่น่าใช่ใครคนอื่นไปได้อีกนอกจากคุณเอรีส
แต่ว่าน้ำเสียงกับส่วนสูงทำไมมันคลาดเคลื่อนจากเดิมไปเยอะเลยละ?
โครงหน้าเองก็เพี้ยนจากฐานข้อมูลเดิมไปเยอะเหมือนกัน?
แต่เธอมาตามหาเชลยศึกบานา ดังนั้นคงเป็นคุณเอรีสจริง ๆ นั่นละ
และเรื่องขี้ปะติ๋วนี้คงไม่จำเป็นต้องไปรบกวนเจ้านายยะมะโตะที่นอนหลับอยู่หรอก ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องรายงานก็ได้มั้ง?
ฮะ ฮะ ฮะ AI อย่างผมเริ่มที่จะเรียนรู้มารยาทของมนุษย์บ้างแล้ว ว่ายังไง เก่งใช่มั้ยละครับ
ฮะ ฮะ ฮะ
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
ในที่สุดฉันก็ได้พบกับบุรุษที่ฉันรัก
บานาที่มีสภาพไม่ต่างจากคนอื่น
เขากำลังพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อดึงโซ่ที่ล่ามเอาไว้ให้พังลงมา
"... บานา นี่ฉันเอง"
"##$!! "
ฉันกระซิบข้างใบหูของบานา
เขาดูสงบลงในทันที
ฉันใช้มือของตัวเองลูบไปตามผิวหนังที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา
กลิ่นกายของเขาช่างหอมชวนชม
น่ากินจัง
อ๊ะ… ไม่ได้ ไม่ได้… ตั้งสติเข้าไปแครอท อย่าลืมจุดประสงค์แรกสิตัวเธอนะ
"คนอื่นตายหมดแล้วเหลือแค่เจ้าคนเดียวที่รอดชีวิต แต่เดียวฉันจะช่วยเจ้าเอง รอสักพักนะ"
ฉันกระซิบข้างหูบานาเช่นนั้นก่อนจะยืนขึ้นพร้อมกับดาบสองมือที่พกติดมาด้วย
ความจริงนักโทษทุกคนในห้องนี้ยังไม่มีใครตาย
แต่จะให้พาทุกคนออกไปมันน่ารำคาญแถมยังแตะตาเกินไป
และแน่นอนว่าด้วยนิสัยของบานาคงไม่ยอมทิ้งลูกน้องเอาไว้ข้างหลัง
เพื่อสวัสดิภาพของบานา ฉันเลยจะฆ่าพวกนี้ให้เหี้ยนซะ
แน่นอนว่าการฆ่าบานาเพื่อให้เขาไปเกิดใหม่เองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ
กอดคอตายพร้อมบานาเป็นอะไรที่โรแมนติกมากสำหรับฉัน
แต่ถ้าช่วยเขาออกไปเป็น ๆ มันน่าจะสร้างความประทับใจได้มากกว่า ฉันเลยเลือกหนทางช่วยชีวิตแทน
เอาละ ว่าแล้วก็รีบเชือดเจ้าพวกไร้ประโยชน์นี้แล้วช่วยบานาออกมาดีกว่า
ยังไงก็โดนปิดตากันอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่านี่คือฝีมือของฉัน
หุ หุ หุ
ในเวลาเดียวกัน
***ร้อยชีวิต [คอมมิว]
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน กระผมคอมมิว สุดยอดสายลับ ขุนพลประจำราชินีคอมพาเนียนผู้งดงามครับ
วันนี้กระผมได้รับภารกิจที่สำคัญยิ่งมา
"จงล่วงหน้าลอบเข้าเมืองหลวงตามเส้นทางใต้ดินนี้ แล้ววางระเบิดตามตำแหน่งที่ระบุเอาไว้ซะ"
มันเป็นภารกิจเช่นนั้น
คนที่สั่งการผมคือเจ้าสเลบที่กระผมเกลียดชัง
แต่เป็นเพราะว่าองค์ราชินีคอมพาเนียนสั่งมาว่าให้เชื่อฟังเจ้าสเลบกับราชินีแฟต กระผมจึงต้องจำใจยอมทำตามคำสั่งของคนอื่นที่ไม่ใช่องค์ราชินีตัวเอง
เอาเถอะ ถือว่าทำบุญไปก็แล้วกัน
"วางเสร็จแล้ว นิน นิน~"
"งั้นรีบไปตำแหน่งถัดไปเร็ว"
ลืมบอกไปว่าภารกิจลอบวางระเบิดนี้ต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรตัวจิ๋วจอมซน
ตอนแรกก็เป็นห่วงเรื่องการสื่อสารอยู่ แต่ดูท่าว่าจะเป็นกังวลอย่างเปล่าประโยชน์
เจ้าพวกปีศาจแสงมันพูดภาษาของเผ่าเราได้อย่างชัดถ้อยคำมาก
"ไปต่อที่ตำแหน่งถัดไปเถอะ"
“นิน~"
ว่าแล้วกลุ่มของพวกเราก็เดินออกจากกำแพงเหล็กตรงหน้าออกมาสู่ตรอกซอยด้านข้าง
ความจริงอยากมุดดินมากกว่า แต่พื้นที่แถบนี้เป็นชั้นหินแกรนิตเสียส่วนใหญ่ เลยทำให้ยากแก่การขุดเจาะ
ดังนั้นพวกเราจึงต้องมาตามเส้นทางเดิมที่สเลบเคยใช้ลอบเข้าเมืองก่อนหน้านี้ แล้วใช้วิธีเดินต่อในเส้นทางบนพื้นดินอย่างที่เห็น
"พบเงาศัตรู"
"ผมจัดการเอง"
ที่ตรอกซอยตรงหน้ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว
ผมวิ่งไต่ผนังอาคารด้านข้างขึ้นสูง ก่อนที่จะปามีดลงมาแทงทะลุหัวของศัตรู
มันล้มตัวลงไปกองที่พื้นโดยไม่แม้แต่จะได้ทันรู้ตัวว่าโดนใครฆ่า
หลังจากนั้นก็ให้ลูกน้องของผมเข้ามาเก็บศพด้วยการกินลงไป
เขี้ยวของมดทหารระดับองครักษ์เริ่มบดขยี้กระดูกและเลือดเนื้อลงไปจนไม่เหลือซาก
"หัวหน้า รสชาติเจ้านี่มันชวนแหวะมากเลยครับ มีแต่ไขมันทั้งนั้น"
"อย่าบ่นน่า"
ว่าแล้วพวกเราก็ไปต่อที่เป้าหมายถัดไป
กำแพงที่สูงชันกำลังปรากฏขึ้นตรงหน้า
"ใกล้จะรุ่งสางแล้ว… เวลาคงเหลือไม่มากแล้วละ"
แผนการของเจ้าสเลบคือบุกโจมตีในช่วงรุ่งสางของวัน
แต่ดูเหมือนเจ้าสเลบจะคาดการได้ว่าศัตรูต้องตรวจพบการเคลื่อนทัพของพวกเขาก่อน เลยสั่งให้หน่วยของผมลอบวางระเบิดให้เสร็จตั้งแต่ช่วงที่ท้องฟ้ายังมืดมัวอยู่
ให้ตายสิ ใช้งานโหดพอกับราชินีของมันเป๊ะ
"ว่าแต่หน่วยย่อยอื่นจะเป็นอะไรมั้ยครับท่านหัวหน้า? "
"ห่วงไปก็เท่านั้น โดนสั่งห้ามสื่อสารด้วยคลื่นสมองอยู่ไม่ใช่หรือ? "
พวกเราโดนสั่งให้ตัดการสื่อสารด้วยคลื่นสมองทั้งหมด
สเลบที่เคยลอบเข้ามาในเมืองของปีศาจน้อยครั้งหนึ่งนั้น ได้บอกว่าพวกเขาถูกตรวจพบรวดเร็วมาก
สเลบจึงระแวงว่าเผ่าปีศาจน้อยอาจมีอุปกรณ์ตรวจจับบางอย่าง ซึ่งรวมไปถึงการดักคลื่นสมองที่พวกเราสื่อสารกันด้วย
เพราะจากเทคโนโลยีที่เรายึดมาได้นั้น พวกปีศาจน้อยมันมีอุปกรณ์ที่สามารถสร้างคลื่นรับส่งทางไกลติดต่อกันได้
และพวกเราก็สามารถรับคลื่นที่ว่าด้วยอวัยวะหนวดของเราได้เช่นกัน
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมเวลารบกับเผ่าปีศาจน้อย พวกเราจะรู้สึกเหมือนว่าได้รับคลื่นอันน่ารำคาญบางอย่างกลับมา
ในทางกลับกัน มันก็น่าคิดว่าพวกปีศาจน้อยเองก็น่าจะรับคลื่นที่พวกเราสื่อสารผ่านทางสมองได้เช่นกัน
เจ้าสเลบจึงสั่งแบนห้ามใช้การสื่อสารด้วยคลื่นสมอง จนกว่าจะถึงเวลาเปิดสงครามที่แท้จริง
พูดตามตรงแล้ว ผมคิดว่าเจ้าสเลบมันขี้ระแวงมากไปหรือเปล่า?
แต่เพราะโดนย้ำมามาก แถมพันธมิตรอย่างพวกปีศาจแสงยังเห็นดีงามด้วย ผมเลยต้องจำใจยอมทำตามอีกเช่นกัน
ผมจับจ้องไปที่กำแพงสูงชันตรงหน้า
บนกำแพงนั้นมีอาวุธยิงไกลอันร้ายเป็นจำนวนมาก
หากพวกเราวางระเบิดของพวกปีศาจแสงที่นี่ได้ การบุกโจมตีก็จะง่ายดายมากยิ่งขึ้น
แต่ทว่า--
"ประสานงานกับหน่วยย่อยอื่นไม่ได้ แถมเวรยามขนาดนี้… ไม่น่าไหวแฮะ"
---แต่ทว่างานนี้คงยากเกินไปวะครับ
บนแนวรั้วคอนกรีดหนาสูงกว่าห้าสิบเมตรนั้นมีเวรยามเดินเป็นจำนวนมาก
แถมยังมีแสงสว่างเจิดจ้าราวกับกลางวัน
ที่ฐานเองก็ยังสัตว์ร้ายสี่ขากับสัตว์โลหะที่ดูไร้ชีวิตอีกจำนวนหนึ่งเดินเฝ้ายามเช่นกัน
แม้แต่หนูตัวเดียวก็คงเฉียดใกล้ไม่ไหว
"ไม่บุกต่อหรือ นิน นิน~"
ปีศาจแสงในชุดคลุมสีดำซักถามกระผม
ก็อยากลอบเข้าไปอยู่ แต่ว่ามันไม่มีช่องว่างเลยนี่สิ
ในตอนนั้นเองที่กระผมเหลือบไปเห็นบางอย่าง
"หลังคาอาคาร…"
หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว มันจะมีบางอาคารที่สูงมากพอจะเป็นฐานกระโดดข้ามไปที่ผนังกำแพงซึ่งห่างออกไปราวยี่สิบเมตรได้
กระโดดข้ามเวรยามที่หนาแน่นแล้วเกาะไต่ไปตามกำแพงที่สูงชันจากทางด้านข้าง
ไม่มีทำแหน่งไหนเป็นจุดบอดที่เยี่ยมไปมากกว่าพื้นที่แนวตั้งบนกำแพงแล้ว
พวกปีศาจแสงเองก็บินได้ ดังนั้นคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรด้วย
ดีละ งั้นไปเส้นทางนั้นกันเถอะ!
การคาดการของสเลบนั้นถือว่าถูกต้อง
เพราะการเคลื่อนทัพของพวกเขาที่กำลังใกล้เข้ามาได้ถูกตรวจพบโดยหน่วยเฝ้าระวังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"จะเอายังไงกับพวกมันดี? กองทัพผสมขนาดนี้ พวกเราไม่มีทางรับมือไหวแน่นอน"
"แค่ดูก็รู้แล้วว่าพวกมันกำลังเคลื่อนทัพอ้อมมาทางเหนือที่ไม่เหลือเมืองหน้าด่านอีกต่อไปแล้ว"
"สั่งย้ายทุกกองทัพมารวมตัวที่เมืองหลวงเถอะ"
"แล้วถ้าหากกองทัพนั้นเป็นหน่วยล่อเป้า เพื่อให้พวกที่ซ่อนใต้ดินลอบโจมตีจากทางใต้กับตะวันออกพร้อมกันละ? แบบนั้นเดียวก็ได้กลายเป็นถูกล้อมจากทุกทิศทางไปแทนเสียหรอก"
"ให้ตายสิ เพราะสงครามที่ผ่านมา เลยทำให้แทบไม่เหลืออาวุธเลย"
เหล่าเสนาธิการต่างกำลังแลกเปลี่ยนกลยุทธ์กันอย่างดุเดือด
แนวป้องกันภาคเหนือล้วนพังพินาศเพราะการต่อสู้กับคลื่นอสูรเมื่อไม่กี่วันก่อน
ตัวเมืองหลวงเองก็บาดเจ็บพอควรจากการโจมตีของเผ่ายักษา
แถมทรัพยากรก็เริ่มขาดแคลนเพราะเมืองท่าทางตอนใต้ถูกยึดไปโดยอาร์โธร์โพดาเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน
ซ้ำร้ายพวกเขายังดื้อดึงไปรบกับภูติก่อนหน้านี้จนทำให้ฝูงบินเสียหายหนัก
ด้วยเหตุผลทั้งมวลจึงทำให้พวกเขาแทบไม่เหลืออาวุธอีกต่อไป
รถถังโดรนกับเครื่องบินโดรนในปัจจุบันเหลือเพียงแค่อย่างละห้าพันยูนิตจากที่มีทั้งหมด
ฝูงบิน [เฉิงตู เจ-20] ล๊อตใหม่มีทั้งสิ้นแค่ห้าสิบลำ
เครื่องบินทิ้งระเบิด [B-2] ยี่สิบลำ
ที่เหลือก็เป็นพวกปืนใหญ่กับอาวุธต่อต้านอากาศที่ติดตั้งประจำแนวปราการป้องกันเมือง กับทหารที่พร้อมต่อสู้เพียงห้าแสนนาย
ชาวบ้านหรือคนงานคงมานับเป็นกำลังรบไม่ได้
"งั้นใช้ระเบิดเคมีโจมตีเป็นยังไง? "
"คงเหลือแค่ทางนั้น"
สุดท้ายเมื่ออับจนหนทาง พวกเขาจึงต้องงัดอาวุธเคมีออกมาใช้
ความจริงพวกเขาไม่ค่อยอยากใช้อาวุธเคมีเท่าไหร เพราะมันส่งผลต่อทรัพยากรณ์โดยรอบของเมือง
"ถ้าอย่างงั้นควรรีบจัดทัพทหารหน่วยหนึ่งออกไปสกัดพวกมัน ถล่มด้วยฝูงบินบรรจุระเบิดเคมีกับให้หน่วยทหารราบไปตั้งกำลังยิงสกัดตามแนวเมืองหน้าด่านก่อนที่พวกมันจะอ้อมทัพผ่านทิศเหนือได้ แค่นี้ก็น่าจะไล่กองทัพกลับไปได้แล้ว"
"แล้วจะทำยังไงกับพวกกองทัพที่มุดใต้ดินนี้ดีละ? "
เสนาธิการคนหนึ่งชี้ลงไปบนแผนที่สามมิติบนโต๊ะประชุม
ใต้ดินลึกลงไปของกองทัพผสมนับแสนนั้น ยังมีอีกกองทัพหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน
กองทัพนั้นกระจายไปทั่วทุกตารางนิ้วจนทำให้ไม่สามารถคาดการได้ว่าจะบุกมาทางทิศไหน
สาเหตุที่พวกเขาตรวจเจอกองทัพใต้ดินนี้ เป็นเพราะเครื่องตรวจจับแรงสั่นสะเทือนใต้ผิวดินนั่นเอง
"ใช้อาวุธลับของยะมะโตะดูสิ เห็นมันโม้ว่าใช้ได้ผลนี่น่า"
หากยังไม่ลืม ในอดีตยะมะโตะเคยได้กล่าวว่ามีเตรียมไพ่ตายสำหรับต่อต้านเผ่าอาร์โธร์โพดาเอาไว้
และตอนนี้คงถึงเวลาที่ต้องงัดเอาออกมาใช้แล้ว
"แล้วถ้าไม่ได้ผล? "
แต่ก็ยังมีเรื่องน่ากังวลว่ามันจะใช้ไม่ได้ผลเหมือนอย่างกรณีจรวดต่อต้านภูติเช่นกัน
"ถ้าเป็นแบบนั้นก็ล่อเข้ามาในเมืองหน้าด่าน แล้วระเบิดทิ้งไปพร้อมกับเมืองเลย ยังไงเมืองหลวงก็ตั้งบนชั้นหินแกรนิต พวกมันไม่สามารถมุดเป็นกองทัพขนาดใหญ่ลอบเข้ามาได้หรอก อย่างมากก็ทำได้แค่โจมตีเมืองหน้าด่านเท่านั้น"
สำหรับพวกเขาแล้วเมืองหน้าด่านจะเป็นยังไงก็ช่าง ขอแค่เมืองหลวงกับคริสตัลแห่งชีวิตรอดไปได้ก็พอแล้ว
"แล้วจะลองใช้ระเบิดต่อต้านภูติรุ่นพัฒนาที่ยะมะโตะส่งมาเมื่อวันก่อนดูดีมั้ย? "
"ไอจรวดขยะสิบลูกนั้นนะเหรอ? ลองเอาไปใช้ก็ไม่น่าเสียหายหรอก อนุมัติให้เอาไปบรรจุยิงได้"
"จะว่าไป ถ้าพวกเราทำให้พวกมันแตกคอกันได้ก็น่าจะดีนะ"
"แล้วมีใครในพวกเราที่สนิทกับพวกภูติหรือเผ่ามนุษย์มดบ้างละ? อย่าลืมสิว่าพวกเราเคยทำบ้าอะไรกับพวกมันเอาไว้บ้างนะ"
ดูเหมือนว่าแผนทำลายมิตรภาพศัตรูจะเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขา
"ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ต้องสู้ด้วยอาวุธเท่าที่มีก่อน เรื่องการเมืองคงต้องใช้พวกนักการเมืองจัดการละนะ"
แต่ก็ใช่ว่าจะปัดตกแนวคิดทางการทูตไปได้เช่นกัน"
"งั้นพวกเรามาแบ่งกำลังทัพตาม---"
ว่าแล้วเหล่าผู้บัญชาการฝ่ายมนุษย์ก็เริ่มจัดสรรแบ่งเหล่าทัพ เพื่อเตรียมรับมือกับข้าศึกที่มีทั้งเทคโนโลยีและจำนวนทหารมากกว่าเกือบเท่าตัว
สงครามกำลังใกล้ที่จะเริ่มปะทุขึ้นแล้ว