Age of war

    ตอนที่ 90 เหตุการณ์ก่อนรุ่งสาง

    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    "เผ่าตัวเขี้ยวกับเผ่าตัวจิ๋ว? พวกมันมาทำอะไรที่นี่กัน"

    ฉันตั้งคำถามให้กับตัวเอง

    ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางถุงขยะสีดำกำลังหรี่ตาจับจ้องไปที่กลุ่มของศัตรูตรงหน้า

    เผ่าตัวเขี้ยวที่มีหกแขนนั้นสวมชุดเกราะสีขาวสะอาดและมีด้วยกันทั้งหมดหกคน

    ส่วนเผ่าตัวจิ๋วที่โบยบินบนฟ้าได้นั้นมีด้วยกันอยู่สามคน

    พวกตัวจิ๋วสวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวพร้อมกับส่งเสียง [นิน นิน] ออกมาอย่างร่าเริง

    "##$&_@"

    พวกมันพูดคุยด้วยภาษาที่ฉันไม่คุ้นหู ก่อนจะเริ่มออกเดินหายไปในเงามืด

    เมื่อเห็นว่าไร้ซึ่งวี่แววของศัตรู ฉันจึงออกมาจากถังขยะโลหะที่ใช้ซ้อนตัว

    พวกมันมาทำอะไร? แล้วสองเผ่านี้กลายเป็นมิตรกันตั้งแต่เมื่อไหร?

    คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

    แต่ที่ฉันรู้คือคงต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้แน่นอน

    ฉันรีบออกเดินหน้าเพื่อค้นหาบานาต่ออีกครั้ง

    วิ่งไปตามตรอกซอยที่ไร้ผู้คน หลบจากถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสว่างราวกลางวัน จนกระทั้งมาพบกับอาคารที่ดูหนักอึ้งหลังหนึ่ง

    อาคารหลังนี้มีรูปทรงแปดเหลี่ยมและสูงมากกว่าสี่สิบ ไม่สิ ห้าสิบเมตร

    บนระเบียงอาคารมีอาวุธคำรามติดตั้งเอาไว้เป็นจำนวนมากและยังมีเวรเฝ้ายามหนาแน่น

    แค่มองผ่านก็รู้แล้วว่าต้องมีอะไรที่สำคัญมากซ่อนอยู่ข้างใน

    "... ไม่น่าใช่ที่นี่"

    มันเป็นอาคารที่มีการวางเวรยามดีจนเกินไป เกินกว่าที่จะใช้เป็นคุกคุมขังเฉลยศึก

    ฉันมองข้ามอาคารที่น่ากลัวตรงหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองแทน

    "ตรงนั้นน่าสงสัย"

    ที่ทิศตะวันตกของเมืองคือพื้นที่การเกษตรซึ่งติดกับริมหน้าผาสูงชัน และหากเดินเลียบพื้นที่ตะวันตกขึ้นไปทางเหนือของเมืองก็จะพบกับสิ่งก่อสร้างทรงโดมขนาดใหญ่

    อาคารนั้นถูกล้อมด้วยรั้วสูงสามเมตร มีพื้นที่สวนกว้างขวางและเต็มไปด้วยธรรมชาติ

    สัญชาตญาณของฉันกำลังบอกว่าบานาอยู่ที่นี่

    "ต้องรีบ…"

    ฉันใช้เวลาไปหลายชั่วโมงกับการเดินลัดตามตรอกซอยจากใจกลางเมืองมาถึงที่นี่

    ฉันไม่รู้หรอกว่ามันผ่านมากี่ชั่วโมงแล้วตั้งแต่ที่แอบลอบเข้ามาจากทางริมผาของเมือง แต่ที่ทราบได้อย่างหนึ่งคือรุ่งอรุณยามเช้ากำลังจะกลับมา

    ฉันกระโดดข้ามกำแพงที่ล้อมอาคารทรงโดมเข้าไปด้านใน

    พื้นที่ข้างในนั้นเต็มไปด้วยอสูรโลหะหลากสายพันธุ์คอยเฝ้ายามอยู่

    แต่จุดบอดยังมีอยู่มาก ฉันเลยใช้ช่องว่างเหล่านั้นเข้ามาถึงตัวอาคารได้สำเร็จ

    "ชิ เสร็จกัน"

    ในตอนที่กำลังคิดหาทางเข้าอาคาร กำแพงตรงหน้าก็ถูกเปิดออกด้วยตัวของมันเอง

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันคงรู้ตัวแล้วว่ามีผู้บุกรุก

    ฉันรีบชักดาบสองมือที่ติดอาวุธคำรามยักษ์มาถือไว้ในมือ

    จับจ้องไปที่รูกว้างตรงกำแพงเพื่อพร้อมที่จะสังหารศัตรู

    แต่ทว่าไม่มีร่องรอยของศัตรูปรากฏตัวเลยสักคนเดียว

    "... เหมือนมีคนจับตามองอยู่? "

    ฉันพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินตัดผ่านเข้าไปในห้องที่มืดมิดอย่างระแวดระวัง

    และในตอนที่ฉันก้าวเท้าเข้าไปในตอนนั้น

    [สวัสดีครับคุณเอรีส ตอนนี้ท่านยะมะโตะกำลังหลับพักผ่อนอยู่ครับ หากมีเรื่องด่วน รบกวนฝากข้อความเอาไว้ที่ผมแทนด้วยครับ]

    ก็มีเสียงเช่นนั้นดังขึ้นมาจากภายในห้องพร้อมกับแสงสว่างที่เจิดจ้าขึ้นมา

    โชคดีที่ฉันพอจะฟังภาษาของพวกมันได้บ้าง เลยเข้าใจได้ว่าเสียงนั้นกำลังพูดถึงอะไร

    แถมเหมือนตลกร้าย อสูรเหล็กประหลาดที่มีตีนตะขาบกับแขนโลหะและไร้ซึ่งดวงตา เจ้าสัตว์หน้าตาประหลาดเหล่านี้ยังมาห้อมล้อมฉันอย่างเป็นมิตรอีกต่างหาก

    นี่เข้าใจผิดว่าฉันเป็นยัยร่านเอรีสคนนั้นหรือ? ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ

    เหมือนว่าเจ้าอสูรพวกนี้จะคิดว่าฉันคือเอรีส

    เอรีส ชื่อของยัยร่านที่บังอาจมาหลอกเข้าใกล้บานาของฉัน

    ถึงจะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่ฉันยังจดจำใบหน้ากับชื่อของเธอได้อยู่

    แต่การที่พวกมันเข้าใจผิดแบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ

    ว่าแต่พวกมันใช้อะไรแยกแยะกัน? เอาแค่ส่วนสูงของฉันกับเอรีสก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้วนะ? หรือว่าพวกมันจะใช้วิธีการดมกลิ่น? แต่กลิ่นตัวของฉันกับยัยร่านนั่นคงไม่น่าคล้ายกันได้หรอก

    กลิ่นตัวฉันต้องหอมกว่าเป็นไหน ๆ อยู่แล้ว

    "... ไม่เป็นไรค่ะ แค่ว่ามีธุระเล็กน้อยกับที่นี่เองค่ะ"

    ฉันพยายามดัดเสียงสูงและพูดจาสุภาพกว่าปกติ

    [เสียงของคุณเอรีสแปลกไปเล็กน้อย ไม่ทราบว่าเป็นหวัดหรือครับ?]

    "นิดหน่อยค่า~"

    รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเองเลยวุ้ย

    [รักษาสุขภาพด้วยครับ แล้วธุระของคุณเอรีสในวันนี้คืออะไรมิทราบครับ?]

    โดนถามแบบนี้… งั้นลองแหย่เล่นดูก่อนแล้วกัน

    "มาหานักโทษที่ชื่อบานาค่ะ~"

    [งั้นเรียนเชิญทางนี้ครับ]

    ง่ายแบบนี้เลยเรอะ!?

    ว่าแล้วฉันก็เดินตามกลุ่มของอสูรเหล็กเข้าไป

    เดินผ่านกำแพงที่เลื่อนเปิดออกได้เอง ผ่านเส้นทางเดินระเบียงที่ติดแผ่นกระจกใสขนาดใหญ่ จนกระทั้งมาถึงห้องหนึ่งที่อยู่สุดปลายทางเดิน

    กำแพงตรงหน้าเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง

    ห้องข้างในนั้นมีพื้นกับผนังสร้างจากวัสดุที่ฉันไม่คุ้นตา แถมยังเล็กคับแคบมาก

    [เชิญครับ]

    บานาอยู่ข้างในห้องเล็ก ๆ แบบนี้เนี่ยนะ?

    ถึงจะดูน่ากังขา แต่ฉันก็ยอมเดินเข้าไปแต่โดยดี

    ฉันก้มตัวผ่านช่องทางเข้าที่สูงเพียงสองเมตรเข้าไปข้างในนั้น

    [กำลังลง โปรดระวังประตู]

    มีเสียงเช่นนั้นดังขึ้นพร้อมกับห้องที่กำลังเลื่อนจมดินลงไปข้างล่าง

    นี่มันใช้เวทมนต์หรือคำสาปอะไรหรือเปล่า!?

    [ชั้น B2 ประตูกำลังเปิดออก]

    และเมื่อกำแพงตรงหน้าเปิดออกกว้างอีกครั้ง ฉันก็ได้พบกับภาพของนรก

    มันคือคุกใต้ดินที่เหม็บอับชื้นแฉะ

    สภาพแวดล้อมนั้นเลวร้ายมาก แถมยังสร้างอย่างลวก ๆ ขึ้นมาด้วยการขุดดินเข้าไปเท่านั้น

    มืดมิด ไร้แสงสว่าง และอึดอันจนอยากอ้วก

    มีเพียงพื้นที่โดยรอบ ณ จุดที่ฉันเกินเข้ามาที่สร้างอย่างปราณีต

    ฉันเห็นพวกพ้องจำนวนมากถูกจับมัดขึงแขน ขา และมัดปิดตาเอาไว้ อีกทั้งยังมีวัตถุทรงกระบอกยัดปากเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากัดลิ้นตัวเองตาย แล้วยังถูกจับแก้ผ้า

    บนร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยบาดแผลกระจายไปทั่วร่าง

    พวกเขาถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

    "... จำนวนน้อยกว่าที่รายงานมาหรือเปล่า? "

    ถึงจะบอกว่ามีจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้ทีมากมายนับหมื่นคนตามที่มีในรายงาน

    ประเมินด้วยสายตาแล้วคงมีเพียงแค่ห้าสิบคนเท่านั้น

    [ทางนี้ครับ]

    เจ้าอสูรเหล็กพาฉันไปที่หัวมุมในสุดของห้องขัง

    [เชิญใช้เวลาได้เต็มที่ กระผมจะไปรอที่ชั้นบนครับ]

    ว่าแล้วเจ้าอสูรเหล็กก็เดินจากไป



    ***AI ผู้สับสน [จาวิส]

    เหมือนว่าวันนี้เอรีสจะตัวสูงขึ้นจากเมื่อวันก่อนหรือเปล่า?

    แต่กระผมจำได้ว่าเอรีสถูกสั่งให้สวมชุดทดลองของเจ้านายเอาไว้ ซึ่งมันมีสีเขียวทั่วทั้งตัว และยังทำให้มีกล้ามเนื้อเหมือนพวกเผ่ายักษ์

    และผู้หญิงที่เข้ามาในศูนย์วิจัยนี้เองก็มีผิวสีเขียวพร้อมกับกล้ามเนื้อของเผ่ายักษ์

    เมื่อฐานข้อมูลตรงกัน ดังนั้นจึงไม่น่าใช่ใครคนอื่นไปได้อีกนอกจากคุณเอรีส

    แต่ว่าน้ำเสียงกับส่วนสูงทำไมมันคลาดเคลื่อนจากเดิมไปเยอะเลยละ?

    โครงหน้าเองก็เพี้ยนจากฐานข้อมูลเดิมไปเยอะเหมือนกัน?

    แต่เธอมาตามหาเชลยศึกบานา ดังนั้นคงเป็นคุณเอรีสจริง ๆ นั่นละ

    และเรื่องขี้ปะติ๋วนี้คงไม่จำเป็นต้องไปรบกวนเจ้านายยะมะโตะที่นอนหลับอยู่หรอก ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องรายงานก็ได้มั้ง?

    ฮะ ฮะ ฮะ AI อย่างผมเริ่มที่จะเรียนรู้มารยาทของมนุษย์บ้างแล้ว ว่ายังไง เก่งใช่มั้ยละครับ

    ฮะ ฮะ ฮะ



    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    ในที่สุดฉันก็ได้พบกับบุรุษที่ฉันรัก

    บานาที่มีสภาพไม่ต่างจากคนอื่น

    เขากำลังพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อดึงโซ่ที่ล่ามเอาไว้ให้พังลงมา

    "... บานา นี่ฉันเอง"

    "##$!! "

    ฉันกระซิบข้างใบหูของบานา

    เขาดูสงบลงในทันที

    ฉันใช้มือของตัวเองลูบไปตามผิวหนังที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา

    กลิ่นกายของเขาช่างหอมชวนชม

    น่ากินจัง

    อ๊ะ… ไม่ได้ ไม่ได้… ตั้งสติเข้าไปแครอท อย่าลืมจุดประสงค์แรกสิตัวเธอนะ

    "คนอื่นตายหมดแล้วเหลือแค่เจ้าคนเดียวที่รอดชีวิต แต่เดียวฉันจะช่วยเจ้าเอง รอสักพักนะ"

    ฉันกระซิบข้างหูบานาเช่นนั้นก่อนจะยืนขึ้นพร้อมกับดาบสองมือที่พกติดมาด้วย

    ความจริงนักโทษทุกคนในห้องนี้ยังไม่มีใครตาย

    แต่จะให้พาทุกคนออกไปมันน่ารำคาญแถมยังแตะตาเกินไป

    และแน่นอนว่าด้วยนิสัยของบานาคงไม่ยอมทิ้งลูกน้องเอาไว้ข้างหลัง

    เพื่อสวัสดิภาพของบานา ฉันเลยจะฆ่าพวกนี้ให้เหี้ยนซะ

    แน่นอนว่าการฆ่าบานาเพื่อให้เขาไปเกิดใหม่เองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ

    กอดคอตายพร้อมบานาเป็นอะไรที่โรแมนติกมากสำหรับฉัน

    แต่ถ้าช่วยเขาออกไปเป็น ๆ มันน่าจะสร้างความประทับใจได้มากกว่า ฉันเลยเลือกหนทางช่วยชีวิตแทน

    เอาละ ว่าแล้วก็รีบเชือดเจ้าพวกไร้ประโยชน์นี้แล้วช่วยบานาออกมาดีกว่า

    ยังไงก็โดนปิดตากันอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่านี่คือฝีมือของฉัน

    หุ หุ หุ



    ในเวลาเดียวกัน

    ***ร้อยชีวิต [คอมมิว]

    สวัสดีครับท่านผู้อ่าน กระผมคอมมิว สุดยอดสายลับ ขุนพลประจำราชินีคอมพาเนียนผู้งดงามครับ

    วันนี้กระผมได้รับภารกิจที่สำคัญยิ่งมา

    "จงล่วงหน้าลอบเข้าเมืองหลวงตามเส้นทางใต้ดินนี้ แล้ววางระเบิดตามตำแหน่งที่ระบุเอาไว้ซะ"

    มันเป็นภารกิจเช่นนั้น

    คนที่สั่งการผมคือเจ้าสเลบที่กระผมเกลียดชัง

    แต่เป็นเพราะว่าองค์ราชินีคอมพาเนียนสั่งมาว่าให้เชื่อฟังเจ้าสเลบกับราชินีแฟต กระผมจึงต้องจำใจยอมทำตามคำสั่งของคนอื่นที่ไม่ใช่องค์ราชินีตัวเอง

    เอาเถอะ ถือว่าทำบุญไปก็แล้วกัน

    "วางเสร็จแล้ว นิน นิน~"

    "งั้นรีบไปตำแหน่งถัดไปเร็ว"

    ลืมบอกไปว่าภารกิจลอบวางระเบิดนี้ต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรตัวจิ๋วจอมซน

    ตอนแรกก็เป็นห่วงเรื่องการสื่อสารอยู่ แต่ดูท่าว่าจะเป็นกังวลอย่างเปล่าประโยชน์

    เจ้าพวกปีศาจแสงมันพูดภาษาของเผ่าเราได้อย่างชัดถ้อยคำมาก

    "ไปต่อที่ตำแหน่งถัดไปเถอะ"

    “นิน~"

    ว่าแล้วกลุ่มของพวกเราก็เดินออกจากกำแพงเหล็กตรงหน้าออกมาสู่ตรอกซอยด้านข้าง

    ความจริงอยากมุดดินมากกว่า แต่พื้นที่แถบนี้เป็นชั้นหินแกรนิตเสียส่วนใหญ่ เลยทำให้ยากแก่การขุดเจาะ

    ดังนั้นพวกเราจึงต้องมาตามเส้นทางเดิมที่สเลบเคยใช้ลอบเข้าเมืองก่อนหน้านี้ แล้วใช้วิธีเดินต่อในเส้นทางบนพื้นดินอย่างที่เห็น

    "พบเงาศัตรู"

    "ผมจัดการเอง"

    ที่ตรอกซอยตรงหน้ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว

    ผมวิ่งไต่ผนังอาคารด้านข้างขึ้นสูง ก่อนที่จะปามีดลงมาแทงทะลุหัวของศัตรู

    มันล้มตัวลงไปกองที่พื้นโดยไม่แม้แต่จะได้ทันรู้ตัวว่าโดนใครฆ่า

    หลังจากนั้นก็ให้ลูกน้องของผมเข้ามาเก็บศพด้วยการกินลงไป

    เขี้ยวของมดทหารระดับองครักษ์เริ่มบดขยี้กระดูกและเลือดเนื้อลงไปจนไม่เหลือซาก

    "หัวหน้า รสชาติเจ้านี่มันชวนแหวะมากเลยครับ มีแต่ไขมันทั้งนั้น"

    "อย่าบ่นน่า"

    ว่าแล้วพวกเราก็ไปต่อที่เป้าหมายถัดไป

    กำแพงที่สูงชันกำลังปรากฏขึ้นตรงหน้า

    "ใกล้จะรุ่งสางแล้ว… เวลาคงเหลือไม่มากแล้วละ"

    แผนการของเจ้าสเลบคือบุกโจมตีในช่วงรุ่งสางของวัน

    แต่ดูเหมือนเจ้าสเลบจะคาดการได้ว่าศัตรูต้องตรวจพบการเคลื่อนทัพของพวกเขาก่อน เลยสั่งให้หน่วยของผมลอบวางระเบิดให้เสร็จตั้งแต่ช่วงที่ท้องฟ้ายังมืดมัวอยู่

    ให้ตายสิ ใช้งานโหดพอกับราชินีของมันเป๊ะ

    "ว่าแต่หน่วยย่อยอื่นจะเป็นอะไรมั้ยครับท่านหัวหน้า? "

    "ห่วงไปก็เท่านั้น โดนสั่งห้ามสื่อสารด้วยคลื่นสมองอยู่ไม่ใช่หรือ? "

    พวกเราโดนสั่งให้ตัดการสื่อสารด้วยคลื่นสมองทั้งหมด

    สเลบที่เคยลอบเข้ามาในเมืองของปีศาจน้อยครั้งหนึ่งนั้น ได้บอกว่าพวกเขาถูกตรวจพบรวดเร็วมาก

    สเลบจึงระแวงว่าเผ่าปีศาจน้อยอาจมีอุปกรณ์ตรวจจับบางอย่าง ซึ่งรวมไปถึงการดักคลื่นสมองที่พวกเราสื่อสารกันด้วย

    เพราะจากเทคโนโลยีที่เรายึดมาได้นั้น พวกปีศาจน้อยมันมีอุปกรณ์ที่สามารถสร้างคลื่นรับส่งทางไกลติดต่อกันได้

    และพวกเราก็สามารถรับคลื่นที่ว่าด้วยอวัยวะหนวดของเราได้เช่นกัน

    นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมเวลารบกับเผ่าปีศาจน้อย พวกเราจะรู้สึกเหมือนว่าได้รับคลื่นอันน่ารำคาญบางอย่างกลับมา

    ในทางกลับกัน มันก็น่าคิดว่าพวกปีศาจน้อยเองก็น่าจะรับคลื่นที่พวกเราสื่อสารผ่านทางสมองได้เช่นกัน

    เจ้าสเลบจึงสั่งแบนห้ามใช้การสื่อสารด้วยคลื่นสมอง จนกว่าจะถึงเวลาเปิดสงครามที่แท้จริง

    พูดตามตรงแล้ว ผมคิดว่าเจ้าสเลบมันขี้ระแวงมากไปหรือเปล่า?

    แต่เพราะโดนย้ำมามาก แถมพันธมิตรอย่างพวกปีศาจแสงยังเห็นดีงามด้วย ผมเลยต้องจำใจยอมทำตามอีกเช่นกัน

    ผมจับจ้องไปที่กำแพงสูงชันตรงหน้า

    บนกำแพงนั้นมีอาวุธยิงไกลอันร้ายเป็นจำนวนมาก

    หากพวกเราวางระเบิดของพวกปีศาจแสงที่นี่ได้ การบุกโจมตีก็จะง่ายดายมากยิ่งขึ้น

    แต่ทว่า--

    "ประสานงานกับหน่วยย่อยอื่นไม่ได้ แถมเวรยามขนาดนี้… ไม่น่าไหวแฮะ"

    ---แต่ทว่างานนี้คงยากเกินไปวะครับ

    บนแนวรั้วคอนกรีดหนาสูงกว่าห้าสิบเมตรนั้นมีเวรยามเดินเป็นจำนวนมาก

    แถมยังมีแสงสว่างเจิดจ้าราวกับกลางวัน

    ที่ฐานเองก็ยังสัตว์ร้ายสี่ขากับสัตว์โลหะที่ดูไร้ชีวิตอีกจำนวนหนึ่งเดินเฝ้ายามเช่นกัน

    แม้แต่หนูตัวเดียวก็คงเฉียดใกล้ไม่ไหว

    "ไม่บุกต่อหรือ นิน นิน~"

    ปีศาจแสงในชุดคลุมสีดำซักถามกระผม

    ก็อยากลอบเข้าไปอยู่ แต่ว่ามันไม่มีช่องว่างเลยนี่สิ

    ในตอนนั้นเองที่กระผมเหลือบไปเห็นบางอย่าง

    "หลังคาอาคาร…"

    หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว มันจะมีบางอาคารที่สูงมากพอจะเป็นฐานกระโดดข้ามไปที่ผนังกำแพงซึ่งห่างออกไปราวยี่สิบเมตรได้

    กระโดดข้ามเวรยามที่หนาแน่นแล้วเกาะไต่ไปตามกำแพงที่สูงชันจากทางด้านข้าง

    ไม่มีทำแหน่งไหนเป็นจุดบอดที่เยี่ยมไปมากกว่าพื้นที่แนวตั้งบนกำแพงแล้ว

    พวกปีศาจแสงเองก็บินได้ ดังนั้นคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรด้วย

    ดีละ งั้นไปเส้นทางนั้นกันเถอะ!



    การคาดการของสเลบนั้นถือว่าถูกต้อง

    เพราะการเคลื่อนทัพของพวกเขาที่กำลังใกล้เข้ามาได้ถูกตรวจพบโดยหน่วยเฝ้าระวังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    "จะเอายังไงกับพวกมันดี? กองทัพผสมขนาดนี้ พวกเราไม่มีทางรับมือไหวแน่นอน"

    "แค่ดูก็รู้แล้วว่าพวกมันกำลังเคลื่อนทัพอ้อมมาทางเหนือที่ไม่เหลือเมืองหน้าด่านอีกต่อไปแล้ว"

    "สั่งย้ายทุกกองทัพมารวมตัวที่เมืองหลวงเถอะ"

    "แล้วถ้าหากกองทัพนั้นเป็นหน่วยล่อเป้า เพื่อให้พวกที่ซ่อนใต้ดินลอบโจมตีจากทางใต้กับตะวันออกพร้อมกันละ? แบบนั้นเดียวก็ได้กลายเป็นถูกล้อมจากทุกทิศทางไปแทนเสียหรอก"

    "ให้ตายสิ เพราะสงครามที่ผ่านมา เลยทำให้แทบไม่เหลืออาวุธเลย"

    เหล่าเสนาธิการต่างกำลังแลกเปลี่ยนกลยุทธ์กันอย่างดุเดือด

    แนวป้องกันภาคเหนือล้วนพังพินาศเพราะการต่อสู้กับคลื่นอสูรเมื่อไม่กี่วันก่อน

    ตัวเมืองหลวงเองก็บาดเจ็บพอควรจากการโจมตีของเผ่ายักษา

    แถมทรัพยากรก็เริ่มขาดแคลนเพราะเมืองท่าทางตอนใต้ถูกยึดไปโดยอาร์โธร์โพดาเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน

    ซ้ำร้ายพวกเขายังดื้อดึงไปรบกับภูติก่อนหน้านี้จนทำให้ฝูงบินเสียหายหนัก

    ด้วยเหตุผลทั้งมวลจึงทำให้พวกเขาแทบไม่เหลืออาวุธอีกต่อไป

    รถถังโดรนกับเครื่องบินโดรนในปัจจุบันเหลือเพียงแค่อย่างละห้าพันยูนิตจากที่มีทั้งหมด

    ฝูงบิน [เฉิงตู เจ-20] ล๊อตใหม่มีทั้งสิ้นแค่ห้าสิบลำ

    เครื่องบินทิ้งระเบิด [B-2] ยี่สิบลำ

    ที่เหลือก็เป็นพวกปืนใหญ่กับอาวุธต่อต้านอากาศที่ติดตั้งประจำแนวปราการป้องกันเมือง กับทหารที่พร้อมต่อสู้เพียงห้าแสนนาย

    ชาวบ้านหรือคนงานคงมานับเป็นกำลังรบไม่ได้

    "งั้นใช้ระเบิดเคมีโจมตีเป็นยังไง? "

    "คงเหลือแค่ทางนั้น"

    สุดท้ายเมื่ออับจนหนทาง พวกเขาจึงต้องงัดอาวุธเคมีออกมาใช้

    ความจริงพวกเขาไม่ค่อยอยากใช้อาวุธเคมีเท่าไหร เพราะมันส่งผลต่อทรัพยากรณ์โดยรอบของเมือง

    "ถ้าอย่างงั้นควรรีบจัดทัพทหารหน่วยหนึ่งออกไปสกัดพวกมัน ถล่มด้วยฝูงบินบรรจุระเบิดเคมีกับให้หน่วยทหารราบไปตั้งกำลังยิงสกัดตามแนวเมืองหน้าด่านก่อนที่พวกมันจะอ้อมทัพผ่านทิศเหนือได้ แค่นี้ก็น่าจะไล่กองทัพกลับไปได้แล้ว"

    "แล้วจะทำยังไงกับพวกกองทัพที่มุดใต้ดินนี้ดีละ? "

    เสนาธิการคนหนึ่งชี้ลงไปบนแผนที่สามมิติบนโต๊ะประชุม

    ใต้ดินลึกลงไปของกองทัพผสมนับแสนนั้น ยังมีอีกกองทัพหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดิน

    กองทัพนั้นกระจายไปทั่วทุกตารางนิ้วจนทำให้ไม่สามารถคาดการได้ว่าจะบุกมาทางทิศไหน

    สาเหตุที่พวกเขาตรวจเจอกองทัพใต้ดินนี้ เป็นเพราะเครื่องตรวจจับแรงสั่นสะเทือนใต้ผิวดินนั่นเอง

    "ใช้อาวุธลับของยะมะโตะดูสิ เห็นมันโม้ว่าใช้ได้ผลนี่น่า"

    หากยังไม่ลืม ในอดีตยะมะโตะเคยได้กล่าวว่ามีเตรียมไพ่ตายสำหรับต่อต้านเผ่าอาร์โธร์โพดาเอาไว้

    และตอนนี้คงถึงเวลาที่ต้องงัดเอาออกมาใช้แล้ว

    "แล้วถ้าไม่ได้ผล? "

    แต่ก็ยังมีเรื่องน่ากังวลว่ามันจะใช้ไม่ได้ผลเหมือนอย่างกรณีจรวดต่อต้านภูติเช่นกัน

    "ถ้าเป็นแบบนั้นก็ล่อเข้ามาในเมืองหน้าด่าน แล้วระเบิดทิ้งไปพร้อมกับเมืองเลย ยังไงเมืองหลวงก็ตั้งบนชั้นหินแกรนิต พวกมันไม่สามารถมุดเป็นกองทัพขนาดใหญ่ลอบเข้ามาได้หรอก อย่างมากก็ทำได้แค่โจมตีเมืองหน้าด่านเท่านั้น"

    สำหรับพวกเขาแล้วเมืองหน้าด่านจะเป็นยังไงก็ช่าง ขอแค่เมืองหลวงกับคริสตัลแห่งชีวิตรอดไปได้ก็พอแล้ว

    "แล้วจะลองใช้ระเบิดต่อต้านภูติรุ่นพัฒนาที่ยะมะโตะส่งมาเมื่อวันก่อนดูดีมั้ย? "

    "ไอจรวดขยะสิบลูกนั้นนะเหรอ? ลองเอาไปใช้ก็ไม่น่าเสียหายหรอก อนุมัติให้เอาไปบรรจุยิงได้"

    "จะว่าไป ถ้าพวกเราทำให้พวกมันแตกคอกันได้ก็น่าจะดีนะ"

    "แล้วมีใครในพวกเราที่สนิทกับพวกภูติหรือเผ่ามนุษย์มดบ้างละ? อย่าลืมสิว่าพวกเราเคยทำบ้าอะไรกับพวกมันเอาไว้บ้างนะ"

    ดูเหมือนว่าแผนทำลายมิตรภาพศัตรูจะเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขา

    "ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ต้องสู้ด้วยอาวุธเท่าที่มีก่อน เรื่องการเมืองคงต้องใช้พวกนักการเมืองจัดการละนะ"

    แต่ก็ใช่ว่าจะปัดตกแนวคิดทางการทูตไปได้เช่นกัน"

    "งั้นพวกเรามาแบ่งกำลังทัพตาม---"

    ว่าแล้วเหล่าผู้บัญชาการฝ่ายมนุษย์ก็เริ่มจัดสรรแบ่งเหล่าทัพ เพื่อเตรียมรับมือกับข้าศึกที่มีทั้งเทคโนโลยีและจำนวนทหารมากกว่าเกือบเท่าตัว

    สงครามกำลังใกล้ที่จะเริ่มปะทุขึ้นแล้ว