จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 107 ข้าเงียบอย่าคิดว่าข้าไม่เอาคืน Re

            ภายในห้องเรียนคลาสดนตรีของสำนักงานใหญ่นั้นแตกต่างกับศูนย์ฝึกอบรมย่อยอย่างสิ้นเชิง  ในห้องมีลักษณะเหมือนกับโรงละคร  เวทีที่อาจารย์ใช้บรรยายสอนนั้นมีความกว้างมาก  ด้านหลังมีเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดวางหรือแขวนเอาไว้


            การบรรยายเริ่มมาประมาณ 20 นาที  อาจารย์ที่เข้ามาบรรยายให้เวลาแต่ละคน 20 นาที  ในการทดลองแต่งเพลง  เอาเฉพาะแค่ดนตรีเพียงอย่างเดียว  โดยได้กำหนดเงื่อนไขหรือจุดบังคับให้กับพวกเขาด้วย


            “อาจารย์  แล้วแบบนี้นักแสดงที่เพิ่งหันมาเรียนดนตรีจะทำได้เหรอครับ” ชายหนุ่มที่มีเรื่องกับไป่ฉีเมื่อครู่ยกมือถามอาจารย์ที่บรรยาย  อาจารย์มองไปที่ชายหนุ่มก่อนจะพูดขึ้น


            “มันเรื่องของเขา  เธอทำของเธอให้ดีเถอะ แล้วกรุณาเก็บคำหวานอาบยาพิษนั่นไปด้วย  ฉันขอเตือนเธออย่างหนึ่งนะ  คนบางคนเหมือนไม่มีอะไร  แต่อาจเป็นเสือห่มหนังแกะมาก็ได้ใครจะรู้” อาจารย์ที่บรรยายกล่าวเตือน  เขาเป็น 1 ในคนที่จับตามองไป่ฉีอยู่  เพราะอาจารย์ที่สอนคลาสดนตรีที่ศูนย์ฝึกอบรมเป็นเพื่อนกับเขา  มักจะเล่าเกี่ยวกับความสามารถของไป่ฉีให้เขาฟังเสมอ  และวันนี้เขาก็อยากจะลองฟังการเล่นดนตรีของไป่ฉีด้วยหูของตัวเอง


            ไป่ฉีที่เห็นชายคนนั้นพูดเหน็บตัวเอง  ก็มองไปที่ชายคนนั้น  ก่อนจะขีดโน๊ตเพลงที่เขาเขียนเมื่อครู่ และเขียนมันขึ้นมาใหม่  คนที่อยู่ใกล้ ๆ กับไป่ฉีมองไป่ฉีด้วยสายตาที่เห็นใจ  วันนี้การทดสอบในคลาสถือว่าโหดมาก  ไป่ฉีมาเรียนคลาสนี้ผิดเวลาจริง ๆ


            'ไอ้หนูนั่น  เห็นข้านิ่งก็จิกกัด  ตอดเล็กตอดน้อยเหลือเกินนะ  ตอนแรกว่าจะแต่งทำนองสบาย ๆ เสียหน่อย  อยากลองของข้า  เดี๋ยวเอ็งได้เจอแน่  เห็นบิดาผู้นี้นิ่งใช่ว่าข้าจะมิเอาคืนเจ้า' ไป่ฉีคิด  ระหว่างเขาเขียนโน๊ตเพลง  เขาเหลือบไปเห็นพิณตัวหนึ่ง  ทำให้เขายกยิ้มขึ้นมา  แต่ก็น่าแปลกที่เครื่องดนตรีโบราณมากมายกลับไม่เอามา  มีเพียงพิณแบบโบราณเท่านั้นที่วางอยู่  ท่ามกลางเครื่องดนตรีสากล


            “หมดเวลาแล้ว  ใครจะเริ่มก่อน” อาจารย์กล่าวขึ้น


            “ให้ไป่ฉีก่อนไหมครับ  หากพวกผมออกไปจะเป็นการทำลายความมั่นใจของเขาเปล่า ๆ” ชายหนุ่มคนนั้นยังคงจิกกัดไป่ฉีไม่เลิก  หญิงสาวหลายคนเริ่มมองจิกเพื่อให้เขาเงียบลง  แต่เขาทำเป็นไม่เห็นสายตาตำหนิของหญิงสาวเหล่านั้น


            ไป่ฉีลุกขึ้นเดินไปที่เวที  เขาทำความเคารพอาจารย์  ก่อนจะเดินไปหยิบพิณโบราณที่เป็นเครื่องดนตรีโบราณเพียงชิ้นเดียวบนเวทีมา  แล้วเดินมาที่ด้านหน้าสุดของเวที และนั่งขัดสมาธิพร้อมกับเอาพิณวางไว้บนตักของเขา  เกิดเสียงฮือฮาขึ้น  เพราะเครื่องดนตรีที่ไป่ฉีเลือกนั้นเป็นชิ้นที่พวกเขามองว่าไม่มีทางมีคนเลือกแน่ ๆ  แต่ไป่ฉีกลับเลือกมันมาเล่นเพลงที่ตัวเองแต่ง  


            ไป่ฉีนั้นหลับตาลง  นิ้วเรียวราวของชายหนุ่มวางอยู่บนสายพิณ  เขากำลังรอให้ทุกคนเงียบอยู่  ซึ่งอาจารย์ก็สังเกตเห็น


            “เงียบ ๆ หน่อย  อาจารย์จะฟังดนตรี ไม่ได้ฟังเสียงพวกเธอ” อาจารย์กล่าว  ทำให้เสียงทั้งหมดเริ่มเงียบลง


            เมื่อเสียงเงียบลงแล้วไป่ฉีก็เริ่มบรรเลงพิณบนตักของเขาทันที  ช่วงอินโทรนั้นเป็นการเริ่มแบบช้า ๆ เบาสบาย  พอเข้าสู่ท่อนแรก  ดนตรีกลับเปลี่ยนเป็นปลุกเร้า  มันทำให้คนฟังรู้สึกตื่นเต้น  เลือดลมสูบฉีด  บางคนถึงกับเริ่มเคาะนิ้วตามจังหวะของดนตรี  แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  เมื่อมีช่วงที่ดนตรีกระแทกขึ้นครั้งแรกในท่อนที่ 1  ชายหนุ่มที่หาเรื่องไป่ฉีเริ่มนั่งไม่อยู่  ก่อนที่จะมีเลือดไหลออกที่มุมปากของเขา  เขาที่สังเกตเห็นก็รีบเอานิ้วปาดและมองเลือดที่อยู่ที่นิ้วของเขาด้วยสีหน้าตกใจ


            “เฮ้ย  นายเป็นอะไรวะ  เลือดออกมุมปากเนี่ย” ยังไม่ทันที่เพื่อนของชายหนุ่มจะได้รับคำตอบ  เสียงดนตรีกระแทกครั้งที่ 2 ก็ดังขึ้น  พร้อมกับชายหนุ่มที่หาเรื่องไป่ฉี  พ่นเลือดออกมาจากปาก  ถึงตอนนี้ทำให้เริ่มมีเสียงกรีดร้องเกิดขึ้น  อาจารย์เองก็รีบเดินไปดูเช่นกัน  แต่ไป่ฉียังคงหลับตาดีดพิณต่อไป  ราวกับเขาได้ดำดิ่งลงสู่อารมณ์เพลงไปแล้ว


            'หึ เอ็งเห็นบิดาผู้นี้นิ่งเฉยแล้วคิดว่าข้าคนนี้กลัวงั้นเหรอ  ไม่มีทางเสียหรอก  ข้าจะตีเจ้าให้น่วมเป็นการสั่งสอน  ให้รู้จักสัมมาคารวะเสียบ้าง' ไป่ฉียังคงดีดท่วงทำนองกระแทกอีก 3-4 ครั้ง


            พรวด


            สภาพของชายหนุ่มตอนนี้  เสื้อผ้ากับตามตัวเปื้อนไปด้วยเลือด  ทุกคนตอนนี้แทบไม่ได้สนใจดนตรีที่ไป่ฉีเล่นแล้ว  พวกเขาต่างมุงดูชายหนุ่มที่กระอักเลือดออกมาด้วยความตกใจ  บางคนที่เห็นเลือดก็เป็นลมไป  สภาพห้องเรียนดนตรีตอนนี้ดูวุ่นวายไปหมด  อาจารย์ได้โทรเรียกรถพยาบาลแล้ว  เพราะชายหนุ่มยังคงกระอักเลือดออกมาเรื่อย ๆ และดูจากสภาพแล้วเขากำลังจะช็อกเพราะเสียเลือดมากเกินไป


            ไป่ฉีเล่นเพลงจบแล้ว  เขานำพิณไปวางไว้ที่เดิม  ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปดูสภาพของคนที่เขาใช้พลังปราณแฝงไปกับเสียงพิณอัดมันจนน่วมจมกองเลือดอยู่ตอนนี้


            ชายหนุ่มตอนนี้แม้จะมึนหัวไปหมด  เขากำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่  แต่แล้วเขาก็เห็นหน้าของคนที่เขาจิกกัดเมื่อครู่


            “นายเป็นอะไรรึเปล่า” ไป่ฉีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง  ทุกคนได้ยินกันหมด  ต่างก็คิดในใจว่า  ดูซิเนี่ย  ขนาดหมอนี่ร้ายกับไป่ฉีขนาดนั้น  ไป่ฉีกลับยังเป็นห่วงคนที่ว่าร้ายตัวเอง  หมอนี่กล้าว่าร้ายคนดี ๆ แบบไป่ฉี  มันน่าแช่งให้ตายไปตรงนี้เลยดีกว่ามั้ง


            แม้ในสายตาคนอื่นจะเห็นเป็นแบบนั้น  แต่ชายคนนั้นกลับเห็นเงาของพยัคฆ์สูงใหญ่แววตาสีทองส่องประกาย  ส่งกลิ่นอายคุกคามเขา  ก่อนร่างเงาของมันจะพุ่งจากข้างหลังของไป่ฉีมาหาเขาและอ้าปากกว้างขึ้นจนเขาเห็นโพรงปากข้างในที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม  ชายคนนั้นได้สัมผัสถึงความกลัวสุดขีด  ในที่สุดเขาก็หลั่งน้ำสีใสอมเหลืองนิด ๆ  ออกมาจากหว่างขา  พร้อมกับบางสิ่งที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์


            ทุกคนเริ่มถอยออกห่าง และรีบวิ่งออกไปจากห้องเรียนทันที  บางคนอาเจียนออกมา  ตอนนี้สถานะการณ์วุ่นวายมากขึ้น  พนักงานที่ทราบเรื่องต่างก็เข้ามาเพื่อช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์


            ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีทุกอย่างจึงสงบลง  ไป่ฉีออกมาจากห้องและนั่งเล่นสมาร์ทโฟนในมืออย่างอารมณ์ดี  ส่วนเมิ่งชิงชิงชะเง้อมองเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น  ชายคนนั้นถูกเจ้าหน้าที่จากรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลหามขึ้นเตียงฉุกเฉินไป  มีสายน้ำเกลือระโยงระยางเต็มไปหมด  พนักงานต่างมองด้วยสีหน้าตกใจ  เลือดโชกขนาดนี้เขาไปโดนอะไรมากัน


            อาจารย์ได้สั่งให้พวกเขาย้ายห้องเรียน และเริ่มเรียนกันต่อ  ด้วยความที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น  อาจารย์จึงให้ไป่ฉีแสดงอีกครั้ง  แม้จะเล่นจากพิณโบราณ  แต่กลับมีความสนุกตื่นเต้น  จนมาถึงท่อนที่ 3 ดนตรีเปลี่ยนเป็นสงบเย็น และมีกลิ่นอายชวนน่าค้นหา  หลายคนในคลาสเรียนต่างจมสู่อารมณ์เพลงจนมีใบหน้าเหม่อลอย


            เมื่อเสียงเงียบลงแล้ว  ไป่ฉีจงใจดีดพิณ 1 ครั้งเพื่อปลุกทุกคนจากอารมณ์เพลงที่เขาเล่น  จากนั้นก็มีเสียงฮือฮาของเหล่าคนที่อยู่ในคลาส  ส่วนอาจารย์น่ะเหรอ  เขามีหยดน้ำที่หางตา  แสดงว่าคงรับรู้ถึงอารมณ์เพลงช่วงสุดท้ายได้มากกว่าคนอื่นเป็นแน่


            “ยอดเยี่ยมมากไป่ฉี  สมแล้วที่เพื่อนฉันบอกว่าเธอมีพรสวรรค์” อาจารย์ปรบมือขึ้น  คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน  พวกเขาไม่คิดว่าดนตรีที่บรรเลงโดยพิณโบราณจะสร้างความประทับใจให้พวกเขาได้มากขนาดนี้


            “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” ไป่ฉีถ่อมตัว


            “น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มาเรียนที่นี่  ไม่งั้นฉันคงจะสอนอะไรเธอได้มากกว่าที่เธอเรียนจากที่ศูนย์” อาจารย์กล่าว


            “คงต้องหลังจากผมสอบเข้าที่มัธยมปลายมิดการ์ดได้ก่อนน่ะครับ  ถ้าหากสอบติดผมถึงจะย้ายมาที่เมืองหลวง” ไป่ฉีกล่าว


            “ดี ดี ดี  ขอให้เธอสอบได้นะ” อาจารย์กล่าว  ก่อนจะผายมือให้ไป่ฉีกลับไปนั่งที่  โดยไม่มีแม้คำวิจารณ์ที่ควรจะมีในการชี้แนะแนวทางให้


            “อาจารย์คะ  ไม่มีคอมเมนต์เหรอคะ” หญิงสาวยกมือถาม


            “ไม่มี  ที่พวกเธอได้ยินไปเมื่อกี้เป็นเพลงพิณโบราณที่ประยุกต์ให้เป็นดนตรีสมัยใหม่  อารมณ์เพลงที่สื่อออกมานั้นขนาดพวกเธอยังสามารถสัมผัสถึงมันได้  มันจึงถือเป็นดนตรีที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเป็นพวกขั้นปรมาจารย์อาจมีคำติหรือคำวิจารณ์เกี่ยวกับการบรรเลงพิณของไป่ฉี” อาจารย์กล่าวก่อนจะหยุดลง  พร้อมกับพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง


            “ศิลปะการแสดง  ดนตรี  ไม่ใช่แค่บอกว่ามันเป็นของชั้นสูง  ต้องคนดูเป็นเท่านั้นถึงจะเข้าใจ  ผู้ที่บอกว่าตนเป็นกูรู  ปรมาจารย์ด้านใดในสิ่งเหล่านี้  บอกว่าตนสามารถแสดงของชั้นสูงเหล่านี้ได้  เมื่อมีคนออกมาบอกว่าดูไม่เห็นรู้เรื่อง หรือดูไม่เข้าใจ  พวกเขาก็จะตอบแค่ว่าเพราะมันเป็นการแสดงชั้นสูง  พวกคุณไม่มีทางเข้าใจมันหรอก  นั่นเป็นความคิดที่ผิด  คนพวกนั้นไม่สมควรที่เรียกตนเองว่าเป็นปรมาจารย์  พวกศิลปะ การแสดง  ดนตรี ทั้งหลายนี้หากมีคนทำออกมาแล้วบอกว่าเป็นงานชั้นครู  แต่คนจำนวนมากดูไม่รู้เรื่อง  ไม่เข้าใจ  มันจะไปมีคุณค่าได้อย่างไร  ของแบบนี้สมควรให้พวกเขาเก็บไว้ดูเอง  ขึ้นหิ้งไว้อย่างนั้นโดยไม่มีราคาค่างวดใด ๆ  ส่วนดนตรีของไป่ฉีนั้นแม้จะไม่ได้สมบูรณ์  แต่สามารถให้พวกเธอหรือคนทั่วไปสามารถสัมผัสถึงอารมณ์เพลงได้  นี่ต่างหากคือสิ่งที่มีคุณค่าในสายตาคนทั่วไปอย่างแท้จริงอย่างที่ควรจะเป็น  บริษัทที่พวกเธอสังกัดก็เช่นกัน  หากเธอทำงานที่ไม่สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าได้  แม้จะบอกว่างานที่ทำนั้นระดับสุดยอด  บริษัทก็จะโยนมันลงถังเหมือนขยะชิ้นหนึ่ง  พวกเธออยู่ในวงการด้านดนตรี  จงจำเอาไว้” อาจารย์ร่ายยาว  โดยส่วนตัวเขาไม่ชอบพวกที่อ้างตัวเองว่าเป็นปรมาจารย์ดนตรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ที่อวดอ้างว่าดนตรีที่ตนเองเล่นนั้นดี  ทรงคุณค่า  แต่กลับขายไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว  เพราะอะไรน่ะเหรอ  เพราะมันคือขยะยังไงล่ะ


            หลังเลิกคลาส ไป่ฉีเดินออกมาจากห้องเรียน  เขาเห็นเมิ่งชิงชิงกำลังเปิดโน้ตบุ๊กทำอะไรบางอย่างอยู่  จึงได้เดินเข้าไปหาแล้วนั่งลงข้าง ๆ


            “ทำอะไรอยู่ครับพี่ชิงชิง” ไป่ฉีถาม


            “หางานให้นายไง  นายต้องทำงานให้มากเพื่อสร้างชื่อเสียง” เมิ่งชิงชิงกล่าวพร้อมกับปิดโน้ตบุ๊กลง


            “รับทราบครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “อ้อ นี่เป็นสัญญาจ้างเป็นพิธีกรเสริมรายการแอดเวนเจอร์  นี่เป็นสัญญาระยะสั้นน่ะ  พวกเขาคงอยากจะลองดูว่าเรตติงหลังนายไปออกรายการจะเป็นยังไงบ้าง  ถ้าเรตติงออกมาดี  นายถึงจะได้สัญญาระยะยาว” เมิ่งชิงชิงยื่นเอกสารออกมาให้ไป่ฉีอ่าน


            ไป่ฉีอ่านอยู่สักครู่  เขาก็เซ็นลงไปในหนังสือสัญญาทันที  เขารอให้เมิ่งชิงชิงนำเอกสารไปยื่นที่ฝ่ายธุรการ  ก่อนที่เขากับเมิ่งชิงชิงจะไปขึ้นรถที่ลานจอดรถ และขับออกไปยังโรงแรมที่เป็นที่จัดงานเลี้ยง

    _____________________________

    ส่งงานครับ วันนี้จะอัพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ ^^



            หลังเสาต้นหนึ่งในลานจอดรถ  มีเงาของคนคนหนึ่ง  โทรหาใครสักคนเพื่อรายงานว่ารถของเป้าหมายขับออกจากลานจอดรถตึกสำนักงานใหญ่ของ LSA แล้ว

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน