ภายในห้องเรียนคลาสดนตรีของสำนักงานใหญ่นั้นแตกต่างกับศูนย์ฝึกอบรมย่อยอย่างสิ้นเชิง ในห้องมีลักษณะเหมือนกับโรงละคร เวทีที่อาจารย์ใช้บรรยายสอนนั้นมีความกว้างมาก ด้านหลังมีเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดวางหรือแขวนเอาไว้
การบรรยายเริ่มมาประมาณ 20 นาที อาจารย์ที่เข้ามาบรรยายให้เวลาแต่ละคน 20 นาที ในการทดลองแต่งเพลง เอาเฉพาะแค่ดนตรีเพียงอย่างเดียว โดยได้กำหนดเงื่อนไขหรือจุดบังคับให้กับพวกเขาด้วย
“อาจารย์ แล้วแบบนี้นักแสดงที่เพิ่งหันมาเรียนดนตรีจะทำได้เหรอครับ” ชายหนุ่มที่มีเรื่องกับไป่ฉีเมื่อครู่ยกมือถามอาจารย์ที่บรรยาย อาจารย์มองไปที่ชายหนุ่มก่อนจะพูดขึ้น
“มันเรื่องของเขา เธอทำของเธอให้ดีเถอะ แล้วกรุณาเก็บคำหวานอาบยาพิษนั่นไปด้วย ฉันขอเตือนเธออย่างหนึ่งนะ คนบางคนเหมือนไม่มีอะไร แต่อาจเป็นเสือห่มหนังแกะมาก็ได้ใครจะรู้” อาจารย์ที่บรรยายกล่าวเตือน เขาเป็น 1 ในคนที่จับตามองไป่ฉีอยู่ เพราะอาจารย์ที่สอนคลาสดนตรีที่ศูนย์ฝึกอบรมเป็นเพื่อนกับเขา มักจะเล่าเกี่ยวกับความสามารถของไป่ฉีให้เขาฟังเสมอ และวันนี้เขาก็อยากจะลองฟังการเล่นดนตรีของไป่ฉีด้วยหูของตัวเอง
ไป่ฉีที่เห็นชายคนนั้นพูดเหน็บตัวเอง ก็มองไปที่ชายคนนั้น ก่อนจะขีดโน๊ตเพลงที่เขาเขียนเมื่อครู่ และเขียนมันขึ้นมาใหม่ คนที่อยู่ใกล้ ๆ กับไป่ฉีมองไป่ฉีด้วยสายตาที่เห็นใจ วันนี้การทดสอบในคลาสถือว่าโหดมาก ไป่ฉีมาเรียนคลาสนี้ผิดเวลาจริง ๆ
'ไอ้หนูนั่น เห็นข้านิ่งก็จิกกัด ตอดเล็กตอดน้อยเหลือเกินนะ ตอนแรกว่าจะแต่งทำนองสบาย ๆ เสียหน่อย อยากลองของข้า เดี๋ยวเอ็งได้เจอแน่ เห็นบิดาผู้นี้นิ่งใช่ว่าข้าจะมิเอาคืนเจ้า' ไป่ฉีคิด ระหว่างเขาเขียนโน๊ตเพลง เขาเหลือบไปเห็นพิณตัวหนึ่ง ทำให้เขายกยิ้มขึ้นมา แต่ก็น่าแปลกที่เครื่องดนตรีโบราณมากมายกลับไม่เอามา มีเพียงพิณแบบโบราณเท่านั้นที่วางอยู่ ท่ามกลางเครื่องดนตรีสากล
“หมดเวลาแล้ว ใครจะเริ่มก่อน” อาจารย์กล่าวขึ้น
“ให้ไป่ฉีก่อนไหมครับ หากพวกผมออกไปจะเป็นการทำลายความมั่นใจของเขาเปล่า ๆ” ชายหนุ่มคนนั้นยังคงจิกกัดไป่ฉีไม่เลิก หญิงสาวหลายคนเริ่มมองจิกเพื่อให้เขาเงียบลง แต่เขาทำเป็นไม่เห็นสายตาตำหนิของหญิงสาวเหล่านั้น
ไป่ฉีลุกขึ้นเดินไปที่เวที เขาทำความเคารพอาจารย์ ก่อนจะเดินไปหยิบพิณโบราณที่เป็นเครื่องดนตรีโบราณเพียงชิ้นเดียวบนเวทีมา แล้วเดินมาที่ด้านหน้าสุดของเวที และนั่งขัดสมาธิพร้อมกับเอาพิณวางไว้บนตักของเขา เกิดเสียงฮือฮาขึ้น เพราะเครื่องดนตรีที่ไป่ฉีเลือกนั้นเป็นชิ้นที่พวกเขามองว่าไม่มีทางมีคนเลือกแน่ ๆ แต่ไป่ฉีกลับเลือกมันมาเล่นเพลงที่ตัวเองแต่ง
ไป่ฉีนั้นหลับตาลง นิ้วเรียวราวของชายหนุ่มวางอยู่บนสายพิณ เขากำลังรอให้ทุกคนเงียบอยู่ ซึ่งอาจารย์ก็สังเกตเห็น
“เงียบ ๆ หน่อย อาจารย์จะฟังดนตรี ไม่ได้ฟังเสียงพวกเธอ” อาจารย์กล่าว ทำให้เสียงทั้งหมดเริ่มเงียบลง
เมื่อเสียงเงียบลงแล้วไป่ฉีก็เริ่มบรรเลงพิณบนตักของเขาทันที ช่วงอินโทรนั้นเป็นการเริ่มแบบช้า ๆ เบาสบาย พอเข้าสู่ท่อนแรก ดนตรีกลับเปลี่ยนเป็นปลุกเร้า มันทำให้คนฟังรู้สึกตื่นเต้น เลือดลมสูบฉีด บางคนถึงกับเริ่มเคาะนิ้วตามจังหวะของดนตรี แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีช่วงที่ดนตรีกระแทกขึ้นครั้งแรกในท่อนที่ 1 ชายหนุ่มที่หาเรื่องไป่ฉีเริ่มนั่งไม่อยู่ ก่อนที่จะมีเลือดไหลออกที่มุมปากของเขา เขาที่สังเกตเห็นก็รีบเอานิ้วปาดและมองเลือดที่อยู่ที่นิ้วของเขาด้วยสีหน้าตกใจ
“เฮ้ย นายเป็นอะไรวะ เลือดออกมุมปากเนี่ย” ยังไม่ทันที่เพื่อนของชายหนุ่มจะได้รับคำตอบ เสียงดนตรีกระแทกครั้งที่ 2 ก็ดังขึ้น พร้อมกับชายหนุ่มที่หาเรื่องไป่ฉี พ่นเลือดออกมาจากปาก ถึงตอนนี้ทำให้เริ่มมีเสียงกรีดร้องเกิดขึ้น อาจารย์เองก็รีบเดินไปดูเช่นกัน แต่ไป่ฉียังคงหลับตาดีดพิณต่อไป ราวกับเขาได้ดำดิ่งลงสู่อารมณ์เพลงไปแล้ว
'หึ เอ็งเห็นบิดาผู้นี้นิ่งเฉยแล้วคิดว่าข้าคนนี้กลัวงั้นเหรอ ไม่มีทางเสียหรอก ข้าจะตีเจ้าให้น่วมเป็นการสั่งสอน ให้รู้จักสัมมาคารวะเสียบ้าง' ไป่ฉียังคงดีดท่วงทำนองกระแทกอีก 3-4 ครั้ง
พรวด
สภาพของชายหนุ่มตอนนี้ เสื้อผ้ากับตามตัวเปื้อนไปด้วยเลือด ทุกคนตอนนี้แทบไม่ได้สนใจดนตรีที่ไป่ฉีเล่นแล้ว พวกเขาต่างมุงดูชายหนุ่มที่กระอักเลือดออกมาด้วยความตกใจ บางคนที่เห็นเลือดก็เป็นลมไป สภาพห้องเรียนดนตรีตอนนี้ดูวุ่นวายไปหมด อาจารย์ได้โทรเรียกรถพยาบาลแล้ว เพราะชายหนุ่มยังคงกระอักเลือดออกมาเรื่อย ๆ และดูจากสภาพแล้วเขากำลังจะช็อกเพราะเสียเลือดมากเกินไป
ไป่ฉีเล่นเพลงจบแล้ว เขานำพิณไปวางไว้ที่เดิม ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปดูสภาพของคนที่เขาใช้พลังปราณแฝงไปกับเสียงพิณอัดมันจนน่วมจมกองเลือดอยู่ตอนนี้
ชายหนุ่มตอนนี้แม้จะมึนหัวไปหมด เขากำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ แต่แล้วเขาก็เห็นหน้าของคนที่เขาจิกกัดเมื่อครู่
“นายเป็นอะไรรึเปล่า” ไป่ฉีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ทุกคนได้ยินกันหมด ต่างก็คิดในใจว่า ดูซิเนี่ย ขนาดหมอนี่ร้ายกับไป่ฉีขนาดนั้น ไป่ฉีกลับยังเป็นห่วงคนที่ว่าร้ายตัวเอง หมอนี่กล้าว่าร้ายคนดี ๆ แบบไป่ฉี มันน่าแช่งให้ตายไปตรงนี้เลยดีกว่ามั้ง
แม้ในสายตาคนอื่นจะเห็นเป็นแบบนั้น แต่ชายคนนั้นกลับเห็นเงาของพยัคฆ์สูงใหญ่แววตาสีทองส่องประกาย ส่งกลิ่นอายคุกคามเขา ก่อนร่างเงาของมันจะพุ่งจากข้างหลังของไป่ฉีมาหาเขาและอ้าปากกว้างขึ้นจนเขาเห็นโพรงปากข้างในที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม ชายคนนั้นได้สัมผัสถึงความกลัวสุดขีด ในที่สุดเขาก็หลั่งน้ำสีใสอมเหลืองนิด ๆ ออกมาจากหว่างขา พร้อมกับบางสิ่งที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์
ทุกคนเริ่มถอยออกห่าง และรีบวิ่งออกไปจากห้องเรียนทันที บางคนอาเจียนออกมา ตอนนี้สถานะการณ์วุ่นวายมากขึ้น พนักงานที่ทราบเรื่องต่างก็เข้ามาเพื่อช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์
ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีทุกอย่างจึงสงบลง ไป่ฉีออกมาจากห้องและนั่งเล่นสมาร์ทโฟนในมืออย่างอารมณ์ดี ส่วนเมิ่งชิงชิงชะเง้อมองเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชายคนนั้นถูกเจ้าหน้าที่จากรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลหามขึ้นเตียงฉุกเฉินไป มีสายน้ำเกลือระโยงระยางเต็มไปหมด พนักงานต่างมองด้วยสีหน้าตกใจ เลือดโชกขนาดนี้เขาไปโดนอะไรมากัน
อาจารย์ได้สั่งให้พวกเขาย้ายห้องเรียน และเริ่มเรียนกันต่อ ด้วยความที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น อาจารย์จึงให้ไป่ฉีแสดงอีกครั้ง แม้จะเล่นจากพิณโบราณ แต่กลับมีความสนุกตื่นเต้น จนมาถึงท่อนที่ 3 ดนตรีเปลี่ยนเป็นสงบเย็น และมีกลิ่นอายชวนน่าค้นหา หลายคนในคลาสเรียนต่างจมสู่อารมณ์เพลงจนมีใบหน้าเหม่อลอย
เมื่อเสียงเงียบลงแล้ว ไป่ฉีจงใจดีดพิณ 1 ครั้งเพื่อปลุกทุกคนจากอารมณ์เพลงที่เขาเล่น จากนั้นก็มีเสียงฮือฮาของเหล่าคนที่อยู่ในคลาส ส่วนอาจารย์น่ะเหรอ เขามีหยดน้ำที่หางตา แสดงว่าคงรับรู้ถึงอารมณ์เพลงช่วงสุดท้ายได้มากกว่าคนอื่นเป็นแน่
“ยอดเยี่ยมมากไป่ฉี สมแล้วที่เพื่อนฉันบอกว่าเธอมีพรสวรรค์” อาจารย์ปรบมือขึ้น คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน พวกเขาไม่คิดว่าดนตรีที่บรรเลงโดยพิณโบราณจะสร้างความประทับใจให้พวกเขาได้มากขนาดนี้
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” ไป่ฉีถ่อมตัว
“น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มาเรียนที่นี่ ไม่งั้นฉันคงจะสอนอะไรเธอได้มากกว่าที่เธอเรียนจากที่ศูนย์” อาจารย์กล่าว
“คงต้องหลังจากผมสอบเข้าที่มัธยมปลายมิดการ์ดได้ก่อนน่ะครับ ถ้าหากสอบติดผมถึงจะย้ายมาที่เมืองหลวง” ไป่ฉีกล่าว
“ดี ดี ดี ขอให้เธอสอบได้นะ” อาจารย์กล่าว ก่อนจะผายมือให้ไป่ฉีกลับไปนั่งที่ โดยไม่มีแม้คำวิจารณ์ที่ควรจะมีในการชี้แนะแนวทางให้
“อาจารย์คะ ไม่มีคอมเมนต์เหรอคะ” หญิงสาวยกมือถาม
“ไม่มี ที่พวกเธอได้ยินไปเมื่อกี้เป็นเพลงพิณโบราณที่ประยุกต์ให้เป็นดนตรีสมัยใหม่ อารมณ์เพลงที่สื่อออกมานั้นขนาดพวกเธอยังสามารถสัมผัสถึงมันได้ มันจึงถือเป็นดนตรีที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเป็นพวกขั้นปรมาจารย์อาจมีคำติหรือคำวิจารณ์เกี่ยวกับการบรรเลงพิณของไป่ฉี” อาจารย์กล่าวก่อนจะหยุดลง พร้อมกับพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศิลปะการแสดง ดนตรี ไม่ใช่แค่บอกว่ามันเป็นของชั้นสูง ต้องคนดูเป็นเท่านั้นถึงจะเข้าใจ ผู้ที่บอกว่าตนเป็นกูรู ปรมาจารย์ด้านใดในสิ่งเหล่านี้ บอกว่าตนสามารถแสดงของชั้นสูงเหล่านี้ได้ เมื่อมีคนออกมาบอกว่าดูไม่เห็นรู้เรื่อง หรือดูไม่เข้าใจ พวกเขาก็จะตอบแค่ว่าเพราะมันเป็นการแสดงชั้นสูง พวกคุณไม่มีทางเข้าใจมันหรอก นั่นเป็นความคิดที่ผิด คนพวกนั้นไม่สมควรที่เรียกตนเองว่าเป็นปรมาจารย์ พวกศิลปะ การแสดง ดนตรี ทั้งหลายนี้หากมีคนทำออกมาแล้วบอกว่าเป็นงานชั้นครู แต่คนจำนวนมากดูไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ มันจะไปมีคุณค่าได้อย่างไร ของแบบนี้สมควรให้พวกเขาเก็บไว้ดูเอง ขึ้นหิ้งไว้อย่างนั้นโดยไม่มีราคาค่างวดใด ๆ ส่วนดนตรีของไป่ฉีนั้นแม้จะไม่ได้สมบูรณ์ แต่สามารถให้พวกเธอหรือคนทั่วไปสามารถสัมผัสถึงอารมณ์เพลงได้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่มีคุณค่าในสายตาคนทั่วไปอย่างแท้จริงอย่างที่ควรจะเป็น บริษัทที่พวกเธอสังกัดก็เช่นกัน หากเธอทำงานที่ไม่สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าได้ แม้จะบอกว่างานที่ทำนั้นระดับสุดยอด บริษัทก็จะโยนมันลงถังเหมือนขยะชิ้นหนึ่ง พวกเธออยู่ในวงการด้านดนตรี จงจำเอาไว้” อาจารย์ร่ายยาว โดยส่วนตัวเขาไม่ชอบพวกที่อ้างตัวเองว่าเป็นปรมาจารย์ดนตรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่อวดอ้างว่าดนตรีที่ตนเองเล่นนั้นดี ทรงคุณค่า แต่กลับขายไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะมันคือขยะยังไงล่ะ
หลังเลิกคลาส ไป่ฉีเดินออกมาจากห้องเรียน เขาเห็นเมิ่งชิงชิงกำลังเปิดโน้ตบุ๊กทำอะไรบางอย่างอยู่ จึงได้เดินเข้าไปหาแล้วนั่งลงข้าง ๆ
“ทำอะไรอยู่ครับพี่ชิงชิง” ไป่ฉีถาม
“หางานให้นายไง นายต้องทำงานให้มากเพื่อสร้างชื่อเสียง” เมิ่งชิงชิงกล่าวพร้อมกับปิดโน้ตบุ๊กลง
“รับทราบครับ” ไป่ฉีกล่าว
“อ้อ นี่เป็นสัญญาจ้างเป็นพิธีกรเสริมรายการแอดเวนเจอร์ นี่เป็นสัญญาระยะสั้นน่ะ พวกเขาคงอยากจะลองดูว่าเรตติงหลังนายไปออกรายการจะเป็นยังไงบ้าง ถ้าเรตติงออกมาดี นายถึงจะได้สัญญาระยะยาว” เมิ่งชิงชิงยื่นเอกสารออกมาให้ไป่ฉีอ่าน
ไป่ฉีอ่านอยู่สักครู่ เขาก็เซ็นลงไปในหนังสือสัญญาทันที เขารอให้เมิ่งชิงชิงนำเอกสารไปยื่นที่ฝ่ายธุรการ ก่อนที่เขากับเมิ่งชิงชิงจะไปขึ้นรถที่ลานจอดรถ และขับออกไปยังโรงแรมที่เป็นที่จัดงานเลี้ยง
_____________________________
ส่งงานครับ วันนี้จะอัพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ ^^

หลังเสาต้นหนึ่งในลานจอดรถ มีเงาของคนคนหนึ่ง โทรหาใครสักคนเพื่อรายงานว่ารถของเป้าหมายขับออกจากลานจอดรถตึกสำนักงานใหญ่ของ LSA แล้ว