เสียง “กึก” เบา ๆ ดังขึ้นใต้ฝ่าเท้าหลิงเซียว เมื่อเขาก้าวพ้นประตูบานสุดท้ายของเขาวงกตกลแห่งจิต ม่านแสงที่ล้อมรอบตัวพลันเลือนหาย เผยให้เห็นลานหินกว้างกลางหุบผา ล้อมด้วยกำแพงธรรมชาติสูงตระหง่าน บนพื้นหินปรากฏตราสัญลักษณ์ของสำนักหมื่นกลจักรสลักเด่นชัด แผ่รัศมีคลื่นพลังเบาบางแต่น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
อากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก ทุกก้าวที่เขาก้าวเดินทิ้งเสียงสะท้อนราวกับสะท้อนใจของผู้มาเยือน
หลิงเซียวหยุดอยู่กลางลาน ดวงตายังไม่คลายจากความมืดหม่นในดวงจิต เขายังคงหอบหายใจ เสียงสะท้อนจากบททดสอบก่อนหน้านั้นยังคงดังก้องอยู่ในใจ
“ทุกความหวังคือกับดัก ทุกอดีตคือพันธนาการ…”
เงาในห้วงลวงตาอันบิดเบือนนั้น ยังคงฝังลึกในจิตของเขา
แต่ในวินาทีนั้นเอง—เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกด้านของลาน
เฟิ่งเหยาปรากฏตัว ร่างของนางสะบักสะบอมไม่ต่างจากเขา เสื้อคลุมมีรอยขาดเล็ก ๆ แต่ดวงตากลับยังมั่นคง เสียงลมหายใจของนางสะท้อนความเหนื่อยล้า แต่ไม่ใช่ความย่อท้อ
เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน ทั้งหลิงเซียวและเฟิ่งเหยาต่างรับรู้ได้ทันที—
พวกเขาผ่านมันมาได้… และยังมีชีวิต
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” เฟิ่งเหยาถาม
“ยังไม่ตาย” หลิงเซียวตอบพร้อมรอยยิ้มจาง
“ข้าเห็นเ้าล้มลงในภาพลวง ข้าคิดว่า—”
“นั่นไม่ใช่ข้าหรอก” หลิงเซียวขัดขึ้น ดวงตาเขาสะท้อนประกายแปลกประหลาด “มันคือเงาในจิต…เป็ความกลัวที่ข้าเคยมี…ไม่ใช่ข้าในตอนนี้”
เฟิ่งเหยาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“เ้าก้าวข้ามมันได้แล้ว”
“ยัง…แต่ข้ารู้ว่าเส้นทางข้างหน้ามันคือการทำลายพันธนาการเ่าั้ให้หมด”
ไม่นานนัก อีกสองร่างก็ปรากฏขึ้นจากอีกทาง เซี่ยหรง และซ่งหลี่ ท่าทางของทั้งสองต่างอ่อนล้าไม่แพ้กัน แต่แววตายังมีไฟเช่นเดิม โดยเฉพาะซ่งหลี่—แววตานางมุ่งมั่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“เรามากันสี่คน” เฟิ่งเหยาพึมพำ
“หลิงจื้อเล่า?” หลิงเซียวหันมองรอบ ๆ
“ยังไม่มา” เซี่ยหรงตอบสั้น ๆ “ข้าเห็นเขาเข้าไปอีกทางหนึ่งก่อนหน้าเรา”
เสียงกลไก “ครืด…” ดังขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขา กลไกโบราณเริ่มทำงาน ผนังหินหนึ่งด้านเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นบันไดหินทอดยาวสู่ภายในช่องเขา เสียงเยว่อี้ดังออกมาจากภายในทางนั้น ราบเรียบดังเช่นเคย
“ผู้ที่ผ่านด่านทั้งสาม…เข้าสู่่คัดเลือกสุดท้ายได้”
ทุกสายตาหันมาสบกันโดยไม่พูดอะไร พวกเขารู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่มีคำว่า ‘ผ่อนคลาย’ ต่อให้ผ่านบททดสอบลวงตาอันบิดเบือนแล้วก็ตาม
หลิงเซียวสูดลมหายใจเข้าลึก ััถึงลมเย็นที่พัดผ่านช่องเขานั้น—แต่กลับรู้สึกราวกับลมหายใจแห่งสิ่งมีชีวิตโบราณที่ซ่อนตัวอยู่เื้ั
“ไปกันเถอะ” เขากล่าวเสียงเรียบ
พวกเขาทั้งสี่ก้าวขึ้นบันไดพร้อมกัน แสงจากกลไกบนเพดานส่องสว่างราง ๆ ช่วยนำทาง ขณะที่บันไดนั้นค่อย ๆ ลาดชันลงไปในความมืด
หลิงเซียวรู้สึกถึงแรงสั่นะเืบางอย่างจากพื้นเบื้องล่าง คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว
‘นี่มัน…ไม่ใช่แค่การคัดเลือกอีกต่อไป’
ทันทีที่บันไดพาพวกเขาเข้าสู่ห้องโถงใตู้เา เสียงแหลมของกลไกก็ดังขึ้น พร้อมกับม่านพลังสีทองล้อมรอบพวกเขาทั้งหมดทันที
“นี่คือพื้นที่ ‘แยกทดสอบ’” เสียงของเยว่อี้ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ตัวเขายืนอยู่บนแท่นควบคุมด้านหนึ่งของห้อง “แต่ละคนจะถูกส่งไปยังพื้นที่แยกคนละมิติ เพื่อเผชิญกับ ‘เงาแห่งพันธนาการ’ ของตนเอง”
เฟิ่งเหยาขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”
“พันธนาการไม่ใช่สิ่งที่ใครมองเห็น…แต่มันคือสิ่งที่กักขังเ้าไว้จากการเติบโต” เยว่อี้อธิบายต่อ “ใครก็ตามที่ไม่อาจปลดพันธนาการตนเองได้ ย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าสู่สำนักหมื่นกลจักร”
ก่อนใครจะทันตั้งตัว ม่านพลังสีทองพลันแยกออกเป็สี่แฉก พาแต่ละคนหายวับไปจากตำแหน่ง
…
สายตาหลิงเซียวพร่ามัวชั่วขณะ ก่อนภาพตรงหน้าจะกลับชัดเจน
เขาพบว่าตนเองยืนอยู่บนแท่นหินลอยกลางอากาศ รอบด้านเป็ความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด
ทว่าในเงามืดเบื้องหน้า กลับมีเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาอย่างช้า ๆ
…เป็เขาเอง
หรืออย่างน้อยก็เป็ ‘หลิงเซียว’ ในเวอร์ชันหนึ่ง
เวอร์ชันที่ยังคงอ่อนแอ ไม่กล้าตัดใจ ไม่กล้าสู้ ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญกับอดีต
ดวงตานั้นสั่นไหว ร่างกายนั้นสั่นคลอน…แต่รอยยิ้มกลับเย้ยหยัน
“เ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอจะไล่ตามความฝันได้งั้นหรือ?”
เสียงของมัน…คือเสียงเดียวกับเขา
หลิงเซียวไม่ตอบ เขาเพียงหลับตาลงเพียงชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง ดวงตานิ่งเฉียบดุจเหล็กกล้า
“เ้าคือข้า…ที่ข้าไม่้าจะเป็อีกต่อไป”
เขาก้าวไปข้างหน้า… และในเงาสะท้อนนั้น—พันธนาการของตนเอง ได้เปิดศึกกับเขาโดยสมบูรณ์
หากพร้อมแล้ว ผมจะดำเนินต่อใน ตอนที่ 19 – กระจกแห่งใจ โดยขยายศึกในมิติพันธนาการนี้ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น คุณ้าให้เพิ่มอะไรลงไปพิเศษไหมครับ?