“ท่านพ่อ! เล่านิทานให้ข้าฟังหน่อยนะ!”
เสียงของเด็กชายที่ได้กล่าวออกมาพร้อมกับวิ้งเข้ามาะโเข้ากอดพ่อของตนจากทางด้านหลัง
“ฮ่าฮ่าฮ่า!ได้ซิ เอา!มานั่งตรงนี้ซิ”
พ่อของเขาได้กล่าวออกมา
“อืม!”
เด็กชายที่ได้ขานรับจึงได้เดินเข้ามานั่งลงบนตักของผู้เป็พ่ออย่างแ่เบา
“เอาล่ะพร้อมแล้วใช้มั้ย”
“อืม!”
เด็กชายได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มและความตื่นเต้นที่ปรากฎออกมาให้เห็นบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
“ดีล่ะ!ถ้างั้นจะเริ่มล่ะนะ”
พ่อของเขาได้สูดหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้งก่อนที่จะเริ่มเปล่งเสียงเล่าเื่ราวนั้นออกมา…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดงที่เต็มไปด้วยาและการฆ้าฟัน...
ทุกที่นั้นเต็มไปด้วยร่างกายของผู้ที่ไร้ซึ่งชีวิตและเืของผู้ตายที่ไหล่นองอยู่เต็มพื้นจนกลายเป็ทะเลโลหิตนั้นเป็เื่ปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป…
ผู้คนต่างพากันหิวโหยไร้ซึ่งอาหารใดๆบางครั้งก็ต้องดืมกินเืและเนื้อของผู้ที่จากไปเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ...
บ้างคนล้มตายและกลายเป็ส่วนหนึ่งของพื้นดิน...
บ้างคนลุกขึ้นสู้ฆ้าฟันชีวิตผู้อื่นเพื่อเอาชีวิตรอด...
บ้างคนตัดสินใจเลือกเข้ารวมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในาเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัวที่ตนรัก...
เหตุการณ์แบบนี้นั้นดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด…
าและความคัดแย่งที่ไม่มีผู้ใดจดจำได้ว่าเกิดขึ้นมาเพราะเหตุใดนั้นได้ดำเนินต่อไปเรื่อยมา...
เพราะความโลภของผู้คนที่คอยกัดกินจิตใจและความรู้สึกผิดชอบของพวกเขานั้นทำให้าและกลียุคนั้นไม่มีวันจบสิ้นลงและดำเนินไปนับร้อยๆปี…
จนกระทั้งวันหนึ่ง…เขาคนนั้นก็ได้ปรากฎตัวขึ้นมาท่ามกลางไฟาที่ลุกโชน
ชายหนุ่มไฟแรงผู้ซึ่งพุ่งทะยานวิ้งไปในสนามรบ กวัดแกว่งคมดาบในมือของตนฟาดฟันสังหารแม่ทัพศัตรูไปมากมาย จนกระทั้งได้กลายมาเป็แม่ทัพเื่ชื่ออย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน
ด้วยสีมือการต่อสู้ของเขานั้นทำให้กองทัพฝ่ายต่างๆนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว…
จนกระทั้งเหลืออยู่เพียงแค่สองเท่านั้น...
ในที่สุดวันแห่งการตัดสินก็ได้มาถึง ในวันที่าครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้น…
าที่จะยุติกลียุคนี้ที่ดำเนินมานับร้อยๆปีลง…
ครืน~~~~!เมื่อเสียงดังของการยกทัพได้ดังขึ้นเป็ตัวบ่งบอกการเริ่มต้นของาครั้งสุดท้าย
เมื่อาได้เริ่มต้นขึ้นชายหนุ่มผู้กล้าหารได้วิ้งลุกหน้าไปยังกระโจมของแม่ทัพอีกฝ่ายในทันที โดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆและเพียงแค่ในเวลาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ไปถึงที่แห่งนั้น
ณ ที่แห่งนั้นตัวเขาได้พบกับศัตรูคนสุดท้ายที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าชายผู้ซึ่งแข็งแกร่งดุดังอสูร…
ในมือนั้นได้ถือดาบขนาดใหญ่ั์ที่คมกลิบสีเขียวที่ได้หันมาเข้าหาตัวเขา
ไม่ต้องพูดพร่ำทําเพลงใดๆทั้งสองคนนั้นได้กระโจนเข้าหากันและเริ่มต้นการต่อสู้ขึ้นในทันที...การต่อสู้ที่จะจบทุกสิ้งทุกอย่างลง...
พวกเขาสุดยอดนักรบทั้งสองคนได้เข้าประมือกันด้วยคมดาบและจิติญญาอันแรงกล้าที่ร้อนแรงยิ้งกว่าแสงของดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างลงมาจากฟากฟ้า
เสียงของคมดาบที่ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดนั้นได้ดังกึกก่องไปทั่วทั้งสนามรบ จนทุกสายตานั้นต้องจับจ้องมองมาที่พวกเขา ทำให้สนามรบนั้นได้เงียบสงบลงจนหน้าแปลกใจจนแทบไม่อยากที่จะเชื่อเลยว่ายังคงอยู่ในาอยู่
แต่แล้วความเงียบสงบนั้นก็ได้จบสิ้นลงและแทนที่ด้วยเสียงะโกู้ร้องของเหล่าผู้คนที่ได้รับชัยชนะ
ตึ้ง!เสียงของอสูรที่ได้ล้มลงกองอยู่กับพื้น พร้อมกับภาพของชายผู้นั้นที่ได้ยกดาบของอสูรขึ้นมาชูมันขึ้นสู่ฟากฟ้าประกาศกองว่าาอันยาวนานนับร้อยๆปี กลียุคนั้นได้สิ้นลงแล้วนั่นเอง
หลังจากที่าได้จบลงทุกแคว้นเมืองที่ได้สูญเสียแม่ทัพของตนไปจนหมดสิ้นไร้ซึ่งทางสู้นั้นได้ตกลงทำพันธสัญญาสงบศึกขึ้นมาและรวมกันเป็หนึ่งเดียวภายใต้อาณาจักรเพียงหนึ่งเดียว
และแล้วยุคสมัยแค่ความขัดแย้งก็ได้ยุติลงและยุคสมัยแห่งความสงบสุขนั้นก็ได้เริ่มต้นขึ้นในที่สุด
ส่วนชายผู้นั้นหลังจากที่ายุติลงตัวเขาที่ได้กลายเป็สุดยอดนักรบไปแล้วนั้นก็ได้ปลีกตัวหายไปจากสังคม หลบไปใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขกับคนที่ตนเองรักอย่างสงบสุขชั่วนิรันทร์
เื่เล่าได้จบลงพร้อมกับเสียงของเด็กน้อยที่ได้ดังขึ้นมา
“สุดยอดไปเลยนะ!นักรบคนนั้น เนอะท่านพ่อ”
เด็กชายได้หันมาหาพ่อของตนด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ!นั่นสินะ...เป็คนที่สุดยอดจริงๆ...”
คนเป็พ่อได้ยิ้มเจื่อนๆออกมา
“นี่ท่านพ่อ ท่านว่าข้าจะเป็ได้รึป่าว”
“เป็? อะไรงั้นเหรอ”
“สุดยอดนักรบที่นำมาซึ่งความหวังและความสงบสุขเหมือนกับชายในเื่เล่าน่ะ”
เด็กชายได้ตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นและในตาที่เป็ประกาย
พอพ่อของเขาได้เห็นแบบนั้นจึงได้เลิกที่จะยิ้มเจื่อนๆแล้วยิ้มออกมาอย่างจริงใจ
“อา!ต้องเป็ได้แน่อยู่แล้วล่ะ ก็เป็ลูกของพ่อซะอย่างนิหน่า!”
คนเป็พ่อได้ใช้มือของตนลูบหัวของเด็กชายอย่างอ่อนโยน
“อือ!ข้าจะพยายามฝึกผลทุกวันและจะกลายเป็สุดยอดนักรบให้ได้เลย!”
เด็กชายได้ให้คำตอบพ่อของตนอย่างแข็งขันด้วยรอยยิ้ม...และแล้วภาพในความทรงจำของชายผู้นั้นก็ได้เลื่อนหายไป…
ใช้แล้วข้าเคยหลงใหลในตำนานเื่เล่านั้น…หลงใหลในตัวของชายผู้นั้นและอยากที่จะเป็เหมือนดังตัวเขาคนนั้น...ชายผู้ซึ่งนำมาซึ่งความหวัง...และแล้วในวินาทีที่ไร้ซึ่งความหวังนั้น...ชายผู้นั้นก็ได้มาปรากฎตัวต่อหน้าข้าที่สิ้นหวังและมอบความหวังให้ข้าอีกครั้ง…
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! เสียงของโลหะขนาดใหญ่ทั้งสองที่ได้เข้าปะทะกันอย่างรุนแรงและดุเดือดภายใต้เศษซากของหมู่บ้านที่เงียบสงัด…
ดาบอันใหญ่โต้ที่ได้กลับมาสู่ตัวเขาอีกครั้งได้ฟาดฟันเข้าใส่กระบองขนาดพอๆกันตรงหน้าที่ได้ฟาดฟันเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
ตึ้ง! กันปะทะกันของทั้งสองนั้นได้สร้างแรงลมอันมหาสารขึ้นมานะที่แห่งนั้นพัดพาเศษซากต่างๆให้ปริวกระจายหายไปจนหมดสิ้น
“แฮะ!ก็ใช้ได้นิหว่า เพิ่งเคยเจอคนที่สามารถรับการโจมตีของข้าผู้นี้ได้มากถึงขนาดนี้เป็เลย!”
ออร์คเขียวขนาดใหญ่ได้พูดออกมาพร้อมกับได้หยุดเหวี่ยงกระบองั์ในมือซ้าย แล้วะโถอยหางออกมาจากชายรูปร่างมนุษย์ตรงหน้าที่ถือดาบใหญ่เอาไว้ในมือขวาอย่างมั่นคงที่คอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลานั้น
“นามของข้าคือผู้ตัดสะบั้นแห่งแดนมรณะ คาคาร์ค หนึ่งในสี่แม่ทัพแห่งเฮลไฮล์มจากดินแดงนิฟไฮล์ม ในฐานะที่ข้ายอมรับในสีมือการต่อสู้นั้นของเ้า จงเอ่ยนามแห่งเกียรติยศของเ้าออกมาซะ!”
ออร์คเขียวร่างั์ได้เอ่ยนามแห่งนักรบของตนออกมานั้นได้ยกกระบองในมือซ้ายขึ้นมาชี้ไปยังชายที่ถือดาบขนาดใหญ่ตรงหน้า
“....ข้า เฟย เจิน….”
ถึงจะไม่ใช้ทั้งหมดแต่ชายผู้นั้นก็ได้ตอบกลับไปด้วยนํ้าเสียงที่แ่เบาแต่ก็ยังมากพอที่จะได้ยินอย่างชัดเจน
“หือ?แค่นี้งั้นเหรอ แล้วฉายาของเ้าล่ะ!”
คาคาร์คที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้ะโถามออกมาด้วยความสงสัยซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่เป็เช่นนั้น….
นั่นก็เพราะว่าสำหรับนักรบแล้วฉายาเป็สิ่งที่สำคัญเอามากๆ เพราะมันเปรียบเสมือนดังจิติญญาและเกียรติยศของพวกเขาที่ได้รับมาจากการฝ่าฟันการต่อสู้อย่างยากลำบากมามากมาย เป็ดังตัวตนของพวกเขาที่จะคงอยู่และติดตัวพวกเขาไปชั่วนิรันดร์ถึงแม้ว่าตัวเขานั้นจะล่วงรับไปแล้วก็ตาม
“......”
แต่ทว่าเฟยที่ได้ยินเช่นนั้นกับไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย...แต่ว่าก็ไม่นาน...
“...กะ...ก็แค่เฟย เจินเท่านั้น...”
นํ้าเสียงที่นิ่งสงบแต่ก็แฝงไปด้วยความลังเลที่หลบซ่อนอยู่ภายในนั้น ได้ดังออกมาจากปากของเฟยพร้อมกับดวงตาที่นิ่งสงบไร้ซึ่งประกายใดๆของตัวเขาที่ได้จ้องเขม็งไปยังในตาสีน้ำเงินเข้มของออร์คเขียวที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังมองกลับมาที่ตัวเขาด้วยเช่นกัน
“ฮึ!แววตาเช่นนั้น เป็แววตาของผู้ที่อยากจะลืมเลือนอดีตของตนเองงั้นเหรอ…”
ออร์คเขียวที่ได้ฟังเช่นนั้นได้ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดพร้อมกับได้กำกระบองในมือซ้ายที่ชุ่มเืเอาไว้แน่
“ถ้าเช่นนั้นก็หมดเื่ที่จะคุยกันแล้ว!”
ออร์คเขียนนั้นได้ะโออกมาด้วยความหงุดหงิน ก่อนที่จะพุ่งตัวกระโจนเข้ามาใส่เฟยที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับได้ยกง่างกระบองนั้นไปด้านหลังสุดตัว เตรียมพร้อมที่จะฟาดมันลงไปเข้าใส่เฟยที่อยู่ตรงหน้าที่ได้เหวี่ยงดาบขนาดใหญ่ในมือขวาเตรียมพร้อมที่จะฟาดฟันด้วยเช่นกัน
ตึ้ง! โลหะทั้งสองได้ปะทะเข้าหากันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็ครืนอากาศขนาดใหญ่ที่รุนแรงพัดพาทุกสิ่งที่อยู่แถวนั้นให้กระจายหายไปจนหมดสิ้น รวมถึงพวกออร์คตัวอื่นหลายสิบตัวที่กำลังล้อมรอบยืนเชียร์หัวหน้าของตนอยู่ด้วยเช่นกัน
“อา!!!!!”
“อะ...อือ...”
แต่ทว่าในท่ามกลางเสียงกรีดร้องของพวกออร์คที่โดนพัดปลิวไปนั้นยังคงมีชายคนหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่ที่ตรงนั้นโดยใช้แรงกายทั้งหมดของตน
(เป็แรงลมที่สุดยอดไปเลย ต่างชั้นกับพวกเราอย่างลิบลับเลย...)
กังที่พยายามใช้ทั้งร่างกายเกาะพื้นเอาไว้ไม่ให้ปลิวไปกับสายลมนั้น
ตัวเขาที่เกาะพื้นอยู่นั้นได้มองไปยังนักรบทั้งสองตรงหน้าที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือดอยู่ที่ตรงหน้า
กึก~~กึก ในท่ามกลางเสียงของการฟาดฟันนั้นก็ได้มีเสียงบางอย่างได้ดังขึ้นมา
กึก!มันคือเสียงแตกราวของแท่งโลหะขนาดใหญ่ที่ได้เข้าปะทะกับคมดาบนั้น
“หึ?...”
คาคาร์คได้ทอดสายตามองไปยังกระบองขนาดใหญ่ในมือซ้ายของตนที่กำลังดันพลังอยู่กับดาบมหึมาตรงหน้าของมัน...
และสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่นั่นก็คือรอยร้าวที่เกิดขึ้นมาบนใจกลางของกระบองนั้นที่ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นทุกที จนกระทั้ง….
เผ่ง! กระบองขนาดใหญ่ที่ชุ่มไปด้วยเืนั้นได้แตกกระจายออกและเศษซากของมันกำลังจะตกลงสู่พื้น
(หึ!เ้ามาได้แค่เองนี้งั้นเหรอ...)
คาคาร์คที่มองไปยังกระบองของตนที่แตกกระจายได้แหงนหน้ามองไปตรงหน้าที่กำลังมีคมดาบขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาหาตัวเขาอย่างรวดเร็ว
ครืน~ ในวินาทีที่คมดาบนั้นกำลังจะเข้ามาถึงตัวของคาคาร์คนั้น ตัวเข้าได้ใช้เท้าขนาดใหญ่ของตนถีบพื้นะโถอยหลังไปทำให้รอดพ้นจากคมดาบนั้นมาได้อย่างฉิวเฉียด
คาคาร์คที่หลบการโจมตีนั้นมาได้ ได้มองลงไปยังกระบองในมือซ้ายที่ได้กลายเป็เศษโลหะไปแล้ว
“นี่เป็ครั้งแรกเลยที่มีคนทำลายกระบองของข้าลงได้แบบนี้...”
คาคาร์คที่พูดออกมานั้นได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะโยนเศษโลหะนั้นทิ้งไปโดยที่ไม่แยแสมันเลยแม้แต่น้อย
“แกนี่มันสุดยอดจริงๆนั่นแหละ…”
คาคาร์คได้ใช้มือขวากุมไปที่ใบหน้าของตน
“ใช้แล้วมันต้องแบบนี้ซิ! ไม่เช่นนั้นก็ไม่คุ้มค่าเลยที่จะใช้สิ่งนั้นน่ะซิ!”
คาคาร์คที่ได้ะโออกมาได้ยื่นแขนขวาของตนไปด้านหน้าพร้อมกับได้แบบมือนั้นออกมาแล้วหันมันลงไปสู่พื้นดินด้านล่าง
“ด้วยนามของข้าคาคาร์คหนึ่งในสี่แม่ทัพแห่งเฮลไฮล์ม! ขอบัญชาด้วยนามแห่งสายฟ้าปีศาจสีแดงฉานที่ข้าได้รับมาจากนายเหนือหัวแห่งข้าจักรพรรดิแห่งความตาย เฮล!”
วงเวทย์ขนาดใหญ่ได้ปรากฎขึ้นมาบนพื้นใต้เท้าของออร์คเขียวั์พร้อมกับส่องแสงสว่างสีแดงโลหิตออกมา
“อสนีบาตสีแดงฉานแห่งยมโลกเอ๋ย บัดนี้ถึงเวลาแล้ว จงปรากฎกายออกมาแล้วฟาดฟันฉีกกระชากศัตรู์ของข้าด้วยความบ้าคลั่งของเ้า รากจ์นาร์!”
เมื่อสิ้นเสียงคำพูดนั้นสายฟ้าสีแดงฉานมากมายได้ปรากฎออกมาจากภายในวงเวทย์นั้นที่ได้ส่องประกายแสงสีเดียวกันออกมา พร้อมกับบ้างสิ่งที่ค่อยๆปรากฎออกมาจากภายในวงเวทย์นั้น…
สิ่งนั้นมันคือขวานขนาดใหญ่เกือบเท่ากับตัวของออร์คเขียวตนนั้นที่เรียกมันออกมา ขวานเล่มนั้นมีด้ามจับสีดำสนิทที่ดูแข็งแกร่งยิ่งกว่ากระบองเมื่อคู่หลายร้อยเท่า ที่ปรายของมันมีใบมีดขนาดใหญ่สองคมที่คมกริบ ที่มีลวดลายเปลวเพลิงสีแดงฉานติดอยู่บนคมของโลหะสีดำสนิทนั้น
(อะ...อะไรกันขวานนั่น แค่เห็นมันทั่วทั้งร่างกายก็รู้สึกหนักอึ้งไปหมด...แถมยังมีแรงกดดันมหาสารที่มองไม่เห็นที่มันได้ปล่อยออกมาอีก..แบบนี้ถ้าจะไม่ดีแล้วซิ..)
เฟยที่พยายามข่มร่างกายของตนเองให้ยังคงยืนอยู่ได้โดยที่ไม่ให้แรงกดดันมหารสารนั้นกดทับจนล้มลงไป
ตัวเขาได้กำดาบในมือเอาไว้มั่นด้วยสองมือเตรียมพร้อมรับการโจมตีที่อาจจะมาถึงตัวได้ทุกวินาที
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคู่หู่”
คาคาร์คได้ใช้มือขวาที่ใหญ่โต้ของตนจับไปที่ด้ามจับอันใหญ่ยาวของขวานตรงหน้าแล้วยกมันขึ้นมาจากวงเวทย์นั้น ที่ได้หายไปในทันทีเมื่อขวานเล่มนั้นถูกดึงออกมา
“อา~ใช้แล้วความรู้สึกนี้แหละ ความรู้สึกที่ไม่ได้ััมันมานานจนเกือบที่จะลืมไปแล้ว ความรู้สึกของพลังที่เอ่อล้นออกมาแบบนี้แหละสุดยอดไปเลย!”
คาคาร์คที่กำลังปลาบปลื้มยินดีอยู่กับความรู้สึกที่ไม่ได้ััมานานแล้วนั้น ได้ยกขวานในมือขวาขึ้นมาชี้ไปยังเฟยที่อยู่ตรงปลายทางของคมขวานนั้น
“ในถ้าฐานะที่ข้ายอมรับในความสามารถของเ้า นักรบผู้หลงลืมเกียรติยศเอ๋ย จงเตรียมพร้อมรับมือ!”
คาคาร์คได้ทีบพื้นพุ่งทะยานเข้ามาหาเฟยพร้อมกันกับได้ง่างขวานั์ในมือขวาขึ้นมาแล้วเหวี่ยงมันเข้าใส่เฟย ที่ได้ยกดาบขึ้นมาป้องกันคมขวานนั้น...
ตึ้ง! คมขวานที่ได้แหวกอากาศเข้ามาทำให้เกิดเป็เสียงของอากาศที่ถูกตัดออกพร้อมกับเสียงของโลหะทั้งสองที่ได้เข้าปะทะกันอยู่รุ่นแรงจนพื้นดินบริเวณนั้นได้แตกราวออกมาอย่างรุนแรง
“ชิ!...”
(ชั่งเป็แรงที่มหารสารอะไรแบบนี้...ต่างจากก่อนหน้านี้ลิบลับเลย...)
เฟยที่ได้ใช้ดาบในมือรับแรงกระแทกอันมหาสารนั้นเอาไว้ ถึงกับสั่นสะทานไปทั่วทั้งร่างกายราวกับว่าร่างกายนั้นจะแตกออกเป็ชิ้นๆได้ทุกเมื่อ…
“โฮ่ล! ขนาดรับการโจมตีของคู่หูของข้าเข้าไปแล้วก็ยังคงยืนอยู่ได้งั้นเหรอ ดีแล้ว จะได้สนุกขึ้นมาหน่อย!”
คาคาร์คได้เพิ่มแรงดันขวานในมือที่ดันพลังอยู่กับดาบของเฟยให้เพิ่มมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
(อา!...ร่างกายแทบจะแตกออก...กระดูดทั่วทั้งร่างกายราวกับว่ากำลังจะแต่กระจายเป็ชิ้นๆ...ถ้ายังคงเป็แบบนี้ต่อไปล่ะก็...ตัวเราคงจะ...)
ดาบของเฟยนั้นได้ถูกแรงมหารสารนั้นดันกลับเข้ามาหาตัวเขาเข้าเรื่อยๆ...
แต่ว่ามันก็ได้หยุดลง…
(ไม่ได้!...ฉันจะมาจบลงตรงนี้ไม่ได้...จนกว่าหน้าที่จะสำเร็จ...จนกว่าฉันจะฆ่าเ้านั้นลงได้...ตัวฉันจะมาจบลงตรงนี้ไม่ได้!)
“ย๊าก!”
เฟยได้ะโออกมาพร้อมกับได้จับดาบในมือเอาไว้แน่นแล้วเพิ่มพลังดันมันกลับไปสุดตัว
ก่อนที่ตัวเขาจะหมดแรงลง ก่อนที่ดาบของตนจะรับแรงมหาสารนั้นไม่ไหวแล้วแตกกระจายออก ก่อนที่จะถึงเวลานั้นตัวเขาต้องโค้นออร์คเขียวตรงหน้าลงให้ได้
ครืน! ด้วยความพยายามของเฟยทำให้คมขวานนั้นถูกผลักออกไปพร้อมกันกับทำให้คาคา์คนั้นเซไปคู่นึ่ง
(จังหวะนี้แหละ!)
เฟยได้ใช้จังหวะเพียงหนึ่งเดี่ยวนั้นเหวี่ยงคมดาบอันใหญ่โต้ของเขาพุ่งพาอากาศเข้าไปใส่ร่างกายของออร์คเขียวั์ตรงหน้าที่ไม่ทันได้ตั้งตัวในทันที
แต่ทว่าในวินาทีที่คมดาบนั้นกำลังจะััเข้ากับร่างกายของออร์คเขียนนั้น...
ครืน! ก็ได้มีคมขวานขนาดใหญ่ก็ได้ถูกเหวี่ยงสวนทางกลับเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน…
(คิดจะป้องกันงั้นเหรอ เปล่าประโยชน์ไม่ทันหรอก..)
เฟยที่เห็นว่าคมขวานนั้นกำลังพุ่งเข้ามานั้นยังคงไม่หยุดมือแล้วเหวี่ยงดาบเข้าใส่ศัตรูตรงหน้าต่อไป
“ฮึ...”
แต่ทว่าคมขวานนั้นมันกับไม่ได้พุ่งเข้ามาป้องกันคมดาบของเฟยอย่างที่เขาคิด
แต่มันกับถูกเหวี่ยงเข้ามาพุ่งเข้าใส่คอของเฟยแทน
“!?”
เฟสที่เห็นแบบนั้นจึงได้ชักคมดาบที่กำลังพุ่งเข้าใส่ออร์คตรงหน้ากลับมาในทันที เพื่อป้องกันคมขวานนั้นเอาไว้ ด้วยความรู้สึกที่ว่าจนกว่าจะได้ชําระแค้นกับเ้านั้นตัวเขาจะมาจบลงที่ตรงนี้ไม่ได้
ตึ้ง!โลหะที่หนาและคมกริบทั้งสองได้เข้าปะทะกันอีกครั้งอย่างรุ่นแรง...
แต่ทว่าในครั้งนี้นั้นเฟยที่ไม่ได้ยืนอยู่อย่างมั่นคงนั้นได้ถูกแรงปะทะอันรุนแรงนั้นซัดกระเด็นลอยออกไปจากตรงหน้าของออร์คเขียนอย่างแรง
ตึ้ง! ร่างกายของชายหัวโล้นที่ถือดาบขนาดใหญ่เอาไว้ในมือขวาได้กระแทกเข้ากับกำแพงบ้านหลังหนึ่งเข้าอย่างแรง จนกำแพงนั้นแตกออกและเศษซากของมันได้ตกลงมาทับร่างกายของตัวเขาเอาไว้จนเกือบที่จะมิตรไปทั้งตัว
(ไอ้เ้าออร์คบ้านั่น มันไม่ได้สนใจที่จะป้องกันชีวิตของตัวเองเลย...มันจ้องแต่จะสังหารศัตรูตรงหน้ามากว่าแทนงั้นเหรอ...)
เฟยที่ได้ปัดเศษซากที่ทับตัวของเขาอยู่ออก เพื่อที่จะลุกขึ้นมาให้ได้ก่อนการโจมตีครั้งต่อไปจะมาถึง
(ตัวตนที่กระหายในการต่อสู้และไม่หวาดกลัวความเจ็บป่วดหรือแม้แต่ความตาย...นี่งั้นเหรอสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าพวกออร์คน่ะ...)
เฟยที่ยืนตัวเซไปมาได้ใช้ดาบใหญ่ในมือดันพื้นพยุงตัวเองเอาไว้ ได้จ้องมองไปยังออร์คตนนั้นที่กำลังจ้องมองกลับมาที่ตัวเขาด้วยเช่นกัน
(ขนาดตัวที่ใหญ่โต้นั้น ถึงแม้ว่าจะไร้ซึ่งเกาะป้องกันใดๆ แต่ก็ยังคงดูแข็งแกร่ง และรวดเร็วมากกว่านักรบปกติทั่วไปมากทำให้ยากต่อการหาช่องว่างในการโจมตี แถมยังมีขวานขนาดใหญ่นั่นที่ยังเป็ปัญหาอีกด้วย...)
เฟยได้พยายามที่จะมองดูและวิเคาะศัตรูที่อยู่ตรงหน้า เพื่อหาทางที่จะเอาชนะ
โดยหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายนั้นก็ทำแบบเดียวกันด้วยเช่นกัน
(เผ่าพันธุ์รูปร่างมนุษย์วัยกลางคนที่มีกล้ามเนื้อและประสบการณ์ที่ผ่านศึกมานักต่อนัก แตกต่างจากไอ้พวกกระจอกที่ผ่านๆมาลิบลับ เ้านี่นั้นแข็งแกร่งยิ้งกว่านักรบพวกนั้นหลายสิบเท่า...)
คาคาร์คนั้นได้แสยะยิ้มออกมาพร้อมกับได้กำขวานในมือเอาไว้แน่น
(แต่ทว่าถึงจะเป็แบบนั้นก็ตาม แต่จิตใจของมันกับหลงลืมเกียรติยศที่เคยมีมาไปจนหมดสิ้น ทำให้ความแข็งแกร่งที่น่าจะมีนั้นหายไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว จนเรียกได้ว่าตัวมันในตอนนี้นั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากซากศพที่ยังคงมีชีวิตและต่อสู้ต่อไปเท่านั้น..ช่างเป็เื่ที่น่าเสียด้ายจริงๆ...)
คาคาร์คได้ยกขวานในมือขวาชีไปยังเฟยที่กำลังมองมาที่ตัวเขาอยู่
“จงฟัง!นักรบผู้หลงลืมเกียรติยศเอ๋ย ถ้าพวกเรานั้นพบกันเร็วกว่านี้อีกสักหน่อยล่ะก็ การต่อสู่ในครั้งนี้คงจะได้กลายเป็การต่อสู้ที่สนุกสนานและน่าจดจํามากกว่านี้เป็แน่...”
ตัวเขาได้เหวี่ยงขวานไปที่ด้านขวาของตน
“แต่ช่างน่าเสียดายจริงๆ ที่การต่อสู้นั้นคงจะไม่มีวันได้มาถึง...”
ครืน~ขวานนั้นค่อยๆเรืองแสงสีแดงออกมา
“เพราะตัวแกจะจบลงนะที่นี้ ด้วยพลังที่แท้จริงของข้า!”
(ถ้าแกสามารถกู้คืนเกียรติยศที่หายไปได้จากการโจมตีนี้ก็คงจะดีไม่ใช้น้อย...)
คาคาร์คได้ยกขวานในมือขวาที่ส่องแสงประกายออกมานั้นขึ้นสู่ท้องฟ้า...
ที่ซึ่งในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยเมฆดำมากมายลอยไปมาจนปกคลุมฟื้นฟ้าเอาไว้จนหมดสิ้น
“สายฟ้าฟาดสีโลหิตอันแดงฉานจากขุมนรกอันเงียบสงัดเอ๋ย บัดนี้นั้นถึงเวลาแล้วที่เ้าจะได้แสดงอานุภาพที่แท้จริงนั้นออกมาให้กับนักรบผู้หลงลืมเกียรติยศผู้นี้นั้นได้ประจักษ์!”
ครืน~~~! ท้องฟ้า้าได้เริ่มส่งเสียงที่น่าสะพรึงออกมาพร้อมกับแสงสีแดงที่สว่างไสวไปมาจากภายในเมฆสีดำทมิฬพวกนั้น
เปรี่ยง! สายฟ้าสีแดงขนาดใหญ่ได้ผ่าผ่านพื้นฟ้าดำทมิฬนั้นลงมาสู่คมขวานเบื้องล่างที่ออร์คเขียวนั้นถืออยู่ ออร์คผู้ซึ่งไม่สะทกสะทานใดๆถึงแม้ว่าร่างกายนั้นจะโดนสายฟ้านั่นผ่าเข้าลงมาใส่ก็ตาม
“จงรับมันไปซะ!นักรบผู้หลงลืมเกียรติยศเอ๋ย รากจ์นาร์ เฮล สไปรท์!”
คาคาร์คได้ฟาดขวานที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้าสีแดงฉานนั้นลงมาไปในทิศทางที่เฟยนั้นยืนอยู่ด้วยแรงมหาสารของตน
ครืน----!ครืนอากาศที่คมกลิบที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้าสีแดงฉานนั้นได้ปรากฎขึ้นมาแล้วพุ่งตรงเข้าใส่เฟยที่อยู่ตรงปลายทางของมัน
ด้วยความรวดเร็วและรุนแรงนั้นได้ทำให้พื้นที่เป็ทางผ่านของมันนั้นแตกกระจายออกจนกลายเป็รอยทางแห่งหายนะ
รอยทางที่มอดไหม้ไปด้วยลองรอยความร้อนของสายฟ้าอันร้อนแรงนั้นที่ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางมันอยู่จนหมดสิ้น
“อะไรกัน!”
(ต้องหลบ...ไม่ได้!ไม่ทันแน่...แต่ถ้าโดนมันเข้าไปมีหวังได้จบเหตุแน่!...)
เฟยที่ได้แสดงอาการใออกมาจากสีหน้าที่นิ่งเฉยนั้น
ตัวเขาได้ยกดาบขนาดใหญ่ในมือนั้นขึ้นมาแล้วเหวี่ยงฟันเข้าใส่ครืนอากาศที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้าอันั้นที่ได้เข้ามาจนถึงตัวเขาจนได้
ตึ้ง------!!!!คมดาบสีส้มอันใหญ่โตและคมกลิบได้เข้าปะทะกับครืนแห่งหายนะนั้น จนทำให้เกิดเป็ครืนอากาศที่รุนแรงเฉือนฟันทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นจนกลายเป็เพียงแค่เศษซากไปจนหมดสิ้น...
ทั้งพื้นดินที่เริ่มแตกออกจนเห็นดินทรายที่อยู่ลึกลงไปด้านล่าง...
ทั้งเศษซากของบ้านและซากศพที่ถูกฟันจนกระจายและไหม้เป็จุน ถูกพัดปลิวไปพร้อมกับสายลมอันรุนแรงนั้น...
แต่ทว่าในท่ามกลางวังวงอากาศที่บ้าคลั่งนั้นมีเพียงแค่ชายผู้หนึ่งเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางความบ้าคลั่งนั้น…
“อือ….อา...ย๊าก!”
เฟยที่ได้ใช้แรงทั้งหมดของตนในการดันหยุดครืนแห่งหายนะตรงหน้านั้นเอาไว้...
ด้วยดาบที่ถูกถือเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยเส้นเืที่ปรากฎขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ด้วยดาบที่ถึงแม้ว่าจะรับการโจมตีที่รุนแรงนั้นเข้าไปก็ยังคงภาพเดิมอยู่ได้อย่างน่าประหลาดใจโดยที่ไม่มีรอยร้าวเกิดขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
(ไหวแน่...ถ้ายังดันเอาไว้แบบนี้ได้ล่ะก็...อีกไม่นานมันก็จะสลายไป แล้วเราจะใช้วินาทีที่มันสลายในการเข้าโจมตีด้วยพลังทั้งหมดแล้วจัดการปิดฉากมันลงซะ!)
เฟยที่คิดเช่นนั้นได้รอจังหวะที่ครืนนั้นจะหายไป รอคอยจังหวะเดียวที่ตัวเขานั้นจะเอาชัยชนะมาได้
แต่ทว่าใน่เวลาที่ครืนอากาศที่ห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้านั้นกำลังจะหายไปนั้น
มันก็ได้เกิดเื่ที่เฟยนั้นไม่คาดคิดขึ้นมา
เปรี่ยง!!!เมื่อครืนอากาศที่ถูกปล่อยออกมาโดยออร์คเขียนนั้นได้หายไป สายฟ้าสีแดงฉานมากมายที่ห่อหุ้มมันอยู่นั้นก็ได้แตกกระจายออกมาราวกับเหล็กในของแมงป่องมากมายที่ได้ผ่าพุ่งตรงเข้ามา พุ่งตรงอ้อมดาบขนาดใหญ่ตรงหน้าเข้าใส่เฟยที่อยู่ตรงหน้าจากรอบทิศทาง
ฉึก!!!สายฟ้าที่ร้อนแรงนับไม่ทั่วได้ผ่าเข้าใส่ร่างกายของเฟยเข้าอย่างจัง
มันได้ชีกกระฉากสร้างาแขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นกระดูกและกล้ามเนื้อภายในขึ้นมามากมายตามลำตัวของเฟยที่ได้ถูกยอมกลายเป็สีแดงฉานไปทั้งร่างกาย
“อา!....”
เฟยที่เผลอร้องออกมาเพราะความเจ็บป่วดที่แล่นผ่านาแทั่วร่างกายนั้น
(ฉันจะมา...ล้มลงในตอนนี้ไม่ได้!...)
ตัวเขาได้กัดฟันแน่นพยายามอดทนต่อความเจ็บป่วดที่ราวกับว่าร่างกายนั้นจะแตกเป็เซียงๆเอาไว้ แล้วใช้ดาบใหญ่ในมือทิ่มแทงไปที่พื้นเพื่อใช้มันพยุงร่างกายที่อิดโรยนั้นเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปนอนกองกับพื้น
(ไม่ได้การแล้ว...ร่างกายแบบนี้สู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว...จะต้องรีบออกไปจากที่ตรงนี้โดยเร็ว...)
ในขณะที่เฟยนั้นกำลังจะขยับร่างกายเพื่อที่จะถอนตัวออกไปจากตรงนี้
ตัวเขานั้นได้หันมองไปยังออร์คเขียวเพื่อหาจังหวะที่จะหนี
แต่ทว่าสิ่งที่ตัวเขาได้เห็นนั้นไม่ใช้จังหวะที่ตัวเขาหาอยู่แต่อย่างใด...
แต่ทว่ามันกับเป็สิ่งที่จะทำลายความหวังของตัวเขาลง...
และสิ่งนั้นก็คือภาพของออร์คเขียวที่ได้ยกขวานในมือขวานั้นชูขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกครั้ง
“เก่งมากที่สามารถรับการโจมตีนั้นมาได้ นับั้แ่ท่านผู้นั้นแล้วก็มีเ้าเป็คนที่สองเนี่ยแหละที่สามารถรอดมาได้จากการโจมตีนี้ที่ข้านั้นภาคภูมิใจมาได้”
ตัวเขาได้แสยะยิ้มออกมาที่มุมปากจนเผยให้เห็นฟันอันแหลมคมในปากนั้น
“เพราะงั้นข้าขอยอมรับจากใจจริงในความสามารถของตัวแก นักรบผู้หลงลืมเกียรติยศเอ๋ย!”
คาคาร์คได้มองมาที่เฟยที่เต็มไปด้วยาแพร้อมกับรอยยิ้มที่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน
“แต่ทว่าในครั้งนี้นั้นจะเป็ครั้งสุดท้าย! สายฟ้าฟาดสีโลหิตอันแดงฉานจากขุมนรกอันเงียบสงัดเอ๋ย บัดนี้นั้นถึงเวลาแล้วที่เ้าจะได้แสดงอานุภาพที่แท้จริงนั้นออกมาให้กับนักรบผู้หลงลืมเกียรติยศผู้นี้นั้นได้ประจักษ์!”
คาคาร์คได้เริ่มรายเวทย์นั้นอีกครั้ง
เปรี่ยง!สายฟ้าสีแดงขนาดใหญ่ได้ฟาดผ่านพื้นฟ้าลงมาสู่ขวานนั้นอีกครั้ง
“จงรับมันไปซะ! รากจ์นาร์ เฮล สไปรท์!”
ขวานขนาดใหญ่ได้ถูกฟาดลงมาอีกครั้งพร้อมกับครืนอากาศที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้าสีแดงฉานที่ได้ปรากฎขึ้นมาอีกครั้งแล้วพุ่งตรงเข้ามาใส่เฟยที่อิดโรยนั้น
ครืน~~~~!ครืนอากาศนั้นได้พุ่งผ่านเส้นทางเดิมที่แตกราวเข้ามาหาเฟยอย่างรวดเร็ว
“โธ่เว้ย!...”
เฟยได้กัดฟันแน่นพร้อมกับได้ออกแรงเฮือกสุดยกดาบใหญ่ในมือที่ถูกจับเอาไว้ด้วยสองมือที่เต็มไปด้วยาแนั้นขึ้นมาเหวี่ยงฟันเข้าใส่ครืนอากาศนั้นอีกครั้งอย่างสุดแรง
แต่ทว่าการกระทำนั้นมันก็ไร้ซึ่งความหมาย...
ตู้ม!ครืนแห่งหายนะนั้นได้ะเิออกก่อนที่จะถึงตัวของเฟย
เมื่อมันได้แตกออกมันได้ปลดปล่อยสายฟ้าที่มาพร้อมกับมันออกมาพุ่งตรงเข้าใส่เฟยจากรอบทิศทาง
“อะไรน่ะ!”
เฟยที่เห็นแบบนั้นได้พยายามจะเหวี่ยงดาบในมือ เพื่อฟันปัดสายฟ้ามากมายที่พุ่งตรงเข้ามานั้นออกไป...
แต่ทว่ามันก็สายไปเสียแล้ว...
เปรี่ยง !เปรี่ยง! เปรี่ยง! เปรี่ยง! เปรี่ยง! เส้นสายฟ้ามากมายได้พุ่งตรงเข้ามาฟาดฟันผ่านร่างกายของเฟยและทะลุผ่านออกไป เหลือเอาไว้เพียงแค่รอยไหม้และรูจำนวนมากที่มีเืมากที่ได้ทะลักไหล่ออกมาจากาแพวกนั้น
“อา!...”
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! สายฟ้ามากมายที่พุ่งทะลุผ่านร่างกายของเฟยนั้นได้พุ่งตกลงสู่พื้นบริเวณนั้นทำให้เกิดเป็แรงะเิขึ้นมา พร้อมกับกลุ่มควันดำหน่ามากมายฟุ้งกระจายขึ้นมาปิดบังบริเวณรอบๆนั้นเอาไว้จนหมดสิ้น
และเมื่อกลุ่มควันนั้นได้จางลง มันก็ได้ปรากฎให้ทุกคนตรงนั้นได้เห็นร่างของเฟยที่เต็มไปด้วยาแฉกรรจ์มากมาย ที่เต็มไปด้วยเืร้อนๆที่ได้ไหล่ออกมาจากภายในาแพวกนั้น จนแทบที่จะท้วมร่างกายของเฟยที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่ตรงนั้น
(หมดแล้วงั้นเหรอ?...)
คาคาร์คได้เดินเข้ามาหาเฟยที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเบื้องล่าง
ตัวเขาที่มาถึงได้จ้องมองลงไปยังร่างกายของเฟยที่ไม่ไหวติงอยู่ที่ตรงนั้น
(ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถเรียกคืนความแข็งแกร่งในครั้งอดีตให้กลับคืนมาได้งั้นเหรอ...)
“เฮ้ย~ฉังน่าเสียดายจริงๆ….”
คาคาร์คที่ถอนหายใจออกมาได้ส่งเสียงพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่เจ็บป่วดพร้อมกับได้หันหลังกลับไป
“แต่ถึงกระนั้นข้าก็ยังคงยอมรับในสีมือของเ้าอยู่ ในฐานะของนักรบแล้ว ข้านั้นขอยอมรับจากใจจริงในความแข็งแกร่งของตัวเ้านักรบผู้หลงลืมเกียรติยศเอ๋ย...”
(เฮ้ย~การต่อสู้ที่จะมาเติมเต็มจิติญญาที่ว่างเปล่านี้ เหมือนกับเมื่อตอนนั้น เมื่อไหลข้าจะได้ัักับมันอีกครั้งกันนะ...)
ตัวเขาได้เดินจากไปด้วยสีหน้าที่โศกเศร้า
เดินเข้าไปหากังที่ได้นั่งคุกเข่าอยู่ที่ใกล้ๆนั้น
“แล้วตัวแกล่ะจะเอายังไงต่อ นักรบผู้สิ้นหวังเอ๋ย”
คาคาร์คได้จ้องมองไปยังชายผู้เหม่อลอยที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า พร้อมทั้งได้ยกขวานในมือชี้ไปยังใบหน้าของชายผู้นั้น
“มะ...ไม่ไหวหรอก...”
คำพูดที่ว่างเปล่า ที่ไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวหรือสิ้นหวัง ได้ดังออกมาจากชายผู้นั้นที่ได้ถอดใจไปแล้ว
“ฮะ? แกว่าไงนะ...ไม่คิดที่จะดิ้นรนดูหน่อยเลยเหรอ?...”
คาคาร์คที่ได้ยินเช่นนั้นได้ถามออกมาด้วยคำพูดที่ฟังดูเบื่อหน่าย
“ไม่ไหวหรอก...ขนาดเขาคนนั้นที่เป็เหมือนดังความหวังยังไม่ไหวเลย...”
กังได้จ้องมองไปที่มือของตน
“แล้วคนอย่างข้าที่เป็เพียงแค่ความผิดพลาดนั้น จะไปเอาอะไรมาต่อสู้กับปีศาจอย่างแกกัน!”
กังได้ใช้มือทั้งสองข้างนั้นทุบลงไปที่พื้นเบื้องล่างพร้อมกับนํ้าตาแห่งความเศร้าที่ได้ไหล่ออกมามากมายเหลือเกิน
(ใช้แล้ว...ข้ามันก็แค่ของมีตำหนิ ไม่มีวันที่จะไปเทียบเคียงกับชายผู้นั้นได้เลย...)
กังได้ถอดใจแล้วหลับตาลงเตรียมพร้อมรับความตายที่กำลังจะมาถึง...
“เฮ้ย~ช่างอ่อนแอและไร้ค่า ไม่ควรคู่แกการใช้ขวานเล่มนี้เลยซะด้วยซํ้า!”
คาคาร์คได้ยกแขนข้างซ้ายขึ้นมา ชูมันขึ้นมาพร้อมที่จะใช้เล็บที่แหลมคมนั้นสังหารนักรบผู้สิ้นหวังตรงหน้าให้มันจบๆไปเสียที
“ล่าก่อนนักรบผู้สิ้นหวังเอ๋ย จงสำนึกเสียใจในความอ่อนแอของตนเองซะเถอะ!”
คาคาร์คที่พูดออกมาด้วยความเบื่อหน่ายได้พุ่งมือซ้ายนั้นลงมาเข้าใส่กังในทันที เพื่อปิดฉากนี้ลงซะ
“!?”
แต่ทว่ามือของเขานั้นก็ต้องหยุดลงเสียก่อนที่มันจะไปถึงคอของนักรบผู้สิ้นหวัง
(อะ...อะไรกัน...ความรู้สึกที่กดดันและหนักอึ้งนี่น่ะ...)
คาคาร์คที่ััได้ถึงแรงกดดันหมาสารจากด้านหลังได้หันกลับไป มองไปยังที่ด้านหลังของตนและที่ตรงปลายทางนั้นเข้าก็ได้เห็นมัน...
ออร่าเปลวเพลิงสีเขียวที่ได้พุ่งทะลักออกมาจากภายในดาบเล่มนั้น...ดาบขนาดใหญ่ที่กองอยู่ข้างๆกับเฟยที่แน่นิ่งไป....
พวกมันได้พุ่งและหายเข้าไปภายในร่างกายของเฟยที่นอนอยู่ตรงนั้น
กึก~~!ร่างกายของชายที่เปื้อนไปด้วยเืจนกลายเป็สีแดงฉานทั้งร่างกายนั้นได้ลุกขึ้นมาพร้อมกับได้ใช้มือขวานั้นหยิบดาบที่วางอยู่ข้างๆนั้นขึ้นมา...
ดาบที่ในตอนนี้นั้นถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงสีเขียวที่ถูกปล่อยออกมาจากตัวมัน
ดาบขนาดใหญ่ที่มีใบและคมดาบเป็สีส้มนั้น ค่อยๆถูกเปลวเพลิงสีเขียวมากมายย้อมคมของมันจากสีส้มจนกลายเป็สีเขียวไปในที่สุด
ไม่เพียงแค่นั้นร่างกายที่เต็มไปด้วยาแของเฟยนั้นก็ค่อยๆถูกเปลิงเพลิงนั้นฟื้นฟูสภาพ จนในที่สุดแล้วบาดแผนต่างๆนั้นก็หายไปจนหมดสิ้นแล้ว
ไม่เพียงแค่นั้น เปลวเพลิงนั้นยังเข้าปกคลุมตัวของเฟยเอาไว้ทั่วทั้งร่างกาย จนหมดเฉกเช่นเดียวกันกับดาบในมือขวาของเขา
“ปะ...เปลวเพลิงนั่นมัน...เพลิงสีเขียวที่น่าสะอิดสะเอียนแบบนั้น...เปลวเพลิงแห่งจิติญญาแห่งความแค้น!...”
พอคาคาร์คได้เห็นสิ่งนั้นตัวเขาก็ได้เผลอแสดงอากาศใออกมา
(เปลวเพลิงแห่งจิติญญาที่เกิดขึ้นมาจากดวงิญญาที่โกรธแค้นของผู้ที่ล่วงลับไปจากขุมนรก...ทำมั้ยของแบบนั้นถึงได้มาอยู่ที่นี่กัน!...)
คาคาร์คที่ดูเป็กังวลได้หายใจเข้าลึกๆพยายามที่จะทำให้จิตใจที่สับสนนั้นสงบลง
(เอาเถอะ...ไม่ว่ามันจะมาได้ยังไงก็ไม่สำคัญหรอก...)
ตัวเขาได้ยกขวานในมือขวาขึ้นมาจับมันเอาไว้แน่นด้วยสองมือพร้อมกับหันมันเข้าไปทางเฟยที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงนั้น เฟยที่ดูยังไงก็ไม่มีสติหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
(ก็แค่ต้องจัดการ กำจัดมันลงให้ได้ก่อนที่มันจะเพิ่มพูนพลังไปมากกว่าก็เพียงพอแล้ว...)
ตัวเขาได้ยกขวานในมือนั้นขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อมฟาดฟัน…
กึก!แต่ทว่าก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากมือของเขา
ตัวเขาได้หันไปมองมือของตนและเขาก็ได้เห็นมือคู่นั้นที่กำลังสั่นไปมาอยู่อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
(นี่ตัวข้ากำลังสั่นอยู่งั้นเหรอ…?)
คาคาร์คได้ออกแรงบีบขวานในมือนั้นแรงขึ้นบังคับให้ร่างกายนั้นหยุดสั่นลงได้ในที่สุด
(ไม่ใช้! ข้านั้นไม่ได้สั่นเพราะความหวาดกลัว...แต่ที่ข้าสั่นก็เพระว่าความตื่นเต้นต่างหาก!)
“ใช้แล้ว! ความตื่นเต้นที่จะได้ห้ำหั่นกับแกยังไงล่ะ!”
คาคาร์คได้ะโออกมาปลุกใจของตนเอง ก่อนที่จะทีบพื้นแล้ววิ้งพุ่งตรงเข้าไปหาเฟยที่อยู่ในสภาพที่แทบจะไม่ได้สติตรงหน้านั้น
ตู้ม!
“!”
คาคาร์คได้หยุดวิ้งเพราะเสียงะเิที่ดังขึ้นมาจากที่ด้านหลังของูเา
ตัวเขาที่หยุดยืนอยู่ได้จ้องมองไปยังปลายทางของเสียงะเินั้นและสิ่งที่ตัวเขาได้เห็นอยู่ในูเาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่ตรงปลายทางนั้นนั่นก็คือ…
เหล่าต้นไม้ที่ได้ขยับไปมาราวกับว่ากำลังมีบ้างสิ้งที่กำลังจะลุกขึ้นมาจากภายใต้ล้มไม้เ่าั้ สิ่งที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่ง
ครืน~~~~!!!ร่างกายโลหะรูปร่างมนุษย์ขนาดใหญ่ได้แหวกต้นไม้มากมายนั้นลุกขึ้นมาปรากฎร่างกายของมันให้ทุกคนได้เห็น
“นั่นมัน!เป็ไปไม่ได้...ทำมั้ยมันถึงได้มาอยู่ที่นี่กัน!?...”
คาคาร์คที่เห็นสิ่งนั้นได้แสดงสีหน้าที่เป็กังวลมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ทำมั้ยดวงดาวบ้านนอกแบบนี้ถึงมีสิ่งนั้นได้กัน! จักรกลสังหารรุ่นที่สองที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อทำายึดครองดวงดาว มาเกียน่าNo.2 โค้ดเนม เดอะ เม้าเท่น!”
คาคาร์คที่พูดออกมาเช่นนั้นได้มีเหงื่อไหล่ออกมาบนใบหน้านั้น
เหงื่อของนักรบผู้แข็งแกร่งที่ได้ไหล่ลงมาจากใบหน้าไหล่ตกลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง เป็ตัวบงบอกว่าการต่อสู้ที่แท้จริงนั้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้านี้แล้วนั่นเอง