ดีที่ในอ่างมีกลีบดอกเหมยกุ้ย(玫瑰 ดอกกุหลาบ) ลอยอยู่เต็มอ่างไม่เช่นนั้นคงมองเห็นใต้น้ำชัดแจ๋ว ราชครูรู้สึกว่ามีคนมองจึงหันไปดูเขาเห็นองค์ชายใหญ่ องค์ชายเก้า เหล่าขันที พวกบ่าว สาวใช้ชะเง้ออยู่ข้างประตูเต็มไปหมด เขาหน้าดำทมึนยิ่งกว่าเฉินมู่อิ๋งแล้ว ตวาดว่า“ไสหัวไป๊!”
พวกบ่าว สาวใช้หดศีรษะไปเป็กลุ่มแรกตามด้วยเหล่าขันที ส่วนองค์ชายใหญ่ องค์ชายเก้ายังชะเง้อดูอยู่ ราชครูจึงดุว่า“องค์ชายใหญ่ องค์ชายเก้า การดูผู้อื่นอาบน้ำเป็เื่เลวทรามต่ำช้าอย่างยิ่งถ้ายังไม่ไปอีก เห็นทีข้าคงต้องรายงานฝ่าาเสียบ้างแล้วกระมัง”
องค์ชายใหญ่ องค์ชายเก้าจึงหดศีรษะไปสาวใช้รีบเดินไปปิดประตูให้ท่านราชครู ราชครูจึงมีสีหน้าดีขึ้นมาหน่อยโชคดีที่เขายังไม่ได้ถอดอาภรณ์ไม่เช่นนั้นคงขายหน้ายิ่งกว่านี้แน่นอนเขาถอนหายใจทีหนึ่ง “เฮ้อ...”
แล้วถอดอาภรณ์ออก นั่งลงไปแช่น้ำอุ่นๆในอ่าง เฉินมู่อิ๋งยืนติดอ่างหน้าดำทมึน ปกติแล้วเขาอาบน้ำกับท่านแม่ถ้าไม่อาบน้ำกับท่านแม่ก็อาบคนเดียว ไม่เคยอาบร่วมกับบุรุษคนอื่นเลยสักครั้ง จู่ๆต้องมาอาบน้ำร่วมอ่างกับราชครู ถึงแม้ว่าเขาจะอายุแค่ 6 ปีเขาก็อายเป็นะแล้วเมื่อครู่นี้เขาก็ถูกถอดอาภรณ์ออกไปจนผู้คนมองเห็นร่างกายเขาหมดแล้ว จะไม่ให้โกรธได้อย่างไรหึ!
ราชครูแช่น้ำสระผมเขาอาบน้ำเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืนออกจากอ่างไป เฉินมู่อิ๋งจึงมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นมาราชครูหันไปมอง สั่งว่า “สระผมด้วยนะ ผมเ้าเปียกน้ำสกปรกต้องสระให้สะอาดว่าแต่เ้าสระผมเองได้หรือไม่? หรือต้องให้ข้าช่วยสระให้?”
“สระเองได้”เฉินมู่อิ๋งตอบน้ำเสียงแข็งกระด้าง ก็ราชครูทำให้เขาต้องอับอายคนอื่นถ้าเขาพูดดีด้วยก็ผิดปกติล่ะราชครูจึงเดินไปหยิบผ้ามาเช็ดตัวเช็ดผมแล้วหยิบอาภรณ์ชุดใหม่มาสวมเขากำลังสวมอาภรณ์ก็นึกขึ้นได้ว่า ที่ตำหนักของเขาไม่มีอาภรณ์ของเด็กเขาจึงะโสั่งบ่าวว่า “ไปหาอาภรณ์ชุดใหม่มาให้คุณชายน้อยที”
“ขอรับ” บ่าวรับคำสั่งแล้วรีบเดินไปราชครูก็สวมอาภรณ์จนเสร็จแล้วก็เดินออกไป ปล่อยให้เฉินมู่อิ๋งอาบน้ำเองเฉินมู่อิ๋งโล่งใจที่ราชครูออกไปแล้วเขาจึงจัดแจงสระผมตัวเอง อาบน้ำให้สะอาดจนน้ำไม่ค่อยร้อนแล้วเขาจึงปีนขึ้นจากอ่าง แล้วเดินไปหยิบผ้ามาเช็ดตัวเขาเช็ดตัวเสร็จแล้วก็หยิบผ้าอีกผืนมาห่อตัวเอง รอจนกว่าบ่าวจะเอาอาภรณ์มาให้ราชครูเปิดประตูเดินเข้ามาดู “อ่อ อาบเสร็จแล้วรึ?”
เฉินมู่อิ๋งพยักหน้าไม่พูดไม่จา ราชครูรู้สึกหมั่นเขี้ยวยิ่งนักจึงยื่นมือไปหยิกแก้มทีหนึ่งเฉินมู่อิ๋งถอยหลังไปไม่ยอมให้ราชครูจับแก้ม ราชครูหดมือกลับไปยิ้มบางๆ
“ท่านราชครูขอรับอาภรณ์ของคุณชายน้อยขอรับ” บ่าวร้องบอกอยู่หน้าประตูราชครูจึงเดินไปเปิดประตูรับอาภรณ์แล้วเอาไปยื่นให้เฉินมู่อิ๋ง “เอ้า ใส่เสียซิใส่เองได้หรือไม่?”
“ข้าทำเองได้ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งตอบพลางรับอาภรณ์มา ราชครูยืนดู เฉินมู่อิ๋งจึงเอ่ยปากไล่“ท่านราชครูขอรับ การดูผู้อื่นใส่อาภรณ์เป็เื่ไม่ค่อยดี”
“โอ๋!”ราชครูส่งเสียงอย่างขำๆ เขายิ้มๆ แล้วเดินออกไป เ้าเด็กคนนี้ฉลาดยิ่งนัก หึๆๆๆ
เฉินมู่อิ๋งรอจนราชครูออกไปแล้วเขาจึงสวมอาภรณ์เมื่อสวมเสร็จแล้วเขาก็เปิดประตูเดินออกไป ราชครูมองแล้วบอกว่า“เดี๋ยวข้าพาเ้าไปส่งจะได้บอกพ่อเ้าด้วยว่าเหตุใดเ้าจึงต้องสวมอาภรณ์ใหม่เช่นนี้”
“ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งพูด ราชครูก็เดินนำไปเฉินมู่อิ๋งเดินตามไป ราชครูเดินช้าๆเพราะขาของเฉินมู่อิ๋งยังสั้นไม่อาจก้าวตามผู้ใหญ่ได้ทัน
เมื่อเจอเสนาบดีเฉิน ราชครูก็บอกว่า“เกิดเหตุเล็กน้อย คุณชายน้อยตกน้ำข้าช่วยเขาขึ้นมาแล้วจับเขาอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่”
“โอ!”เฉินจงกุ้ยเบิกตาโต มองลูกทันที เห็นว่าลูกปลอดภัยดีก็โล่งอก เขากุมมือให้ราชครู“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยลูกข้า”
“ไม่เป็ไรๆ ท่านไม่ติดใจเอาความก็ดีแล้ว”ราชครูพูดดักทาง เฉินจงกุ้ยจึงไม่อาจเอาความอะไรได้เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จึงไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ อาจจะเป็อุบัติเหตุก็ได้ รอให้เขาถามลูกก่อนดีกว่าเขาจึงยอบตัวลงไปจนศีรษะเท่าลูกแล้วมองหน้า ถามว่า “เ้าตกน้ำได้อย่างไร?”
“ข้าไม่ทันระวังจึงตกขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่าขันทีผิงจงใจหรือไม่ในเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรก็ปล่อยมันผ่านไปเถอะ อีกทั้งเขาก็ปลอดภัยดีไม่ได้าเ็อะไรนอกจากสำลักน้ำนิดหน่อยเท่านั้น เฉินจงกุ้ยยืดตัวขึ้น “เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ”
“ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งรับคำเฉินจงกุ้ยกุมมือคารวะราชครู ราชครูก็คารวะตอบ เฉินจงกุ้ยจูงมือลูกเดินจากไปราชครูก็เดินกลับตำหนักไป
ส่วนองค์ชายใหญ่ องค์ชายเก้านั้นกลับตำหนักไปั้แ่ตอนที่ราชครูอาบน้ำแล้วเมื่อถึงตำหนัก องค์ชายใหญ่ก็เรียกขันทีผิง “เ้าอยู่ก่อน ส่วนคนอื่นออกไปให้หมด”
“พะย่ะค่ะ”ขันทีรับคำสั่งแล้วก็ถอยออกไปหมดเหลือแต่ขันทีผิงยืนอยู่คนเดียวองค์ชายใหญ่มองขันทีผิงสายตาดุดันยิ่ง ถามเสียงต่ำว่า “เ้าจงใจชนมู่ตี้ซินะ”
“พะย่ะค่ะ” ขันทีผิงยอมรับองค์ชายใหญ่มองขันทีผิง สั่งเสียงต่ำเ็าว่า “หากครั้งหน้าเ้ากล้าทำอะไรนอกเหนือคำสั่งข้าอีก...”
เขาไม่พูดต่อ ทำมือปาดคอขันทีผิงรีบคุกเข่าลงไปโขกศีรษะโปกๆ “ข้าน้อยไม่กล้าแล้วๆ”
“ฮุ่ยกงกง โบยเขา 50 ที”องค์ชายใหญ่สั่งแล้วเดินเข้าด้านในไป ฮุ่ยกงกงจึงสั่งคนให้จับขันทีผิงไปโบย 50 ทีขันทีผิงถูกโบยส่งเสียงร้องโอยๆองค์ชายใหญ่ก็นั่งจิบชาดูขันทีผิงถูกโบยจากห้องด้านในบ่าวที่ทำอะไรนอกเหนือคำสั่งสมควรถูกลงโทษให้หนักๆหากยังมีครั้งต่อไปก็ไม่สมควรเก็บเอาไว้ข้างกายอีก ถึงเขาจะไม่ชอบเฉินมู่อิ๋งแต่ก็ยังไม่ได้คิดกลั่นแกล้งอะไรขันทีผิงกลับลงมือก่อนที่เขาจะสั่งจึงสมควรถูกลงโทษ
เมื่อเฉินมู่อิ๋งกลับถึงจวน เฉินม่านอิ๋งเห็นลูกสวมอาภรณ์ชุดใหม่ก็แปลกใจ “เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าตกน้ำขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบเฉินม่านอิ๋งยอบตัวลงมองสำรวจลูกขึ้นๆ ลงๆ พลางจับเขาหมุนซ้ายหมุนขวาสักพักก็ถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ...ดีจริงๆ ที่เ้าไม่เป็อะไร”
“ข้าไม่เป็อะไรขอรับท่านแม่ ท่านอย่าได้เป็ห่วงมากนะขอรับเดี๋ยวท่านแม่ล้มเจ็บเพราะข้า ข้าคงเสียใจยิ่งนัก” เฉินมู่อิ๋งปลอบใจท่านแม่ขยับไปกอดคอท่านแม่แล้วหอมแก้มทีหนึ่ง เฉินม่านอิ๋งกอดลูกพักหนึ่งแล้วปล่อยจากนั้นก็พาลูกเข้าเรือนไป เฉินจงกุ้ยเดินตามไป
วันรุ่งขึ้น เฉินมู่อิ๋งก็ตามท่านพ่อเข้าวังไปร่ำเรียนเป็เพื่อนองค์ชายทั้งสองอีกเมื่อไปถึงตำหนักราชครู เขาก็เห็นองค์ชายใหญ่กับองค์ชายเก้าเสด็จมาแล้วเขาจึงคารวะองค์ชายทั้งสอง “องค์ชายใหญ่ องค์ชายเก้า”
“เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้วข้ากลัวว่าเ้าจะเป็ไข้จนมาไม่ได้อยู่เชียว”องค์ชายเก้าเดินไปตบไหล่เฉินมู่อิ๋งสองที มองอย่างเป็ห่วงเป็ใยราวกับเป็น้องพ่อแม่เดียวกันอย่างไรอย่างนั้นเฉินมู่อิ๋งััได้ถึงความห่วงใยที่ออกมาจากใจจริงๆ เขาจึงยิ้มให้องค์ชายเก้า
“หึ!”องค์ชายใหญ่แค่นเสียงคำหนึ่ง ราชครูเดินเข้ามาในห้อง มองเด็กทั้งสามสั่งว่า “เอ้านั่งๆ จะได้เริ่มเรียน”
เด็กทั้งสามนั่งลงราชครูก็เดินไปนั่งที่โต๊ะ หยิบตำรามาเปิดขันทีมองตำราของราชครูแล้วหยิบตำราที่เหมือนกันกับราชครู 3ม้วนไปวางตรงหน้าเด็กทั้งสาม เด็กทั้งสามก็เปิดตำรา ราชครูก็เริ่มสอน “ในสมัยหนึ่งมีขุนนาง........”
ขันทีคนหนึ่งเดินเข้าไปในห้องราชครูมองขันทีผู้นั้น ขันทีคารวะราชครูแล้วบอกว่า “ฝ่าาให้พาคุณชายเฉินไปเข้าเฝ้าขอรับ”
“เข้าเฝ้า? มีเื่อะไรรึ?” ราชครูถามขันทีตอบว่า “ฝ่าาจะเสด็จไปล่าสัตว์จึงอยากให้คุณชายเฉินตามเสด็จไปด้วยขอรับ”
“อ่อ เช่นนั้นก็พาไปเถอะ” ราชครูบอกเฉินมู่อิ๋งจึงลุกขึ้นเดินไปหาขันที องค์ชายใหญ่ก็ลุกขึ้นทันที “ท่านราชครูข้าจะตามเสด็จพ่อไปล่าสัตว์ เื่เรียนในวันนี้ก็ไว้วันอื่นเถอะ”
องค์ชายใหญ่พูดแล้วก็เดินไปทันทีราชครูอ้าปากกำลังจะห้าม พลัน! หุบปากไม่พูดอะไรอีกองค์ชายเก้ามองราชครูแล้วรีบตามพี่ชายไป ราชครูจึงลุกตามองค์ชายทั้งสองไปเพราะ่เวลานี้เป็่เวลาที่เขาต้องสอนองค์ชายทั้งสอง หากเกิดอะไรขึ้นกับองค์ชายทั้งสองต่อให้เขามีกี่หัวก็ไม่พอให้ฝ่าาตัดหรอกนะ
ขันทีเห็นองค์ชายใหญ่จะตามไปด้วยก็หันไปมองราชครูเห็นราชครูพยักหน้า เขาจึงเดินนำไปไม่พูดอะไรสักคำ เฉินมู่อิ๋งเดินตามขันทีไปองค์ชายใหญ่รีบเดินไปจนเดินนำหน้าขันที เขาเป็นายจะเดินตามหลังบ่าวได้อย่างไรองค์ชายเก้าเดินตามพี่ชายไป ราชครูเดินตามหลังองค์ชายทั้งสองส่วนเหล่าขันทีผู้ติดตามองค์ชายก็เดินอยู่ท้ายขบวน
เมื่อไปถึงท้องพระโรง องค์ชายใหญ่ก็เดินเข้าไปอย่างองอาจเขากุมมือคารวะเสด็จพ่อ “เสด็จพ่อ”
“เสด็จพ่อ” องค์ชายเก้ากุมมือคารวะเช่นกันราชครูคารวะฮ่องเต้ “ฝ่าา”
“ฝ่าา” เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะ เหล่าขันทีก็กุมมือคารวะ“ฝ่าา”
“พวกเ้ามาทำอะไรกัน?” ฮ่องเต้ถาม มองจ้องลูกชายทั้งสององค์ชายเก้าหลุบตาลงไม่กล้าสบตาด้วยอย่างเกรงกลัว องค์ชายใหญ่ตอบว่า “เสด็จพ่อให้คนไปตามมู่ตี้จะพาเขาไปล่าสัตว์ด้วย ข้าจึงอยากไปด้วยพะย่ะค่ะ”
คำว่า ‘มู่ตี้’ทำให้หลายๆ คนมีสีหน้าอึ้งๆ ไป ‘มู่ตี้ 墓地’ สุสานอย่างนั้นหรือ!?
ฮ่องเต้ก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนแล้วองค์ชายใหญ่พูดอย่างไม่สนใจสีหน้าของผู้อื่นว่า “ข้าเห็นเขาเป็น้องชายคนหนึ่งเรียกมู่ตี้ก็ถูกแล้วไม่ใช่รึ พวกท่านทำไมต้องทำหน้าเช่นนั้นด้วยเล่า?”
“แค่กๆ” ขุนนางหลายๆ คนกระแอมกระไอออกมาถูกของท่านแล้วพะย่ะค่ะ เอาเลยๆ ท่านอยากจะเรียกอย่างไรก็เชิญเถิดพะย่ะค่ะ
ฮ่องเต้ไม่พูดอะไรเ้าลูกคนนี้ดื้อรั้นยิ่งนัก เขาคร้านจะดุด่าด้วยเื่เล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้แล้วเขาจึงทำเป็ลืมตาข้างหลับตาข้างเสีย “เอาเถอะๆ เ้าจะไปด้วยก็เตรียมตัวให้ดีเวยกงกงส่งคนไปบอกฮองเฮาว่าข้าจะพาพวกเขาไปล่าสัตว์ด้วย”
“พะย่ะค่ะ”เวยกงกงรับคำสั่งแล้วสั่งลูกน้องอีกทอดหนึ่ง ขันทีคนหนึ่งก็รีบไปกราบทูลฮองเฮาฮ่องเต้ก็สั่งว่า “ไปกันเถอะ เดี๋ยวสายแดดจะร้อนเกินไป”
ฮ่องเต้พูดจบก็ลุกขึ้นเดินลงจากบัลลังก์เขาเดินไปหาองค์ชายทั้งสอง องค์ชายเก้าหลุบตาลงขยับไปอยู่ข้างหลังพี่ชายองค์ชายใหญ่มองเสด็จพ่อ ฮ่องเต้มองลูกชายทั้งสองคน สั่งว่า “ไปล่าสัตว์พวกเ้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าได้อยู่ห่างจากองครักษ์เด็ดขาด”
“พะย่ะค่ะ” องค์ชายทั้งสองรับคำฮ่องเต้เดินไปหาเฉินมู่อิ๋งแล้วคว้ามือเล็กๆ จับไว้ สั่งว่า “ไปกับข้า”
ทุกคนมองมือใหญ่ที่กุมมือน้อยราวกับเฉินมู่อิ๋งเป็โอรสอีกคนอย่างอึ้งๆไป ฮ่องเต้จูงเฉินมู่อิ๋งเดินไปด้วยกัน เฉินมู่อิ๋งเดินตามไปขาเขาสั้นจึงก้าวตามฮ่องเต้ไม่ค่อยทัน ฮ่องเต้จึงหันไปอุ้มเฉินมู่อิ๋งขึ้นมาเฉินมู่อิ๋งใ “อ่ะ!”
ฮ่องเต้อุ้มเฉินมู่อิ๋งเดินไปผู้คนตกตะลึงปากอ้าตาค้าง ขนาดองค์ชายใหญ่ฝ่าายังไม่ค่อยอุ้มมากนัก แต่เหตุใดฝ่าาจึงอุ้มเด็กคนนี้เล่า!?
องค์ชายใหญ่มองเสด็จพ่อที่กำลังอุ้มเฉินมู่อิ๋งเดินไปอย่างอิจฉาอยู่ในใจเขากำมือทั้งสองข้างแน่นจนเล็กจิกเนื้อ เสด็จพ่อโปรดปราน ‘มู่ตี้墓地’ ยิ่งนัก!
เฉินมู่อิ๋งตกเป็เป้าสายตาของผู้คน เขารู้สึกไม่ค่อยดีเลยจึงมองท่านพ่ออย่างขอความช่วยเหลือพลางบอกฮ่องเต้ว่า “ฝ่าา ข้าน้อยจะหาท่านพ่อพะย่ะค่ะ”
“ทำไม? กลัวข้าจับเ้ากินหรืออย่างไร?”ฮ่องเต้ถามยิ้มๆ เฉินมู่อิ๋งส่ายหน้า “ไม่กลัวพะย่ะค่ะ”
“ไม่กลัว แล้วจะหาพ่อเ้าทำไม?” ฮ่องเต้ถามเฉินมู่อิ๋งตอบ “ข้าถูกคนมองมากเกินไปพะย่ะค่ะ”
“มองก็มองไปซิ” ฮ่องเต้บอกอย่างไม่ใส่ใจอุ้มเฉินมู่อิ๋งเดินไป ผู้คนมองฮ่องเต้กับเฉินมู่อิ๋งเป็ตาเดียวเสนาบดีเฉินก็ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ลูกชายของเสนาบดีเฉินยังได้รับความโปรดปรานมากถึงเพียงนี้!อืม?
เฉินจงกุ้ยเดินตามฮ่องเต้ไป พูดเสียงเบาว่า“ฝ่าาส่งเฉินมู่อิ๋งมาเถิดพะย่ะค่ะ เขาตัวหนัก ข้าน้อยจะอุ้มเองพะย่ะค่ะ”
“ไม่หนัก ลูกเ้าตัวเบายิ่งนัก เบาจนข้าสงสัยว่าเขากินอะไรบ้าง?ถึงได้ตัวเบาเกินไปแล้ว ตอนฉวนเอ๋อร์อายุเท่านี้ยังหนักมากกว่านี้ตั้งเยอะ”ฮ่องเต้บอกพลางไล่ “เ้าจะทำอะไรก็ไปทำเถอะ ปล่อยลูกเ้าไว้กับข้านี่แหละ”
“พะย่ะค่ะ” เฉินจงกุ้ยถอยออกไปฮ่องเต้อุ้มเฉินมู่อิ๋งเดินไปขึ้นรถม้า องค์ชายทั้งสองตามเสด็จไปด้วยฮ่องเต้อุ้มเฉินมู่อิ๋งขึ้นไปบนรถม้า สั่งว่า “เข้าไปซิ”
เฉินมู่อิ๋งจึงเดินเข้าไปในรถม้าคันใหญ่ฮ่องเต้เดินขึ้นไปแล้วเดินเข้าไปข้างใน พลางจูงเฉินมู่อิ๋งเข้าไปด้วยกัน องค์ชายใหญ่รีบตามขึ้นไปบนรถม้าอย่างอิจฉาตาร้อนผ่าวๆแล้ว องค์ชายเก้าตามพี่ชายไป ราชครูขึ้นไปนั่งข้างสารถีเหล่าขันทีผู้ติดตามก็รีบไปขึ้นรถม้าอีกคัน
ภายในรถม้าฮ่องเต้นั่งลงพลางดึงเฉินมู่อิ๋งไปนั่งข้างๆ เขาเอ็นดูเด็กคนนี้มากจริงๆองค์ชายใหญ่เดินไปนั่งอีกข้างของเสด็จพ่อ เขากอดแขนเสด็จพ่อหมับ! ฮ่องเต้ยกมือลูบๆ ศีรษะลูกชายสองที องค์ชายเก้าเดินไปนั่งข้างๆเฉินมู่อิ๋ง เวยกงกงตามขึ้นไปนั่งข้างราชครู
รถม้าวิ่งออกจากวังหลวงไปเรื่อยๆเฉินมู่อิ๋งมองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนขุนนางคนอื่นๆ ก็ขึ้นรถม้าของตัวเองตามเสด็จไปเป็ขบวน
องค์ชายเก้าก็มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างตื่นเต้นองค์ชายใหญ่มองเสด็จพ่อแล้วมองเฉินมู่อิ๋งอย่างไม่เป็มิตรเฉินมู่อิ๋งเจอสายตาดุดันมองมาจึงขยับตัวออกห่างจากฮ่องเต้จนไปติดองค์ชายเก้าแล้ว องค์ชายเก้ามองเฉินมู่อิ๋งถามเสียงเบาว่า“เ้ายังไม่เคยไปลานล่าสัตว์ซินะ?”
“พะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งพยักหน้าองค์ชายเก้าก็คุยว่า “ข้าเคยไป 2 ครั้ง”
“อ่อ” เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า องค์ชายเก้าก็กระซิบคุยกระหนุงกระหนิงกับเฉินมู่อิ๋งองค์ชายใหญ่มองเฉินมู่อิ๋งอย่างไม่ชอบใจเขากอดแขนเสด็จพ่อแสดงความเป็เ้าข้าวเ้าของเอาไว้ฮ่องเต้เหลือบมององค์ชายใหญ่ทีหนึ่งยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วหันไปมององค์ชายเก้ากับเฉินมู่อิ๋ง
ลานล่าสัตว์นั้นอยู่ไกลจากวังหลวงนั่งรถม้าไปราว 1 ชั่วโมงจึงจะถึง เฉินมู่อิ๋งนั่งไปนั่งมาก็เริ่มง่วงนอนเขายังเป็เด็กอยู่จึงนอนหลับง่ายมาก เขานั่งตัวเอนไปเอนมาตาปรือๆฮ่องเต้จึงดึงเฉินมู่อิ๋งให้นอนซบตัก องค์ชายใหญ่มองอย่างอิจฉายิ่งนี่น่ะเสด็จพ่อของข้านะ!
เฉินมู่อิ๋งง่วงจนไม่สนใจอะไรแล้วเขานอนหลับซบตักอุ่นๆ องค์ชายเก้านั่งไปสักพักก็เริ่มหาวหวอดๆ ตามเขาล้มตัวลงไปนอนบนที่นั่งยาวด้านข้าง ยึดที่นั่งฝั่งนั้นเป็ที่นอนไปแล้วองค์ชายใหญ่มองศีรษะของเฉินมู่อิ๋งอย่างไม่พอใจมาก เขามองจ้องราวกับอยากจะผลักศีรษะเล็กๆนั่นออกไปยิ่งนัก มือข้างหนึ่งกำแน่นค่อยๆ ยื่นไปใกล้ๆ ศีรษะเล็กๆ นั่น ฮ่องเต้เหล่มองท่าทางลูกชายดูว่าเขาจะทำอย่างไรกับเฉินมู่อิ๋ง
องค์ชายใหญ่หดมือกลับไปกอดแขนเสด็จพ่ออย่างหวงแหน ฮ่องเต้ยิ้มบางๆ หัวเราะในใจ หึๆๆๆ เ้าเด็กขี้หวง
จนกระทั่งถึงลานล่าสัตว์ฮ่องเต้ก็ปลุกเฉินมู่อิ๋ง “มู่อิ๋งๆ”
“หือ...” เฉินมู่อิ๋งลืมตาขึ้นลุกขึ้นอย่างงัวเงีย ฮ่องเต้บอก “ถึงแล้ว”
เฉินมู่อิ๋งมองออกไปนอกหน้าต่างฮ่องเต้ก็ปลุกองค์ชายเก้า “หลานเอ๋อร์ๆ ถึงแล้ว”
“อื๊ออออ...” องค์ชายเก้าลืมตาลุกขึ้นอย่างงัวเงียเฉินมู่อิ๋งเดินออกไป เวยกงกงก็มองคุณชายเฉิน เขาลงจากรถม้าแล้วอุ้มคุณชายเฉินลงไปแล้ววางคุณชายเฉินยืนบนพื้น เฉินมู่อิ๋งก้าวถอยไปห่างๆ เพราะคนอื่นในรถม้าจะได้ลงมาได้ราชครูก้าวลงจากรถม้า เดินไปยืนข้างเฉินมู่อิ๋ง องค์ชายเก้าลงจากรถม้าอย่างงัวเงียเมื่อเท้าแตะพื้นเขาก็หายงัวเงียทันที เขามองไปรอบๆ ตัวอย่างตื่นเต้นดีใจ “ลานล่าสัตว์เย้! ถึงลานล่าสัตว์แล้ว”
เขาก้าวไปจับมือเฉินมู่อิ๋ง “อิ๋งตี้ถึงลานล่าสัตว์แล้วเ้าตื่นเต้นหรือไม่?”
“พะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบสีหน้าเรียบเฉยเหล่าผู้ตามเสด็จล้วนดูออกว่าองค์ชายเก้าตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าคุณชายเฉินเสียอีกลูกชายเสนาบดีเฉินช่างรู้จักวางตัวั้แ่เล็กๆ เชียว
“หลานเอ๋อร์สำรวมหน่อย” ฮ่องเต้ลงจากรถม้าองค์ชายใหญ่ลงตามไป เขายืนอยู่ข้างเสด็จพ่อไม่ยอมห่าง มองเฉินมู่อิ๋งอย่างข่มขู่นิดๆนี่เสด็จพ่อของข้า เ้าห้ามเข้าใกล้!
เฉินมู่อิ๋งเบนสายตาไปทางอื่นเขาไม่อยากยุ่งกับองค์ชายใหญ่ ฮ่องเต้มองผู้คนที่ตามเสด็จมาแล้วสั่งว่า “เอาล่ะ ข้าจะไปล่าสัตว์ใครอยากพักผ่อนอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องตามไป”
“ข้าน้อยขอตามเสด็จไปด้วยพะย่ะค่ะ”เสนาบดีไฉพูดขึ้นมา ขุนนางคนอื่นๆ ก็รีบพูดขึ้นบ้าง “ข้าน้อยขอตามเสด็จพะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองขุนนางแล้วเดินไปหาเฉินมู่อิ๋งอุ้มเขาขึ้นมา “เ้าไปกับข้า”
“อ๋า?” เฉินมู่อิ๋งปากอ้าตาค้างใจนตัวแข็งทื่อ ฮ่องเต้ขำท่าทางของเขายิ่งนักจึงหัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ”
จากนั้นก็อุ้มเฉินมู่อิ๋งไปขึ้นม้าเฉินมู่อิ๋งดิ้นลง “ข้าน้อยขออยู่ที่นี่พะย่ะค่ะ”
“เ้าต้องไปกับข้า” ฮ่องเต้ไม่อนุญาตทั้งยังรีบขึ้นม้าซ้อนหลังเฉินมู่อิ๋ง มือหนึ่งจับเอวเขากอดไว้อีกมือจับบังเหียนม้าแล้วควบออกไป
“อ๋า!”เฉินมู่อิ๋งร้องคำหนึ่ง มองท่านพ่ออย่างขอความช่วยเหลือ “ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย---”
“ฮ่าๆๆๆ” ฮ่องเต้หัวเราะอย่างเบิกบานใจ เขาชอบใจที่ได้กลั่นแกล้งเ้าเด็กน้อยคนนี้ยิ่งนักทหารองครักษ์ก็รีบควบม้าตามเสด็จไป
เฉินจงกุ้ยรีบขึ้นม้าตามไปเขาก็พอมีฝีมืออยู่บ้างนะ แต่จะให้เทียบกับจอมยุทธ์แล้วยังนับว่าห่างชั้นอีกมากนัก
“ม้าของข้า” องค์ชายใหญ่สั่งสีหน้าบึ้งตึงมากเขาอิจฉาจนตาลุกเป็ไฟแล้ว เขาเป็โอรสของเสด็จพ่อ ควรเป็เขาซิที่ได้นั่งม้าไปกับเสด็จพ่อเหตุใดจึงกลายเป็เ้าเด็กมู่ตี้(墓地) ไปได้เล่า!? ฮึ่ม!
“เอ่อ องค์ชายจะเสด็จตามไปข้าว่าไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่” ราชครูเอ่ยขัดขึ้นมาเสียงเบา องค์ชายใหญ่หันไปมองราชครูสายตาดุดันยิ่งนัก“ท่านอยู่ดูแลน้องเก้าเถอะ”
ราชครูเสียวสันหลังวาบขึ้นมาเขาหุบปากเงียบไม่กล้าพูดห้ามปราบอะไร ทหารก็จูงม้าไปให้องค์ชายใหญ่องค์ชายใหญ่เหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่วว่องไวแล้วจับบังเหียนควบม้าตามไปเหล่าขุนนางที่อยากตามเสด็จฮ่องเต้ก็รีบขึ้นม้าควบตามองค์ชายใหญ่ไปคนที่เหลืออยู่ก็สำลักฝุ่นจากฝีเท้าม้าจนไอค่อกแค่กๆ
เมื่อฝุ่นจางลงแล้วราชครูก็จูงองค์ชายเก้าไปที่ตำหนักหลังน้อยที่ว่าหลังน้อยคือเล็กกว่าตำหนักในวังหลวงครึ่งหนึ่ง องค์ชายเก้าก็เดินตามไป เขายังขี่ม้าไม่คล่องเท่าพี่ชายอีกทั้งม้าก็ตัวโตเกินไปเขาเคยแต่ขี่ม้าตัวเล็กกว่านี้จึงไม่อาจหาญตามเสด็จพ่อไปหรอกสู้อยู่ในตำหนักเที่ยวเล่นไปรอบๆ ดีกว่า
ฮ่องเต้ควบม้าไปจนถึงทุ่งหญ้าผืนหนึ่งเขาหยุดม้าแล้วชี้มือไป “มู่อิ๋ง เ้าดูนกตัวนั้นซิ”
เฉินมู่อิ๋งมองตามเห็นนกตัวเท่าไก่เกาะอยู่บนต้นไม้ริมทุ่งหญ้า ยังไม่ทันชื่นชมดีๆ ก็ได้ยินเสียงฟิ้ว---
ฉึก! ก๊าาาาา---
นกตัวนั้นถูกธนูยิงร่วงตกจากต้นไม้ ตุบ!
เฉินมู่อิ๋งเหลือบมองฮ่องเต้ ก็เห็นเขาลดคันธนูลงลูกธนูที่ยิงนกตกก็คือลูกธนูจากคันธนูของฮ่องเต้ นับว่าฝีมือฮ่องเต้เยี่ยมยอดดี
“เป็อย่างไรฝีมือข้า?” ฮ่องเต้ก้มลงถาม “ข้าว่ามือข้าแข็งๆไปหน่อย เลยยิงไม่ค่อยแม่นสักเท่าไหร่”
ฮึ! ขนาดไม่แม่นยังยิงนกตกถ้าแม่นท่านคงยิงตาซ้ายทะลุตาขวาเลยกระมัง เฉินมู่อิ๋งค่อนแคะในใจ ปากก็ชื่นชมว่า “ฝ่าาฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนักพะย่ะค่ะ”
เขามองอย่างชื่นชมเสริมคำพูดของตัวเองเข้าไปด้วยการเยินยอผู้มากอำนาจก็เป็เื่ที่สมควรทำของข้าราชบริพารอย่างหนึ่ง
“เ้าอยากลองยิงธนูดูบ้างไหม? เดี๋ยวข้าสอนให้”ฮ่องเต้ถาม เฉินมู่อิ๋งอยากตอบว่า ‘ไม่’ แต่เห็นสายตาฮ่องเต้แล้วเขาก็ตอบว่า “พะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยิ้มพอใจ จับมือเล็กๆ มาจับคันธนู “จับอย่างนี้”
เฉินมู่อิ๋งจับตามแต่มือของเขายังเล็กเกินว่าที่จะกำคันธนูอันใหญ่นี้ได้ ฮ่องเต้ก็กำคันธนูซ้อนมือเล็กเอาไว้เขาหยิบลูกธนูขึ้นมาแล้วใช้นิ้วคีบเอาไว้พลางจับมืออีกข้างของเฉินมู่อิ๋งให้จับปลายลูกธนูแล้วก็ยิงออกไป ฟิ้ว---
ฉึก! ลูกธนูพุ่งไปปักนกอีกตัวซึ่งอยู่บนกิ่งไม้ในพุ่มไม้ด้านซ้ายนกร้องคำหนึ่ง จิ๊บ! แล้วร่วงตกลงไป ฮ่องเต้ยิ้ม ก้มลงถาม “เป็อย่างไร?ได้ยิงธนูซ้ำยังยิงนกได้ตัวหนึ่งด้วย”
เฉินมู่อิ๋งอยากบอกว่า ‘ท่านเป็คนยิงไม่ใช่ข้า’ แต่คำพูดที่ออกจากปากคือ “โอข้ายิงนกได้ด้วย!”
แล้วเขาก็หันไปข้างหลังะโว่า “ท่านพ่อฝ่าาสอนข้ายิงธนูด้วยขอรับ ข้ายิงนกได้ตัวหนึ่งด้วยล่ะ”
เฉินจงกุ้ยขี่ม้าไปหยุดอยู่ใกล้ๆ ฮ่องเต้แล้วกุมมือพูดว่า “ขอบพระทัยที่สอนลูกข้ายิงธนูพะย่ะค่ะ”
“ไม่เป็ไรๆ ลูกเ้าก็เหมือนลูกข้า”ฮ่องเต้ยิ้มเบิกบานใจ เฉินจงกุ้ยหันไปมองข้างหลัง แล้วพูดเสียงเบาว่า “แต่ลูกท่านตามมาโน่นแล้วข้าน้อยคิดว่าฝ่าาควรจะส่งอิ๋งเอ๋อร์มาได้แล้วพะย่ะค่ะข้าน้อยยังไม่อยากให้องค์ชายใหญ่เกลียดอิ๋งเอ๋อร์มากไปกว่านี้พะย่ะค่ะ”
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ