บทที่ 20
ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็หนี
ฟิ้วว!! เพียงแค่พริบตาเท่านั้น ก็ได้เกิดประกายแสงสีดำพุ่งผ่านร่างกายของหนึ่งในกลุ่มชายที่ถือโซ่สีแดง เขาถูกออร่าสีดำฟันลำตัว ขาดเป็สองส่วนอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าลูคัสจะอยู่ภายใต้วงล้อมของอาร์ติแฟกต์ประเภทโจมตี แต่เขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางขีดจำกัดการต่อสู้ เขาทำเหมือนว่านักรบระดับเงินเป็ได้เพียงกระสอบทรายและนักสู้ระดับทองแดงเป็ได้แค่เป้าสังหารเท่านั้น
ลูคัสเปลี่ยนวิธีจับดาบ เขากำด้วยสองมือและฟันออกไป ออร่าสีดำแปรเปลี่ยนเป็รูปร่างราวกับมีชีวิต ใบหน้าของสุนัขจิ้งจอกสีดำพุ่งเข้าใส่ร่างของนักสู้ทั้งสาม หัวใจของพวกเขาถูกแทงทะลุอย่างโเี้ ตกตายต่อหน้าต่อตาของโอเวนโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย จากนั้นลูคัสจับจ้องไปยังผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย
“เ้าตัดสินใจถูกที่เลือกซื้อเวลา แต่มีสิ่งหนึ่งที่คิดตื้นไป สำหรับข้าแล้ว การจัดการพวกเ้าที่สามารถต่อสู้ได้ก่อน มันทำให้ข้าเสียเวลาน้อยยิ่งกว่าการไล่ล่าเด็กสาวคนนั้นและย้อนกลับมาสังหารพวกเ้าเพื่อปิดปาก”
พูดจบ ออร่าดาบของลูคัสพุ่งเข้าใส่โอเวน เงาร่างสุนัจจิ้งจอกอ้าปากลงเขี้ยวอย่างโหดร้าย
อ้ากกก!!! เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้น โอเวนมองไปยังแขนซ้ายของตนที่กระเด็นหลุดออกจากร่างและตกลงบนพื้น แต่ถึงอย่างนั้น เขาได้ข่มสะกดความเ็ปเอาไว้ ราวกับได้ทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ตั้งรับการโจมตีของอีกฝ่าย อย่างน้อยที่สุดต้องแลกมาด้วยแขนข้างหนึ่ง
ในขณะที่โอเวนยอมสละแขนซ้ายเพื่อรับการโจมตีนี้ เขาได้คิดแผนการตอบโต้ไว้ในหัว โอเวนได้ใช้ทักษะไทเกอร์สไตรค์* (เสียงพยัคฆ์พุ่งชน)
ทันใดนั้น อากาศที่ว่างเปล่าก่อรูปออร่าให้กลายเป็ใบหน้าของพยัคฆ์ร้ายพุ่งเข้าใส่สุนัขจิ้งจอกสีดำ
หางตาของลูคัสเหลือบมองไปที่อีกฝ่าย แววตาของเขาจริงจังมากขึ้นกว่าทุกครั้ง เนื่องจากการโจมตีเบื้องหน้าเป็การทุ่มกำลังสุดชีวิตของนักสู้ระดับเงิน เขารู้สึกได้ถึงการเผาผลาญพลังชีวิตไปพร้อมๆกับพลังของไดรฟ์
“เป็ความพยายามที่ดี ข้าขอตอบรับความพยายามของเ้าด้วยการโจมตีครั้งนี้” กล่าวจบลูคัสปลดปล่อยการโจมตีที่แท้จริงออกไป เขาได้เปลี่ยนออร่าสีดำให้กลายเป็สุนัขจิ้งจอกสีดำทั้งตัว ครั้งนี้มันไม่ได้มีแต่ใบหน้าอย่างเดียว สายตาของสุนัขจิ้งจอกจ้องมองไปที่พยัคฆ์ราวกับเห็นเหยื่อ จากนั้นสี่เท้าพุ่งกระโจนเข้าชนกับออร่าของโอเวน
พลังของคนทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันและกันในอากาศ แรงะเิกลายเป็ประกายแสงสว่างเจิดจ้ากลืนกินร่างของคนทั้งสองจนหายไป
....
หลังจากแยกตัวออกมาได้ราวๆห้านาที เสียงะเิกึกก้องอันเกิดจากการต่อสู้ก็ได้เงียบลง คงจะมีสองเหตุผล หนึ่งคือ ลูคัสเป็ฝ่ายพ่ายแพ้การต่อสู้ถึงจบลง หรือไม่ก็ ฝ่ายของโอเวนพ่ายแพ้และลูคัสกำลังไล่ตามมาเธอมาอย่างกระชั้นชิด
เอวาข่มลมหายใจให้เงียบและเบาที่สุด เธอเลือกเส้นทางหลบหนีไปตามกำหนดการเดิมที่วางเอาไว้ก็คืออาณาเขตของตำแหน่งของผืนป่าแห่งผู้วายชนม์
หากเดินจากตรงนี้ เส้นทางที่ใกล้ที่สุดจะต้องผ่าน ผืนป่าหิมะเื เดิมทีเอวาไม่้าใช้เส้นทางของป่าหิมะเื เพราะจากความทรงจำ อาณาเขตของป่าแห่งนี้ เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย จำพวกโทรล ออร์คและที่ร้ายไปกว่านั้นคือไม่อาจรู้ได้เลยว่า จะเหยียบเข้าไปในอาณาเขตของเผ่ากินคนอย่างพวกบาบาเลียนเมื่อใด หากไม่จำเป็จริงๆ เอวาก็คงไม่เลือกเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเส้นทางที่อันตรายต่อตัวเธอ ก็เป็เส้นทางที่สร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ที่ไล่ตามมาด้วยเหมือนกัน
เอวามาหยุดเท้าอยู่ข้างลำธาร เธอใช้แสงจันทร์ในการมองแผนที่ในมือ หลังจากกำหนดทิศทางที่จะไปต่อได้ เธอวักน้ำธรรมชาติ เข้าปาก น้ำเย็นๆจากลำธารช่วยเพิ่มกำลังที่เกือบจะหมดลงได้เป็อย่างดี
ตามบันทึกที่เอวาได้อ่านจากห้องสมุดของตระกูลโบมอน ผู้ผสานไดรฟ์ระดับเงินยังไม่สามารถใช้ออร่าตรวจจับััของชีวิตได้ มีเพียงแต่ผู้ผสานไดรฟ์ระดับทองเท่านั้นจึงจะสามารถตรวจจับชีพจรและการเคลื่อนไหวได้จากระยะไกล และจากที่ฟังบทสนาที่โอเวนกล่าวถึงตัวตนของ เงามืดแห่งไฟฟ์ ลูคัสเป็ตัวตนที่แปลกประหลาด เขาไม่ยอมทะลวงผ่านไปยังระดับทอง เพียงเพราะความ้าส่วนตัว และด้วยเหตุผลนี้ ถ้าเอวาหลบหนีได้อย่างเชี่ยวชาญมากพอ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้ให้ลูคัส มันสามารถทำให้ทั้งสองคนคลาดกันหรืออาจถึงขั้นหากันไม่เจออีกเลยก็เป็ได้
เอวาหลบหนีไปยังจุดหมายที่้าด้วยความชำนาญ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอหนีตาย ในอดีตภารกิจมากมาย ไม่ได้จบลงที่ชัยชนะ แต่จบลงที่ล่าถอยได้สำเร็จ
ตลอดเส้นทางที่เอวาลีนเคยเดินทางถูกทำการบ้านมาเป็อย่างดี เธอหาเนินเขาเล็กๆ มองสายน้ำที่เกือบจะกลายเป็ลานน้ำแข็งทอดยาวเข้าสู่ความมืดและก้าวเดินทวนกระแสลมเข้าไป แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะลบรอยเท้าของตัวเองอย่างระมัดระวัง ด้วยความสามารถและสัญชาตญาณที่ถูกลับคมจนถึงขีดสุด เอวาสามารถทำให้เวลาที่คลาดกันเพียงห้านาที เสมือนเป็การหลบหนีที่ยาวนานหลายชั่วโมง
ขณะนั้นเอง สายลมแ่เบาดังขึ้นราวกับเสียงกรีดร้อง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็เสียงย้ำเท้าอันเกิดจากขนาดตัวมหึมา
เอวาขมวดหว่างคิ้ว เขตของสายธารน้ำแข็งและป่าหิมะเืไม่ใช่อาณาเขตของบาบาเลียน แต่เป็ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกออร์คหรือโทรล เธอภาวนาให้สัตว์ประหลาดที่จะปรากฏตัวไม่ใช่โทรล แต่เป็ออร์ค ถึงเธอจะเตรียมการรับมือ ออร์คและโทรลไว้แล้ว แต่อีกหนึ่งตัวแปรที่น่าลำบากใจหากต้องเผชิญก็คือ สัตว์เลี้ยงของโทรลก็คือฝูงแร้งดำ
แร้งดำมักจะบินอยู่รอบตัวโทรลสามถึงสี่ตัวต่อโทรลหนึ่งตัว พวกมันเป็สัตว์ปีกที่ดุร้าย มีขนาดตัวใหญ่ประมาณหนึ่งเมตร มีขนสีดำมะเมื่อม ปากยาวแหลมคลายดาบ หากถูกมันพุ่งเข้าใส่ าแที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจากการถูกแทงด้วยคมดาบ
พับ พับ!!! เสียงตีปีกดังดังก้อง
ตอนที่เอวายังหาข้อมูลจากห้องสมุดของตระกูล เธอได้เตรียมแผนรับมือสัตว์ประหลาดพวกนี้เอาไว้หลากหลายวิธี สำหรับออร์คและโทรล เธอได้ซื้อเืของพวกมันเตรียมเอาไว้ หากต้องเผชิญหน้าตรงๆ เธอสามารถชโลมเืกลบกลิ่นอายของมนุษย์หลบเลี่ยงการโจมตีจากพวกมันได้
ส่วนถ้าพบเจอบาบาเลียน เธอได้เรียนรู้ที่จะพูดภาษาของพวกมัน อย่างน้อยคาดหวังว่าจะใช้การเจรจาช่วยแก้ปัญหาตรงหน้าได้บ้าง แต่สำหรับแร้งดำนั้น ทางเดียวที่เตรียมเอาไว้คือหนี
เอวาค้อนสายตามองไปที่กลุ่มแร้งดำจำนวนสามตัวบนฟ้า ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ จากนั้นเธอได้ทำลายชั้นน้ำแข็งบนธารน้ำ ใช้วิธีซ่อนตัวอยู่ใต้แม่น้ำและใช้ก้านไม้ดูดอากาศ้า รอคอยจนกว่าพวกมันจะจากไป
ร่างบางๆของเด็กสาววัยไม่พ้นสิบสามปีดี ทนอยู่ใต้ธารน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ คงจะมีเพียงจิตใจที่กล้าแกร่งผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างเอวาเท่านั้นถึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้
เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที เอวาผุดขึ้นจากน้ำ ตัวสั่นจากความหนาวเย็น จะใช้ไฟเพื่อไล่ไอเย็นก็ไม่ได้ เพราะควันอาจเป็ร่องลอยให้ศัตรูตามมา เธอทำได้เพียงก่นด่าแร้งดำพวกนั้นที่ทำให้เธอต้องกลายเป็ลูกหมาตกน้ำ แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับเอวาอยู่ไม่น้อย ฝูงแร้งดำที่คิดว่าบินผ่านไปแล้ว มีตัวหนึ่งที่ผ่าเหล่าหลงฝูง มันได้บินวนกลับมายังตำแหน่งเดิมและปะฉะดะกับมนุษย์ซึ่งๆหน้า
“….”