ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 65 อดีต [2]


    หลังจากนั้นณรัชต์ก็ไปรับไปส่งบัดดี้ของเขาเป็นกิจวัตรประจำวัน
    ตื่นตอนเช้าไปส่งเข้าเรียน แล้วกลับมางีบที่ห้องสองชั่วโมง ก่อนออกไปเรียนคาบแรกของตัวเองตอนเก้าโมงครึ่ง วันอังคารกับพฤหัสฯ ดีหน่อย ตารางเรียนพวกเขาเริ่มตอนเก้าโมงครึ่งเหมือนกันจึงไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาก เวลาพักเที่ยงส่วนใหญ่เขาก็จะไปกินข้าวที่ตึกคณะศิลปศาสตร์ ส่วนตอนเย็นเรียนเสร็จก็ไปรับหญิงสาวกลับหอพัก
    วันนึงระหว่างณรัชต์รอกลุ่มเพื่อนคณะศิลปศาสตร์เลิกเรียนคาบเช้าเพื่อไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน ก็มีนักศึกษาหญิงกลุ่มนึงเดินเข้ามาทักเขา
    “สวัสดีค่ะ เรียนเจอร์ไหนเหรอคะ เห็นหน้าบ่อย ๆ” นักศึกษาสาวคนนึงในกลุ่มถามถึงสาขาหรือเมเจอร์ที่เขาเรียนเพราะคิดว่าเป็นเพื่อนร่วมคณะ
    “เอ่อ เจอร์เอนฯ ครับ” สงสัยเขาจะมาอยู่ที่คณะนี้บ่อยไปหน่อย
    “ เจอร์เอน ? ” นักศึกษาสาวทั้งกลุ่มทำหน้างง เพราะรู้จักแต่เมเจอร์อิ้ง กับเมเจอร์ทัวร์ หรือสาขาอังกฤษเพื่อการสื่อสารกับสาขาการท่องเที่ยวที่คณะเปิดสอน
    “เอนจิเนียริ่งครับ หึ หึ หึ ” เขาปล่อยมุก แล้วยิ้ม ณรัชต์ยังไม่ทันจะได้ชวนกลุ่มสาวต่างคณะคุยต่อ รูมเมทกับกลุ่มเพื่อนและแก้วก็เดินเข้ามาขัดจังหวะก่อน
    “นะ รอนานไหมแก ปะกินข้าวกัน ” เสียงแหลมของรูมเมทเขานำมา ทำเอากลุ่มสาวที่เข้ามาชวนเขาคุยถอยกรูดออกไป หวังว่าคงไม่ได้คิดว่าณรัชต์เป็นเพื่อนสาวเหมือนรูมเมทเขาหรอกนะ
    ณรัชต์หันไปพยักหน้ากับรูมเมทและกลุ่มเพื่อน มองเห็นแก้วที่เดินช้าๆตามหลังมา พอเขามาที่คณะนี้บ่อยเข้า ก็พลอยสนิทกับกลุ่มเพื่อนของรูมเมทที่มีอยู่สามสี่คนไปด้วย
    ว่าไปแล้วก็เป็นโชคดีของคู่บัดดี้เขาอยู่ไม่น้อย เพราะกลุ่มรูมเมทของเขานอกจากเฮฮาแล้วยังนิสัยดีกันทุกคน ในขณะที่แก้วนั้น ดูจะนิสัยต้วมเตี้ยม เงียบๆ คุณหนูไปหน่อย ถ้าไม่บังเอิญรู้จักเขา จนได้สนิทกับรูมเมทเขาไปด้วย ก็ไม่รู้จะหาเพื่อนได้หรือเปล่า
    ที่ณรัชต์ชอบมากินมื้อกลางวันที่ตึกคณะของแก้วบ่อย ๆ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะโรงอาหารคณะนี้อร่อยและยังไม่นับว่าคณะนี้มีสาว ๆ ให้ส่องเยอะมาก เพราะถือเป็นคณะดาวเด่นเรื่องนักศึกษาหญิง พลอยทำให้หนุ่ม ๆ คณะอื่นมักหาเหตุมาทานข้าวนี่โรงอาหารคณะนี้กันบ่อย ๆ
    “นะ มาอยู่แต่แถวนี้ อยากเป็นเขยศิล’ศาสตร์หรือไง”เพื่อนหญิงในกลุ่มกล่าวแซวเขาที่กำลังมองสาว ๆ เดินผ่านไปมาในโรงอาหาร ขณะทั้งกลุ่มกำลังนั่งกินมื้อกลางวันกัน
    “เพราะกะเพราทะเลโรงอาคารศิล’ศาสตร์มันอร่อยต่างหากล่ะ”กล่าวแก้ตัว ส่วนบัดดี้ของเขานั่งตาแป๋วฟังเพื่อนคนนั้นคนนี้คุยกันเป็นส่วนใหญ่




    เช้าวันต่อมาณรัชต์ยืนหาวอยู่ที่ข้างรถมอเตอร์ไซค์หน้าหอพักหญิง
    “มารอใครหรือคะ ให้ไปตามให้ไหมคะ” นักศึกษาหญิงที่อยู่แถวหน้าหอพักคนนึงเอ่ยปากถาม
    “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ”
    ปกติแก้วจะไปขึ้นรถที่โรงอาหารหน้าหอพักเขา เมื่อวานไม่รู้เป็นอะไรถึงบอกให้ณรัชต์มารับที่หน้าหอพักหญิง สงสัยจะขี้เกียจเดิน ตามประสาเด็กต้วมเตี้ยมล่ะมั้ง เอาเถอะ ยังไงนี่ก็เพื่อนผู้หญิงคนแรกในมหาวิทยาลัยของเขา ต้องเอาใจบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
    หอพักหญิงของมหาวิทยาลัย เป็นอาคารสองหลังหันหน้าเข้าหากัน มีสวนเล็ก ๆ กับที่จอดรถจักยานยนต์อยู่ตรงกลาง ดังนั้นเมื่อใครเข้ามารับนักศึกษาหญิงในหอพัก ก็มักตกเป็นเป้าสายตาของนักศึกษาหญิงทั้งบนอาคารและที่เข้าออกหอพัก
    ยิ่งบิ๊กไบท์สีแดงของณรัชต์ยิ่งเป็นที่สนใจอย่างมาก
    แหม….ไม่อยากจะคุยหรอกนะ ปีหนึ่งรุ่นณรัชต์อาจจะมีคนมีรถยนต์อยู่สองสามคน แต่ถ้าเทียบกับ Suzuki RG 500 แล้ว ต้องบอกว่าเรื่องความเท่เขากินขาดทั้งรุ่น
    ยืนเก๊กอยู่หน้าหอหญิงพักนึง กว่าแก้วจะลงจากหอพักมาได้ แล้วยังมัวมาผูกเนคไทเขาให้เข้าที่อีก แต่คราวนี้เขาก็เริ่มจะรู้สึกเขินสายตาคนมองหน่อย ๆ แล้ว หลังจากขับรถไปส่งบัดดี้ที่คณะ เขาก็ขับรถกลับมาที่คณะของตัวเอง

    ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนณรัชต์ก็ชักรู้สึกว่าตัวเองอาจจะเลือกคณะผิด
    แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ได้ถนัดหรือชอบวิชาสายคำนวนเท่าไหร่ แต่เมื่อมาเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เขาก็ต้องเจอแต่วิชาแนวนี้ทั้งนั้น ขนาดแค่ปีหนึ่งยังไม่ได้ขึ้นปีสูง ทั้งวันยังต้องเจอแต่คณิตฯ แคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมี กับแลปของฟิสิกส์และเคมี คิดถึงวิชาที่ต้องเจอในอนาคตอย่างเมคคานิคส์ เทอโมฯ อีก เขาก็ได้แต่ถอนหายใจ
    ขณะนั่งเรียนวิชาแคลคูลัสคาบเช้าเขาก็นึกอย่างนั่งไทม์แมชชีนกลับไปฆาตกรรม นิวตัน ไลบ์นิซ เดส์การตส์ บาร์โรว์ หรือเดอ แฟร์มาต์ พวกที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมาจริง ๆ นั่งคิดอย่างง่วง ๆ เพราะเมื่อคืนเขาไปกินเลี้ยงกับรุ่นพี่โรงเรียนที่นัดเลี้ยงจนดึกดื่น จนตื่นมาแบบง่วง ๆ แฮงค์ ๆ อย่างวันนี้ หมดคาบเรียนแคลคูลัสเขาก็สะโหลสะเหลออกจากห้องเรียนเดินมาหาที่นั่งพักก่อนรอเข้าเรียนอีกวิชา
    มีนักศึกษากลุ่มนึงมานั่งใกล้ ๆ พร้อมหันทักทายเขา ดูจากการที่ออกจากคาบเรียนวิชาแคลคูลัสมาด้วยกันจึงน่าจะเป็นเด็กวิศวะฯ เหมือนกัน นักศึกษากลุ่มนี้คุยกันครู่นึง หนึ่งในนั้นก็ควักบุหรี่ขึ้นมาสูบ
    “ซักมวนไหมพี่หลิว”เสียงผู้ชายคนนึงในกลุ่มยื่นบุหรี่ที่เพิ่งแกะออกมาให้เขา เพราะความเด่นของมอเตอร์ไซค์เขาจึงทำให้เพื่อนร่วมคณะรู้จักกันไม่น้อย จึงได้ทักกึ่งแซวแบบนี้ เขายื่นมือรับบุหรี่เชื่อมไมตรี

    หลังจากนั้นณรัชต์ก็ได้รู้จักกลุ่มเพื่อนใหม่ร่วมคณะ
    ด้วยช่วงแรก ๆ ของการเปิดเทอมเขามัวแต่สนิทอยู่กับเพื่อนต่างคณะ ตอนนี้จึงเพิ่งมีเวลาทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะเป็นครั้งแรก เพื่อนกลุ่มนี้เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้งหมดและเป็นคนพื้นที่ ณรัชต์จึงถือโอกาสชวนคุยสอบถามถึงเรื่องต่าง ๆ ของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารอร่อย ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในตัวจังหวัด
    “นะ ขอลองขี่บ้างได้ป่าว”เพื่อนใหม่ที่รู้จักชื่อของเขาแล้วชี้ไปที่บิ๊กไบค์สีแดงที่จอดไว้ลานจอดรถหน้าอาคารเรียน
    ณรัชต์ยื่นกุญแจให้อย่างไม่อิดออด เพราะเขาดูแล้วว่าเพื่อนใหม่กลุ่มนี้ท่าทางใช้ได้
    “มันบังคับยากนิดนึงนะ ระวังหน่อย” เขากล่าวเตือนเล็กน้อยเพราะรถของพ่อเขาคันนี้ถือว่าขับยากพอสมควร กว่าเขาจะบังคับจนคล่องก็เหนื่อยเหมือนกัน
    หันไปคุยกับเพื่อนอีกสองคนต่อ กลุ่มเพื่อนใหม่สามคนนี้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มอปลาย นัดกันยกกลุ่มเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เพราะใกล้บ้านและอยากเรียนวิศวะฯเหมือนกัน
    “ดื้อจริงด้วยว่ะ คุมยาก” หลังจากลองขับวนรอบอาคารรอบนึง เพื่อนใหม่ของเขาก็เอากุญแจมาคืน
    จากนั้นพวกเขาก็โดดเรียนไปคาบนึง เพราะมัวแต่จับกลุ่มนั่งคุยเรื่องรถมอเตอร์ไซค์กันต่อ




    หลังจากนั้นชีวิตมหาลัยของณรัชต์ก็สนุกสนานตามที่เขาเคยฝันไว้
    มีกลุ่มเพื่อนดี ๆ เป็นเพื่อนต่างคณะก๊วนรูมเมทของเขา มีเพื่อนกลุ่มเฮฮาขาลุย อย่างก๊วนวิศวะฯ ที่เขาได้รู้จัก และมีเพื่อนสนิทเป็นสาวสวยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปมาให้หนุ่มๆ อิจฉาเล่น
    ผ่านไปอีกอาทิตย์เริ่มจะมีกิจกรรมกีฬาเฟรชชี่และรับน้องคณะ กีฬาเฟรชชี่ณรัชต์ไม่สนใจหรอก ส่วนรับน้องคณะเขาคงต้องเข้า เพราะคณะของเขามีระบบโซตัสอยู่
    คาบเช้าวันนี้อาจารย์เลิกช้า ทำให้ณรัชต์เลือกกินมื้อกลางวันกับเพื่อนร่วมคณะที่โรงอาหารของคณะเพื่อความสะดวกในการเข้าเรียนคาบบ่ายที่ใกล้จะถึง
    “น้องคนนั้นมานี่หน่อยซิ” เสียงรุ่นพี่คนนึงกวักมือเรียกณรัชต์ที่กำลังเดินเข้าโรงอาหาร
    หลังจากนั้นเขาก็ตกเป็นเหยื่อของรุ่นพี่ ถูกสั่งไปบอกชอบคนโน้น ขอเบอร์คนนั้นในโรงอาหาร จนรุ่นพี่พอใจแล้วถึงปล่อยเขาไปกินมื้อกลางวัน ทำเอาเขาพลอยเข้าเรียนคาบบ่ายไม่ทันเช็คชื่อ
    พอไปเล่าให้กลุ่มเพื่อนคณะศิลปศาสตร์ฟัง พวกนั้นพากันหัวเราะขำ มีแต่แก้วนี่ล่ะที่เข้าข้างเขาพร้อมบ่นรุ่นพี่คณะเขาอยู่คนเดียว
    พอเริ่มเข้าสู่การรับน้องคณะช่วงหลังเลิกเรียน ณรัชต์และกลุ่มเพื่อนวิศวะแรก ๆ ก็พากันสนุกดี แต่หลังๆชักจะไม่ใช่ เพราะการรับน้องคณะของพวกเขาหนักกันไม่น้อย ไม่ว่าจะสั่งกลิ้งพื้นเอย สก๊อตจัมพ์เอย มีกระทั่งวิดพื้นสันหมัด(นี่พี่จะฝึกหน่วยซีลหรือไง)
    สุดท้ายกลุ่มพวกเขาด้วยความที่ขี้เกียจซักเสื้อเปื้อนดินทุกวัน จึงพากันโดดรับน้องยกกลุ่ม
    “ไม่เป็นอะไรแน่นะ ไม่เข้าเชียร์”ณรัชต์ถามคอนเฟิร์มกลุ่มเพื่อนร่วมคณะที่สนิทกันมากจนกลายเป็นก๊วนเดียวกันแล้ว
    “ไม่เป็นไรหรอก อย่างมากก็แค่ไม่ได้เกียร์ นอกนั้นพวกเสื้อช็อปพวกเนคไทคณะ ร้านค้าเขามีขายอยู่แล้วเว้ย”
    “ดีเหมือนกันว่ะ ช่วงนี้ตอนเย็นไม่ได้ไปส่งแก้วเลย มัวแต่ติดรับน้องเนี่ย”เขาบ่น
    “ให้ไปส่งแทนให้ไหมวะ” เพื่อนกลุ่มเขาทั้งสามแย่งกันขันอาสา
    “โน โนเวย์ เลยพวกเอ็ง ”ณรัชต์กันท่ามนุษย์เพื่อนหน้าม่อทั้งหลาย


    หลังจากนั้นกิจวัตรเขาก็เข้ารูปเข้ารอยเหมือนเดิม วันเรียนธรรมดาก็ไปรับส่งแก้ว วันหยุดก็มีพากันเข้าเมือง เที่ยว ซื้อของ ดูหนังกับกลุ่มเพื่อนรูมเมท ตอนเย็นวันว่าง ก็ตั้งวงก๊งเหล้ากับเพื่อนวิศวะฯ และก็มีเพื่อนร่วมห้องเก่าเข้ามาแจมด้วย จนระดับความคอแข็งของณรัชต์อัพระดับขึ้นอย่างมาก


    ขึ้นเทอมสอง วิชาเรียนก็ยากขึ้นตามลำดับ
    หนึ่งในนั้นคือวิชาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้วยเรียนในคาบเรียนเขาไม่ค่อยทันเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโปรแกรมภาษาฟอร์แทนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน สุดท้ายณรัชต์จึงคิดจะซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการเรียนและฝึกเพิ่มเติมนอกเวลาเรียน แต่เงินเก็บเขาหมดไปกับการซื้อมือถือกับเครื่องคิดเลขหมด ณรัชต์จึงต้องขอเงินซื้อคอมพิวเตอร์จากที่บ้าน ซึ่งทางบ้านเขาก็ส่งเงินให้ทันที
    “ในเมืองมีร้านประกอบคอมฯ ดี ๆ ไหม” ณรัชต์ถามเพื่อนในกลุ่ม
    “มีสิ ไม่ได้บ้านนอกขนาดนั้นซะหน่อย” เพื่อนที่เป็นเจ้าถิ่นกล่าว
    “ว่าแต่ ไปซื้อแล้ว จะขนกลับมายังไง ขนใส่มอ’ไซค์ หรือนั่งรถประจำทางเอาเหรอ”เพื่อนอีกคนถาม
    “นั่นสิ ยุ่งยากหน่อยแฮะ”เขาบ่น
    “เดี๋ยวเอารถแก้วไปขนก็ได้” บัดดี้เขาเสนอขึ้น
    “หืม บ้านแก้วส่งรถมาแล้วเหรอ”ณรัชต์ถามด้วยความแปลกใจ เพราะตั้งแต่เขาเทียวรับเทียวส่ง บัดดี้เขาก็ไม่เคยพูดถึงรถส่วนตัวที่ทางบ้านจะส่งมาให้ใช้อีกเลย
    “เพิ่งส่งมาน่ะ” เสียงตอบอุบอิบ
    วันต่อมาหลังจากไปเอารถยนต์ที่ทางบ้านของแก้วส่งมาให้ใช้ ซึ่งรถจอดเก็บไว้ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งห่างไปไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยแล้ว(พ่อแก้วเป็นทหารจึงส่งรถมาทางนี้) หลังจากนั้นเวลาเข้าเมืองณรัชต์ก็ได้นั่งสบายเป็นตุ๊กตาหน้ารถโดยไม่ต้องบึ่งมอเตอร์ไซค์ให้เหนื่อยเหมือนที่ผ่านมาอีก
    แต่ส่วนใหญ่รถยนต์ของแก้วก็มักจะจอดไว้ที่ลานจอดรถมากกว่า เธอให้เหตุผลว่าขี้เกียจขับและในมหาวิทยาลัยไม่ได้ไกลอะไร นั่งซ้อนเขาสะดวกกว่า จนช่วงหลังณรัชต์ต้องปั่นงานวิชาเขียนแบบดึก ๆ ดึ่น ไม่ค่อยมีเวลาได้ไปส่งในตอนเย็นนั่นล่ะ เธอจึงค่อยเริ่มใช้รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้


    ผ่านปีหนึ่งไปด้วยความลำเค็ญจนขึ้นชั้นปีสอง
    ปีนี้นักศึกษาต้องออกไปอยู่หอนอก กลุ่มเพื่อนก๊วนวิศวะฯ ของณรัชต์จึงกอดคอกันไปเช่าบ้านพักอยู่ข้างรั้วมหาวิทยาลัย ที่เลือกบ้านเช่าเพราะพวกเขาจะได้ตั้งวงได้ถนัด ๆ กว่าเช่าหอพัก
    สำหรับปีสองคณะวิศกรรมศาสตร์จะเริ่มแยกสาขาเรียน เป้าหมายของกลุ่มพวกเขาตอนแรกนั้นหลากหลายมาก บางคนอยากเรียนเครื่องกล บางคนอยากเรียนไฟฟ้า ณรัชต์ยังเคยคิดอยากจะเรียนโยธา แต่ด้วยเกรดที่ไม่ได้ดีเด่อะไรของทั้งกลุ่ม สุดท้ายจึงต้องถามรุ่นพี่ว่าสาขาอะไรง่ายสุด
    ดังนั้นพวกเขาจึงยกกลุ่มเข้าเรียนกันในสาขา อุตสาหการ
    ส่วนบัดดี้ของเขาพอขึ้นปีสองก็ไปเช่าห้องพักอยู่คนเดียว แม้เธอจะมีกลุ่มเพื่อนร่วมคณะซึ่งก็คืออดีตรูมเมทของเขาและเพื่อนอีกหลายคนที่สนิทกัน แต่ด้วยที่รู้จักกันมานาน เขารู้ว่าแก้วเป็นคนเรื่องเยอะ ขี้งอน แถมยังโลกส่วนตัวสูงอีกด้วย และเธอก็คงรู้ตัวดีจึงไม่คิดจะแชร์ห้องพักกับเพื่อน
    แต่ถึงจะอยู่กันคนละหอพัก บ่อยครั้งณรัชต์ก็ยังถูกโทรศัพท์เรียกใช้ประจำอยู่ดีในฐานเป็นเพื่อนสนิทเบอร์ 1
    อย่างวันนี้ก็โทรฯ เรียกเขาให้มาพาไปสระผมที่ร้านในอำเภอ สระผม!! นี่ก็เป็นเรื่องนึงของผู้หญิงที่ณรัชต์ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมถึงสระผมเองกันไม่ได้นะ แถมต้องสระไดร์กันบ่อย ๆ ด้วย ซึ่งก็ไม่พ้นเขาต้องคอยรับส่ง นับดูค่าสระไดร์เดือนนึงไม่ใช่น้อย พอ ๆ กับค่าเหล้ากลุ่มพวกเขาเลยมั้ง (แต่ก็ถือว่าเปลืองกันไปคนละอย่างล่ะนะ)
    หลังสระผมอารมณ์ดี แก้วก็พาเขามาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยของตัวอำเภอ “อะไร”เขาถามด้วยความสงสัยที่เห็นแก้วจ้องสร้อยคอหนังเส้นเล็กสีดำ แฟชั่นฮิตที่วัยรุ่นส่วนใหญ่นิยมที่เขากำลังสวมอยู่
    “จี้ของนะ ไม่ใช่เกียร์นี่” เธอตั้งข้อสงสัยที่ปกติเด็กวิศวะฯ มักจะเอาเกียร์มาใส่กับสร้อยคอ
    “จะมีได้ไงล่ะ ก็เราโดดรับน้องอ่ะ ” เขากรอกตา ต้นเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะคนตรงหน้านี่ล่ะ
    “ถามเรื่องเกียร์ทำไม” เขาถามขณะคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก
    “ก็พวกที่คณะ ชอบเอามาอวดกันน่ะสิ เดี๋ยวเอาห้อยจี้ เดี๋ยวเอามาห้อยสร้อยข้อมือ อวดกันว่ามีหนุ่มวิศวะฯมาจีบ”
    “แล้ว ?” เขาถามต่อ
    “แก้วอยากมีอวดมั่ง”
    ณรัชต์ส่ายหัวกับนิสัยเด็กขี้อิจฉาของบัดดี้ ซึ่งปกติไม่มีใครรู้เพราะเธอมักแสดงเฉพาะกับเขา
    ว่าไปแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ไอ้ธรรมเนียมที่หนุ่ม ๆ วิศวะฯ เอาเฟืองเล็ก ๆ หรือที่เรียกว่าเกียร์ ไปให้สาวนั้นมีที่มาจากอะไร จนตอนนี้กลายมาเป็นค่านิยมให้สาว ๆ ต่างคณะต้องหามาอวดกัน


    กลางดึกในอีกหลายวันต่อมา ริมสระบัวข้างตึกคณะวิศวะกรรมศาสตร์
    “ส่องไฟฉายให้ตรง ๆ หน่อยเว้ยบอล มันมืด” ณรัชต์ร้องบอกเพื่อนที่ถือไฟฉายอยู่ริมสระบัว ส่องไฟฉายมาที่เขา ที่ตอนนี้ลอยคออยู่ในสระบัว

    ทำไมเขาถึงมาลอยคอเล่นน้ำข้างตึกคณะตอนหกทุ่ม ?
    จากการสอบถามรุ่นพี่ที่สนิทกันทำให้ทราบว่า ตามปกติการรับน้องนั้น รุ่นพี่จะทำเกียร์มาเผื่อรุ่นน้องครบทุกคน แต่ถ้ามีคนที่ไม่เข้ารับน้องก็จะนำเกียร์ส่วนที่ไม่ได้ใช้หลังการรับน้อง มาโยนทิ้งที่สระแห่งนี้กันเป็นประเพณี รุ่นน้องถ้าใครไม่ได้เข้ารับน้องแต่ยังอยากได้เกียร์ก็ให้มางมเอาเอง ประมาณนั้น
    หลังจากต้องฟังแก้ว ตะแหง่ว ๆ อยากได้เกียร์อยู่หลายวัน สุดท้ายเขาจึงมาจบที่สระน้ำ งมหาเกียร์อยู่นี่ล่ะ
    ไอ้ครั้นจะให้เพื่อนร่วมก๊วนบ้านเช่ามาช่วยส่องไฟดูต้นทางเขาก็กลัวพวกมันจะล้อ จึงต้องไหว้วานเพื่อนต่างคณะอย่างบอลมาช่วยส่องไฟแทน
    สุดท้ายกว่าณรัชต์จะงมเกียร์ขึ้นมาได้อันนึงก็ต้องผจญกับสระน้ำลึกท่วมหัว และบัวพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ที่ลำต้นเป็นหนามคม ทำเอาแขนเขาโดนครูดเป็นรอยแผลไปหมดตอนงมระหว่างกอบัว
    แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะแก้วดูจะชอบเกียร์อันนี้มาก ซื้อสร้อยเส้นสวยมาแขวนแล้วใส่ไม่เคยขาด แถมใส่สร้อยแบบเอาจี้ออกมานอกคอเสื้อด้วย บ้าเห่อจริง จริง ….



    ---------------------------------------------
    ปล.ตอนหน้าก็จบละ อดีต

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน