“อาเฟิ่งขอนอนพักสักหนึ่งวันเชิญพวกท่านไปร่ำเรียนกันเถิดตัวข้าจะอยู่ดูแลน้องชายที่นี่เอง” อาหว่างพูดตัดบท
“ข้าขอไปดูอาเฟิ่งก่อน” เ้าหยางหลงไม่สนใจคำทัดทานจากผู้ใดเพราะตัวเขานั้นคือพี่ชายฝาแฝดที่แท้จริงถึงแม้มีความคล้ายคลึงแต่ทั้งคู่ก็มิได้มีความเหมือนจนแยกกันไม่ออกยิ่งต่างคนต่างเติบโตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายยิ่งมีมากขึ้นยากนักที่ทราบว่าทั้งคู่เป็พี่น้องกัน
“ข้าไปด้วย” ลู่ชิงเทียนเดินตามหยางหลงเข้าไป เ้าอี้หลิงนั่งจิบชามองไปยังอาหว่างหรือที่แท้จริงแล้วคือองครักษ์หว่าหวาพร้อมกับภามขึ้นมาว่า
“จัดการด้านในดีแล้วใช่หรือไม่?” ความหมายของเ้าอี้หลิงก็คือจัดการแปลงโฉมให้ญาติผู้น้องแล้วใช่หรือไม่
“เรียบร้อยขอรับ นายน้อยอย่าได้กังวล”
“อาการอาเฟิ่งเป็เช่นไร”
“อาการบวมช้ำหายไปแล้วขอรับแต่ความปวดยังคงมีอยู่ข้าน้อยคิดว่าภายในวันนี้อาเฟิ่งคงจะออกมาเล่นซนได้ดังเดิมขอรับ”
“555เ้าพูดอย่างกับว่าน้องเ้าเป็เด็กน้อยตัวเล็กๆ”
“เป็เช่นนั้นขอรับ ‘อาเฟิ่งชอบเล่นซนและมักจะหาเื่ใส่ตัวเสมอ’ นายน้อยย่อมรู้อยู่แก่ใจมิใช่รึขอรับ”
“นั่นสิ ข้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าอาเฟิ่งเป็เช่นนี้ั้แ่เด็ก” องค์ชายเ้าอี้หลิงทำเพียงแค่นั่งจิบชารอเวลาอีกสองเค่อ รอญาติผู้น้องเ้าหยางหลงและรอลู่ชิงเทียนผู้มาแต่เช้าตรู่...เพราะรู้สึกผิด
----+++--+++++++----
แกร่ก!!! เสียงเปิดประตูห้องทำให้อาเฟิ่งที่กำลังจะเคลิ้มหลับไปสะดุ้งตื่นตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นผู้ที่กำลังเดินเข้ามาด้านในความคิดในหัวร้องะโขึ้นมาว่า ‘ดียิ่งที่ข้าแปลงโฉมแล้ว’ รอยบากข้างแก้มซ้ายปรากฏขึ้นชัดเจนเมื่อตัวเขานอนตะแคงขวา ‘อ่า..ปวดก้นนิดๆ’
เ้าหยางหลงมองคนบนเตียงด้วยความไม่สบายใจนักตัวเขานั่งลงข้างๆเตียงลูบผมนุ่มของน้องฝาแฝดคำห่วงใยถูกถ่ายทอดออกมาจากริมฝีปาก “เป็อย่างไรบ้าง?” ก้มหน้าหอมกลุ่มผมนุ่มท่ามกลางสายตาของลู่ชิงเทียนที่คิดว่าพวกเขาคงเป็เด็กหนุ่มคู่ต้วนซิ่วที่รักกันมาก
“ข้ามิเป็ไรแล้วพี่ไปร่ำเรียนโคจรพลังลมปราณเถิดบอกท่านอาจารย์อูปิงด้วยว่าข้าปวดแขนพักเพียงหนึ่งวันคงจะหายดี” จับมือของพี่ชายฝาแฝดของตนเองมาลูบแก้ม ตามองไปยังลู่ชิงเทียน “ศิษย์พี่ชิงเทียนก็อย่าได้กังวล ข้าหายดีแล้วการฝึกซ้อมวรยุทธผ์มันต้องมีาเ็กันบ้างหากข้ากลัวเพียงเื่เล็กน้อยเท่านี้จะมาร่ำเรียนถึงที่นี่ทำไม”
ลู่ชิงเทียนให้ถอนหายใจ “เป็ดังเ้าว่าถ้าเช่นนั้นข้ามิอยู่รบกวนแล้ววันนี้เ้านอนพักรักษาตัวไว้ตอนเย็นในยามอิ่ว(18.00)ข้าจะแวะมาเยี่ยมเยียนใหม่”
“ขอบคุณศิษย์พี่”
เ้าหยางหลงลุกขึ้นยืนพร้อมบอกลา “เช่นนั้นพี่ออกไปเรียนก่อนมีอาหว่างคอยดูแลเ้าแล้วพี่ก็หายห่วง” ลูบผมเบาๆ “นอนพักเสีย”
“ขอรับ” อาเฟิ่งรับคำแล้วหลับตาลงอย่างว่าง่าย
ระหว่างเดินทางออกจากกระท่อมป่าไผ่ ลู่ชิงเทียนเดินตามติดเ้าหยางหลงและเ้าอี้หลิงในสายตาเขาสหายทั้งสองคนมีความสนิทสนมกันเป็อย่างดีแน่นอนว่าทั้งคู่อาจจะเป็เครือญาติกันแต่อาเฟิ่งและอาหว่างนั้นแตกต่างออกไปสองพี่น้องนั้นมีผิวคล้ำออกสีน้ำตาลจะว่าเป็บ่าวอุ่นเตียงก็ดูจะไม่ใช่เสียทีเดียวเพราะกิริยาท่าทางราวกับคนชั้นสูงยกเว้นความคิดแปลกๆที่เสนอตัวเป็ผู้ลอบกัดจนตัวเองาเ็ “หึหึ” นึกแล้วก็ยิ้มออกมาดียิ่งแล้วที่เ้าเด็กหน้าบากไม่เป็อะไรมาก
“หัวเราะสิ่งใดรึสหาย” เ้าอี้หลิงชะลอฝีเท้าถอยลงมาเดินร่วมกับคนด้านหลังที่หัวเราะขึ้นมาไม่มีสาเหตุ
“แค่อดนึกถึงอาเฟิ่งไม่ได้น่ะข้าไม่รู้ว่าในหัวสมองเล็กๆของเ้านั่นคิดสิ่งใดอยู่ถึงได้เล่นเป็คนลอบกัด” ส่ายหัว
“อาเฟิ่งเป็คนที่คิดมิเหมือนผู้อื่นสักเท่าใดเป็เช่นนี้ั้แ่ตอนเป็เด็กน้อยแล้ว” เ้าหยางหลงพูดขึ้นด้านหน้าแม้จะมิค่อยชอบใจนักที่ลู่ชิงเทียนพูดย้ำและคิดถึงน้องสาวฝาแฝดของตนบ่อยๆแม้ว่าใบหน้าของอาเฟิ่งจะมีรอยบาก
“แสดงว่าพวกเ้ารู้จักกันมานานแล้วสินะแล้วอาเฟิ่งไปทำอะไรกันเล่าใบหน้าเขาจึงเป็เช่นนั้น” คำถามที่ไร้คำตอบถูกพ่นออกมาจากปากสหายใหม่ไม่ได้หยุดนับได้ประมาณหนึ่งเค่อจนหยางหลงอยากจะตะคอกใส่แรงๆว่า ‘หยุดถามมากซะทีได้หรือไม่!!’ แต่ก็มิอาจทำได้จนทั้งสามคนเดินมาถึงทางแยกชั้นเรียนตามลำดับขั้นพลังเ้าหยางหลงจึงพูดตัดความรำคาญในทุกคำถาม
“ฟังนะศิษย์พี่ชิงเทียนอาเฟิ่งตกจากต้นไม้หน้าทุบพื้นดินในวัยเยาว์และเขาเป็ต้วนซิ่วของข้าเพียงผู้เดียวท่านไม่ต้องถามสิ่งใดให้มากความ ถึงแม้เขาจะอัปลักษณ์แต่ข้าก็หาได้รังเกียจ...และมันจะเป็เช่นนั้นตลอดไป” กล่าวถ้อยคำออกมายาวเหยียดพร้อมกลับหลังหันไปยังห้องฝึกโคจรพลังทางปีกซ้าย
“-“ เ้าอี้หลิงอมยิ้มให้กับอาการหวงน้องของหยางหลง
“เ้าบ้านั่นคิดว่าข้าสนใจเด็กหนุ่มหน้าบากของเขางั้นรึ” ลู่ชิงเทียนหันมาถามสหายใหม่ด้วยใบหน้าโง่งม
“แล้วมิใช่หรอกรึ” อี้หลิงย้อนถามพร้อมเดินนำไปยังห้องพลังลมปราณขั้นสาม
สองขาก้าวตามปากพร่ำบอกคำแก้ตัว “จะใช่ได้อย่างไรกันเล่า ถึงแม้ข้ายังมิได้เติบโตเป็บุรุษเต็มตัวแต่ข้าก็รู้ตัวเองดีว่าข้าชอบสตรีเพศ....เฮ้อออ ข้าควรหยุดพูดถึงคนของผู้อื่นใช่หรือไม่?”
“คงต้องเป็เช่นนั้น”
“แม้ว่าข้าจะรู้สึกผิดที่เตะเขาจนาเ็นะรึ?”
“ใช่” เ้าอี้หลิงมิกล่าวสิ่งใดเพิ่มนอกจากเดินไปนั่งตรงโต๊ะที่ตั้งมู่เกอ จองที่ไว้ให้
ฝ่ายลู่ชิงเทียนทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบไว้ไม่กล่าวสิ่งใดในใจได้แต่ครุ่นคิดว่า นี่เขาทำไหน้ำส้มแตกใช่หรือไม่นะ...ต่อไปคงต้องระวังคำพูดให้มากมิเช่นนั้นสหายใหม่อาจจะกลายเป็ศัตรูเพราะผิดใจกันได้
-------++++++--------
วันเวลาผ่านไปแล้วร่วมหกเดือนสองฝาแฝดในคราบคู่รักได้เริ่มฝึกวรยุทธในขั้นสามตอนต้นแน่นอนว่าหยางหลงและอาเฟิ่งต่างดีใจยิ่งนักที่สามารถทำสิ่งที่ตั้งใจไว้จนสำเร็จชีวิตในแต่ละวันของผู้ปลอมเป็ชายผ่านไปอย่างหนักหน่วงทุกครั้งในยามเย็นอาเฟิ่งมักจะเข้านอนแต่หัววันเพราะร่างกายอ่อนล้าแม้จะไม่อยากยอมรับว่าตนเองมีพละกำลังด้อยกว่าบุรุษก็คงต้องจำใจยอมรับในขณะที่เด็กหนุ่มหน้าบากผอมลงไปมากในทางกลับกันเ้าหยางหลงและเ้าอี้หลิงกลับดูมีกล้ามเนื้อมากขึ้นราวกับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว
เ้าหยางหลงที่นั่งรับสำรับเย็นร่วมกับเ้าอี้หลิงนึกขึ้นมา “พี่อี้หลิง”
“ว่าอย่างไร” ฝ่ายถูกเรียกขานรับ
“อีกไม่กี่วันข้ากับอาเฟิ่งจะครบสิบสองปีพี่ว่าเราควรจัดงานเลี้ยงกันสักหน่อยดีหรือไม่?”