ตอนที่43 ยึดครองอาณาจักรเทียน
หลิวเย่กวาดสายตามองทุกคนในห้องโถงและสั่งการเสียงเข้ม
“ส่งข่าวไปบอกแม่ทัพฟางโดยเร็ว!พวกเราจะยกทัพไปช่วย!”
“รองแม่ทัพหลี่ท่านแบ่งทหารรักษาเมืองซูไว้หนึ่งพันคน รวมกับศิษย์รุ่นที่สามอีกหนึ่งพันคน มอบให้หลี่ชางเจ๋อและผู้อาวุโสทุกคนรักษาเมืองไว้ให้มั่นส่วนทหารอีกหนึ่งพันคนรวมกับศิษย์รุ่นที่สามอีกหนึ่งพันคนมอบให้ทหารฝีมือดีของท่านไปช่วยรักษาเมืองอันที่ใกล้ชายแดน”
“ส่วนศิษย์รุ่นแรกสองร้อยคนให้เป็นทัพหน้ารวมกับทหารที่เหลืออีกสามพันเร่งรุดไปช่วยแม่ทัพฟาง”
“ศิษย์รุ่นที่สองให้เป็นทัพหลังคอยสนับสนุนแม่ทัพฟาง”
“ทำการแจกจ่ายอาวุธที่เหมาะสมให้กับพวกเขาทุกคน”
“ส่วนอาหารจัดเตรียมให้พร้อมโดยเร็วให้รองแม่ทัพหลี่ออกเดินทางทันที!”
“ข้าจะให้คนของข้าสามคนสมทบกับกองทัพของรองแม่ทัพหลี่ส่วนตัวข้าจะไปควบคุมสถานการณ์ที่เมืองหลวงเทียนก่อน แล้วจะตามไปทีหลัง”
จบประโยคสุดท้ายหลิวเย่โบกมือนำข้าวสารออกมาสองล้านตันแรกก่อน
ในตอนนี้กระสอบข้าวสารกองเป็นภูเขาสูงเต็มลานใหญ่หน้าห้องโถง
“.....”รองแม่ทัพหลี่ หลี่ชางเจ๋อผู้อาวุโสและทุกคนที่อยู่ในห้องโถงต่างพากันอ้าปากค้างตกตะลึงกับภูเขากระสอบข้าวสารที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อพวกเขาฟื้นคืนสติได้หันหน้ามาทำความเคารพและรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
“ขอรับท่านเทพ!”
“รับคำสั่งท่านเทพ!”
หลิวเย่พยักหน้าและโบกมือให้ทุกคนแยกย้ายไปทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
เขาส่งกระแสจิตวิญญาณไปยังเต่าทองคำที่อยู่ในทะเลสาบเมืองหลวงเทียนให้มาช่วยกองทัพอาณาจักรเทียนควบคุมสถานการณ์ที่อาจเข้าสู่ภาวะสงคราม ณชายแดนระหว่างอาณาจักรเทียนและอาณาจักรเหอ
เมื่อสั่งการเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาเดินทางกลับมายังคฤหาสน์และเรียกพบทุกคนที่ห้องโถง
“โยวจี้!เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมอีกสักครู่พวกเราจะออกเดินทางไปยังเมืองหลวงเทียน”
“หลินซ่ง กวนหยูและฉงหลงพวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปสมทบกับกองทัพของรองแม่ทัพหลี่ทันที”
“ผู้เฒ่ากวนเต๋าผิงเหม่ยและหลินเฉิน เฝ้าอารักขาที่นี่”
“พวกเราจะบุกอาณาจักรเล่ย!!!”
หลิวเย่กวาดสายตามองทุกคนและสั่งการรวดเดียวพร้อมกับโบกมือนำอาวุธออกมาให้พวกเขาเลือก
หลังจากนั้นหลิวเย่กระโดดขึ้นยืนบนหลังโยวจี้ที่แปลงร่างกลับคืนเป็นอินทรียักษ์
พวกเขาบินตรงมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเทียน
..........
หนึ่งชั่วยาม(สองชั่วโมง)ต่อมา ณ พระราชวังอาณาจักรเทียน
เสียงกระพือปีกและร่อนลงจอดของนกอินทรียักษ์ดังกึกก้องทั่วลานกว้างหน้าพระราชวัง
จักรพรรดิเทียนหลงองค์รัชทายาทเทียนโซ่วหลง องค์ชายและองค์หญิง ขุนนางน้อยใหญ่และทหารรักษาเมืองทั้งหลาย
ต่างพากันแตกตื่นกับเสียงดังกะทันหัน และมุ่งหน้าไปยังต้นเสียงทางลานกว้างของพระราชวัง
พวกเขามองเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสูงโปร่งกระโดดเหินตัวลงจากหลังนกอินทรียักษ์
ทหารหนึ่งพันคนล้อมรอบหลิวเย่และนกอินทรียักษ์ไว้ตรงกลางและยื่นหอกดาบเข้ามาขวางไว้
หลิวเย่กวาดสายตามองไปทางจักรพรรดิเทียนหลงและคนอื่นๆด้วยสายตาเรียบเฉยและส่งเสียงดังกระหึ่มทั่วอาณาเขตพระราชวังผ่านพลังปราณ
“ถึงเวลาองค์จักรพรรดิจะต้องตัดสินใจว่าจะแก้ไขวิกฤติสงครามอย่างไร?”
“บังอาจ!”ทุกคนต่างตื่นตกใจและโมโหที่ถูกท้าทายอำนาจ เสียงของเสนาบดีใหญ่ตะโกนขัดขึ้น
จักรพรรดิเทียนหลงหรี่ตาลงมองหลิวเย่อย่างละเอียด
เขาสงสัยว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นใคร?และเขาจะทำอะไรกันแน่?
บังอาจนักที่มาก้าวล่วงอำนาจจักรพรรดิเช่นตน!
หลิวเย่ไม่ได้สนใจคนตัวเล็กๆเขาจ้องหน้าจักรพรรดิและถามอีกครั้ง “ท่านจะแก้ไขวิกฤติสงครามเช่นไร?”
“บังอาจ!ทหาร! สังหารผู้บุกรุกทันที!”เสียงองค์รัชทายาทสั่งการทหารที่กำลังล้อมรอบพวกหลิวเย่เสียงเข้ม
หลิวเย่เหล่ตามองโยวจี้และพยักหน้า“โยวจี้ เล่นกับพวกเขาสักหนึ่งร้อยหรือสองร้อยคน”
โยวจี้ตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำสั่งนั้นมันกำลังคันไม้คันมือพอดี
ทหารที่ล้อมรอบพลันพุ่งเข้าใส่หลิวเย่และโยวจี้ทุกทิศทางอย่างพร้อมเพรียง
หลิวเย่ยืนมือไขว้หลังนิ่งเฉยคล้ายไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นี้
ทางด้านโยวจี้กางปีกทั้งสองข้างแล้วสะบัดมีดบินพลังปราณรอบตัวและบินหมุนวนรอบตัวหลิวเย่ห้ารอบ
“อ๊าก โอ๊ย โอ๊ะอุ๊บ ฟุ๊บ”
“อ๊าก โอ๊ย โอ๊ะอุ๊บ ฟุ๊บ”
ฉับพลันทหารที่ล้อมรอบพวกหลิวเย่พากันล้มลงกับพื้นแขนขาขาดวิ่น บางคนมีแผลฉีกขาดตามร่างกาย บางคนหัวขาด
ทหารราวสองร้อยคนเสียชีวิตทันที!
ทหารที่เหลือเริ่มถอยหนีและตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว!
พวกเขาไม่เคยเห็นการฆ่าฝ่ายเดียวในเวลาชั่วพริบตาเช่นนี้!
เจ้านกยักษ์นั่น!น่ากลัว!
น่ากลัวยิ่งนัก!!!
“......”จักรพรรดิเทียนหลงและคนอื่นๆ เหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลังด้วยความหวาดกลัวกับภาพศพทหารนอนเรียงรายเกลื่อนลานหน้าพระราชวัง
“อึ๊ก”รัชทายาทยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เขาไม่เคยเห็นผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน!
แค่นกอินทรียักษ์ฝีมือขนาดนี้!
แล้วชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่านั่นละ!
จะแข็งแกร่งขนาดไหน?!
หลิวเย่ไม่ได้สนใจท่าทางหวาดกลัวของพวกเขาเขาจ้องหน้าจักรพรรดิและถามอีกครั้ง “ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย หากท่านไม่มีคำตอบข้าจะกวาดล้างทุกคนที่นี่ ตกลงท่านจะแก้ไขวิกฤติสงครามเช่นไร?”
จักรพรรดิเทียนหลงกำหมัดแน่นพลางสูดลมหายใจเข้าลึก“ข้าจะเกณฑ์ชายฉกรรจ์เข้าร่วมสงครามต่อสู้กับอาณาจักรเล่ยจวบจนสิ้นลมหายใจสุดท้ายข้าจะไม่ยอมสูญเสียแผ่นดินให้แก่ผู้ใดเป็นอันขาด”
หลิวเย่ส่ายหัวเบาๆกับคำตอบอันโง่เขลาของผู้ปกครองสูงสุดเขาไม่ได้นึกถึงประชาชนเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนี้ทหารที่อยู่นอกพระราชวังได้เข้ามาสมทบและล้อมรอบพระราชวังไว้อีกชั้นหนึ่ง
รัชทายาทเมื่อเห็นทหารส่งสัญญาณว่ามีทหารมาสมทบเพิ่มเขามั่นใจมากขึ้น จึงกล่าวท้าทายหลิวเย่หลังจากเห็นท่าที
ของจักรพรรดิที่ไม่ยอมถอย
“เจ้าเป็นผู้ใด?คิดว่าตนยิ่งใหญ่เหนือใครอย่างนั้นเหรอ?จงฝังร่างของเจ้าไว้ที่นี่เถิด!!!”
รัชทายาทถือกระบี่พุ่งเข้าใส่หลิวเย่พร้อมกับทหารที่ถือหอกและดาบพุ่งเข้าใส่โยวจี้และหลิวเย่
โยวจี้กางปีกแล้วสะบัดมีดบินพลังปราณรอบตัวและบินหมุนวนรอบลานหน้าพระราชวัง
เสียงร้องโอดโอยและครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วลาน
“อ๊าก โอ๊ย โอ๊ะอุ๊บ ฟุ๊บ”
“อ๊าก โอ๊ย โอ๊ะอุ๊บ ฟุ๊บ”
ผ่านไปสิบลมหายใจ
ในตอนนี้ ปรากฏกองซากศพทหารเป็นภูเขาขนาดย่อมมีศพทหารมากถึงสองพันคน
หลิวเย่เหินตัวลอยขึ้นยืนมือไขว้หลังกลางอากาศโดยมีร่างของรัชทายาทที่ดูคล้ายคนถูกบีบคอผ่านพลังปราณกลาง
อากาศพวกเขายืนห่างกันสองจั้ง
จักรพรรดิกำหมัดแน่นกว่าเดิมอย่างตึงเครียดภาพบุตรชายของตนที่อยู่ดิ้นรนกลางอากาศนั้นบีบรัดหัวใจยิ่งนัก
“เจ้าจะให้พวกเราทำเช่นไร?”จักรพรรดิกัดฟันถามหลิวเย่อย่างโกรธแค้น
หลิวเย่ไม่ตอบแต่เขากวาดสายตามองทุกคนแล้วกล่าวเสียงเข้มและดุดัน“ผู้ใดยอมจำนนต่อข้าให้คุกเข่าลง แต่หากผู้ใดยังกล้าท้าทายข้า มันผู้นั้นสมควรตาย!”
สมควรตาย!
นี่มันช่างเอาแต่ใจยิ่งนัก!
เสนาบดีใหญ่และขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันคุกเข่าลงทันที!
พวกเขากลัวตายยิ่งกว่าเสียเกียรติหรือศักดิ์ศรี!
ทหารที่ยังไม่ตายและล้อมรอบโยวจี้และหลิวเย่เริ่มมองหน้ากันและกัน
มีทหารบางส่วนเริ่มทยอยคุกเข่าและวางอาวุธลงเพิ่มมากขึ้น
“พวกเจ้า!บังอาจทรยศต่อองค์จักรพรรดิรึ!” เสียงหวานดังกังวานขึ้นด้วยความโมโหจากองค์หญิงเทียนโซ่วหลินองค์
หญิงเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรเทียนผู้เย่อหยิ่งจองหอง
“......”องค์ชายรองเทียนโซ่วหลางที่ถือกำเนิดจากสนมเอก เป็นคู่ชิงตำแหน่งกับองค์รัชทายาทมาตั้งแต่เด็ก
ในตอนนี้เขาเห็นโอกาสของการครอบครองอำนาจเหนือพี่ชายเขาค่อยๆคุกเข่าลงอย่างสงบ
“เจ้า!เจ้าบังอาจนัก! เจ้าไม่ใช่ลูกของเสด็จพ่อ!” องค์หญิงเทียนโซ่วหลินชี้นิ้วด่าองค์ชายรองด้วยความโกรธแค้น
“โซ่วหลาง!เจ้า! เจ้า!....”จักรพรรดิเห็นการกระทำขององค์ชายรองที่คุกเข่าให้กับหลิวเย่
เขาพลันกุมหน้าอกแล้วกระอักเลือดด้วยความเสียใจ
จากนั้นล้มลงหมดสติทันที!
“ฮึ ฮึ ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้วนะ”หลิวเย่หัวเราะเบาๆ
ในตอนนี้เขาต้องการทดสอบพลังของศิลปะขั้นสูงที่เพียงแค่ความคิดเดียวสามารถทำลายกระดูกได้
หลิวเย่โบกมือทั้งสองข้างแล้วส่งพลังจิตพุ่งเข้าใส่คนที่ไม่ยอมคุกเข่าอยู่รอบข้าง
เขาส่งพลังจิตพุ่งเข้าไปที่กระดูกซี่โครงให้แตกหักทิ่มหัวใจ
“โอ๊ย!”
“อ๊าก!”
“ฟุ๊บ!”
องค์หญิงเทียนโซ่วหลินล้มลงพื้นทั้งที่ยังลืมตาค้างด้วยความตกใจ!
ขุนนางน้อยใหญ่ต่างส่งเสียงร้องเพียงอึกเดียวก่อนล้มลงสิ้นใจตายทันที!
ทหารที่ยอมจำนนและคุกเข่าอยู่6,000 คน ต่างพากันหน้าซีดตัวสั่นเทาอย่างแรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
นี่มัน!ปีศาจ!
ปีศาจที่ร้ายกาจ!
เพียงแค่โบกมือ!
สังหารคนไปมากถึง3,000 กว่าคนในคราวเดียว!
มันเกินจินตนาการของพวกเขา!
หลิวเย่รีบเหินตัวลงยืนบนพื้นและเก็บอาการอ่อนเพลียไว้
เขาใช้พลังจิตขอบเขตศิลปะขั้นสูงเพื่อสังหารพวกเขาด้วยความคิดเดียว
ต้องใช้พลังจิตและพลังปราณมากถึงหกส่วน
เขาถอนหายใจลึกมันเกินความคาดหวัง ไม่คิดว่าพลังสังหารจะน่ากลัวเช่นนี้
“เจ้า!เงยหน้าขึ้นสิ!” หลิวเย่ส่งพลังปราณไปดึงองค์ชายรองให้ลุกขึ้นยืน
เมื่อเทียนโซ่วหลางเงยหน้าขึ้นหลิวเย่สะกดจิตวิญญาณทันที
เขากำลังต้องการผู้ช่วยด้านการปกครองอาณาจักรเทียนพอดี
เมื่อมีคนยอมจำนนย่อมต้องให้โอกาส!
หลิวเย่กวาดสายตามองขุนนางน้อยใหญ่ที่คุกเข่าอีกกึ่งหนึ่ง
มีจำนวนขนาดนี้ถือได้ว่าเพียงพอสำหรับการปกครองอาณาจักรต่อไปได้
มองไปทางทหารที่ยังคุกเข่าอยู่มีมากถึง6,000 คน ซึ่งมากกว่าที่เสียชีวิตไปแล้วและซากศพกองสูงเป็นภูเขา
หลิวเย่สั่งให้ทุกคนเงยหน้าและออกคำสั่งเสียงเข้มจริงจัง“จงเงยหน้าขึ้น! ข้าจะสั่งการพวกเจ้าทุกคน! จงทำตามอย่างเคร่งครัด! หากผู้ใดกล้าฝ่าฝืน! ข้าจะสังหารไม่เว้น!”
“จงทำความสะอาดพระราชวังและจัดระเบียบการปกครองเสียใหม่”
“ส่วนเจ้า!ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนชั่วคราว จงสำรวจความเสียหายและทรัพย์สินในท้องพระคลังแล้วทำตามที่ข้าสั่งต่อไป” หลิวเย่ชี้นิ้วมือไปที่องค์ชายรอง
“ทหารที่เสียชีวิตจงนำทรัพย์สินปูนบำเหน็จให้กับครอบครัวพวกเขาตามสมควร คนที่บาดเจ็บจงรักษาให้หาย!”
“งดเว้นการเก็บภาษีเพิ่มจากประชาชนและให้นำทรัพย์สินมาส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเร่งด่วน”
“ปัญหาผู้อพยพในช่วงแรกบริจาคอาหารและเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็นป่าวประกาศออกไปว่าภายในเจ็ดวันให้พวกเขาเตรียมตัวกลับภูมิลำเนาเดิม”
สุดท้ายหลิวเย่หันไปมองทหารที่คุกเข่าแต่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาสับสนซาบซึ้ง ประทับใจ และเกรงกลัว
“พวกเจ้าทุกคนจงปฏิบัติตามคำสั่งของข้าอย่างเคร่งครัด!ดูแลความเรียบร้อยของประชาชน! อย่าให้มีการก่อความวุ่นวายใดๆเกิดขึ้น!”
“รับคำสั่งองค์จักรพรรดิ!”
“รับคำสั่งองค์จักรพรรดิ!”
“รับคำสั่งองค์จักรพรรดิ!”
เสียงรับคำสั่งของหลิวเย่ดังกึกก้องทั่วลานและอาณาเขตของพระราชวัง!
พวกเขาดีใจที่เลือกข้างถูกต้อง!
จักรพรรดิองค์ใหม่ไม่ได้โหดเหี้ยมอย่างที่คิดไว้!
พระองค์ทรงนึกถึงประชาชนก่อนตนเอง!
ทหารหลายคนปลื้มปิติจนน้ำตาไหลที่จะไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงอีกต่อไป!
หลิวเย่ไม่ได้ปฏิเสธคำเรียกขานของพวกเขา
เขาเห็นความสมัครและพร้อมใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง
เขาพยักหน้าและยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจ
และป่าวประกาศข้อความสำคัญที่สร้างเสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมดังกระหึ่มมากกว่าเดิม
“ข้าจะไปต่อสู้กับอาณาจักรเล่ยและนำชัยชนะมาสู่อาณาจักรของพวกเรา!!!”
..........
หลิวเย่นั่งฟื้นฟูพลังปราณขณะที่โยวจี้กำลังบินมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลวงอาณาจักรเล่ย
เขาเสียเวลาจัดการเมืองหลวงเทียนมากถึงสามชั่วยาม
ในเวลานี้มีเสียงดังขึ้นในจิตวิญญาณของหลิวเย่
“นายท่าน!ข้าเบื่อยิ่งนัก ที่นี่ไม่มีอาหารอร่อยเลย” มันเป็นเสียงของเจ้าเต่าทองคำนั่นเอง
เขาแปลกใจจึงถามกลับ“อาหารอร่อยของเจ้าคืออะไร?”
“โอ้!นายท่าน! มันเป็นสมุนไพรจินจู!”เต่าทองคำตอบกลับอย่างกระตือรือร้น
หลิวเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะจำได้ว่ามันเป็นสมุนไพรสำคัญในยาเม็ดสมุนไพรพื้นฐานเสริมสร้างกล้ามเนื้อซึ่งโยวจี้เองก็ชอบกินยาเม็ดสมุนไพรนี้เช่นกัน
“ในเมื่อเจ้าอยากมีอะไรทำก็มาช่วยข้าที่เมืองหลวงอาณาจักรเล่ย หากทำผลงานได้ดี ข้าจะให้กินจินจูจนพอใจ”
หลิวเย่ต้องการปิดงานถล่มอาณาจักรเล่ยให้เสร็จโดยเร็ว
งานนี้เขาจะให้โยวจี้และเต่าทองคำเป็นพระเอกคู่ทำภารกิจร่วมกัน
จนถึงตอนนี้เขาฟื้นฟูพลังปราณมาได้แค่สามส่วนเท่านั้น
การใช้พลังจิตขอบเขตศิลปะขั้นสูงนี้สิ้นเปลืองพลังปราณมากเกินไป
แต่ผลตอบกลับคุ้มเกินคุ้ม!
หนึ่งความคิดสังหารสามพันคน!
ถ้าเป็นที่โลกคงทำไม่ได้เช่นนี้!
เป็นเพราะว่าโลกนั้นขาดแคลนพลังฉีมากนัก
..........
สองชั่วยามต่อมา
โยวจี้บินพาหลิวเย่มาถึงเหนือพระราชวังอาณาจักรเล่ย
มันทะยานลงจอดบนพื้นลานกว้างหน้าพระราชวัง
ทันใดนั้นเกิดแสงวูบสีทองสว่างวาบขึ้นที่ลานหน้าพระราชวังเช่นกัน
“ห๊ะ!นั่นอะไร?” โยวจี้ที่ยังไม่รู้ว่ามีเพื่อนมาร่วมทำภารกิจด้วยกันมันส่งเสียงด้วยความแปลกใจ
“คารวะนายท่าน!”เต่าทองคำชูคอกล่าวทักทายหลิวเย่
“อืม” เขาพยักหน้ารับเบาๆ
เสียงกระพือปีกของโยวจี้ได้สร้างความตื่นตกใจให้กับจักรพรรดิเล่ยองค์ชายและองค์หญิง ขุนนาง และทหารรอบ
พระราชวัง
พวกเขาวิ่งตรงมายังต้นเสียงนั้น
ที่ลานกว้างหน้าพระราชวัง!
เมื่อพวกเขามาถึงพลันเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาองอาจสูงโปร่งยืนอยู่ระหว่างนกอินทรียักษ์และเต่าทองคำตัวใหญ่
“เจ้าเป็นใคร?บังอาจบุกเข้ามาถึงที่นี่!” องค์รัชทายาท องค์ชายใหญ่ เล่ยหยางเย่ตะโกนถามหลิวเย่ด้วยความโมโหและแปลกใจ
ทหารสองพันคนวิ่งถืออาวุธเข้ามาล้อมรอบหลิวเย่และสองตัวพลางรอคำสั่งจากองค์รัชทายาท
หลิวเย่ไม่ได้สนใจพวกเขาเหล่านั้นเลย
เขาหันหน้าไปสั่งการลูกน้องทั้งสองตัวให้ทำภารกิจ“พวกเจ้าทั้งสองจงกวาดล้างคนของอาณาจักรเล่ยเสียให้สิ้น หากใครยอมจำนนและวางอาวุธให้ไว้ชีวิตแต่หากใครยังดึงดันจงสังหารให้สิ้น”
“ขอรับนายท่าน!”หนึ่งนกหนึ่งเต่ารับคำพร้อมกัน
“บังอาจ!ทหารสังหารพวกมันเสีย!” องค์รัชทายาทตัวสั่นด้วยความโกรธที่ถูกละเลยเขาตะโกนสั่งทหารบุกทันที
โยวจี้สยายปีกออกทั้งสองข้างแล้วกระพือปีกสลัดมีดพลังปราณพุ่งเข้าใส่ทหารที่ถืออาวุธพุ่งเข้าใส่มันและโผบินขึ้นส่งมีดพลังปราณไปรอบทิศ
เต่าทองคำยืดแขนขาออกมาพร้อมปลายที่แหลมคมพุ่งแทงร่างของทหารคนแล้วคนเล่า
ในตอนนี้ลานกว้างหน้าพระราชวังโกลาหลจากการต่อสู้ห้ำหั่นระหว่างทหารและสัตว์สองตัว
ขุนนางบางคนหนีเอาตัวรอด!
องค์ชายรัชทายาทพุ่งเข้าโรมรันการต่อสู้นั้นด้วยเขามีฝีมือสูงถึงขอบเขตสร้างฐานรากระดับกลาง
แต่อนิจจา!
นั่นยังคงต่ำกว่าขอบเขตของทั้งสองตัว!
องค์ชายรองเล่ยซุน ออกสู้รบที่ชายแดนระหว่างอาณาจักรเลย-อาณาจักรเทียนกับแม่ทัพซุนต้าหวง
องค์ชายสามเล่ยเค่อ หลบอยู่ด้านหลังเฝ้าสังเกตสถานการณ์อย่างเงียบๆ
องค์หญิงคนโตเล่ยเหมยลี่ วิ่งหนีหายไป ไม่มีใครพบเห็น
องค์หญิงคนเล็กเล่ยเหมยเอ๋อ ยืนมือกำกระบี่แน่นและเฝ้าดูเหตุการณ์ต่อสู้อย่างใกล้ชิด
ครึ่งก้านธูป(15นาที) ต่อมา
กองซากศพทหารเสียชีวิตสูงขนาดภูเขาย่อมๆ
ลานกว้างหน้าพระราชวังย้อมด้วยสีแดงและส่งกลิ่นคาวคลุ้งของเลือดมนุษย์ชวนสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
ทหารเสียชีวิตมากถึง1,500 คน
มีทหารห้าร้อยคนที่ยอมจำนนและคุกเข่าวางอาวุธลง
องค์รัชทายาทที่ต่อสู้เต็มกำลังแต่พ่ายแพ้ให้กับเต่าทองคำ
ในขณะนี้ ฟากหนึ่งหลิวเย่ยืนมือไขว้หลังนิ่งสงบมีเต่าทองคำและนกอินทรียักษ์ยืนขนาบข้าง
อีกฟากหนึ่งจักรพรรดิเล่ยยืนบนบันไดหน้าห้องโถงพระราชวังด้วยดวงตาแดงก่ำมือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น สีหน้าเคร่งเครียดและโกรธแค้น
ด้านล่างบันไดองค์รัชทายาทมือหนึ่งถือกระบี่ปักลงพื้นและนั่งคุกเข่าหนึ่งข้าง ร่างกายชโลมด้วยเลือดสีแดงสด
ผมยาวสยายรุงรังเขาพยายามลุกขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
“พวกเจ้ายอมจำนนต่อเราหรือไม่?”หลิวเย่ถามเสียงเรียบ