ข่าวการประกาศยกตำแหน่งประธานแก่หลานสาวของผู้นำองค์กรโลกสมัยใหม่โด่งดังไปทั่วทุกที่
ทุกคนรู้ดีว่าหญิงสาวคนนั้นคือหลานสาวแท้ๆของประธาน ทว่าพวกเขายังคงตั้งข้อสงสัยว่าหญิงสาวที่อายุยี่สิบต้นๆจะสามารถนำพามนุษยชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้จริงหรือ?
พวกเขาได้เห็นรูปร่างหน้าตาของมายด์และเห็นว่ายังอ่อนเยาว์นักจึงไม่รู้ว่าอายุที่แท้จริงของเธอนั้นใกล้จะขึ้นเลขสามแล้ว
แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้สนใจอะไรเรื่องนี้ และมีหลายคนที่สนใจเช่นกัน นอกจากนี้คนที่มีหุ้นส่วนกับองค์กรโลกสมัยใหม่ต่างก็ส่งข้อความถามเรื่องการยกองค์กรให้กับหลานสาวว่าคิดดีแล้วหรือ ปู่ชิตเพียงตอบกลับไปว่าคิดดีแล้ว
หลังจากเหตุการณ์นี้ได้มีหลายคนขายหุ้นแต่ปู่ชิตก็ไม่สนใจ และยังมีหลายคนที่ยังคงลังเลเช่นกัน แต่น้อยคนนักที่จะกล้าเสี่ยงและเดิมพันข้างหลานสาวของประธาน ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่องค์กรถือกำเนิดและเป็นเพื่อนที่เชื่อถือได้ของปู่ชิต
ณ ห้องทำงานของสินธ์
สินธ์นั่งอยู่บนเก้าอี้พลางยกขาพาดโต๊ะ แต่ด้วยน้ำหนักตัวและความอ้วนของเขาทำให้ดูเก้ๆกังๆ ทว่าคนอื่นๆที่ยืนประจบเขาต่างยกยอว่าเขาช่างมีราศีของผู้นำอย่างนั้นอย่างนี้
จากนั้นไม่นานคนเหล่านั้นก็เอ่ยถามขึ้น “ท่านสินธ์แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีครับ? จะปล่อยไปแบบนี้เหรอ?”
สินธ์เข้าใจว่าคนเหล่านี้กำลังกล่าวถึงเรื่องอะไร แน่นอนว่าย่อมไม่พ้นเรื่องยกตำแหน่งประธานองค์กร
“ไม่มีทาง ฉันทำงานให้องค์กรมาหลายปีและทุ่มเทมามากมาย ฉันไม่มีทางยอมรับอย่างเด็ดขาดเรื่องที่จะยกอนาคตของมนุษยชาติให้เด็กน้อย” สินธ์ตบโต๊ะกล่าวอย่างฉุนเฉียว แน่นอนว่านี่เป็นการเสแสร้ง เขาย่อมไม่เผยความต้องการต่อหน้าคนอื่นๆ
แม้ว่าเขาวางแผนที่จะให้คนรู้จักที่ทำงานมาพร้อมกับตนตั้งแต่เริ่มขึ้นเป็นประธานและมีเขาคอยควบคุม แต่ว่าหากเขาได้เป็นประธานเองย่อมดีกว่า
เห็นท่าทางโมโหของชายอ้วนท้วน คนอื่นๆตกอยู่ในความเงียบ พวกเขาทุกคนต่างเข้ามาทำงานที่แห่งนี้ได้เพราะชายอ้วนคนนี้และเพื่อชีวิตที่ดีพวกเขาจึงต้องประจบสอพอ
“แน่นอนครับ พวกเราเห็นด้วยกับท่านสินธ์ ใช่ไหมทุกคน!” ชายคนหนึ่งรีบพูดประจบประแจง
“ใช่!” ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพียง
สินธ์เห็นแบบนั้นก็รู้สึกพึงพอใจ ด้วยอำนาจและคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเขามากกว่าสองในสามขององค์กร เขาจะไม่มีปัญญายึดตำแหน่งประธานได้เชียวเหรอ?
ด้วยคนจำนวนมากขนาดนี้หากทุกคนพร้อมใจกันประท้วงย่อมต้องเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อการตัดสินใจอันไร้สาระของปู่ชิต เมื่อถึงตอนนั้นปู่ชิตจะต้องได้รับแรงกดดันจากจำนวนคนที่อยู่ในองค์กรอย่างมหาศาล
เขาอุตส่าลงทุนลงแรงทำผลงานมากมายเพื่อจะได้ถูกพิจารณาให้เป็นประธานคนต่อไป แต่วันนี้เขากลับไม่นึกฝันว่าจู่ๆหลานสาวที่กลับมาจากอวกาศได้เป็นประธานเสียอย่างนั้น เรื่องแบบนี้เขายอมไม่ได้!!
ต่อให้เป็นเจ้าขององค์กรแล้วทำไม? เขาอยากจะรู้นักว่าตาแก่นั่นจะทำอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตามเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการสักหน่อย เขาต้องไปโน้มน้าวคนที่อยู่ข้างเขาให้มาร่วมประท้วง
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็เริ่มแผนการทันทีและเริ่มกับพวกกลุ่มคนที่อยู่รอบๆเขาในตอนนี้
………
โจได้กลับไปยังห้องพักเก่าของตน มันดูคุ้นและแปลกตาเช่นกัน เมื่อก่อนกำแพงเป็นปูนแต่ตอนนี้มันกลับเป็นวัสดุพิเศษจากนอกโลก โทนสีขาวพร้อมกับหลอดไฟสีขาวฝังในกำแพงทำให้มันดูล้ำสมัย
โจเอนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเก่าเมื่อหกปีก่อน มันยังดูแข็งแรงเช่นเดิม
เขาไม่คาดคิดเลยว่าตัวเองจะรู้สึกระลึกถึงความหลังของห้องห้องนี้ เขาลูบไล้ไปที่หนังสือบนชั้นวาง เขาจำได้ดีว่าตอนนั้นเขาบ้าอ่านหนังสือมากแค่ไหน
หลังจากเดินดูรอบห้องแล้วโจก็นั่งลงบนเตียงพร้อมกับหยิบโหลที่มีแก่นพลังงานอยู่ข้างใน นี่เป็นสิ่งของที่ได้มาจากกาจู๋ว เขาจำได้ว่าเกือบจะทำให้พลังงานบริสุทธิ์ถึง 100% แต่กาจู๋วกลับให้เขาหยุดเอาไว้
พอมาลองคิดๆดูแล้วมันคงมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นหากพลังงานบริสุทธ์ 100%? มันอาจจะอันตรายกาจู๋วจึงบอกให้เขาหยุด?
อย่างไรก็ตามตอนนี้เขาอยู่บนโลกและไม่มีอันตรายใดๆมารบกวนเขาได้ ดังนั้นโจจึงตั้งสมาธิแล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพร้อมกับเปิดฝาออก
จากนั้นเขาก็เริ่มดูดซับแก่นพลังงาน
ความบริสุทธิ์ของพลังงานค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น 92%…95…97…99…
และเมื่อมันบริสุทธิ์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์โจเฝ้าระวังเต็มที่พร้อมสังเกตุปฏิกิริยาพลังงานภายในร่าง
ขวดโหลเหลือแต่ความว่างเปล่า แก่นพลังงานทั้งหมดถูกเขาดูดซับไปจนเกลี้ยง
ทันใดนั้นโจรู้สึกได้ถึงความผันผวนของพลังงานในร่างกาย มันเริ่มไหลไปตามส่วนต่างๆของร่างกายโดยที่เขาไม่อาจควบคุมได้ โจพยายามฝืนบังคับพลังงานเหล่านั้นแต่เขากลับไม่สามารถทำได้!!
ทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกร้อนระอุ จากเม็ดเหงื่อเล็กๆเริ่มเป็นเม็ดใหญ่และไม่นานร่างของเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อจนเหมือนกับเพิ่งไปเล่นน้ำมาหมาดๆ
โจลืมตาและเห็นว่าเสื้อผ้าของตนกำลังถูกไฟเผาไหม้ อย่างไรก็ตามไฟคลอกตัวเขาแต่เขากลับไม่รู้สึกว่าพวกมันร้อน กลับกันเขารู้สึกว่าพลังงานในร่างกายร้อนยิ่งกว่านรกเสียอีก
“เวรเอ้ย” โจสบถอย่างหัวเสีย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่สามารถควบคุมพลังงานของตนเองได้ มันเหมือนกับระเบิดที่กำลังรอเวลาระเบิดโดยที่เขาไม่อาจทำอะไรได้
ไฟที่คลอกตัวเขาได้เผาไหม้ชุดจนเขาเปลือยกาย และมันเริ่มเผาเตียงของเขา
“ไม่!!” โจตกตะลึง เขากลัวว่าไฟเหล่านี้จะไหม้ห้องของเขาทั้งห้องและมันอาจลามไปยังส่วนอื่นๆของอาคารมันอาจทำอันตรายคนอื่นๆได้
ทว่าเขาทำได้แค่ร้องเสียงหลง เนื่องจากไม่สามารถขยับร่างกายได้ ตอนนี้เขาเหมือนหุ่นเชิดที่มีพลังงานในร่างกายคอยมัดตรึงเขาไว้
“ไม่ไหวแล้ว!!" โจร้องโหยหวน ความร้อนจากภายในทำให้เขารู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตาย หากเป็นเช่นนี้อีกสักห้านาทีเขาคงตายเพราะทนความร้อนไม่ไหว
มันคงเป็นเรื่องตลกหากคนๆหนึ่งตายเพราะไม่สามารถควบคุมพลังงานได้
ทว่าในขณะที่เขากำลังทนไม่ไหวนั้น ก็รู้สึกได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลทั่วทั้งร่างกาย จากนั้นพลังงานที่อัดแน่นได้ระเบิด
ตูม!!!
ราวกับฟ้าระเบิด อาคารทั้งหลังระเบิดกระจุย โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากโจไม่เช่นนั้นแล้วไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น!!
“อ่าส์” โจครางเบาๆ เขาไม่เคยรู้สึกสบายตัวเช่นนี้มาก่อน เขารู้สึกได้ว่าตัวเองเหมือนเกิดใหม่ พละกำลังเทียบกับเมื่อก่อนมากกว่าไม่รู้ตั้งกี่เท่า
“นี่สินะ พลังที่พวกคนจากโซโคลาสมีกัน” โจกำหมัดแน่น
ในเวลานั้นเขาก็เริ่มรู้สึกว่าอากาศหนักหน่วงจนแทบเคลื่อนไหวไม่ได้ จนเขาต้องขับเคลื่อนพลังงานออกมาต้านทานเอาไว้ทำให้เขาใช้พลังงานได้แค่ส่วนเล็กๆเท่านั้น
“นี่คงเป็นเหตุผลที่พวกนั้นพูดถึง?” โจนึกถึงกาจู๋วกล่าวถึงกฏของกาแลคซี่
“กรี๊ดดดดดดดดดด!!” เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้น โจหันไปมองด้วยความสงสัยและเห็นว่าเป็นมายด์กำลังปิดตาชี้นิ้วมาที่เขาพร้อมกับด่าเขาว่า “ไอ้โรคจิต”
โจก้มลงมองและเห็นไอ้ลูกชายที่โตเกินมาตรฐานกำลังแกว่งไปมาตอนที่เขาหันตัว
“เชี่…”
อาคารทั้งหลังเหลือแต่เศษซากพร้อมกับโจที่ยืนเปลือยกาย