ภาพในมิติเจี้ยจื่อช่วยยืนยันเสียงในใจของเจียงซิน ทำให้สีหน้าของฉีหลานชิงพลันเ็าถึงขีดสุด น้องสาวที่นางคอยชุบเลี้ยงมากับมือ กลับแอบเกลียดชังนางอย่างลึกล้ำ! กระทั่งลูกที่เพิ่งลืมตาดูโลกของนางก็ยังไม่ละเว้น!
ยันต์ที่ลอยอยู่กลางอากาศสอดประสานกับอารมณ์ของฉีหลานชิง จนส่งเสียงสั่นะเืเบา ๆ ฉีหว่านอวิ๋นมีพลังบำเพ็ญด้อยกว่าฉีหลานชิง นางรู้ดีว่าหากลงมือสู้กัน ตนเองไม่มีทางชนะได้อย่างแน่นอน นางวางแผนอย่างลับ ๆ จึงไม่เชื่อว่าฉีหลานชิงจะมองแผนการของตนออก จึงรีบชิงกล่าวโทษก่อน "ท่านพี่... ท่านจะทำอะไรเ้าคะ? พวกเราพี่น้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาหลายปี ท่านคิดจะฆ่าข้าจริง ๆ หรือเ้าคะ?"
[เหอะ ๆ ชั่วแล้วยังชิงฟ้องก่อนอีก! หน้าไม่อาย!]
เจียงซินะโในใจอย่างโกรธเคือง
ฉีหลานชิงตบหลังนางเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม ก่อนจะถามฉีหว่านอวิ๋นด้วยใบหน้าเ็า "เ้าคิดจะเอาแท่นบูชานั่นไปทำอะไร?"
ฉีหว่านอวิ๋นสีหน้าแข็งค้าง "นั่นเป็สิ่งที่ข้าเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง ว่ากันว่าสามารถช่วยให้ผู้คนทะลวงคอขวดได้เ้าค่ะ"
"งั้นเ้าก็ไปลองดู" ฉีหลานชิงกล่าว
แววตาของฉีหว่านอวิ๋นฉายความเลิ่กลั่ก "ข้ายังไม่แน่ใจว่าแท่นบูชานั้นใช้งานได้จริงหรือไม่..."
"ข้าช่วยเ้าเอง" ฉีหลานชิงวาดดัชนีเป็เคล็ดวิชา ยันต์รอบกายรับคำสั่งจากนาง พุ่งเข้าจู่โจมฉีหว่านอวิ๋นราวกับัยาวอีกครั้ง
ของวิเศษป้องกันของฉีหว่านอวิ๋นแตกละเอียดทั้งหมด นางถอยร่นตามสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่ากำลังจะถูกฉีหลานชิงซัดเข้าไปในแท่นบูชา ฉีหว่านอวิ๋นจึงตัดสินใจเด็ดขาด เรียกหยกพกรูปดอกบัวที่เอวออกมาทันที
หยกพกเบ่งบานเป็ดอกบัวสีขาวอมชมพู กลีบดอกที่ดูเลือนลางห่อหุ้มฉีหว่านอวิ๋นและมิติเจี้ยจื่อของนางเอาไว้ การโจมตีของยันต์ตกลงบนกลีบดอกบัว ราวกับวัวโคลนลงน้ำ เกิดเป็ระลอกคลื่น ขอบเขตกลีบดอกบัวปิดตัวลง เพียงพริบตาก็หายวับไปพร้อมกับคนและดอกไม้
นี่คือของวิเศษที่ฉีหลานชิงมอบให้ฉีหว่านอวิ๋น ซึ่งสามารถต้านทานการโจมตีเต็มกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตผสานกายา และส่งนางไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ ฉีหลานชิงจริงใจต่อนาง จึงไม่ได้วางกลอุบายใด ๆ ไว้ในของวิเศษที่มอบให้ ตอนนี้แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่สามารถติดตามร่องรอยของฉีหว่านอวิ๋นได้
ปล่อยให้นางหนีไปได้เสียแล้ว ฉีหลานชิงขมวดคิ้วมุ่น หันกลับไปมองหมอโอสถหลีเจินที่กำลังชะเง้อมองอยู่ที่ประตู กระทั่งน้องสาวแท้ ๆ ยังคิดปองร้ายนาง แล้วหมอโอสถผู้นี้จะเป็คนดีหรือร้ายกันแน่?
ขณะที่ฉีหลานชิงกำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างแก่แดดของลูกสาว
[เฮ้อ... คุณย่าหมอโอสถผู้นี้น่าสงสารจังเลย]
[ทั้งที่ไม่ได้รู้อะไรเลย แต่กลับถูกฉีหว่านอวิ๋นผู้ขี้ระแวงฆ่าปิดปาก]
[หลังจากตาย ทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็ตกไปอยู่ในกระเป๋าของฉีหว่านอวิ๋น]
ฉีหลานชิงเบาใจลง จึงสั่งหมอโอสถว่า "ผู้าุโหลี ท่านกลับไปก่อนเถิด ข้ามีธุระต้องไปจัดการ"
อยู่ในสำนักเทียนสุ่ยมาหลายปี แม้หลีเจินจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้ดีว่าฉีหลานชิงไม่ใช่คนที่ทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล
"นี่คือข้อควรระวังสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรหลังคลอดบุตร ท่านผู้สูงส่งโปรดรับไว้เ้าค่ะ" หลีเจินยื่นป้ายหยกให้ โดยไม่ถามสิ่งใดต่อ และจากไปอย่างรู้กาลเทศะ
ฉีหลานชิงโยกตัวเบา ๆ ปลอบลูกสาวในอ้อมกอดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ยอดดวงใจของแม่ ฉีหว่านอวิ๋นคิดจะทำร้ายเราแม่ลูก แต่กลับหนีไปได้ เ้าว่าตอนนี้ควรทำอย่างไรดี?"
เจียงซินขยับแขนขา ร่างกายเล็ก ๆ นุ่มนิ่มดิ้นไปมาในผ้าอ้อมไม่หยุด
[พระหนีได้ แต่วัดหนีไม่ได้![1]]
[บุกรังนางเลย!]
[ขุดสมบัติของนางออกมา!]
[ตัดทางถอยของนางให้สิ้น!]
สมกับเป็ลูกสาวแท้ ๆ คิดได้เหมือนนางไม่มีผิด! เนื่องจากเพิ่งคลอดบุตร ฉีหลานชิงจึงยังสวมชุดซับในอยู่ นางเปลี่ยนเป็ชุดบำเพ็ญเพียรที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว พกยันต์เต็มแหวนมิติ เมื่อเห็นลูกสาวกำลังเป่าฟองน้ำลายอย่างเบื่อหน่าย ก็อดที่จะขำไม่ได้
"เด็กดี... อย่าเล่นน้ำลายสิ" ฉีหลานชิงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเขียวอ่อนผืนหนึ่งมาเช็ดน้ำลายให้ลูกสาว จากนั้นจึงอุ้มนางออกไปล้างแค้น
ฉีหว่านอวิ๋นติดอยู่ที่ขอบเขตแปลงเทพมาหลายปี จึงแต่งงานกับสิงปินเ้าสำนักสำนักฉีมู่ั้แ่เนิ่น ๆ สิงปินอยู่ในขอบเขตหลอมความว่างเปล่า สำหรับฉีหว่านอวิ๋นที่ไม่มีภูมิหลังใด ๆ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในตอนนั้น ถือเป็ทางเลือกที่ดีมากแล้ว
ส่วนฉีหลานชิงซึ่งติดอยู่ที่ขอบเขตแปลงเทพมาหลายปีเช่นกัน ได้ทุ่มเทให้กับการฝึกฝน จนทะลวงคอขวดได้ในวินาทีความเป็ความตาย และเลื่อนระดับสู่ขอบเขตหลอมความว่างเปล่า
ต่อมาฉีหลานชิงยังก้าวเข้าสู่ขอบเขตผสานกายาได้อย่างราบรื่น และได้เป็คู่บำเพ็ญกับเจียงอีเฉินเ้าสำนักสำนักเทียนสุ่ย แดนิญญาเทียนเฉิงมีูเามากมาย สำนักบำเพ็ญและตระกูลใหญ่มีนับไม่ถ้วน โดยมีหกสำนักเซียนยิ่งใหญ่เป็จุดสูงสุดของขุมกำลังทั้งหมด
สำนักเทียนสุ่ยคือ หนึ่งในหกสำนักเซียนนั้น ส่วนสำนักฉีมู่ที่ฉีหว่านอวิ๋นแต่งงานเข้าไป เป็เพียงสำนักระดับสอง หลายปีมานี้อาศัยการสนับสนุนจากฉีหลานชิงจึงเริ่มมีชื่อเสียงในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
ด้วยความเร็วของผู้บำเพ็ญขอบเขตผสานกายา สองแม่ลูกจึงมาถึงสำนักฉีมู่อย่างรวดเร็ว
แดนิญญาเทียนเฉิงกว้างใหญ่ไพศาล แต่ละสำนักและตระกูลพื้นที่และมีความเข้มข้นของปราณแตกต่างกันตามความแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับสำนักเทียนสุ่ย พื้นที่ของสำนักเพียงแห่งเดียวมีขนาดนับสิบล้านหมู่ ภายในมีทั้งูเา แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ทะเลทราย... มีภูมิประเทศทุกรูปแบบครบถ้วน
สำนักฉีมู่ตั้งอยู่ริมทะเล ชื่อสำนักมีที่มาจากต้นไม้ประหลาดหมื่นปีต้นหนึ่งภายในสำนัก ตำนานเล่าว่า ในอดีตบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักถูกไล่ล่ามาจนถึงที่นี่ และได้รับความช่วยเหลือจากต้นไม้ประหลาดที่มีสติปัญญา จึงสามารถขับไล่ศัตรูไปได้ คนและต้นไม้ถูกชะตากันั้แ่แรกเห็น จึงสาบานเป็พี่น้องร่วมสาบาน จนกลายเป็ที่มาของสำนักฉีมู่
แม้จะเป็เพียงสำนักระดับสอง แต่หลายปีมานี้ภายใต้การช่วยเหลือของฉีหลานชิง ที่นี่ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถผนวกเมืองรอบ ๆ เข้ามาได้หลายแห่ง อาณาเขตของสำนักขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ลำพังพื้นที่ภายในประตูสำนักก็เทียบเท่ากับเมืองห้าเมือง ซึ่งไล่ตามสำนักระดับหนึ่งบางแห่งได้ทันแล้ว
เมื่อฉีหลานชิงมาถึงหน้าประตูสำนัก แรงกดดันของขอบเขตผสานกายาก็แผ่ซ่านออกมา จนทำให้ตัวอักษรคำว่า 'สำนักฉีมู่' บนซุ้มประตูแตกละเอียดทันที การถูกโจมตีทำให้คนทั้งสำนักฉีมู่รับรู้ได้ ต่างพากันถืออาวุธออกมา แต่ไม่มีใครกล้าลงมือตอบโต้
สิงปินที่กำลังกักตัวบำเพ็ญเพียร รีบวิ่งออกมาด้วยความลนลาน ถามด้วยท่าทางประจบและไม่เข้าใจว่า "ท่านพี่ ทำอะไรหรือขอรับ?"
เจียงซินเอียงศีรษะเล็กน้อย มองตามเสียงที่ดังมา เห็นชายชราตัวเล็ก ๆ ที่มีหนวดสองเส้นและจมูกแหลม มองแวบแรก คนผู้นี้ราวกับหนูจำแลงกายมา ท่านนี้คือสิงปินเ้าสำนักสำนักฉีมู่ สามีของฉีหว่านอวิ๋น
[ว้าว ตาแก่นี่น่าเกลียดจัง มิน่าล่ะฉีหว่านอวิ๋นถึงได้อิจฉาคุณแม่สุดที่รักของข้านัก]
[ไม่รู้ว่าท่านพ่อของข้าจะหน้าตาดีหรือเปล่านะ?]
[ถ้าท่านพ่อหน้าตาน่าเกลียด ข้าจะน่าเกลียดด้วยหรือไม่นะ?]
[ฮือ ๆ ข้าไม่อยากเป็เด็กน่าเกลียด ขอให้ท่านพ่อเป็หนุ่มรูปงามด้วยเถิด!]
[ขอให้ท่านพ่อเป็หนุ่มรูปงามด้วยเถิด!]
เจียงซินอธิษฐานในใจอย่างตั้งใจ ส่งเสียงพึมพำในลำคอเบา ๆ ราวกับว่าการทำเช่นนี้จะทำให้บิดาแท้ ๆ อย่างเจียงอีเฉินกลายเป็หนุ่มรูปงามได้จริง ๆ
หลังจากเกิดใหม่ ไม่เพียงแต่ร่างกายของเจียงซินจะเล็กลง แต่ความคิดและคำพูดก็กลายเป็เด็กไปด้วย
ฉีหลานชิงยกยิ้มที่มุมปาก ใช้นิ้วแตะจมูกเล็ก ๆ ของลูกสาวเบา ๆ แล้วกระซิบว่า "รอให้ท่านพ่อของเ้าทำงานเสร็จกลับบ้าน เ้าก็จะได้เจอเขาแล้วนะ"
หลังจากปลอบลูกสาวเสร็จ นางก็แผ่ััศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมทั่วทั้งสำนักฉีมู่ ค่ายกลพิทักษ์เขาของสำนักฉีมู่เป็สิ่งที่นางเป็คนวางไว้ ฉีหลานชิงจึงสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย เพื่อสำรวจสิ่งที่นางอยากรู้
การที่หาฉีหว่านอวิ๋นไม่พบ ฉีหลานชิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจ ฉีหว่านอวิ๋นไม่ใช่คนโง่ นางรู้ว่าฉีหลานชิงต้องมาดักรอที่สำนักฉีมู่แน่นอน จึงไม่มีทางกลับมาให้ถูกจับได้ แม้จะไม่มีเจตนาร้าย แต่เมื่อถูกััศักดิ์สิทธิ์ระดับขอบเขตผสานกายากวาดผ่าน ทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
แม้ฉีหลานชิงจะมีพลังบำเพ็ญสูงส่ง แต่ปกติเป็คนสุภาพและเข้าถึงง่าย วันนี้เป็ครั้งแรกที่นางทำตัวป่าเถื่อนเช่นนี้ สิงปินเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงใช้ชื่อของฉีหว่านอวิ๋นเพื่อพยายามตีสนิทกับฉีหลานชิง
"นี่คือลูกของท่านพี่หรือขอรับ? หว่านอวิ๋นทิ้งจดหมายไว้ว่าท่านใกล้จะคลอด นางจึงไปที่สำนักเทียนสุ่ย เพื่อดูแลท่าน นางทำเพื่อท่าน..."
ฉีหลานชิงขัดจังหวะด้วยความรังเกียจ "ฉีหว่านอวิ๋นคิดปองร้ายข้า ข้าได้ตัดขาดวาสนากับนางแล้ว"
สิงปินเบิกตากว้างด้วยความใ "อะไรนะ? นางกล้าได้อย่างไร? นี่ต้องมีความเข้าใจผิดแน่ ๆ พวกท่านเป็พี่น้องร่วมสายเืกันนะขอรับ!"
ฉีหลานชิงคร้านจะโต้เถียงเื่เหล่านี้ จึงถามเข้าประเด็นสำคัญ "เ้าสำนักสิง เ้าวางแผนจะเลี้ยงดูลูกสาวของเ้าอย่างไร?"
สิงปินทำหน้ามึนงง "หา? ข้าไม่มีลูกสาวนะขอรับ"
ฉีหลานชิงเลิกคิ้ว "เ้าไม่รู้หรือว่าเมื่อวานฉีหว่านอวิ๋นคลอดลูกสาว?"
สิงปินยิ่งมึนงงหนักกว่าเดิม ภรรยาเขามีลูก แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้? เขายังไม่รู้เลยว่าภรรยาท้อง!
[ลูกของฉีหว่านอวิ๋นไม่ใช่ของเขาหรอก แต่เป็ของต้นไม้ต้นนั้นในสำนักฉีมู่ต่างหาก]
[ต้นไม้นั่นเก่งมากเลยนะ ตอนนั้นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักฉีมู่กับศัตรูที่ไล่ล่าเขา ต่างก็ถูกปีศาจต้นไม้จับไปทำเื่อย่างว่าตั้งนาน จนกลายเป็ที่มาของสำนักฉีมู่ในภายหลัง]
ฉีหลานชิงตะลึง นางไม่เคยรู้เลยว่ามีความลับเช่นนี้อยู่!
สิงปินถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ "ท่านพี่เข้าใจผิดหรือเปล่าขอรับ? เพื่อที่จะทะลวงสู่ขอบเขตผสานกายา ข้ากักตัวบำเพ็ญเพียรมาตลอดสองปีเต็ม หว่านอวิ๋นไม่มีทางมีลูก..."
ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิด เสียงจึงค่อย ๆ เบาลงโดยไม่รู้ตัว เจียงซินรู้สึกว่าเขาน่าสงสารเล็กน้อย จึงตัดสินใจมอบของขวัญเพื่อปลอบใจท่านน้าเขยในนามผู้นี้ มือน้อย ๆ ขาวอวบคลำไปรอบ ๆ ในผ้าอ้อม แล้วคว้าเอาผ้าเช็ดหน้าสีเขียวอ่อนที่ฉีหลานชิงใช้เช็ดน้ำลายให้นางออกมา
ทารกแรกเกิดยังเคลื่อนไหวแขนขาได้ไม่คล่องนัก เจียงซินจึงพับผ้าเช็ดน้ำลายเป็หมวกใบเล็ก ๆ อย่างเกอะกัง แล้วโยนออกไป ซึ่งมันตกลงบนศีรษะของสิงปินที่ยืนตัวแข็งทื่อพอดีเป๊ะ ทั้งที่เป็สีเขียวอ่อนดูสะอาดตา แต่พอเปลี่ยนมาเป็หมวกสวมบนหัวของสิงปิน[2] กลับกลายเป็สีเขียวอื๋อจนดูมันวาว
ฉีหลานชิงเกือบจะหลุดขำออกมา ยอดดวงใจของนาง คงมิใช่เกิดในเกิดนักษัตรปีแพนด้า[2] กระมัง?
ช่างแสบจริง ๆ !
[1] พระหนีได้ แต่วัดหนีไม่ได้ เป็สำนวนจีนที่มีความหมายว่า แม้คนทำผิดจะเอาตัวรอดหลบหนีไปได้ชั่วคราว แต่บ้าน ครอบครัว หรือฐานที่มั่นของเขาก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ไม่สามารถย้ายหนีตามไปด้วยได้
[2] หมวกเขียว ในวัฒนธรรมจีน หมายถึงการถูกภรรยาสวมเขาหรือคบชู้
[3] เกิดนักษัตรปีแพนด้า เป็สแลงอินเทอร์เน็ตของจีน แพนด้าเป็สัญลักษณ์ตัวแทนของความ "แสบ" หรือ "กวนโอ๊ย"