เมื่ออุกกาบาตสีดำกระแทกเข้ากับผืนดินอย่างรุนแรง ทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในความโกลาหลในทันที เปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วราวกับมีชีวิต บ้านเรือนไม้หลายสิบหลังถูกกลืนกินหายไปภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
ชาวบ้านต่างกรีดร้องวิ่งหนีตายกันอย่างอลหม่าน เด็กเล็กส่งเสียงร้องไห้ระงม ผู้เฒ่าผู้แก่ถูกประคองออกจากบ้านด้วยความยากลำบาก บางคนพยายามตักน้ำมาดับไฟที่กำลังโหมกระหน่ำ บางคนะโเรียกหาญาติพี่น้องด้วยความหวาดกลัว ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและเสียงคละคลุ้งของควันไฟ
ห่างออกไปหลายสิบลี้ กองกำลังรักษาการณ์ของเมืองข้างเคียงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกันด้วยความตื่นตะลึง
"เกิดเื่ใหญ่แล้ว!" หัวหน้ากองกำลังหน้าเปลี่ยนสีทันที "รีบไปช่วยชาวบ้านเร็วเข้า!" ผู้ฝึกตนหลายสิบคนจึงทะยานขึ้นกลางอากาศ มุ่งตรงสู่หมู่บ้านที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้
หนึ่งชั่วยามต่อมา แม้เปลวเพลิงจะยังคงลุกไหม้อยู่ แต่ด้วยความช่วยเหลือของผู้ฝึกตน ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงได้รับการอพยพออกมาได้ทันท่วงที ทุกคนถูกพาตัวไปยังเมืองธารฟ้าเพื่อทำการรักษาตัว
จางิรีบวิ่งไปทั่วพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง "ซานเอ๋อร์! ซานเอ๋อร์!" เขาะโเรียกชื่อบุตรชายจนเสียงแหบแห้ง แต่ไม่ว่าจะค้นหานานเพียงใด ก็ไม่พบแม้แต่เงาของบุตรชายของเขาเลย
ในขณะนั้น ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาหาจางิก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ อย่างเวทนา
"บริเวณจุดตกของอุกกาบาต... ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตหรอก" จางิถึงกับทรุดลงกับพื้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบเถ้าถ่านและคราบน้ำตา เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็ไม่อาจหาเหวินซานพบได้จริง ๆ ตามที่ทหารบอก
จางิกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ สายตาของเขาแดงก่ำด้วยความเ็ป
เจ็ดวันต่อมา ณ สำนักโอสถจันทรา
กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วห้องไม้ ชายชราชุดเขียวกำลังตรวจชีพจรของเด็กหนุ่มที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง
ปลายนิ้วของเหวินซานขยับเล็กน้อย เปลือกตาของเขาค่อย ๆ เปิดออกอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้สีซีด ตามด้วยกลิ่นสมุนไพรที่ไม่คุ้นเคย
"ในที่สุดก็ฟื้นเสียที" เสียงชราดังขึ้นข้างเตียง
เหวินซานสะดุ้งลุกพรวด "หมู่บ้าน! ท่านพ่อ! ลี่เอ๋อร์!" เขาพยายามลงจากเตียง แต่เพียงก้าวเดียวก็เซล้มลงไป
ชายชรารีบประคองไว้ "อย่าเพิ่งขยับ เ้าหมดสติไปเจ็ดวัน"
เหวินซานหอบหายใจอย่างหนัก "หมู่บ้านของข้า..." ชายชรานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจยาว
"พวกเราช่วยผู้รอดชีวิตออกมาได้เพียงบางส่วน แต่ทั้งหมดเป็ผู้ฝึกตนและคนจากตระกูลใหญ่ซึ่งอยู่ไกลจากจุดที่อุกกาบาตตก" กู้หยวนชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแ่ "ที่เหลือ พวกเราค้นหาอยู่หลายวัน แต่ไม่พบผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว"
คำพูดนั้นดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เหวินซานนิ่งงัน สายตาเหม่อลอย น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาตามแก้มอย่างเงียบงัน เขาก้มหน้าลงกำผ้าห่มแน่น พ่อจากไปแล้ว ลี่เอ๋อร์จากไปแล้ว บ้านไม่มีอีกแล้ว
ความเ็ปที่ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นั์บีบคั้นหัวใจของเด็กหนุ่มจนแน่นิ่งไป ร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวดีสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงไปอีกครั้ง
สามวันผ่านไป อาการาเ็ของเหวินซานค่อย ๆ ดีขึ้น
ระหว่างนั่งพักอยู่เพียงลำพัง เหวินซานนึกถึงภาพเลือนรางก่อนหมดสติขึ้นมาได้ ภาพของหินสีดำก้อนหนึ่ง แม้จะไม่แน่ใจว่าความทรงจำนั้นเป็เพียงความฝันหรือไม่ แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้
เหวินซานจึงหลับตาลง ค่อย ๆ ใช้จิตััตรวจดูร่างกายของตนเองอย่างช้า ๆ พลังิญญาไหลผ่านเส้นิญญาทีละสาย ก่อนมาหยุดอยู่ที่ตันเถียน ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อย ภายในตันเถียนอันว่างเปล่า กลับมีหินสีดำก้อนหนึ่งลอยนิ่งอยู่
มันมีขนาดเพียงปลายนิ้วมือ ผิวด้านและหยาบกร้าน ราวกับก้อนหินธรรมดาที่พบได้ทั่วไปตามเชิงเขา
เหวินซานค่อย ๆ ใช้จิตััเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ในวินาทีที่จิตััของเขาแตะต้องหินสีดำ ผิวอันหยาบกร้านกลับสั่นไหวอย่างแ่เบา เส้นแสงสีดำหม่นแล่นผ่านเพียงชั่วพริบตา รวดเร็วจนแทบไม่อาจรับรู้ได้
เหวินซานรู้สึกเพียงว่าจิตััของตนสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่เมื่อเพ่งตรวจสอบอีกครั้ง หินสีดำก็นิ่งสนิทดังเดิม ราวกับความผิดปกติเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตา
"หรือจะเป็เพราะอุกกาบาต" เหวินซานพึมพำกับตนเอง เขาพยายามตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงค่อย ๆ ถอนจิตออกจากตันเถียน แม้จะยังไม่รู้ว่าหินก้อนนี้คือสิ่งใด แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้สร้างอันตรายให้แก่ร่างกายของเขา เหวินซานจึงเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากนอกห้อง เหวินซานหันไปมอง ก่อนจะเห็นชายชราคนเดิมเดินกลับเข้ามาและหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า แววตาของอีกฝ่ายพินิจมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“ต่อจากนี้ เ้าจะไปที่ใด”
เด็กหนุ่มเงียบอยู่นานก่อนตอบด้วยเสียงแ่เบา "ข้า... ไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว"
ชายชรามองเด็กหนุ่มแล้วอดสงสารไม่ได้ "ข้าคือผู้าุโกู้หยวนชิงแห่งสำนักโอสถจันทรา หากเ้าไม่รังเกียจ มาเป็ศิษย์รับใช้ของสำนักเถิด อย่างน้อยเ้าจะมีอาหาร มีที่พัก และหากเ้าขยันพอวันหนึ่งเ้าอาจจะเข้าเป็ศิษย์สายนอกได้"
เหวินซานก้มหน้านิ่ง ภายในห้องพักตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าใจหาย เขาทอดสายตามองฝ่ามือของตนเองอยู่นานนับเนิ่น มือคู่นี้ที่เขาััได้ถึงความไร้ค่าและอ่อนแอ
มือคู่นี้ไม่อาจช่วยน้องสาว ไม่อาจช่วยพ่อ และไม่อาจช่วยผู้คนในหมู่บ้านได้แม้แต่คนเดียว
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดเพื่อระงับความสั่นไหว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้าุโด้วยความสงสัย "ผู้าุโ... เหตุใดท่านจึงช่วยข้าไว้"
กู้หยวนชิงยิ้มบาง ๆ ออกมา "เพราะข้าเป็นักปรุงยา หน้าที่ของนักปรุงยาคือช่วยชีวิตผู้คน เมื่อเห็นคนเจ็บย่อมไม่อาจปล่อยผ่านไปได้โดยไม่ลงมือทำสิ่งใด"
เหวินซานนิ่งงันไปครู่หนึ่งกับคำตอบนั้น ก่อนจะกำหมัดแน่นจนสั่น "หากข้าเข้าสำนัก" เสียงของเขาเบาลงแต่ไม่สั่นไหวอีกต่อไป "ข้าจะมีโอกาสแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่"
กู้หยวนชิงพยักหน้าตอบรับด้วยแววตาที่จริงจัง "ตราบใดที่เ้าไม่ยอมแพ้ ย่อมมีโอกาสเสมอ" เหวินซานหลับตาลงช้า ๆ ครุ่นคิดบางอย่างก่อนที่จะขยับตัวลุกลงจากเตียงช้า ๆ
เด็กหนุ่มคุกเข่าลงบนพื้นอย่างนอบน้อมที่สุด ก่อนจะประสานมือขึ้นคำนับด้วยความเคารพ "ศิษย์ขอคารวะผู้าุโ" กู้หยวนชิงยิ้มพลางพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดี "จากวันนี้เป็ต้นไป... เ้าคือศิษย์รับใช้ของสำนักโอสถจันทรา"
สำนักโอสถจันทรา ตั้งตระหง่านอยู่บนเทือกเขาจันทราิญญา ทางทิศตะวันออกของแคว้นชิงอวิ๋น ที่นี่นับเป็หนึ่งในสามสำนักโอสถที่มีชื่อเสียงที่สุดของดินแดน
ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน สำนักโอสถจันทราเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด โอสถที่ผ่านการหลอมจากสำนักแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็อันดับหนึ่งของแคว้น ผู้ฝึกตนจากทุกสารทิศต่างยอมเดินทางไกลนับหมื่นลี้ เพียงเพื่อปรารถนาจะได้โอสถล้ำค่าสักหนึ่งเม็ด
ในยุคสมัยนั้น แม้แต่สำนักกระบี่และสำนักอาคมที่ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องให้เกียรติ เพราะไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเหล่านักปรุงยาผู้สามารถกำหนดชะตาชีวิตความเป็ตายของผู้คนได้
ทว่าเมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป ความรุ่งโรจน์เ่าั้ก็ค่อย ๆ เลือนหาย
ผู้าุโผู้ยิ่งใหญ่ต่างทยอยสิ้นอายุขัยไปตามกาล ตำรับโอสถโบราณจำนวนมากสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย สมุนไพรระดับสูงเริ่มร่อยหรอและหาได้ยากยิ่ง กระทั่งวิชาการหลอมโอสถที่เคยเลื่องชื่อก็หลงเหลืออยู่เพียงเศษเสี้ยว
จากสำนักอันดับหนึ่งที่เคยเหนือใคร สำนักโอสถจันทราจึงค่อย ๆ เสื่อมถอยกลายเป็เพียงสำนักระดับกลางที่ต้องอาศัยการปลูกสมุนไพรและหลอมโอสถส่งขายให้สำนักต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม สำนักยังคงยึดถือกฎเดิมอย่างเคร่งครัด ศิษย์สำนักไม่ได้รับอนุญาตให้สุงสิงกับคนนอก เว้นแต่เพื่อส่งมอบโอสถตามข้อตกลงทางการค้า หากไม่ใช่ธุระของสำนัก ประตููเาจะปิดตายแทบตลอดทั้งปี ราวกับกำแพงที่ตัดขาดโลกภายนอกออกจากตนเอง
แม้ความรุ่งเรืองจะเลือนหาย แต่ศักดิ์ศรีของ "สำนักอันดับหนึ่งแห่งการปรุงโอสถ" ในอดีต กลับไม่เคยถูกปล่อยวาง
ด้วยเหตุนี้ สำนักจึงให้ความสำคัญกับการเฟ้นหาและปั้นนักปรุงยารุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน ศิษย์รับใช้ทุกคนภายในสำนักจึงล้วนมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปเป็ศิษย์สายนอกได้ หากเพียงพวกเขาสามารถหลอมโอสถเม็ดแรกของตนให้สำเร็จตามเงื่อนไข
ตลอดสิบวันที่เหวินซานพักฟื้นร่างกายอยู่ในสำนักโอสถจันทรา าแฉกรรจ์ตามร่างกายค่อย ๆ สมานตัวประสานกันจนเกือบเป็ปกติ แต่าแที่กัดกินลึกลงไปในจิตใจกลับไม่เคยเลือนหาย
ยามค่ำคืนที่ควรจะเป็เวลาแห่งการพักผ่อน กลับกลายเป็่เวลาที่เขาทรมานที่สุด ภาพจางลี่ที่ส่งยิ้มกว้างพร้อมกับเรียกเขาว่า "พี่ใหญ่" อย่างร่าเริงมักปรากฎขึ้นในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะถูกเปลวเพลิงสีดำมืดมิดกลืนกินจนดับสูญไปในพริบตา ความรู้สึกสิ้นหวังนั้นทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกบ่อยครั้ง ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่นที่ยังคงตกค้างอยู่
กระทั่งรุ่งสางของวันที่สิบเอ็ดมาเยือน บรรยากาศอันสงบเงียบที่เคยปกคลุมสำนักโอสถจันทรากลับถูกแทนที่ด้วยความคึกคักผิดปกติ
เสียงระฆังประจำสำนักดังกังวานก้องกังวานไปทั่วทั้งเทือกเขา สัญญาณนี้ดึงดูดให้เหล่าศิษย์รับใช้รุ่นใหม่ที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันทยอยมุ่งหน้าเข้าสู่ลานรวมตัวอย่างต่อเนื่อง ก้าวเดินของพวกเขามุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยความหวัง
เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้งก้องกังวานไปทั่วเขตที่พัก เรียกให้ศิษย์รับใช้รุ่นใหม่ต้องรีบมารวมตัวกันที่ลานกว้างอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางความสงสัยและเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าศิษย์ใหม่ ผู้าุโหลินเหยียนฝ่ายศิษย์รับใช้ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นหินด้วยท่าทีเคร่งขรึม
เขากวาดสายตามองฝูงชนเบื้องล่างก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงกังวานว่า "อีกสามเดือนข้างหน้า สำนักโอสถจันทราจะเปิดรับศิษย์สายนอก"
ทันทีที่สิ้นเสียง ทั้งลานก็ฮือฮาด้วยประกายความหวัง
หลินเหยียนยกมือขึ้นปรามให้ทุกคนสงบลงก่อนจะกล่าวต่อ "ผู้ใดที่สามารถหลอมโอสถขั้นพื้นฐานตามตำรับนี้สำเร็จ จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าทดสอบเป็ศิษย์สายนอกทันที"
เมื่อพูดจบ ผู้าุโก็โบกมือเบา ๆ ลำแสงที่บรรจุตำราโอสถ หินิญญาสามก้อนสำหรับเป็ค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้น และป้ายไม้ระบุเขตที่พักชุดใหม่ พุ่งตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าศิษย์รับใช้ทุกคนอย่างแม่นยำ
เหวินซานรับสิ่งของเ่าั้ไว้ในมือ เมื่อเขาเปิดตำราสีขาวเล่มนั้นขึ้นมาตรวจดู ข้อความหลายบรรทัดก็ปรากฎชัดระบุว่าเป็ "ตำรับโอสถรวบรวมิญญาขั้นต้น" ซึ่งต้องอาศัยสมุนไพรห้าชนิด การควบคุมเพลิงสาม่ และจังหวะการหลอมที่แม่นยำอย่างยิ่ง เหวินซานอ่านตำรับนั้นจนจบก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะรายละเอียดที่ซับซ้อนนั้นเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก แม้จะเป็เพียงโอสถขั้นพื้นฐานก็ตาม
เด็กหนุ่มมองหินิญญาและป้ายที่พักในมือสลับกับตำราโอสถ แล้วกำแน่นด้วยความมุ่งมั่น ประกายในดวงตาของเขาทอแววเด็ดเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง
ในส่วนลึกของตันเถียน หินสีดำกลับสั่นไหวขึ้นอย่างแ่เบา เพียงครั้งเดียว ก่อนจะนิ่งเงียบลงดังเดิม