อวิ๋นเสวี่ยเวยได้รับข่าวนี้ในเวลาอันรวดเร็ว ความริษยาทำให้นางโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว “น่าแค้นนัก! เหตุใดนางถึงมีโชคชะตาดีเช่นนี้!”
ในที่สุดนางก็รู้ว่าโอสถขั้นแปดสองเม็ดของจิ่วเยว่ได้มาอย่างไร ที่แท้เป็นเพราะอีกฝ่ายได้รับป้ายคำสั่งของสำนักโอสถอู๋จี๋ มิน่าเล่าสตรีผู้นั้นกับบุตรชายถึงได้มีสมบัติล้ำค่าติดตัวมากมาย หากเป็นเมื่อก่อนทั้งสี่สำนักนี้ล้วนเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมีรากฐานที่มั่งคั่งเป็นธรรมดา!
อวิ๋นเสวี่ยเวยคิดเสมอว่าตนเองมีโชคชะตาที่ดี นางถูกจักรพรรดินีแห่งไท่ชูรับเลี้ยงตั้งแต่เกิด และได้ใช้ชีวิตหรูหราดุจองค์หญิงอยู่หลายปี ต่อมาแม้จะต้องไปพึ่งพิงผู้อื่นแต่ก็ยังได้รับความเคารพยำเกรงอยู่บ้าง ในยามที่นางกำลังกลุ้มใจว่าไม่อาจเข้าสำนักศึกษาชางหลานได้ บิดามารดาผู้ให้กำเนิดก็ตามหาจนพบและมอบไข่สัตว์เทพให้นาง ทำให้นางได้รับคุณสมบัติอันสูงสุด จากนั้นการบำเพ็ญเพียรของนางก็ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น
ในช่วงห้าปีต่อมา แทบทุกสิ่งที่นางปรารถนาล้วนสมหวัง ราวกับเป็นสตรีผู้ถูกสวรรค์โปรดปราน!
แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ หลังจากสตรีที่ชื่อจิ่วเยว่ปรากฏตัว โชคชะตาของนางกลับแย่ลงอย่างกะทันหัน ขอเพียงมีจิ่วเยว่อยู่ที่ใดนางมักจะถูกข่มจนสิ้นในทุกด้าน จนนางถึงกับอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าสตรีผู้นี้คือศัตรูตามโชคชะตาของนาง
หลังจากได้ยินข่าวว่าจิ่วเยว่ครอบครองป้ายคำสั่งของสี่สำนักใหญ่ ลางสังหรณ์นี้ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
“เจ้าไม่มีทางเทียบกับข้าได้! ในการประลองสำนักครั้งนี้ ข้าจะทำให้เจ้าตายแทบเท้าข้า! ทุกสิ่งของเจ้าจะต้องตกเป็นของข้า เจ้าคู่ควรเป็นเพียงบันไดให้ข้าเหยียบเท่านั้น!” แววตาของนางฉายความอำมหิต พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
ทันใดนั้นนางก็นึกอุบายหนึ่งขึ้นมาได้ จิ่วเยว่บอกว่านางไม่กล้านำสัตว์เทพออกมาไม่ใช่หรือ? ในการประลองสำนักครั้งนี้ นางจะทำให้จิ่วเยว่กลายเป็นอาหารในปากของเทาเถี่ยของนาง!
เมื่อคิดได้ดังนี้ อวิ๋นเสวี่ยเวยก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ตัดสินใจนำผลึกแกนอสูรทั้งหมดที่สะสมไว้ในตัวออกมาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่เทาเถี่ยก่อน
...
พริบตาเดียวก็ถึงยามเว่ยของวันที่สอง ศิษย์จากทุกสำนักที่เข้าร่วมการประลองต่างมารวมตัวกันที่ลานกว้างด้านนอกสำนักศึกษาชางหลาน ผู้คนเบียดเสียดกันจนเนืองแน่น
ที่นี่คือลานกว้างที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชื่ออวิ๋น อีกทั้งสำนักศึกษาชางหลานยังจัดเตรียมสนามประลองไว้ เมื่อการประลองเริ่มขึ้น ทุกคนจะสามารถเข้าไปชมการประลองด้านในได้
หัวใจสำคัญของการจับสลากในครั้งนี้คือการแบ่งสนามประลอง เนื่องจากสำนักในแดนเหนือมีมากกว่าสามร้อยแห่ง จึงจำเป็นต้องแบ่งสนามประลอง มิเช่นนั้นจะแออัดจนเกินไป
อวิ๋นหรั่นเยว่รังเกียจแสงแดดที่แผดเผา ความเบียดเสียดของผู้คน และกลิ่นเหม็นสาบ ดังนั้นนางจึงรอจนกระทั่งทุกคนจับสลากเสร็จสิ้น จึงค่อย ๆ จูงมือน้อย ๆ ของบุตรชายเดินขึ้นไปอย่างไม่รีบร้อน
“เหตุใดท่านจึงเพิ่งมาเล่า แม่นางจิ่วเยว่ ข้านึกว่าท่านจะไม่มาเสียแล้ว!”
ทันทีที่นางมาถึงลานกว้าง จิตหยั่งรู้ของผู้ดูแลสวี่ก็จับสัมผัสนางได้ทันที และเคลื่อนย้ายพริบตาเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว
“ผู้ดูแลสวี่เหตุใดจึงเหงื่อท่วมตัวเช่นนี้ การที่ข้าจะมาหรือไม่นั้น สำคัญต่อท่านถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” อวิ๋นหรั่นเยว่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ผู้ดูแลสวี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ย่อมเป็นเช่นนั้น ท่านคือบุคคลพิเศษที่สืบทอดมรดกของสี่สำนัก ทุกคนต่างรอคอยที่จะเห็นความสามารถของท่าน หากท่านไม่ปรากฏตัวการประลองครั้งนี้จะมีความหมายอันใด?”
ในความเป็นจริงมีเพียงตอนที่อวิ๋นหรั่นเยว่เข้าร่วมการประลองเท่านั้น แผนการช่วงชิงมรดกสี่สำนักใหญ่จากนางจึงจะดำเนินต่อไปได้
ขณะนี้ระดับสูงของสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียรต่างให้ความสนใจในตัวนางเป็นอย่างมาก เพราะเหล่ามรดกของสำนักที่สาบสูญไปต้องนำกลับมาให้ได้ เพื่อที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียรให้ยิ่งขึ้นไปอีก
“รีบไปจับสลากเถิด รอท่านอยู่เพียงคนเดียวแล้ว” ผู้ดูแลสวี่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ราวกับเป็นผู้อาวุโสที่เมตตาต่อคนรุ่นหลัง ยิ่งทำให้มุมปากของอวิ๋นหรั่นเยว่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
การประลองสำนัก แบ่งออกเป็นสี่สนาม คือ ทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ การจับสลากครั้งแรกเป็นการจับในนามของสำนัก เมื่อจำนวนผู้ถูกคัดออกมีมากขึ้นจึงจะเปลี่ยนเป็นการจับสลากรายบุคคล
ยามนี้ทุกสำนักจับสลากเสร็จสิ้นผลการแบ่งสายจึงออกมาเป็นที่แน่นอนแล้ว โดยสำนักใหญ่หลายแห่งในแดนเหนือจับได้สนามที่แตกต่างกัน การประลองที่จะเกิดขึ้นย่อมต้องตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน
ในสายตาของทุกคนไม่ว่าอวิ๋นหรั่นเยว่จะจับได้สนามใด สุดท้ายนางก็เป็นได้เพียงเบี้ยที่รอวันถูกกำจัดเท่านั้น
สตรีวัยเยาว์เช่นนางจะมีความสามารถสักเท่าใดกันเชียว? ยิ่งไปกว่านั้น นางต้องจับสลากในนามของสี่สำนักหากโชคไม่ดี อาจจะจับได้ครบทั้งสี่สนามเลยก็ได้
เพียงแต่ทุกคนคาดไม่ถึงว่าโชคของนางดูเหมือนจะย่ำแย่จริง ๆ เมื่อนางจับสลากในนามของสำนักกระบี่เก้าดารา นางจับได้สนามทิศตะวันออก ซึ่งขุมพลังที่ใหญ่ที่สุดในสนามทิศตะวันออกก็คือสำนักศึกษาชางหลาน!
ต่อมานางจับสลากในนามของสำนักโอสถอู๋จี๋ก็จับได้สนามทิศใต้ ซึ่งตรงกับสำนักโอสถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งแดนเหนือในยุคปัจจุบัน สำนักโอสถหลีฮั่ว!
พอนางจับสลากในนามของสำนักอาวุธสุริยันแดงก็จับได้สนามทิศตะวันตก ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับสำนักเชียนจีเก๋อ สำนักผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธ
และสุดท้ายนางจับสลากในนามของสำนักราชาผียังจับได้สนามทิศเหนือ ซึ่งประจวบเหมาะอย่างยิ่งที่ขุมพลังที่ใหญ่ที่สุดในสนามนี้คือวัดต้าเหลยอิน ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของสำนักราชาผี!
ทุกคนต่างรู้สึกว่าชะตาของนางช่างรันทดจนน่าเวทนา ไม่เคยเห็นใครจะโชคร้ายไปกว่านางอีกแล้ว ช่างน่าเวทนาเสียจริง ๆ เกรงว่านางจะผ่านรอบแรกไปไม่ได้เสียแล้ว นางต้องถูกคัดออกอย่างไร้ความปรานีแน่นอน
ทว่าสำหรับเรื่องนี้ อวิ๋นหรั่นเยว่กลับมองว่าเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้แล้ว หากไม่ถูกเพ่งเล็ง นั่นสิถึงจะเรียกว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
“ท่านแม่ ดีจังเลย รอบแรกท่านแม่ก็ได้ประลองกับสำนักที่เก่งที่สุดในแดนเหนือ แบบนี้การประลองจะได้จบเร็ว ๆ !” เสี่ยวอี้กล่าวอย่างดีใจ
ผู้คนต่างคิดในใจว่า เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักดี แต่สมองคงจะเลอะเลือนไปบ้างกระมัง เรื่องแบบนี้มีอะไรให้น่าดีใจกัน? การถูกคัดออกเร็วขึ้นเป็นเรื่องที่น่าดีใจอย่างนั้นหรือ?
ทว่าพวกเขาคิดไม่ถึงว่าที่เสี่ยวอี้บอกว่าให้จบเร็ว ๆ นั้น หมายถึงให้การประลองทั้งหมดจะจบลงโดยเร็ว ไม่ใช่หมายถึงให้ท่านแม่ของเขาจะออกจากการประลองเร็วขึ้น
“พี่เยี่ยน สมาพันธ์ผู้บำเพ็ญเพียรนี่ช่างไร้ยางอายจริง ๆ ถึงกับเพ่งเล็งสตรีอ่อนแอเช่นนี้ ท่านจะยื่นมือเข้าช่วยนางบ้างหรือไม่?”
ภายในโรงหมอ ฮั่วซิวซึ่งยืนอยู่ที่หน้าต่างกล่าวด้วยใบหน้าโกรธเคือง
“เจ้าก็คิดว่านางเป็นสตรีอ่อนแอด้วยหรือ?” หลงเยี่ยเยี่ยนมองไปยังสองแม่ลูกอวิ๋นหรั่นเยว่ท่ามกลางฝูงชน แล้วถามกลับแทนการตอบ
ฮั่วซิวชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่เยี่ยน ข้าไม่ได้หมายความว่านางไม่ดี เพียงแต่ดูเหมือนร่างกายของนางจะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าใดนัก อีกทั้งยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ เมื่อถึงเวลาประลองย่อมเสียเปรียบได้ง่าย!”
คิ้วภายใต้หน้ากากของหลงเยี่ยเยี่ยนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
จริงอยู่ที่ร่างกายของนางไม่แข็งแรง ตอนที่นางให้กำเนิดเสี่ยวอี้ นางเสียเลือดมากจนทิ้งรอยโรคที่รักษาได้ยากไว้ และคนอื่น ๆ ก็คิดเช่นเดียวกับฮั่วซิว พวกเขาต่างคิดว่านางเป็นเพียงลูกพลับนิ่มที่บีบง่าย จะมีก็เพียงหลงเยี่ยเยี่ยนที่รู้ว่านางไม่ใช่ลูกพลับนิ่ม แต่เป็นดอกไม้แสนสวยที่มีหนามแหลมคมต่างหาก
เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสี่สำนักใหญ่ในอดีตร่วมกัน ย่อมไม่เรียบง่ายอย่างที่เจ้าเห็น ข้าเชื่อว่านางจะเป็นม้ามืดในการประลองสำนักครั้งนี้ และจะทำให้ทั่วทั้งแดนเหนือต้องตกตะลึง”
ฮั่วซิวเบิกตากว้าง “พี่เยี่ยน ท่านให้ประเมินนางสูงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หรือว่าจะเป็นเพราะ ในสายตาคนรักย่อมเห็นเป็นนางฟ้า?
มุมปากของหลงเยี่ยเยี่ยนยกขึ้นเล็กน้อย “น่าสนใจดีไม่ใช่หรือ? หวังว่านางจะสนุกกับมันนะ”
ฮั่วซิวถึงกับอึ้งไปทั้งตัว เขาเกือบจะสงสัยว่าพี่เยี่ยนถูกวิชายึดร่างไปแล้วหรือไม่ เพราะในน้ำเสียงกลับมีความขบขันแฝงอยู่ เขาไม่ได้เห็นพี่เยี่ยนยิ้มแบบนี้มาหลายปีแล้ว
สตรีผู้นี้ ถึงกับมีมนต์ขลังเช่นนี้เชียวหรือ?