ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ๔๒. บทที่ ๑๘ องค์ตุมพะทะนานทอง (๒)


            ทิพากร แปลว่าดวงอาทิตย์.. นามนี้พระสนมจันทราทรงตั้งให้กับบุตรชายของตน

            บางคนกล่าวหาว่าแม้แต่ชื่อก็เป็นกาลกิณีกับพระมารดา.. เพราะเมื่อพระอาทิตย์ส่องฟ้า พระจันทร์ย่อมลาลับไปและสุดท้ายพระนางก็สิ้นพระชนม์ลงยามพระอาทิตย์ปรากฏแสงบนลำน้ำปตานี


            บัดนี้อาทิตย์ส่องเจิดจ้าบนท้องฟ้าแต่เจ้าของนามกลับนอนไร้สติอยู่ในห้องพักด้านในของเรือนรับรอง

            “ท่านอย่าได้เป็นอะไรไปนะ”พระสุรเสียงสั่นเครือของพระราชธิดาแห่งเมืองนครฯชวนให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกปวดร้าวใจ

            พระหัตถ์ทรงกุมมือเจ้าทิพไว้แน่นคล้ายดั่งมิยอมให้ชายหนุ่มจากไปไหน ทั้งที่ร่างนอนสงบนิ่ง แทบไม่ไหวติงลมหายใจเล่าก็แผ่วเบา


            “พระองค์หญิงอย่าได้กังวลพระทัยไปเลยเกล้ากระหม่อมฝังเข็มให้เขาจมสู่อาการหลับลึก เพื่อไม่ให้กระสับกระส่ายพลิกตัวจนกระเทือนถึงบาดแผลภายในหากแม้นคาดการณ์ไม่ผิด ภายในเย็นวันนี้เขาคงจะฟื้นคืนสติแล้ว”เสียงล่ามแปลภาษาจีนถวาย

            “เราได้ยินมาว่าเจ้าทิพจะไม่ได้กลับเมืองนครฯ อีกแล้ว.. หลังจากเขาหายดี ต้องฝึกวิชาการต่อสู้อยู่ที่ปตานีเพื่อเข้าชิงชัยในพิธีชุมนุมสิบสองนักษัตรหากพ่ายแพ้ก็จะถูกเนรเทศขับออกจากเมือง แม้เมืองนครฯ และเมืองบริวารทั้ง ๑๒ก็ห้ามเข้า.. แต่หากชนะได้เป็นราชาสิบสองนักษัตร ก็ต้องเร่ร่อนออกตามหาองค์ตุมพะทะนานทองต่อไป..นี่เราจะไม่ได้พบเจอเขาที่เมืองนครฯ อีกแล้ว..”

            น้ำพระเนตรคลอปริ่ม ทรงยกพระภูษาขึ้นซับก่อนจะไหลออกมา

            เซียงจือกงทอดถอนใจ มิรู้จะปลอบพระนางเช่นไรกราบทูลว่า

            “องค์หญิงเสด็จมาเฝ้าอาการของเจ้าทิพนานแล้วเกล้ากระหม่อมเห็นว่าสมควรเสด็จกลับยังพระตำหนัก เพื่อเสวยพระกระยาหารพร้อมกับพระราชบิดาหากแม้นเจ้าทิพฟื้นคืนสติ เกล้ากระหม่อมจะให้คนไปเชิญเสด็จเอง พระเจ้าค่ะ”

            “พรุ่งนี้ เราต้องออกเดินทางกลับเมืองนครฯพร้อมพระบิดาแต่เช้าตรู่ ท่านอย่าได้ใจร้ายผลักไสเราไปเลย เราอยากอยู่เฝ้าใกล้ชิดเขา..ส่วนทางพระบิดา เราจะให้นางข้าหลวงกลับไปกราบทูลเอง”


            ผู้ที่เจ้าทิพเรียกว่าท่านอารู้พระอาการดีว่าองค์หญิงมิเพียงทรงประสงค์จะอยู่ใกล้เจ้าทิพ หากแต่ยังทรงปรารถนาจะหลบเลี่ยงการเสวยพระกระยาหารร่วมกับองค์ชายอัศวเมฆจึงกราบทูลว่า

            “ถ้าอย่างนั้น เกล้ากระหม่อมจะให้คนจัดพระกระยาหารมาถวายพระเจ้าค่ะ”

            “อย่าต้องลำบากเลย ท่านเซียงจือกงเราเพียงขออยู่ข้างๆ เจ้าทิพก็พอแล้ว หลังจากวันนี้เราไม่รู้จะได้พบเขาอีกเมื่อใด”

            “หากพระองค์ไม่ทรงประสงค์จะเสวยพระกระยาหารที่เกล้ากระหม่อมจัดเตรียมเกล้ากระหม่อมเกรงว่าอาจจะต้องเชิญเสด็จพระองค์หญิงกลับไปเสวยยังพระตำหนักก่อนพระเจ้าค่ะ”

            น้ำเสียงและท่าทีนุ่มนวลของเซียงจือกงแม้ตัวล่ามจะแปลออกมาจนขัดหู แต่พระนางก็เข้าพระทัยนัยแห่งความปรารถนาดีและชั้นเชิงการทูตของผู้กำกับกองเรืออันใหญ่โต

            ทรงแย้มพระสรวลน้อยๆพร้อมรับสั่งว่า

            “ถ้าจะทำให้ท่านจือกงอนุญาตให้เราอยู่ต่อในที่นี้เราเห็นจะต้องรบกวนอาหารของท่านสักมื้อหนึ่งแล้ว”

            “นับเป็นเกียรติที่เกล้ากระหม่อมได้มีโอกาสถวายการรับใช้พระเจ้าค่ะ”

            กราบทูลแล้วผู้เป็นใหญ่ในสถานที่ก็ลาออกไปสั่งการให้คนเตรียมพระกระยาหารพร้อมการดูแลรับรององค์หญิงวิสาณี

             

            พระนางทรงไม่รับรู้ถึงรสชาติของพระกระยาหารเพียงรู้สึกจุกตีบตันในพระศอ ทรงไม่รับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบพระวรกาย นอกจากจังหวะลมหายใจอันแผ่วเบาของชายคนรัก

            ...หากเขาไม่ฟื้นมาก่อนสิ้นวันเราจะทำอย่างไร


            เวลาผ่านไป จนอาทิตย์ส่องแสงอ่อนๆผ่านช่องลมเหนือหน้าต่างเป็นลำแสงเอียงแทบขนานกับพื้นห้อง.. เป็นเวลายามเย็นแล้ว

            คล้ายทรงอยู่ในความฝัน เมื่อเห็นเปลือกตาของชายหนุ่มค่อยๆขยับลืมขึ้น พระหัตถ์บีบกระชับมือของชายหนุ่มไว้แน่น ดวงพระทัยสั่นรัว

            “พี่เจ้าฟื้นแล้ว..”

            ทรงยกมือของชายหนุ่มที่ทรงกุมไว้ขึ้นแนบกับพระพักตร์

            เจ้าทิพพลันรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่อาบไล้บนหลังมือ เพ่งตาที่พร่ามัวมองไป

            “องค์หญิง..”

            ทั้งสองต่างนิ่งจมอยู่ในภวังค์สักครู่เจ้าทิพจึงกล่าวว่า

            “ข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน ทำไมน้องท่านจึงมาอยู่ที่นี่ด้วย”

            พระนางทรงแย้มพระสรวลขึ้นทั้งน้ำพระเนตรที่ไหลอาบพระปราง

            “พี่เจ้ามีชัยชนะในการประลองแล้วก็สิ้นสติไป ท่านเซียงจือกงพามารักษาที่เรือนพักของท่านนี่ก็เป็นอีกหนึ่งวันแล้ว.. ท่านสลบไสลจนเราแทบขาดใจ”

            เจ้าทิพคล้ายพยายามระลึกถึงฉากสุดท้ายก่อนจะจมลงในความมืด..

            “เราชนะแล้วหรือ..”พลางยิ้มด้วยใจพองโต พึมพำว่า “เราไม่ต้องถูกเนรเทศออกจากปตานีแล้ว”

            “ท่านไม่ได้ถูกเนรเทศออกจากปตานีแต่ท่านจะไม่ได้เข้าเมืองนครฯ อีกแล้ว”

            ชายหนุ่มงุนงงขึ้นทันทีที่ได้ยินรับสั่ง

            “เพราะอะไรน้องท่านจึงว่าเราเข้าเมืองนครฯอีกไม่ได้”


            องค์หญิงวิสาณีทรงซบพระพักตร์ลงบนหลังมือของชายที่ทรงรักรับสั่งทั้งกันแสงว่า

            “จากนี้ไปท่านต้องอยู่ที่เมืองปตานีแม้ชนะการประลองครั้งต่อไปท่านก็ต้องออกตามหาองค์ตุมพะทะนานทองแม้พ่ายแพ้ก็ถูกเนรเทศขับออกจากแว่นแคว้น เราไหนเลยจะได้เจอท่านที่เมืองนครฯอีกเล่า”

            เจ้าทิพตะลึงงันในสิ่งที่ได้ยินทั้งเสียงสะอึกสะอื้นของพระนางอันเป็นที่รัก ชวนให้ชาวาบไปทั้งตัวตนนั้นคิดแต่มุ่งหวังในชัยชนะและการทะยานตนให้ขึ้นสูง.. พอมาอยู่ในจุดเริ่มต้นแห่งเกียรติยศเข้าจริงถึงกับใจหายวาบในความสูญเสียที่เกิดขึ้น


            ชายหนุ่มประคองตนขึ้นนั่ง ดึงพระวรองค์เข้ามาโอบกอดอย่างแผ่วเบา

            “ข้าพเจ้าเพียงมุ่งหวังว่าวันหนึ่งจะลบล้างคำสาปและเสียงก่นแช่งสร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้ปรากฏ.. มีแต่ชัยชนะเป็นราชาสิบสองนักษัตรจึงจะทำให้เราสองมีโอกาสได้ครองคู่กัน”

            พระนางทรงส่ายพระพักตร์ที่ซบกับไหล่ของชายหนุ่มเป็นเชิงปฏิเสธ

            “ไม่ใช่เลย.. ราชาสิบสองนักษัตรแบกภาระไว้ใหญ่หลวงบนบ่าต้องออกตามหาองค์ตุมพะทะนานทอง ไม่รู้เมื่อไหร่จึงจะได้คืนกลับมา.. พี่เจ้าดู ราชาสิบสองนักษัตรสองพระองค์ก่อนจากเมืองเกิดไปแล้วก็หายสาบสูญ ไม่ได้คืนกลับมาอีกเลย”

            ชายหนุ่มรู้เพียงแต่ว่า.. บัดนี้บนบ่าของตนมีแต่พระพักตร์อันงามลึกซึ้งขององค์หญิงซบสัมผัสอยู่

            “ข้าพเจ้าขอสัญญา ไม่ว่าจะนานแค่ไหนอย่างไร.. บ่าของข้าพเจ้าก็จะกลับมาให้น้องท่านได้ซบหนุนและจะไม่ยอมให้บ่านี้มีรอยสักจารึกเป็นอันขาด”


            ...คำสัญญา.. องค์หญิงทรงคำนึงขึ้นในพระทัยเพราะรู้ว่าชายคนรักเป็นคนเคร่งครัดในสัจจะวาจา คำที่รับปากไว้กับพราหมณ์กุณฑกัญจ แม้แต่กับตนก็ไม่เคยแพร่งพรายให้รู้ว่ามีวิชาการรบ

            “พี่เจ้าชีวิตของท่านมอบให้เป็นของเราได้หรือไม่”

            เจ้าทิพงุนงงในรับสั่งของพระนางแต่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “ทั้งชีวิตและหัวใจของข้าพเจ้าขอมอบให้กับน้องท่านเพียงผู้เดียว”

            “ถ้าอย่างนั้น เรามาสัญญาร่วมกัน”รับสั่งด้วยแววพระเนตรวิงวอน

            “ได้” ชายหนุ่มรับปาก

            “ท่านจงว่าตาม..” พระหัตถ์พนมขึ้นรับสั่งออกมาว่า “ข้าพเจ้าขอให้สัตย์สัญญา ทั้งชีวิตและหัวใจของข้าพเจ้าขอมอบแด่เจ้าทิพากรเพียงผู้เดียว”

            “ข้าพเจ้าขอให้สัตย์สัญญาทั้งชีวิตและหัวใจของข้าพเจ้า ขอมอบแด่องค์หญิงวิสาณีเพียงผู้เดียว”

            เป็นคำสัญญาสั้นๆ แต่หนักแน่น


            องค์หญิงทรงคลายพระหัตถ์ที่พนมไว้มากุมมือที่ยังพนมอยู่ของชายหนุ่ม

            “เราต้องการคำสัญญาสั้นๆ เท่านี้พอ เพื่อท่านจะได้จำขึ้นใจ”

            ทรงหยุดไปชั่วครู่ ก่อนรับสั่งเน้นพระสุรเสียงว่า

            “ชีวิตของท่านเป็นของเราแล้ว เราขอสั่งให้ท่าน..อย่ากระทำสิ่งใดที่เป็นการเสี่ยงอันตราย”

            ...เจ้าทิพถึงกับตาลุกโพลง

            “ข้าพเจ้ายังต้องต่อสู้ประลองอาวุธ น้องท่านจะให้ไม่เสี่ยงเลยได้อย่างไร..”

            องค์หญิงรีบรับสั่งขัดขึ้นทันที

            “หรือว่าคำสัญญาที่ท่านเพิ่งจะกล่าวไปไม่มีความหมายเสียแล้ว”

            ชายหนุ่มนิ่งอึ้งยิ่งมองไปเห็นสายพระเนตรแวววาวด้วยพระอัสสุชลเอ่อคลอ ยิ่งมิรู้จะทำประการใด

            “เอาเถิด พี่เจ้า..เรารู้ว่าเส้นทางของท่านเปี่ยมด้วยภยันตราย” เป็นพระสุรเสียงที่แผ่วเบานุ่มนวลและเศร้าใจ “..แต่ขอให้ท่านระลึกว่าชีวิตท่านเป็นของเราเราเฝ้ารอการกลับมาของท่านอยู่เสมอ ถ้าสิ่งใดทำไปเพียงเพราะศักดิ์ศรีหรือเกียรติยศทำแล้วเสี่ยงภัยพี่เจ้าอย่าได้ทำเลย.. หากสิ่งไหนเป็นภาระหน้าที่ พี่เจ้าก็พิจารณาเอาเองเถิดอย่าให้การรอคอยของเราต้องสูญเปล่าทั้งชีวิตเลย”

            รับสั่งแล้วทรงโถมพระวรองค์เข้าสู่อ้อมกอดของชายหนุ่มพระวรกายสั่นเทิ้ม เสียงกันแสงร่ำไห้ดังขึ้น


            ...อาทิตย์เริ่มอัสดงแล้วอีกไม่นานพระนางต้องเสด็จกลับสู่พระตำหนัก

            ...แสงแห่งสายัณต์ช่างสั้นและชวนรันทดเสียกระไร

            ...ดวงอาทิตย์แม้ลับไปยังพบเห็นใหม่ในยามรุ่ง..แต่ชายผู้ที่เรารักดั่งดวงใจ กลับไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบเจออีกครา

             

            --------------------------------------------------



    คล้ายกับเรื่องราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย ที่คุณอ่าน