ตอนที่ 51 ยอดหญิงเหลียงผิงอัน
บนลานประลองรอบตัดสิน โง้วลู่หานในถังจ้วงสีขาวยืนผนึกกระบี่สีขาวเส้นโลหิตตั้งชี้ขึ้นฟ้ามือซ้านประกบนิ้วตั้งฉากกับตัวกระบี่ ผนึกสภาวะสู่กระบี่ ดึงสำนึกกระบี่สู่ตนคนกระบี่รวมเป็นหนึ่ง เจตจำนงแห่งกระบี่พุ่งพล่านราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อนับเป็นท่าเตรียมกระบี่ที่จริงจังที่สุดของโง้วลู่หานนับตั้งแต่เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้
“สำนึกกระบี่ บรรลุเจตจำนงกระบี่ นับว่าไม่เลว”เหลียงผิงอันในสภาพไร้ความกดดัน นิ้วเรียวยาวค่อยๆปลดเอาสายธนูออกทั้งสองข้างเก็บสายสีเงินเข้าไปในแหวนมิติตัวธนูดีดตัวตรงประดุจบรรทัดเหล็กยาวทัดเทียมกระบี่หนึ่งเล่ม เห็นเหลียงผิงอันเลื่อนมือไปจับที่ด้านล่างจากธนูกลับกลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่งไม่เพียงสำนึกแห่งธนูหายไป สำนึกกระบี่ขุมหนึ่งแผ่กระจายออกมา “ไม่นึกเลยว่าข้าจะได้จับกระบี่อีกครั้ง” ฉับพลันปราณกระบี่ดุดันพลันกระโชกออกมาอย่างรุนแรงนี่ไม่ใช่เพียงทำท่ากระบี่แต่ยังเข้าถึงสำนึกกระบี่ จนบรรลุเจตจำนงกระบี่อันลึกล้ำไม่แพ้โง้วลู่หานแม้แต่น้อย
ร้ายกาจ...
โง้วลู่หานปรากฏสีหน้าประหลาดใจขึ้น จากนั้นเริ่มเคร่งเครียดลงเมื่อสำนึกกระบี่ได้คุกคามจนสำนึกกระบี่ของตนเริ่มถอยรนออกมาใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาเริ่มมีหยาดเหงื่อผุดพรายออกมากระบี่สีขาวสั่นไหวในที่สุดก็ไม่อาจยืนต้านรับเฉยได้ กระบี่ขาวพลิกวาดแต่งแต้มริ้วพลังสายหนึ่งกรีดกรายออกมาตัดทำลายสำนึกกระบี่ที่ถลาโถมเข้ามาจนแหวกเป็นช่องโง้วลู่หานชิงสืบเท้ามาสองก้าวกระบี่จู่โจมออกมาสร้างพลังทำลายครอบคลุมพื้นที่กว่าสิบก้าวจนเต็มไปด้วยพลังกระบี่สังหาร
เปรี้ยง...เหลียงผิงอันวาดกระบี่ลงมาครั้งหนึ่งพลังกระบี่สองสายปะทะกันเห็นโง้วลู่หานซวนเซถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าแดงวูบก่อนหายไปแต่เหลียงผิงอันเพียงส่ายร่างถอยหลังเพียงครึ่งก้าวแสดงถึงความแข็งแกร่งของกระบี่เหนือกว่าอย่างน้อยครึ่งขั้น
รับ...เหลียงผิงอันชิงจังหวะออกกระบี่ก่อน คลื่นกระบี่นับร้อยนับพันพวยพุ่งออกมา ราวกับสายน้ำไม่ขาดสาย โง้วลู่หานหรี่ตาที่แคบเรียวจนแทบปิดสำนึกระบี่ระเบิดออกมาอีกครั้ง ร่างเคลื่อนไหววูบ...หลบไปด้านข้างปราณกระบี่สามสายโจมตีใส่อย่างดุร้าย
ด้านความเร็วในเด็กรุนใหม่ย่อมไม่มีผู้ใดเหนือกว่าเหลียงผิงอันซึ่งเป็นศิษย์สายตรงของท่องหมื่นลี้ฮัวชิงหลัน โง้วลู่หานเพิ่งหลบมาใช้กระบวนท่าเหลียงผิงอันทิ้งเงาร่างติดตา ไปปรากฏกายซ้อนด้านหลังอย่างพิสดารยิ่งกว่ากระบี่แทงออกไม่ช้าไม่เร็ว หากแต่สะกดครอบคลุมจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างโง้วลู่หานสูดหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บโคจรพลังลมปราณขึ้นเต็มสิบส่วนใช้เท้าซ้ายเป็นแกนหมุน พลิกร่างวกกระบี่จี้ใส่กระบี่ที่จู่โจมเข้ามา
ชิ้ง... ปลายกระบี่ทั้งสองสัมผัสกันเบาๆหากแต่สำนึกดาบกลับโรมรันตันตูกันอย่างดุเดือดเจตจำนงกระบี่แตกกระจายเห็นเป็นปราณกระบี่พุ่งออกไปทั่วทิศทางโง้วลู่หานค่อยๆทดถอยไปทีละหนึ่งก้าว ทุกก้าวทิ้งรอยเท้าจางๆรอยหนึ่ง แสดงความเสียเปรียบออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ฮึม... เสียงคำรามอย่างโกรธแค้นโง้วลู่หานปลดปล่อยสำหนึ่งกระบี่ทั้งหมดออกมาในคราเดียวดีดกระแทกจนทั้งคู่แยกออกจากกันเหลียงผิงอันผินร่างลอยละลิ้วถอยไปห้าก้าวร่อนลงมายืนตั้งท่ารุกอีกครั้งอย่างปลอดโปร่งด้านโง้วลู่หานต้องเซไปอีกสิบก้าว ใบหน้าแปรเปลี่ยนไปมา ค่อยยืนผนึกกระบี่ตั้งมั่นอีกครั้ง
“ยากนักที่รับไว้ได้ เรามาตัดสินในกระบวนท่าเดียวหากเจ้ารับไว้ได้ถือว่าข้าพ่ายแพ้ ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไร”เหลียงผิงอันรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่โง้วลู่หานยังมีแรงโต้ตอบกลับมาได้
“ความจริงผู้แซ่โง้วไม่ใช่คู่มือของคุณหนูเหลียง ในเมื่อคุณหนูให้โอกาสดีงามเช่นนี้ข้าไม่ประมาณตนคิดทดลองดูสักครั้ง”โง้วลู่หานปกติภายนอกดูเย้อหยิ่ง แท้จริงยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มุ่งมั่นอย่างมากเพียงแต่ไม่รู้สาเหตุใดกลับไม่ชอบตระกูลเฮงอย่างมาก
“ดี... ไม่กระบิดกระบวนมากความ เช่นนั้นเตรียมตัวให้ดี” เหลียงผิงอันเผยยิ้มด้วยสายตากระบี่ดำหรือจะเรียกว่าแท่งเหล็กดำก็ไม่ผิดนัก ชี้ปลายลงพื้นใกล้ปลายเท้าขวามือซ้ายแตะสัมผัสที่ข้อมือขวา ลมปราณระดับกำเนิดพลังขั้นห้าปลายๆ ค่อยเลือนหายไปราวกับไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้เหลือเพียงกระบี่เล่มหนึ่ง
โง้วลู่หานกำลังผนึกพลังลมปราณทั้งหมดสู่กระบี่หยก ก่อเกิดสำนึกกระบี่ลึกล้ำแผ่ริ้วพลังออกมาราวกับเปลวไฟสีเงินเพื่อเตรียมต้านรับถึงกับตึงเครียดดวงตาจับจ้องที่กระบี่ดำเขม็ง มือที่จับพลันกระบี่หยกสั่นเทาหากแต่ไม่ใช่มาจากตัวโง้วลู่หาน แต่มาจากกระบี่หยกที่พยายามดิ้นรนออกมา “ปราณกระบี่...”โง้วลู่หานเอ่ยอย่างยากลำบากเบา
ผู้ฝึกกระบี่ เริ่มแรกเข้าถึงสำนึก สำนึกรู้แจ้งบรรลุเจตจำนงกระบี่กระบี่คนรวมเป็นหนึ่ง สู่ขอบเขตปราณกระบี่ ปรมาจารย์กระบี่ ราชันย์กระบี่ จักรพรรดิกระบี่ เซียนกระบี่ เทวะกระบี่ สุดยอดคือเทพกระบี่ เรียกว่าเก้าขั้นเทพยุทธ์ทั้งเก้าขั้นยังแบ่งเป็นเก้าขั้นย่อย
โง้วลู่หานแม้นจะทุ่มเทชีวิตให้กับวิชากระบี่แต่ถึงตอนนี้เพียงเริ่มเข้าถึงหน้าประตูปราณกระบี่เท่านั้นแต่เหลียงผิงอันผู้ฝึกฝนธนูจนร้ายกาจถึงขั้นวิญญาณธนู ยังร่ำเรียนกระบี่จนบรรลุถึงขั้นปราณกระบี่เป็นผู้เชี่ยวชาญระยะไกล ใกล้เพียงหนึ่งเดียวที่ยากพบเจอได้สมแล้วเป็นอัจฉริยะยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองเริ่มต้น
หากแต่เมื่อออกสู่โลกกว้างใหญ่ ในดินแดนทั้งห้าแห่งจักรวรรดิแห่งฟ้า ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นสองสาขายังมีมากมายจนนับไม่ถ้วนเพียงแต่ผู้ใดจะฝึกจนก้าวขึ้นสูงล้ำกว่ากันควรรู้ว่าการฝึกแต่ละสาขาวิชาจำเป็นต้องมีภูมิปัญญาล้ำเลิศ ครูฝึกสอนที่เก่งกาจ วาสนาที่แข็งแกร่งอย่างเช่นในเมืองหลวงของดินแดนหอคอยเทพ พรรควิถีเทพหลักมีตำนักสาขาวิชาเฉพาะถึงสิบสาขายอดอัจฉริยะมากมายต่างร่ำเรียนได้ไม่จำกัดหากแต่ความก้าวหน้ายังยากจะมีขึ้นด้วยการฝึกแต่ละสาขาล้วนต้องใช้เวลาทรัพยากรช่วยเหลือมหาศาล อัจฉริยะโดดเด่นที่ฝึกได้ถึงสี่สาขาวิชาในดินแดนหอคอยเทพมีมากถึงสิบสามคนผู้คนต่างเรียกว่าสิบสามทารกแห่งฟ้า
โง้วลู่หานขบริมฝีปากจนเลือดใหลซึมออกมา มือที่สั่นเทาสงบนิ่งสำนึกกระบี่เริ่มรวมตัวเข้มข้นขึ้น เจตจำนงกระบี่ค่อยๆเด่นชัดภายใต้สภาวะกดดันจากปราณกระบี่ ความมุ่งมั่นต่อกระบี่ทำให้โง้วลู่หานค่อยๆเหยียบย่างเข้าสู่วิถีปราณกระบี่ช้าๆ
“รับ...” เหลียงผิงอันรับรู้สึกความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างดีภายใต้รอยยิ้มกระบี่ดำพลันถูกใช้ออก ผู้บรรลุปราณกระบี่ทุกกระบี่ที่วาดออกมีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับพลังสรรพธาตุพลังกระบี่นี้สร้างพลังทำลายรุนแรงครอบคลุมรัศมีกว่าห้าสิบก้าว
เปรี้ยง... เสียงกระทบกันของสองกระบี่ โง้วลู่หานกัดฟันปล่อยกระบี่เข้าต้านรับด้านพลังทำลายแทบจะทัดเทียมเลยทีเดียวแต่ยังไม่เพียงพอ
ปัง... ร่างในชุดถังจ้างสีขาวปลิวไปด้านพลังกว่าสิบสามก้าวร่อนลงมายังโซเซถดถอยอีกสองก้าวค่อยหยุดลง กระบี่หยกปล่อยลากกับพื้นเลือดแดงข้นหยดลงมาย่อมพื้นเป็นสีแดงย่อมหนึ่งพื้นลานประลองที่เคยยืนอยู่เป็นหลุมกว้างกว่าหนึ่งเมตรเหลียงผิงอันยังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับไม่เคยเคลื่อนไหวมาก่อนผลแพ้ชนะได้ตัดสินแล้ว
“แพ้แล้ว...” โง้วลู่หานเก็บกระบี่หยกเอ่ยเสียงเบาโหว่งออกมาก้มหน้าลงประหนึ่งไก่ชนที่พ่ายแพ้
“ได้รับการออมมือแล้ว” เหลียงผิงอันชนะไม่เย่อหยิ่งผสานมือคารวะตอบรับ ภายใต้เสียงโห่ร้องชื่นชมจากทุกๆฝ่าย
“ผู้ชนะเลิศงานชุมนุมอัจฉริยะแห่งเมืองเริ่มต้น คุณหนูเหลียงผิงอันจากพรรคปีกวายุ” เสียงกรรมการเปล่งเสียงดัง เรียกเสียงชื่นชมจากผู้เข้าชมให้ดังขึ้นอีกครั้ง
แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ... เสียงตบมือดังขึ้นพร้อมกับบนเวทีปรากฏกายเหล่าผู้สูงศักดิ์ทั้งเก้าภายใต้การนำของครูฝึกอันดับที่ห้า
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม... มีคำกล่าวว่า หงส์เหนือมังกร เป็นเช่นนี้เอง”ครูฝึกลำดับที่ห้ากล่าวพร้อมเดินมาเบื้องหน้าเด็กหญิงก่อนหันไปทางเหล่าเด็กที่ร่วมงานชุมนุมต่างถูกเรียกให้มาร่วมกันหน้าลานประลองชิงชนะเลิศยกเว้นยอดฝีมือที่เข้ารอบทั้งสี่ที่ถูกเชิญให้อยู่ด้านบน
“ ผู้ฝึกตน ต้องมีความทะเยอทะยานอยากที่จะแข็งแกร่ง ไข่วคว้าหาพลังยิ่งมีจิตมุ่งมั่นพลังฝีมือยิ่งก้าวหน้ารวดเร็วพวกเจ้าหลายคนมีโอกาสที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของเมืองนี้แต่ไม่มีวันก้าวออกไปมองโลกที่กว้างใหญ่กว่าเพราะความมุ่งมั่นยังไม่เพียงพอควรรู้ว่าหากไม่มีพลังเจ้าเป็นแค่เศษฝุ่น จงรีบกระเสือกกระสนขึ้นมาภารกิจชั้นพิเศษมากมายช่วยสนับสนุนพวกเจ้าได้ โดยเฉพาะการปักหอคอยแห่งแสงในเขตชั้นหนึ่งและชั้นสองภารกิจสำรวจแดนต้องห้าม ภารกิจซากโบราณบรรพกาล ภายใต้กฎใหม่ของจักรวรรดิแห่งฟ้า ผู้ใดหรือกลุ่มใดที่ปักหอคอยแห่งแสงชั้นที่หนึ่งได้สิบแห่งหรือชั้นที่สองหนึ่งแห่งจะได้รับพิจารณาเข้าพรรคหลักในฐานะศิษย์ชั้นนอกทันที”สิ้นคำกล่าวเรียกเสียงฮือฮ่าอย่างมากเพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าการจะได้เป็นศิษย์ชั้นนอกของพรรคหลักเป็นอะไรที่ยากเย็นเพียงใด หากไม่มีกายพรสวรรค์ระดับราชันย์ขั้นต่ำขึ้นไปอย่าหมายคิดคาดหวังจะมีโอกาสเข้าร่วมต้องรู้ว่าในดินแดนแห่งหอคอยเทพกว้างใหญ่ไพศาลนอกจากศิษย์โดดเด่นของพรรครองทั้งยี่สิบพรรคแล้ว ยังมีอัจฉริยะโดดเด่นของเหล่าตระกูลใหญ่ต่างๆที่เป็นคนของโลกเทะไม่ได้เข้ากับพรรครองใดๆแต่มุ่งเข้าคัดสรรสู่พรรคหลักโดยตรงอีกจำนวนมากมายแต่เปิดรับเพียงปีละหนึ่งร้อยคนเท่านั้น
.......................