ฝ่ามือเรียวเล็กประกบตีเข้าที่สองข้างแก้มหนึ่งฉาด เสียงดังถึงขนาดที่ทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างต้องหันกลับมามองกันเป็ตาเดียว
“โอ๊ย! ฮือ...ฮือ...”หลินสืออี้ได้สีหน้าเศร้าลง ส่งเสียงครางเบา ๆ ออกมา
ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้างแก้ม คงเป็เครื่องการันตีได้เป็อย่างดีว่า
มันคือเื่จริง
ทว่ามันจะเหลือเชื่อเกินไปแล้วหรือไม่ เหมือนกับว่าเวลานี้เธอได้ทะลุมิติเวลาเข้ามาอยู่ในยุคจีนโบราณอย่างไรอย่างนั้น
“เ้านี่คงจะเสียสติไปแล้ว” ชายหนุ่มผิวเข้ม ใบหน้าส่อถึงความชิงชัง กล่าวถากถาง ก่อนจะหันไปหาผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างของหลินสืออี้
“หลี่ชิงหยา เ้าเองก็เหมือนกัน อย่าได้ไปคบค้าสมาคมกับคนผู้นี้ให้มากนัก ประเดี๋ยวจะพลอยติดนิสัยแย่ ๆ ตามไปด้วย”
“ฮุ่ยจิ่นเฉิง เ้าอยู่เฉย ๆ จะดีกว่า” หลี่ชิงอยาตอบกลับ
“นี่มันไม่ใช่ความฝันสินะ” ใบหน้าไร้อารมณ์ของหลินสืออี้มองไปยังหนุ่มน้อยด้านข้าง นางไม่ได้คิดจะสนใจผู้ที่กล่าวถากถางเลยสักนิด
“เ้าพูดอันใดของเ้า มันก็ต้องไม่ใช่ความฝันอยู่แล้วนะสิ”
“ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกหน่อยว่า ที่นี่...ที่นี่มันคือที่ไหน”
“ที่นี่ก็คือเขตวังหลวงของเมืองชีหยาง” เขาตอบคำถามด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างประหลาดใจ
หลินสืออี้ได้ฟังคำตอบ ก็รู้สึกว่ามันฟังดูคุ้นหู ฉุดให้เกิดคิดถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้
“แล้วใครคือเป็เ้าของเมืองนี้งั้นเหรอ คือฉันหมายถึงฮ่องเต้มีนามว่าอะไร”
“วาจาเ้านี่ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก นี่เ้าไม่รู้แม้กระทั่งพระนามของฝ่าบาทงั้นหรือ”
“...” หลินสืออี้เอาแต่ส่ายหน้า แววตาใสซื่อ
“พระนามของฝ่าาก็คือ เซี่ย ชิง อวิน” ถ้อยคำที่กล่าว แม้จะออกเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่ทุกถ้อยคำกลับเน้นย้ำอย่างชัดเจน
“ซะ...เซี่ยชิงอวิน” ความสงสัยทั้งหมดกระจ่างขึ้นในทันที และดวงตาของหลินสืออี้ก็เปิดกว้างขึ้นเป็เท่าตัว
‘นี่ก็หมายความว่า ฉันทะลุมิติเข้ามาในนิยายของตัวเอง’
“บ้าจริง! แล้วฉันเข้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่กันล่ะเนี่ย” หลินสืออี้สบถคำด่า แต่สหายที่อยู่ข้างกันกลับเข้าใจว่ามันคือคำถาม
“จู่ ๆ เป็อะไรของเ้า” หัวคิ้วของเด็กหนุ่มขมวดชนกันคล้ายจะหน่ายใจ ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เนิบช้า
“ขันทีใหม่ทุกคน เมื่อผ่านการคัดเลือกก็ต้องเข้ามาพักรวมกันอยู่ที่นี่ อีกเดี๋ยวก็ต้องไปเข้ารับการมอบหมายงาน อย่าบอกนะว่าเื่นี้เ้าก็ลืมมันไปแล้ว”
“ขันทีใหม่ที่ผ่านการคัดเลือก...เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนนะ” เธอทวนคำตามที่เด็กหนุ่มผู้นี้กล่าว ในใจก็พลันนึกภาพตาม กระทั่งมาสะดุดกับบางคำที่ฟังแล้วไม่ค่อยถนัดเสียเท่าไหร่นัก
“เมื่อกี้พูดว่าขัน...ขันอะไรนะ”
“ขันทีใหม่อย่างไรเล่า นี่เ้าสงสัยอะไรกันแน่ หรือว่าข้าพูดสิ่งใดผิดไป”
ไม่ ไม่เลย เขาไม่ได้พูดอะไรผิดแม้สักนิด ถ้าจะผิดก็คงเป็ตัวเธอเอง เธอจะเป็ขันทีไปได้อย่างไรก็ในเมื่อร่างกายเธอเป็ผู้หญิง
หรือว่าตอนนี้จะไม่ใช่ผู้หญิงแล้ว
“โอ้ย! นี่มันเื่อะไรกัน” หลินสืออี้ขยุมเส้นผมบนศีรษะจนแทบจะดึงมันติดมือออกมา
เหมือนว่าเทพแห่งโลกนิยายจะเกลียดชัง ถึงได้ส่งเธอมายังร่างกายนี้
‘โธ่์ ตัวละครตั้งมากมาย ดันเลือกให้ฉันเข้ามาอยู่ในร่างขันที แบบนี้มันเกินไปหน่อยหรือไม่’
นอกจากการเป็ขันทีแล้ว ดูจากที่หลี่ชิงอยาเรียกตนว่า หลินสืออี้ ตัวประกอบนี้ก็คงมีชื่อเดียวกันกับเธอ แต่เธอจำได้ว่าไม่เคยใช้ชื่อตัวเองกับตัวละครในนิยายเื่นี้มาก่อน เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ได้
‘จะมัวตีโพยตีพายไปก่อนไม่ได้ อย่างไรก็ต้องพิสูจน์ร่างกายนี้ดู’
หลินสืออี้ตัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป คว้าจับคอเสื้อตนไว้หมายจะเปิดดูเนินเนื้อนุ่มภายใต้อาภรณ์ที่ตนสวมใส่
หากเป็สตรี แม้มารดาจะให้มอบส่วนนี้มาให้น้อยนิดเพียงใด ยังไงมันก็ต้องมีออกมาให้เห็นกันบ้างล่ะน่า
ปึง! ปึง! ปึง!
หลินสืออี้สะดุ้งตัวโยน ยังไม่ทันจะได้เห็นสิ่งอยู่ภายใต้ร่มผ้า เสียงรัวเคาะประตูอย่างบ้าคลั่ง ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเข้าเสียก่อน
“ตื่นกันได้แล้ว เ้าพวกลูกหมูจอมเกียจคล้ายทั้งหลาย”
สองบุรุษในชุดสีครามที่ทำจากผ้าไหมชั้นดี ศีรษะประดับด้วยหมวกผ้ากำมะหยี่สีดำด้าน สวมทับลงบนทรงผมที่เก็บรวบอย่างเป็ระเบียบอีกที ในลักษณะที่แลดูภูมิฐาน แบบฉบับของขุนนางชั้นในของราชสำนัก
ทั้งสองผลักประตูเข้ามาพร้อมกับเอ่ยปลุกด้วยน้ำเสียงที่ดังเสียจนเหล่าผู้ที่นอนหลับอุตุกันบนเตียงถึงกับกระตุกเด้งตัวขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ก่อนจะมานั่งซึมด้วยอาการมึนงง ทั้งที่สองตาก็ยังคงปิดสนิทอยู่
“ข้าคือไป๋เสวียนจง หัวหน้าขันทีที่จะมาทำหน้าที่มาดูแลพวกเ้าในระหว่างที่อยู่ที่นี่” บุรุษวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหมดจด ผิวพรรณผุดผ่องสะอาดสะอ้านกล่าวแนะนำตัว
ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งที่มีร่างกายหนากว่าก็บรรจงถือถาดที่บรรจุอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ซึ่งมีจำนวนเท่ากับจำนวนของคนในห้องเข้ามาวางลงบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้ม
“นี่คือเครื่องแบบที่พวกเ้าต้องสวมใส่ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ เมื่อพวกเ้ายังไม่ได้รับเบี้ยหวัดของเดือนนี้ ก็จงอย่าได้ทำเสื้อผ้าพวกนี้เสียหายเป็อันเด็ดขาด”
ไป๋เสวียนจงกวาดสายตาไล่ไปยังขันทีน้อยที่ต่างคนต่างนั่งสัปหงก เขาเดินเข้ามายืนกลางห้องด้วยท่วงท่าการเยื้องย่างที่คล้ายกับสตรี แต่ทว่าอากัปกิริยานั้นแลดูจะมีจริตมากกว่า และแม้ว่าวาจาจะดุดันแต่ก็ยังซ่อนความอ่อนหวานเอาไว้
“วันนี้พวกเ้าทุกคนจะถูกจัดสรรตำแหน่งหน้าที่ตามความเหมาะสม รีบแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วไปพบข้าที่ลานด้านนอก”
เมื่อแจ้งกำหนดการและกฎข้อปฏิบัติแก่เหล่าขันทีใหม่เสร็จสิ้น หัวหน้าขันทีก็หันหลังสะบัดใบหน้า เดินโยกบั้นท้ายลีบแบนของตนออกไปจากห้อง
เหล่าขันทีน้อยจากเดิมที่ยังสะลึมสะลือก็พากันตาสว่าง ต่างคนต่างกระวีกระวาดเก็บที่นอนของใครของมัน
“หลี่ชิงอยา เ้าควรสอนจะเ้าคนไม่รู้ความหน่อยหรือไม่ว่า ควรทำตัวเช่นไร เพราะดูจากหน้าตาซื่อบื้อของเ้านี่แล้ว คงจะทำอะไรไม่เป็เลยสักอย่างกระมัง” ฮุ่ยจิ่นเฉิงพยายามจะหาเื่หลินสืออี้อย่างไม่มีเหตุผล
หลินสืออี้ที่ทนฟังถ้อยคำที่พ่นออกริมฝีปากสีเข้มบนใบหน้าคล้ำของคนผู้นี้ก็เบ้ปากใส่ กระทั่งหนุ่มน้อยที่นอนถัดไปจากนางเข้ามาคล้องแขนพลางส่ายหน้า เพื่อบอกเป็นัยว่าอย่าได้ไปใส่ใจคำพูดของคนผู้นี้เลย
“ออกไปกันเถอะ”
นางเองก็ไม่ได้อยากจะใส่ใจคำของผู้ที่จิตไม่ปกติเสียเท่าใดนัก ลำพังข้ามมิติเวลาเข้ามาอยู่ในนิยายตนเองก็พาลให้ปวดหัวมากพออยู่แล้ว จึงไม่อยากเพิ่มเื่ที่ทำให้รู้สึกแย่เข้ามาอีก จึงยอมรามือแล้วจากไปด้วยดี
ในเมื่อเื่มันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว นางก็คงต้องทำใจยอมรับและปรับตัวให้ไหลไปตามน้ำ อย่างไรเสียนางก็เชื่อว่าหากสามารถทะลุมิติเข้ามาได้ ก็ย่อมต้องมีวิธีกลับออกไปได้เช่นกัน
นางและเหล่าเด็กหนุ่มเ่าั้ต่างก็รีบคว้าอาภรณ์ที่ถูกเตรียมไว้มาใส่สวมทับเสื้อตัวในอีกที ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจขันทีน้อยทั้งหลายก็ออกเดินไปยืนเข้าแถวพร้อมเพรียงกันที่ด้านหน้าลานกว้าง ซึ่งมีไป๋เสวียนจงนั่งรออยู่ที่โต๊ะตัวยาว ซึ่งกำลังถือสมุดจดรายชื่อของเหล่าขันทีใหม่อยู่ในมือ
“เอาล่ะ ในเมื่อพร้อมกันแล้วก็เริ่มได้”
“ช้าก่อนขอรับ ไป๋กงกง” ขันทีในวัยใกล้เคียงกับไป๋เสวียนจง แต่ดูจากเครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายแล้วคาดว่าคงมีขั้นตำแหน่งที่ต่ำกว่า กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ โน้มตัวกระซิบเข้าที่ข้างหูด้วยท่าทีเคร่งเครียด
จากนั้นก็มีบ่าวชายร่างกำยำสองคน หามเปลที่คลุมด้วยผ้าป่านสีขาวเดินผ่านมาจากประตูที่เชื่อมระหว่างเส้นทางจากเขตพระราชฐานชั้นใน ก่อนจะเดินผ่านหน้าเหล่าขันทีน้อยออกไปยังประตูสีขาวที่อยู่ด้านหลังสุด
เมื่อพิจารณาดูภายในเปล ก็เห็นว่ามีร่างที่คาดว่าจะเป็บุรุษ เพราะท่อนแขนหนาและข้อมือใหญ่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก โผล่พ้นออกมาจากผ้าคลุม
“เกิดอะไรขึ้น...” หลินสืออี้รำพึงรำพัน ในขณะที่มองตามร่างที่ถูกห้ามอยู่ภายในเปล
++.....+.....+.....+.....++
✨ หลังฉาก ????????
หลินสืออี้ : ตกลงอ
ยู่ในผู้หญิง ผู้ชาย หรือขันทีกันแน่นะ ||ทำตัวไม่ถูก ????????||
ไป๋เสวียนจง : อย่ามัวี้เีไปทำงาน || ตะเบ็งเสียง ????||