ตอนที่ 55 มันเป็นหนังสือเนื้อหาเหี้ยมโหด
ใช่แล้ว ไม่ผิดแน่
นางมาอยู่โลกในหนังสือ!
หากจำไม่ผิด นางเคยอ่านหนังสือชื่อว่า ‘คุณหนูสูงศักดิ์จวนเสนาบดีที่แท้จริงผู้อาภัพ’ ก่อนข้ามมิติมาที่นี่ นางเอกของเรื่องมีชื่อว่าต้วนเสี่ยวหย่า
ทว่าก่อนต้วนเสี่ยวหย่าจะถูกเสนาบดีซงหนานรับเลี้ยง นางมีสกุลเซี่ย ชื่อเต็มคือเซี่ยเสี่ยวหย่า เหมือนกับลูกสาวคนเล็กของไป๋เพ่ยเพ่ย
ไป๋เพ่ยเพ่ยจดจำรายละเอียดไม่ได้มาก จำได้เพียงโครงเรื่องว่าเมื่อนางเอกถูกเสนาบดีซงหนานรับเลี้ยง กล่าวว่านางต่อกรกับ ‘คุณชายซื่อจื่อตัวปลอม’ ที่มาแย่งชิงตัวตนของนาง ก่อนเอาชนะใจเหล่าผู้อาวุโสในจวนสำเร็จ สุดท้ายจึงได้แต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์
เรื่องราวจบลง ณ ห้วงเวลาแห่งความสุขในคืนเข้าหอของนางเอก
จะว่าไปแล้วมันเป็นหนังสือเนื้อหาเหี้ยมโหด
อย่างที่รู้กันว่านางเอกเป็นคนอาภัพ เรียกได้ว่าแม้ท้ายที่สุดจะจบลงอย่างมีความสุข แต่ระหว่างนั้นนางเอกก็มักถูกข่มเหงรังแกอยู่เสมอ
ชีวิตรักของนางกับพระเอกถึงได้ทุลักทุเลไม่น้อย นางทุกข์ทรมานจากทั้งการแท้งลูก ถูกตบหน้า กระโดดหน้าผาและแกล้งตาย พูดได้เต็มปากว่าสาหัสสากรรจ์ เลือดนอง น้ำตาไหลพราก กระดูกแตกร้าว ท้ายที่สุดจึงค่อยได้พบพานความสุข
อย่าได้ถามว่าตอนไป๋เพ่ยเพ่ยได้อ่านมันแล้วรู้สึกอย่างไร ในใจนางเต็มไปด้วยความฉงน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รู้ตอนจบ นางก็แทบไม่คิดถามหานักเขียนถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของเขา
ไป๋เพ่ยเพ่ยตะลึงงัน ถามย้ำกับเซี่ยหมิงเสียง “เจ้าเขียนถูกแน่หรือ”
“ท่านแม่ แค่ชื่อ ข้าจะเขียนผิดได้อย่างไร หากท่านไม่เชื่อข้าก็ต้องเชื่อน้องสาม ท่านถามเขาได้ว่าข้าเขียนถูกหรือไม่”
เซี่ยหมิงรุ่ยพยักหน้า
ไป๋เพ่ยเพ่ยทำอะไรไม่ถูกแล้ว
ตายแล้ว!
ไม่ใช่แค่เข้ามาอยู่ในหนังสือธรรมดา แต่ยังเป็นหนังสือเนื้อหาเหี้ยมโหดอีกด้วยหรือ
และตนกลายเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายของนางเอกในเนื้อหาเหี้ยมโหดนั้นได้อย่างไรกัน
แม่เลี้ยงผู้นั้นใจทรามแค่ไหนกันเล่า
นางทั้งละโมบในเกียรติยศ ทรัพย์สมบัติ และฐานะทางสังคม ถึงกับสับเปลี่ยนลูกชายตนเองกับลูกสาวผู้อื่น เมื่อสลับตัวกันแล้วก็ปฏิบัติกับลูกสาวผู้อื่นอย่างทารุณ ข่มเหงรังแกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ให้กินน้อยและใช้งานหนัก สุดท้ายยังจับแต่งงานกับคนโง่เขลาเพื่อเงินทอง นำไปเป็นค่าสินสอดให้ลูกชาย
ไม่ว่าใครรู้ว่าลูกชายฝาแฝดของนางกำลังจะตาย ไหนเลยจะต้องการแต่งงานกับคนป่วยจวนลงโลง ทว่านางไม่เชื่อและต้องการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ต่อให้พวกเขาตายก็ต้องหาผีเจ้าสาวให้เพื่อตามไปปรนนิบัติในโลกหลังความตาย
ยกเว้นนางเอกที่โชคดีพอจะถูกเสนาบดีรับเลี้ยง ลูกเลี้ยงและลูกสะใภ้ล้วนถูกนางบีบให้ตายตก
ตัวนางเองก็ได้รับผลกรรม สามีที่ขึ้นเขาไปตัดฟืนล้มขาหักก่อนสิ้นลม ลูกชายคนโตเหลือเพียงหกนิ้ว กลายเป็นคนพิกลพิการ หลังภรรยาถูกนางบีบให้ถึงแก่ชีวิต เขาก็แขวนคอตายตามไป
เมื่อตกอยู่ในสภาพนี้นางจึงเสียสติและกระโดดแม่น้ำตาย
เรียกได้ว่าหลังนางเอกถูกพาตัวกลับไปยังจวนเสนาบดี นอกจากคุณชายซื่อจื่อตัวปลอมที่เติบโตมาในจวนเสนาบดี ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งตระกูลเซี่ยกลับแทบสิ้นสกุล
เหตุใดถึงบอกว่ายังมีชีวิตเป็นการชั่วคราวน่ะหรือ
เนื่องจากตามโครงเรื่องแล้ว คุณชายซื่อจื่อตัวปลอมได้พิสูจน์คำกล่าวว่า ‘มังกรก็เกิดเป็นมังกร วิหคเพลิงก็เกิดเป็นวิหคเพลิง ลูกหนูก็ต้องขุดหลุมเป็นเหมือนพ่อหนู’ ภายหลังเขาถูกจับได้ว่าแอบตามสืบน้องสะใภ้ลับหลัง จึงคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะทนถูกลงโทษไม่ไหว เรื่องนี้ยังถือเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางเอกว่าเป็นลูกที่แท้จริงของฮูหยินเสนาบดี”
แม้จะเป็นเพียงเหตุการณ์เบื้องหลัง แต่ก็ยังสลดหดหู่นัก เนื้อเรื่องยังไม่ทันเริ่ม ครอบครัวก็ตายกันแทบสิ้นสกุลแล้ว ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้ตัวว่าตนกำลังสวมบทนี้ หากจะรู้สึกดีก็นับว่าแปลกแล้ว
นางเดินเหม่อออกมาจากห้อง เซี่ยหมิงรุ่ยไม่สบายใจจึงตามหลังมา
ในจังหวะที่นางสะดุด หัวเกือบชนเสาด้านนอก เขาก็รีบโฉบมาประคองนางไว้ “ท่านแม่ เป็นอะไรไปหรือเปล่า”
นางหันไปมองเขาแล้วแข็งใจตอบ “สบายดี ๆ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง มีอะไรทำก็ไปเถิด... ข้าขออยู่เงียบ ๆ คนเดียว ไม่ต้องถามว่าข้าเป็นใคร ข้าไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้นแล้ว ...”
เซี่ยหมิงรุ่ยเผยสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจคำพูดของนางแม้แต่น้อย
หญิงผู้นี้เป็นอะไรไป
ก่อนหน้านี้ยังดี ๆ อยู่ เพียงเขียนชื่อไม่กี่คำกลับทำให้นางกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร
เขาครุ่นคิดหัวแทบแตก ทว่าไม่อาจคาดเดาได้ว่านางกำลัง ‘รับบท’ ใดอยู่
เขารู้เพียงหญิงผู้นี้ ‘มาเกิดใหม่’ และไม่ใช่มารดาตนเอง
เมื่อเห็นท่าทีของนางแล้วเขาก็นึกกังขา นางรู้จักชื่อนั้นมาก่อนหรือ ทว่าปัญหาคือในพื้นที่ไกลปืนเที่ยงแบบนี้ ชื่อเล่นมักใช้กันแพร่หลายมากกว่าชื่อจริง
ตามหลักแล้วต่อให้นางอยากรู้ก็น่าจะเคยได้ยินแต่ชื่อเล่นในครอบครัวไม่ใช่หรือ
เห็นชัดว่านางไม่ได้มีท่าทีตอบสนองต่อการที่ทุกคนเรียกชื่อกันก่อนหน้านี้ น่าแปลกที่เป็นเช่นนั้นกระทั่งนางได้เห็นชื่อที่เขียนในวันนี้
ไป๋เพ่ยเพ่ยอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง แม้แต่สมาชิกในครอบครัวที่เหลือยังรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของนาง
เซี่ยเสี่ยวหย่ากลับมาจากข้างนอก คิดว่าลูกพี่ลูกน้องทำให้มารดาโกรธ ถึงกับไปโวยวายกับสองพี่น้อง
เซี่ยต้ายา เซี่ยเหมียวเหมียว “...”
ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเราแม้แต่น้อยเลย!
ทว่าพวกนางไม่รู้จักป้องกันตัว ทำเพียงก้มหน้ารับผิด
เซี่ยเสี่ยวหย่ายิ่งโกรธเมื่อเห็นเช่นนี้ นางหันไปบอกกับไป๋เพ่ยเพ่ย “ท่านแม่ อย่าโมโหไปเลย ข้าต่อว่าให้แล้ว พวกนางโง่จนไม่รู้ว่าทำผิดอะไร อย่าไปต่อปากต่อคำด้วยเลย หากท่านอยากลงโทษก็ทำตามใจอยากเสีย จะโกรธไปทำไม พวกนางไม่รู้สึกอะไรหรอก”
ไป๋เพ่ยเพ่ยได้สติหันมองลูกสาว ไม่ว่าจะมองอย่างไรนางก็จินตนาการไม่ออกว่าเจ้าของร่างเดิมจะ ‘ทารุณ’ ลูกสาวคนโปรดลงได้อย่างไร
แล้วเซี่ยต้ายากับเซี่ยเหมียวเหมียวจะเป็นเช่นนี้จริงหรือ
ในเวลานั้นคนหนึ่งแทบตายทั้งกลม ในขณะอีกคนคุกเข่าให้นางอย่างสิ้นหวัง ทั้งอดอยากจนผอมติดกระดูก เห็นทนโท่ว่าถูกรังแกมา เมื่อกลับไปมองเซี่ยเสี่ยวหย่า แม้ตอนนี้จะร่างผอม เพราะครอบครัวไม่มีอันจะกิน แต่เมื่อพิจารณาจากเสื้อผ้าและผิวพรรณของเด็กสาวแล้ว กลับดูดีที่สุดในบ้าน
ผิวขาวผ่อง บนศีรษะมีเครื่องหัวประดับ เทียบกับเซี่ยต้ายากับเซี่ยเหมียวเหมียวแล้วผิดกันลิบลับ
ไป๋เพ่ยเพ่ยสวมบทนี้มาหลายวันแล้ว หากไม่ใช่เพราะตนคอยสั่งและจับตาดู เซี่ยเสี่ยวหย่าคงไม่ต้องซักชั้นในเองด้วยซ้ำ และให้ผู้อื่นซักให้แทน ไม่ต้องพูดถึงการทำอาหารและล้างจาน เหล่านั้นล้วนแล้วแต่ไม่ใช่หน้าที่ของเซี่ยเสี่ยวหย่าเลย
แล้วเนื้อหาส่วนที่กล่าวว่าถูกทารุณกรรมนั้นมาจากไหนกัน
“ท่านแม่ เป็นอะไรไป ทำไมมองข้าด้วยสายตาแบบนั้น” เซี่ยเสี่ยวหย่าเอ่ยเมื่อสังเกตเห็นว่าสายตาของมารดาที่มองมานั้นแปลกไป
นางไม่สบายใจและรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
“เสี่ยวหย่า บอกข้ามาตามตรง เจ้าคิดว่าข้าดีต่อเจ้าหรือไม่?”
“ดีมาก มีอะไรหรือ ท่านแม่ มีคนมาพูดเรื่องเหลวไหลใส่หูท่านหรือ?”
“เปล่า ข้าเพียงกำลังคิดน่ะ”
อีกฝ่ายถาม “คิดเรื่องอะไร ท่านแม่… ท่านคงไม่ได้จะดุข้าอีกใช่ไหม”
เด็กสาวว่าด้วยความวิตก ช่วงนี้ตนทำตัวเรียบร้อยมาก เหตุใดมารดาถึงได้อยากจะตำหนินางตลอดเลยเล่า
ตนไม่ได้นอกลู่นอกทางแต่อย่างใด
“ท่านแม่ ไม่จำเป็นหรอกกระมัง ข้าเพียงเกียจคร้านเล็กน้อย หาใช่เรื่องใหญ่โต ก็ข้าทำงานบ้านไม่เป็นนี่ ท่านบอกเองว่าขอแค่ให้ช่วยทำบ้าง ไม่ต้องทุกวัน ใช่ว่าในบ้านไม่มีใครอยู่ทำสักหน่อย”
“อีกอย่างข้าก็เป็นลูกบังเกิดเกล้าของท่าน หากไม่ใช่ข้าแล้วท่านจะเข้าข้างใครได้”