บทที่ 47
หมอกเริ่มหนามากขึ้นตั้งแต่วินาทีที่เหล่านักเดินทางก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนปีศาจแห่งนี้
“ฮู้ว... ฮู้ว…”
ใบหน้าของฟิลิปที่เดินนำหน้าแสดงถึงความไม่มั่นใจแม้แต่นิดเดียว
เขาถือดาบและโล่เอาไว้แน่น ก่อนจะพูดออกมาโดยที่ไม่ละสายตาไปไหน
“นายท่าน ข้ากำลังไปถูกทางอยู่ใช่ไหมขอรับ...?”
“ใช่” อีอันตอบแกมรำคาญ
มิเกลชำเลืองมองเขา
“ท่านหาทางมาที่นี่ได้ยังไงขอรับ? นักล่าอย่างข้ายังไม่รู้ทิศทางเลย”
“ก็แค่รู้” ชายหนุ่มตอบ
“…แค่นั้นหรือขอรับ?” มิเกลถามย้ำ
“ใช่ มีอะไรไม่พอใจงั้นหรือ?” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเริ่มมีน้ำโห
มิเกลละสายตาจากอีอันแล้วหันไปมองข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พลางพูดพึมพำ
“เป็นไปไม่ได้ซินะ คงไม่มีใครมาบอกเคล็ดลับให้หรอก…”
ถึงอย่างไร… ต่อให้บอกไปเจ้าก็ทำไม่ได้อยู่ดี
อีอันคิดอยู่ในใจพลางหันไปมองหมอกหนาอีกครั้ง สิ่งที่เขามองเห็นคือพลังเวทที่ปนเปื้อนอยู่ในหมอก
พลังเวทที่มาพร้อมกับหมอกกระเพื่อมเหมือนภาพลวงตา สิ่งนี้เหมือนเป็นสุสานแห่งหนึ่ง เพราะหลุมฝังศพจะอยู่ใจกลางหมอกนี้
ถ้าลองข้ามผ่านค่ายกลของพลังเวทนี้ไปได้ก็จะถึงแล้ว
‘ทำยังไงถึงจะดูแลรักษาพวกนี้ไว้ได้กันนะ? แม้ว่ามันเสื่อมโทรมลง แต่ก็คงไม่ได้ทำให้พลังเวทเพิ่มขึ้นแบบนี้’
คำถามที่ไม่เคยมีมาก่อนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ ที่เขาคิดเรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้เพราะในความเป็นจริงป่านี้ไม่มีปีศาจที่อันตรายเท่าไหร่
ป่าไม้ที่ตายซากแห่งนี้ไม่มีแม้แต่มดสักตัว
แน่นอนว่าป่าคดเคี้ยวและพลังเวทปนเปื้อนในหมอกได้แทรกซึมเข้าไปในร่างกาย ทำให้ผู้บุกรุกเสียชีวิต แต่ตราบเท่าที่รู้วิธี มันก็จะไม่มีปัญหาอะไรมาก
พอผ่านไปสักพัก …วิสัยทัศน์เบื้องหน้าก็สว่างขึ้น
“หืม…?”
ฟิลิปที่หยุดเดินก็อ้าปากค้าง
“อย่าบอกนะว่า... ถึงแล้วหรือขอรับ?”
“อาจจะ”
อีอันตอบให้ หมอกที่สิ้นสุดนี้ราวกับถูกมีดตัดแผ่กระจายออกเป็นม่านสีเทา ฟิลิปและมิเกลเองก็เกือบจะทรุดตัวลงในเวลาเดียวกัน
“ข้าไม่คิดว่าจะทำได้ ลูโซลาร์… ขอบพระคุณอย่างยิ่ง…”
“ข้าก็ไม่คิดว่าท่านจะทำสำเร็จ ใจหายใจคว่ำหมด ให้ตายเถอะ…”
มัวแต่พร่ำเพ้อไร้สาระกันอยู่ได้ นี่เพิ่งจะเริ่มเองนะ
อีอันสูดหายใจและมองไปข้างหน้าอีกครั้ง
ซากปรักหักพังของพวกปีศาจโบราณกระจายไปทั่วพื้นที่
ตรงกลางเป็นอาคารที่เผยให้เห็นบันไดสู่ชั้นใต้ดิน …หรือก็คือทางเข้าของสุสานใต้ดินนั่นเอง
“ตรงนั้นหรือเปล่า…”
เมฟที่กำลังมองไปทางเดียวกันพร้อมเลื่อนที่ปิดใบหน้าขึ้นพูดพึมพำ
เธอที่สบสายตากับชายหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเดินออกไป
อีอันที่เดินตามหลังไปช้า ๆ ขณะเดียวกันก็พยายามรื้อฟื้นความทรงจำในเกมไปด้วย
หลุมฝังศพใต้ดินเป็นดันเจี้ยนที่ปรากฏตัวครั้งแรก ลักษณะเฉพาะตัวของมันคือเขาวงกตขนาดใหญ่ที่ยาวต่อเนื่องกันเหมือนโพลงถ้ำมด เส้นทางบุกดันเจี้ยนนี้มีสองทาง คือเส้นทางมาตรฐานที่วนไปเจอกับบอสระดับกลาง และพบนักเวทดำ กับทางลัดที่เรียกกันทั่วไปว่าช็อตคัต
ในเกมต้องจัดการบอสก่อนถึงจะรู้ทางลัด แต่ครั้งนี้เขาวางแผนที่จะเลือกทางลัดตั้งแต่แรก
‘ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำแบบนั้น’
ไม่ได้พลาดเก็บของที่ยึดมา และไม่มีเควสต์อื่นเพิ่มด้วย
เมฟหยุดเดิน อีอันยืนอยู่ข้าง ๆ เธอมองลงไปใต้บันไดที่มีเพียงความมืดและพูดออกมา
“พร้อมจะสู้รึยังขอรับ”
“แน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่ถอยเด็ดขาด”
อัศวินหญิงเอ่ยออกมาอย่างแน่วแน่ จนอีอันหัวเราะออกมา
“ยังไงก็ไม่มีที่ให้ถอยอยู่แล้ว”
“โอ้พระเจ้า ลูโซลาร์…”
ตอนนั้นเอง เสียงถอนหายใจข้างหลังดังขึ้น
“เห้อ ให้ตายเถอะ ไม่จบไม่สิ้นซักที”
“ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละขอรับ…”
นั่นคือเสียงฟิลิปกับมิเกลที่ตามมาด้วยสีหน้าสับสน และตื่นเต้นไปกับทุกอย่าง
อีอันไม่สนใจพวกเขา และก้าวต่อไปข้างหน้า
“ตอนนี้ข้าจะนำหน้าแล้วกันนะ”
ดวงตาของมิเกลเบิกกว้างขึ้น
“หืม? จะไปเลยเหรอ ขอทำใจสักครู่นะขอรับ"
ทหารรับจ้างนั่งลงและพูดเหมือนกำลังเตรียมตัวอยู่ อีอันหัวเราะท่าทีของมิเกล และเดินลงบันไดนำไป ตามมาด้วยฟิลิปและมิเกลที่ทำหน้าราวกับสัตว์ถูกลากไปโรงเชือด ต่างจากเมฟที่มีสีหน้าเคร่งขรึม
ในไม่ช้า… ความมืดจากสุสานชั้นใต้ดินก็กลืนกินทุกคน
กึก… กึก
เสียงฝีเท้าเดินลงบันไดดังก้องกังวาน ขณะที่รอบข้างมืดสนิทลงภายในไม่กี่นาที แม้มิเกลจุดคบเพลิงไว้ แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก
แสงไฟส่องสว่างกินระยะทางเพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งไม่ได้น่าตกใจอะไร
ความมืดของสถานที่นี้ ไม่ได้มาจากการขาดแสงสว่างเท่านั้น แต่เป็นเพราะบันไดที่ทอดยาวลงไปลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เป็นหลักฐานว่าหลุมฝังศพเองยังคงมีเวทมนตร์โบราณไม่เปลี่ยนแปลง พื้นที่ที่โค้งงอและบิดเบี้ยวทำให้ความเป็นจริงแตกต่างจากที่เห็นภายนอก ซึ่งจากมุมมองของอีอัน มันเป็นการตั้งค่าที่สะดวกมาก แต่อย่างไรก็ตามในโลกนี้ สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง
สิ่งที่ทำลายความเงียบอันยาวนานกลับเป็นเมฟอย่างคาดไม่ถึง
“ถ้าลงไปถึงพื้นดินเมื่อไหร่คงต้องอธิษฐานสักครู่ซะแล้วล่ะ”
อีอันก้าวเดินอย่างช้า ๆ ต่อไป “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
เมฟเอามือวางทาบอก
“ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ เสียงสะท้อนจากตราลักษณ์เริ่มจางลง”
“ตราลักษณ์…?”
อีอันเอียงคออย่างสงสัย เมฟที่ทอดสายตามองเขาอย่างเงียบงันอธิบายราวกับเข้าใจความสงสัยของอีกฝ่าย
“มันเป็นตราบาปที่ถูกฝังอยู่ในจิตวิญญาณเมื่อข้าถูกเลือกเป็นสาวกแห่งพระผู้เป็นเจ้า และรับพรอันศักดิ์สิทธิ์”
มีเรื่องแบบนั้นด้วยงั้นหรือ…?
อีอันเลิกคิ้วสูงขึ้น รูปภาพของของลูโซลาร์ลอยเข้ามาในหัว ตอนที่เกือบจะอธิษฐาน เขาเองก็เกือบโดนขายวิญญาณไปตั้งสองครั้งโดยไม่รู้ตัว
‘โลกเฮงซวยนี้เต็มไปด้วยพระเจ้ามากมายนัก’
ช่วงเวลาที่พระเจ้าของพวกเขาเฝ้ามองลงมายามถูกเลือกเป็นสาวก อาจเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในโลกนี้ แต่สำหรับชายหนุ่มแล้ว มันเป็นเพียงสัญญาทาส
เมฟพูดต่อ
“แต่ตอนนี้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่… บางทีนี่อาจจะเป็นผลของดินแดนปีศาจก็ได้”
“เข้าใจแล้ว”
อีอันพยักหน้าอย่างเฉยเมย
แม้ว่าอาจจะไม่ได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่มันไม่ได้น่าแปลกใจเท่าไหร่ ยังไงเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ก็ถือเป็นศัตรูตามธรรมชาติของเวทมนตร์ดำตั้งแต่แรก
ดังนั้น แม้ว่านักเวทดำจะเตรียมอะไรบางอย่างเอาไว้ แต่ก็ไม่มีอะไรแปลกไปเลย
‘ยังไงก็คงไม่มีผลกระทบในการจัดการเรื่องจุกจิกพวกนี้หรอก แค่นี้ก็พอแล้ว’
ตอนสู้กับบอส ถ้าหลบเลี่ยงสายตาของอีกฝ่ายได้ก็คงจะดี แต่คงไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก
ทันทีที่อีอันยักไหล่ เมฟก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ถ้าหากเทพธิดาไม่ตอบก็คงไม่มีอะไรน่ากังวล ไม่ต้องห่วงหรอกอีอัน”
อีอันกล่าวด้วยรอยยิ้มโดยไม่หันกลับมามอง
“ข้าไม่เคยกังวลเรื่องนั้นเลย”
บันไดสิ้นสุดลง และที่ปากทางเบื้องหน้าก็ได้กลิ่นเหม็นอับลอยในอากาศ ฟิลิปและมิเกลแสดงสีหน้าเหมือนเป็นโรคกลัวที่แคบทันที
เพราะพื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแคบ แต่มันยังมืดสนิท ราวกับจะกลืนกินพวกเขาเข้าไป
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนจะถูกความมืดครอบงำ
“ท่านอธิษฐานได้แล้วนะ”
อีอันที่กำลังมองไปรอบ ๆ พูดออกมา ดวงตาที่สั่นไหวเหมือนสัตว์ดุร้ายมองเห็นได้ชัดเจนในความมืด
ห้องขนาดใหญ่ที่มีซากปรักหักพังของรูปปั้นหินแตกกระจายอยู่ทุกที่
“เข้าใจแล้ว”
เมฟจับดาบกลับด้านและคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เธอนำปลายดาบแตะลงพื้นและหลับตาลง
ขณะที่ปากขยับเอ่ยคำอธิษฐาน
“มันไม่มีอะไรเล…”
มิเกลที่ส่องคบเพลิงไปมาพึมพำ ฟิลิปเอียงคออย่างสงสัยเล็กน้อย และพูดคล้ายกระซิบ
“ทำไมมันดูแปลกจังขอรับ”
“เท่าที่ข้าได้ยินมาศพที่ถูกฝังอยู่ที่นี่มีเป็นร้อย ๆ เลยนะ”
“แล้วไงต่อหรือขอรับ”
“ตอนนี้ไม่มีกระดูกเลยสักชิ้น ถ้าเป็นเจ้าจะเอาศพลงมาไว้ในที่มืด ๆ แบบนี้ไหมล่ะ”
“เอ่อ… นั่นหน่ะสิ…”
ฟิลิปอ้าปากค้าง ขณะหันกลับไปหาอีอัน
หว่างคิ้วของอีอันค่อย ๆ ย่นลง
“ที่ถามนี่เพราะไม่รู้จริง ๆ เหรอ”
“ที่ไม่รู้… ท่านหมายถึงอะไรหรือขอรับ”
“…”
ฟิลิปถามย้ำ ทำเอาคนฟังหมดคำจะพูด