ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 3 กฏารประลองที่แปลกประหลาด

            ไม่ไกลจากจุดหน้าประตูทางเข้าอาคารหลักของสาขาที่ห้า ได้มีร่างของคนสองคนที่จ้องมองไปยังหน้าทางเข้า เป็นชายหญิงสองคนที่มีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน ทั้งสองมีดวงตาสีทองอันสวยงามและผมสีเงินอันเงางามเช่นด้วยกัน เพียงแค่ดวงตาสีทองและผมสีเงินก็เท่านี้ หากใครเห็นก็สามารถบอกได้ทันทีว่าทั้งสองมาจากที่ไหน ก็เพราะว่าดวงตาสีทองและผมสีเงิน คือสัญลักษณ์ของ ตระกูลหลาง  หรือ ราชวงศ์แสงจันทร์ ผู้ปกครองทวีปรัตติกาล

            ราชวงศ์แสงจันทร์ แดนศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา หกแดนศักดิ์สิทธิ์ นอกสายจะมีสายเลือดและลมปราณแห่งสัตว์อสูร แล้วจำนวนของชนชั้นเทวะก็ยังมีมากว่าแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นอีกด้วย  ขุมกำลังของราชวงศ์แสงจันทร์ประกอบไปด้วย สองราชันเทวะ ห้าเทพแท้จริง ยี่สิบสี่อสูรจันทรา 

    ราชันเทวะ ได้แก่ เทพราชันจันทรา หลางอวิ๋น หรือ จักรพรรดิหลางอวิ๋น 

    และ ห้าชนชั้นเทวะแท้จริง คือ เทพจันทราทั้งห้า 

            ยี่สิบสี่อสูรจันทรา ก็คือ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่มีถึงยี่สิบสี่คน 

            "เสด็จพี่..ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะจบลงไปด้วยดี"เสียงของสตรีได้ดังขึ้นมา หลังจากที่เห็นเหตุการณ์วุ่นวายภายในสถาบันเทพราชัน สตรีที่พูดออกมาก็คือ หลางหลินหลิน หรือก็คือ องค์หญิงจากราชวงศ์แสงจันทร์ที่มีระดับลมปราณ จอมยุทธ์ขั้นกลาง 

            "แปลกจริงๆ...แม้ว่าปกติพวกตระกูลหนานกงจะเป็นพวกเลือดร้อน แต่ว่า ก็ไม่น่าไปหาเรื่องคนจากสถาบันที่เป็นศิษย์หลักแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้"ผู้ที่ตอบกลับก็คือ องค์รัชทายาทของราชวงศ์แสงจันทร์ หลางจวิน ระดับลมปราณ จอมยุทธ์ขั้นสูง 

    หลางจวินมองไปยัง สององค์ชายแห่งราชวงศ์หมื่นศาสตราอย่างสงสัย แม้ว่านิสัยของพวกนั้นจะเป็นพวกบ้าการต่อสู้แต่ว่า กลับคิดไม่ถึงว่าพวกเขาบ้าบิ่นถึงขนาดหาเรื่องศิษย์หลักของสถาบันเทพราชันแบบโจ้งแจ้งแบบนี้

    .............

                    "เจ้าบ้านั่น..คิดอะไรของมัน"อีกด้านหนึ่ง ได้มีเสียงของชายหนุ่มอีกคนดังขึ้นมา

            "นั้นสิเสด็จพี่...หนานกงหมิง ปกติเป็นพวกบ้ากามแบบนี้งั้นหรือ"เสียงสงสัยของชายที่เด็กกว่าดังขึ้น 

    ทั้งสองคนมีหน้าตาที่คล้ายกัน มีเส้นผมและดวงตาสีเขียวมรกต อันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลตงฟาง ตระกูลแห่งผู้ปกครองมหาสมุทรร้อยเกาะ แดนศักดิ์สิทธิ์แดนเจ้าสมุทร   หากราชวงศ์โชติช่วงคือผู้ครอบครองสายเลือดฟีนิกซ์ที่สามารถใช้เปลวเพลิงที่ร้อนแรงที่สุดในโลกลมปราณ ตระกูลตงฟางก็คือ ผู้สืบทอดแห่งเต่าทมิฬ ผู้ใช้ปราณมหาสมุทร ปราณสายวารีที่มีพลังป้องกันมากที่สุดภายในโลกลมปราณแห่งนี้ 

    ขุมกำลังแห่งแดนแห่งนี้ ประกอบไปด้วย หนี่งราชันเทวะ สองเทพแท้จริง และ เก้าจักรพรรศักดิ์สิทธิ์ 

            "นั่นสิ...ถึงเจ้าพวกนั้นจะบ้าบิ่น...แต่ก็ไม่ได้โง่เง่าเหตุใดถึงทำตัวแบบนี้กัน"ตงฟางชุนผู้เป็นพี่ชาย มองไปยังสององค์ชายที่รู้จักอย่างแปลกใจ

            ......

    ทางด้านของจงหมิ่น

            "เจ้าพูดอะไรกับนางงั้นหรือ"จงหมิ่นหันไปถามเสวี่ยหานเอ๋อร์ด้วยความแปลกใจ อยู่ๆ กู่ซือเอินก็ตอบรับอูหลินเฟิงเสียอย่างนั้น

            "ความลับของสตรีเจ้าค่ะ"เสวี่ยหานเอ๋อร์ตอบพร้อมกับรอยยิ้ม ในที่สุดคู่ที่นางเอาใจช่วยก็สมหวังสักที นางนึกว่าจะต้องใช้เวลานานกว่านี้เสียอีก

            ..

            “ศิษย์พี่ท่านเป็นอะไรหรือไม่” เยว่ฟง ได้เดินเข้าไปถามถิงถิงเมื่อเห็นว่าหนานกงหมิงและหนานกงอวี้ สององค์ชายจากราชวงศ์หมื่นศาสตรายอมจากไป

            “ข้าไม่เป็นอะไร โชคดีที่เจ้ามาทันเวลา องค์ชายผู้นั้นแข็งแกร่งยิ่งนักแม้จะมีลมปราณระดับเดียวกันแต่ว่าลมปราณเหมันต์ของข้ากลับไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย” ถิงถิงกล่าว

            “ว่ากันว่าราชวงศ์หมื่นศาสตรามีลมปราณโบราณอย่างลมปราณธาตุมิติ ลมปราณพิเศษที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากจะแข็งแกร่งย่อมไม่แปลก” เยว่ฟงกล่าว การปะทะกันเมื่อครู่เขาก็สามารถรับรู้การแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ถึงแม้จะมีระดับพลังที่น้อยกว่าเขาแต่กลับสามารถแสดงความแข็งแกร่งที่ทับเทียมหรืออาจจะมากกว่าเขาได้ หากไม่ได้กลุ่มของอูหลินเฟิงที่เข้ามาดึงความสนใจ เขาและถิงถิงอาจจะไม่สามารถรับมือต่อไปได้

            “ต้องขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือ” ถิงถิง หันไปกล่าวขอบคุณอูหลินเฟิงและกู่ซือเอิน เพราะว่าทั้งสองสามารถไล่คนจากราชวงศ์หมื่นศาสตราไปได้อย่างง่ายดาย แถมยังสามารถปล้นโอสถที่สำคัญของอีกฝ่ายมาได้ด้วย

            “ไม่ต้องขอบคุณพวกข้าก็ได้ พวกนั้นแค่ได้รับผลจากการกระทำของตนเองก็เท่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว หากอีกฝ่ายไม่เข้ามายุ่งกับซือเอินก่อน ย่อมต้องไม่ถูกพิษของนางเล่นงานได้โดยง่าย และยังจะไม่เสียโอสถแบ่งแยกจิตให้แก่เขาอีกด้วย

            “งั้นข้าขอแนะนำ ให้ทุกคนรู้จัก นี่คือศิษย์พี่ของข้า ถิงถิง นางเป็นศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการสาขาที่ห้าของเรา ศิษย์พี่..พวกนี้คือคนจากทวีปลมปราณฟ้า ส่วนมากคือลูกศิษย์ของปราชญ์จากทวีปปราณฟ้า” เยว่ฟงกล่าวแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน

            "ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน"ถิงถิงกล่าวกับคนทั้งหมด

            "ยินดีเช่นกัน คุณหนูถิง"อูหลินเฟิงเป็นตัวแทนของกลุ่มกล่าวทำความรู้จักกับถิงถิง

            “เจ้าคิดว่าอย่างไร กับองค์ชายจากราชวงศ์หมื่นศาสตรา” ถิงถิงหันไปถามกับเยว่ฟงศิษย์น้องของตน

            “แข็งแกร่งมาก ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ใช่สายพละกำลัง แต่ว่าเขาที่มีลมปราณด้อยกว่าข้า อาศัยเพียงลมปราณบริสุทธิ์กลับสามารถหลุดออกจากแรงบีบของข้าได้” เยว่ฟงกล่าวพร้อมกับมองที่มือของตนเอง

            “ว่ากันว่าองค์ชายห้า หนานกงอวี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่า หนานกงหมิง ศึกครั้งนี้อาจจะไม่ง่ายแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่ยังไม่ได้แสดงความแข็งแกร่งของตนเองออกมาเลย” ถิงถิงกล่าวอย่างเคร่งเครียด นางเองก็เข้าร่วมการประลองครั้งนี้เช่นกัน แต่เพียงการปะทะการเล็กๆ เมื่อสักครู่ ทำให้นางรับรู้ว่าคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นนั้นมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา

            “พวกเขาแข็งแกร่งถึงขนาดนั้นเลยงั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ ถามด้วยความสนใจเพราะว่านางเองก็เป็นคนที่ชื่นชอบการประลองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

            “หากว่าจงหมิ่น คืออันดับที่เจ็ดในร้อยมังกรทะยาน หนานกงอวี้คืออันดับที่สาม หนานกงหมิงอันดับที่สิบสาม” เยว่ฟงกล่าวถึงอันดับของสองคนเมื่อครู่ หนานกงอวี้ ถึงกับมีอันดับที่สูงเป็นสามอันดับแรก

            “อันดับสูงกว่าสหายจงอีกงั้นหรือ” ถงต้าเหวยกล่าวอย่างตื่นตะลึง คนเมื่อครู่มีอันดับที่สูงกว่าสหายของเขาเสียอีก

            “แล้วอันดับหนึ่งของร้อยมังกรทะยานคือใครงั้นเหรอ” อูหลินเฟิงถาม

            “รัชทายาทแห่งราชวงศ์แสงจันทร์ หลางจวิน” เยว่ฟงตอบ

            “ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของร้อยมังกรทะยาน ก็คือคนที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดงั้นสินะ” อูหลินเฟิงกล่าว ในบรรดาแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหก แดนศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือราชวงศ์แสงจันทร์ รองลงมาก็คือหอคอยวิญญาณและราชวงศ์หมื่นศาสตราที่มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกัน ส่วนราชวงศ์โชติช่วง แดนเจ้าสมุทร และ สถาบันเทพราชัน ทั้งสามก็เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกัน

            ที่ราชวงศ์แสงจันทร์ได้รับขนานนามว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพราะว่า มีจำนวนของชนชั้นราชันเทวะถึงสองคนในขณะที่แดนอื่นๆ มีเพียงแค่คนเดียว และ มีชนชั้นเทวะแท้จริงอีกห้าคน หอคอยวิญญาณ ราชวงศ์หมื่นศาสตรา ราชวงศ์โชติช่วง แดนเจ้าสมุทร และสถาบันเทพราชัน มีชนชั้นราชันเทวะหนึ่งคน และ เทวะแท้จริงเพียงสองคน

            “ชักอยากจะให้ถึงวันประลองเร็วๆ ซะแล้วสิ” จงหมิ่นกล่าว ในใจของเขาตอนนี้อยากจะประลองกับคนที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของตนเอง

            “เรื่องนี้ข้าก็เห็นด้วย” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว นางเองก็อยากทดสอบความแข็งแกร่งของคนจากทวีปอื่นเช่นเดียวกัน

            “นั่นสิ หลังจากที่พลังสายเลือดตระกูลถังของข้าตื่นขึ้น ยังไม่เคยลองเอามาต่อสู้กับผู้อื่นจริงจังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ชักน่าจะสนุกแล้วสิ” ถงต้าเหวยกล่าว ดูท่าแล้วถงต้าเหวยไม่มีความกังวลเกี่ยวกับการที่อาจได้คู่ต่อสู้เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย

            “โห ชักอยากเห็นพลังสายเลือดของเจ้าแล้วสิสหายถง” ลี่เจียงกล่าวด้วยความสนใจเมื่อได้ยินคำพูดของถงต้าเหวย

            “เห้ออ ชอบพวกชอบต่อยตีกับผู้อื่น” อูหลินเฟิงกล้าออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ เหตุใดกลุ่มของเขาจึงเหมือนกับการรวมตัวของคนที่ชอบต่อสู้นัก 

            “พูดถึงเรื่องการประลอง ทางสถาบันเทพราชันยังไม่ได้แจ้งถึงสถานที่ประลองแก่พวกเราเลย” ไป๋หลันฮวากล่าว นางพึ่งนึกขึ้นได้ว่าสถาบันเทพราชันกลับยังไม่ประกาศถึงสถานที่ที่ใช้ในการจัดประลองครั้งนี้

            “ไม่ต้องห่วงเมื่อถึงวันประลอง สถานที่และกฎการประลองจะได้รับประกาศผ่านทางป้ายที่พวกท่านได้รับมา” เยว่ฟงกล่าว

            “แล้วลานประลองที่นี่มีกี่ลานประลองงั้นเหรอ” อูหลินเฟิงถาม

            “มากกว่าสิบลานประลอง แต่ละสาขาย่อมมีลานประลองเป็นของตนเอง จากที่ข้ารู้มาดูเหมือนว่าพวกเขาจะใช้ลานประลองทั้งสิบลานของ ทุกสาขาพร้อมๆ กัน” เยว่ฟงตอบ

            “อ้าว แล้วแบบนี้หากข้าต้องการดูการประลองของสหาย จะทำเช่นไรหาข้ากับคนอื่นๆ ต้องถูกส่งไปยังลานประลองที่แตกต่างกัน” ลี่เจียงกล่าว หากว่าเขาถูกเลือกให้ประลองที่ลานประลองของสาขาที่หนึ่ง แต่สหายคนอื่นๆ ถูกเลือกให้ประลองที่ลานประลองของสาขาอื่น กว่าเขาจะหาสหายเจออาจจะต้องวิ่งจนเหนื่อยเสียก่อน

            “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ภายในสถาบันเทพราชัน หากมีการประลองใหญ่จะมีการถ่ายทอดสดการประลองไปทั่วทั้งสถาบัน ยิ่งเป็นการประลองที่ผู้เข้าร่วมมีหกแดนศักดิ์สิทธิ์ และตระกูลระดับมหาตระกูลอีกนับสิบ การประลองที่หาชมที่ไหนไม่ได้แบบนี้ ย่อมต้องถ่ายทอดไปทั่วสถาบันแห่งนี้ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดย่อมสามารถชมการประลองของผู้อื่นได้ทั้งหมด

            และอีกอย่างหนึ่งหากเจ้าพกป้ายที่ได้รับตอนมาถึงสถาบันเทพราชันอยู่กับตัวเอง ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดในสถาบันแห่งนี้ หากว่าได้ลงทะเบียนเข้าร่วมการประลองแล้ว เมื่อถึงตาของเจ้าจะถูกค่ายกลมิติส่งไปยังลานประลองของตนเองทันที” ถิงถิงตอบคำถามที่หลายคนยังสงสัยอยู่

            “ค่ายกลในป้าย? คล้ายๆ กับป้ายของตระกูลโอวหยางเลย” ลี่เจียงกล่าวพร้อมกับมองป้ายสีเงินที่เอวของตนเอง

            “ถ้ามีการถ่ายทอดสดสิบลานประลองพร้อมกัน พวกท่านมีที่แนะนำหรือไม่ว่าเราควรจะไปนั่งดูที่ไหน” อูหลินเฟิงถามเยว่ฟงและถิงถิง

            “ก็ต้องเป็นอัฒจันทร์ส่องนภา” เยว่ฟงกล่าว อัฒจันทร์ส่องนภาย่อมต้องเป็นสถานที่ที่มีการถ่ายทอดสด ด้วยจอภาพขนาดใหญ่ที่สุดรวมถึง สามารถบรรจุคนได้มากกว่าหนึ่งหมื่นคน ต่อให้คนทั้งสถาบันมารวมตัวกันยังสามารถบรรจุได้ทั้งหมด

            “ถ้าอย่างนั้นวันประลองเราก็มาเจอกันที่อัฒจันทร์ส่องนภาก็แล้วกัน” อูหลินเฟิงกล่าวนัดแนะกับสหายของตนเองทุกคนเพื่อให้พวกเขารู้ว่าควรมารวมตัวกันที่ไหน

            “ตกลง” ทุกคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน แม้แต่เยว่ฟงและถิงถิงเองก็คิดว่าจะมาที่อัฒจันทร์ส่องนภาเช่นเดียวกัน

            ..

            ..

    วันประลองคัดเลือก

            เมื่อถึงวันประลองก่อนเวลาประลองสิบนาที กลุ่มของอูหลินเฟิงทั้งสิบคน รวมถึงเยว่ฟงและถิงถิงต่างมารวมตัวกันที่อัฒจันทร์ส่องนภา ภายในอัฒจันทร์ที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่น ก็ได้มีคนมากมายที่เป็นลูกศิษย์ของสถาบันราชันศาสตร์ตาต่างมารอที่อัฒจันทร์ส่องนภาแห่งนี้กันอย่างล้นหลาม แม้จะมีบางส่วนที่แยกไปชมที่อื่นที่มีการถ่ายทอดสด แต่ก็ยังมีจำนวนมากอยู่ดี

            อย่างกลุ่มของเนี่ยหลุนและคนจากหอคอยวิญญาณ ก็เลือกที่จะนั่งชมการถ่ายทอดสดผ่านห้องโถงของคฤหาสน์รับรอง แทนที่จะมานั่งอยู่ในอัฒจันทร์ที่มีคนมากมาย เพราะไม่ว่าอย่างไรเมื่อถึงรอบของตนเอง ก็จะถูกค่ายกลมิติย้ายมาอยู่ดี คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เองก็เช่นเดียวกัน รอเพียงไม่นานบนอากาศที่ใจกลางอัฒจันทร์ส่องนภาก็ได้มีจอภาพขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา และ ยังมีจอเล็กๆอีกนับสิบที่ฉายให้เห็นทั้งเวทีทั้งสิบของสถาบันเทพราชันแต่ละสาขา

            “สวัสดีทุกท่าน.... ข้า เสี่ยวหยู จะรับหน้าที่พิธีกรในการอธิบายกฎการประลองคัดเลือก เข้าสู่แดนเทพรกร้าง” เสียงสดใสพร้อมกับหน้าตาน่ารักของพิธีกร ได้ออกมาจากจอภาพแทบทุกจอภายในอัฒจันทร์ส่องนภา

            “ก่อนที่จะอธิบายกฎการประลอง ข้าต้องอธิบายก่อนว่าการจะเข้าไปสู่แดนเทพรกร้างนั้น จำเป็นจะต้องรอให้มิติของแดนเทพรกร้างเคลื่อนเข้ามาหามิติของเราให้มากที่สุด เพื่อให้เหล่าชนชั้นเทวะ ใช้พลังของตนเองเพื่อทะลวงเป็นประตู แต่ด้วยมิติของแดนเทพรกร้างนั้นเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้การจะเข้าไปภายในนั้น หากเข้าไปเหลื่อมล้ำกันเพียงเสี้ยววินาที ก็อาจอยู่ห่างจากสหายที่เข้าไปในเวลาใกล้เคียงกันถึงหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร

            เพราะฉะนั้น ในการประลองครั้งนี้จะเกิดการสุ่มเกิดขึ้น ทั้งจำนวนของฝ่ายตนเองและจำนวนของผู้ต่อสู้ จะมีจำนวนตั้งแต่หนึ่งคนจนถึงสี่คน และ ผู้ที่เป็นพันธมิตรรวมถึงศัตรูก็จะสุ่มเช่นเดียวกัน นั่นก็เพราะว่าภายในแดนเทพรกร้างเมื่อพวกท่านสามารถเข้าไปได้แล้ว อาจจะต้องอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคนอื่น ย่อมไม่อาจเลือกได้ด้วยตนเอง

            คะแนนสำหรับการคัดเลือก การเข้าไปยังแดนเทพรกร้างนั้น จะถูกนับโดยอาศัยทั้งความแข็งแกร่ง ความเป็นผู้นำ ความสามารถในการเอาตัวรอด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำในการประลองจะถูกนำมาคิดเป็นคะแนนโดยผู้อำนวยการทั้งสิบคนของสถาบันเทพราชัน” เสี่ยวหยู กล่าวอธิบายอย่างรวดเร็ว กฎการประลองครั้งนี้แปลกยิ่งนัก หมายความว่าหากดวงซวย อาจจะได้อยู่ฝ่ายที่มีเพียงแค่คนเดียว แล้วต้องต่อสู้กับอีกฝ่ายที่มีถึงสี่คน เป็นสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมยิ่งนักแต่ว่านี่ก็เป็นการจำลองเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายในแดนเทพรกร้าง เพราะฝ่ายพันธมิตรจะต้องทั้งระวังตัวจากสัตว์อสูรและสิ่งรอบๆ ภายในแดนเทพรกร้างรวมถึง ต้องระวังตัวจากภัยร้ายที่สำคัญที่สุดอย่างแดนจันทราโลหิต หากสามารถรวมตัวกันก่อนที่จะเจอศัตรูได้ ถือเป็นโชคดีแต่หากว่าพบเจอศัตรูก่อนที่จะได้เจอพันธมิตรย่อมกลายเป็นสิ่งเลวร้ายอย่างยิ่ง การประลองครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการทดสอบผู้เข้าร่วม ทั้งความสามารถในการร่วมมือกับผู้อื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อน หรือการเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

            “ยังจะบอกว่าน่าสนุกอยู่หรือไม่ หากชอบเป็นฝ่ายที่ต้องอยู่คนเดียว แล้วอีกฝ่ายมีถึงสี่คน” อูหลินเฟิงกล่าว โดยที่หันไปหาจงหมิ่น เซี่ยชิงเอ๋อร์ ถงต้าเหวย ลี่เจียง สหายของตนเองที่เป็นพวกชอบใช้กำลังและชอบการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจ

            “เหตุใดต้องกลัวแบบนั้นสิยิ่งน่าสนุก” จงหมิ่นกล่าว

            “ข้าเห็นด้วย” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว นางเองก็คิดว่านี่มันน่าสนุกเช่นเดียวกัน

            “ขอแค่ไม่ใช่อีกฝ่ายเป็นคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ห้าคนพร้อมกันก็พอ” ถงต้าเหวยกล่าว

            “ข้าจะใช้หมัดของข้าทำให้พวกนั้นตะลึงเลย คอยดูเถอะสหายอู” ลี่เจียงกล่าวด้วยความมั่นใจ

            “แต่ข้าไม่ขอเป็นฝ่ายที่ต้องอยู่คนเดียวแล้วกัน ไม่อย่างนั้นแย่แน่” อูหลินเฟิงกล่าว

            “เจี๊ยกๆๆๆ” กังปี้ที่อยู่บนไหล่ของอูหลินเฟิงร้องออกมา

            “อะไร! เจ้าก็อยากอยู่ฝ่ายที่โดนรุมอย่างนั้นหรือ” อูหลินเฟิงกล่าว สัตว์อสูรของเขาตอนนี้ เสี่ยวหยุน เสี่ยวปิน กังปี้ ต่างกลายเป็นจอมอสูรขั้นสูงทั้งหมดแล้ว มีเพียงหมาป่าขนเพลิงแปดตัวที่ยังเป็นเพียงระดับหกขั้นต้น กังปี้ที่สามารถทะลวงสู่ขั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงตามเพื่อนๆ มาได้ ก็คึกเป็นพิเศษมันเองก็ต้องการทดสอบความแข็งแกร่งของตนเองเช่นเดียวกัน

            “ถ้าหากพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย การประลองจะเกิดขึ้นโดยที่พวกท่านจะไม่อาจรู้ตัว เมื่อถึงตาของท่าน ท่านจะถูกส่งมายังลานประลองโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นได้โปรดทำธุระส่วนตัวของตนเอง เพราะไม่อย่างนั้นภาพอุจาดของท่านอาจมีผู้พบเห็นนับหมื่นคน” เสี่ยวหยู ประกาศออกมาผ่านหน้าจอ

    ในตอนนั้นเองที่เสียงของเสี่ยวหยูจบลง ป้ายของอูหลินเฟิงและกู่ซือเอินก็ส่องแสงออกมาบ่งบอกว่าพวกเขาโดนเลือกเป็นสองคนแรกภายในกลุ่มของตนเอง เพียงพริบตาเดียว ร่างของพวกเขาก็ถูกส่งมายังลานประลองหนึ่งในสิบลานประลอง และอูหลินเฟิงยังเห็นอีกว่า เขายืนอยู่ผู้เดียวในขณะที่ฝั่งตรงข้ามมีสี่คน

            “ก็บอกว่าไม่อยากอยู่ฝ่ายที่มีคนเดียวไง” อูหลินเฟิงกล่าว ขณะมองไปศัตรูของตนเองที่มีถึงสี่คน และหนึ่งในนั้นยังมีกู่ซือเอิน สตรีที่เพิ่งจะตอบตกลงคบหากับตนเอง

            “อะไรจะซวยขนาดนี้” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับทำหน้าปลงตก

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน