อสูรข้ามฟ้า

ตอนที่ 173 การสกัดดวงวิญญาณ

ตอนที่ 173


เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย เดินทางกลับสำนักพร้อมกับ ซุน แน่นอนว่าทั้งสองเฒ่าย่อมคะยั้นคะยอเอ่ยถามเกี่ยวกับการดูดซับกระแสดวงวิญญาณจำนวนมาก ซึ่ง ซุน ก็เอ่ยเพียงเล็กน้อยพลางบอกปัดไม่ได้อธิบายทั้งหมดอย่างละเอียดนักตามนิสัยผู้มีลับลมคมใน สุดท้ายก็เปลี่ยนประเด็นไปเรื่อยเปื่อย...แต่ก็ยังมีประกายสายตาบางอย่างมองมายัง เตียมู่หยง คล้ายอยากจะกล่าวปรึกษาเรื่องของเกาถิง แต่คิดว่าควรจะปรึกษาเป็นการส่วนตัวน่าจะดีกว่าจึงไม่ได้เอ่ยขึ้น

 

เมื่อกลับถึงสำนัก ซุน ก็ตรงไปยังถ้ำปิดด่านของตนเองในทันที... ดวงตามีประกายแสงแห่งความตื่นเต้นฉายออกมาอย่างไร้สิ้นสุดทรัพยากรต่าง ๆ ที่ได้มาในการออกไปครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่ามากมายอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนทุกอย่างล้วนไม่อาจประเมินค่า ทั้งยังเป็นการสร้างเส้นทางเติบโตอันมั่นคง...

 

เฒ่าชีเปลือย สะบัดมือออกไปเพียงครั้ง ก็ปรากฏดวงวิญญาณของเกาเทียนฉี ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว... ความเจ็บปวดเมื่อครู่จากอาคมพันธนาการ หากเป็นยามที่ยังมีชีวิตก็อาจจะใช้ลมปราณช่วยพยุงบรรเทาทว่าเมื่อกลายเป็นดวงวิญญาณแล้ว ไหนเลยจะเป็นเหมือนก่อน

 

คราแรกที่ เกาเทียนฉี ถูกเล่นงาน ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวในดินแดนหลังความตาย...ยังหลงคิดว่าเฒ่าชีเปลือยเป็นดั่งพยายมราช ที่มาจัดการกับวิญญาณของตนเสียด้วยซ้ำ...ทั้งตอนนั้น ซุน ที่อยู่ข้างกายก็ยังอยู่ในสภาพแปลงโฉม ไม่อาจมองออกถึงเส้นสนกลใน

 

แต่เวลานี้เมื่อชายหนุ่มเผยใบหน้าที่แท้จริงออกมาซึ่งเป็นใบหน้าที่ เกาเทียนฉี เกลียดชังมากที่สุดแม้ตายก็ยังไม่ลืมเลือน โดยมีวิญญาณของเฒ่าชีเปลือย ลอยอยู่ข้างกาย ทำให้ เกาเทียนฉี ตระหนักรู้ได้ทันทีว่าตนกำลังพบเจออยู่กับอะไร...

“จะ...เจ้า!!”

 

ไม่ทันที เกาเทียนฉี จะเอ่ยคำใดต่อ... ดวงตาของ เฒ่าชีเปลือย ก็เผยความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาอีกครั้งสะบัดมือออกไปเกิดเป็นอักษรอักขระสีแดงเรียงร้อยต่อกันราวกับเป็นโซ่ตรวน โอบรัดพันธนาการความทรมานที่ได้รับก็มีมากยิ่งกว่า เส้นใยสีแดงก่อนหน้านี้หลายสิบเท่า เกาเทียนฉี ทำได้เพียงเปล่งเสียงโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด...

 

“หุบปาก!!” เฒ่าชีเปลือยคำรามเสียงอีกครั้ง พลันบังเกิดผนึกอักขระกำกับลงบนปากของ เกาเทียนฉี แม้อยากจะส่งเสียงร้องก็ยังทำไม่ได้ความแข็งแกร่งในฐานะดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย เหนือล้ำเกินจะเปรียบกับวิญญาณดวงใดๆ

 

ซุน สูดลมหายใจลึก นึกถึงคำพูดของเฒ่าชีเปลือย เกี่ยวกับ [การสกัดดวงวิญญาณ] ให้กลายเป็นโอสถบ่มเพาะ มันชัดเจนอยู่แล้วว่านั่นคือวิธีการทำลายดวงวิญญาณอย่างหนึ่งแม้จะดูโหดร้ายแต่ ซุน ก็ไม่ได้มีความเมตตากับศัตรูอย่างแน่นอน

 

“การสกัดดวงวิญญาณ จำเป็นต้องใช้ดวงวิญญาณส่วนหนึ่งของตนเองแทนเตาหลอมยาดังนั้นจึงมีเพียงผู้สกัดถึงจะสามารถกลืนโอสถปราณวิญญาณนี้เข้าไปได้... ข้าจะถ่ายทอดวิธีการสกัดให้กับเจ้าแต่ตัวเจ้าจะต้องเป็นผู้ดำเนินการสกัดด้วยตนเอง พร้อมแล้วหรือไม่?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยขึ้น

 

ซุน สะท้านสะเทือนไปไม่น้อยเมื่อได้ยินว่าต้องใช้วิญญาณส่วนหนึ่งของตนเองเป็นส่วนประกอบด้วยทว่าก็ยังพยักหน้าตอบรับด้วยความแน่นหนัก แม้ว่า ซุน จะไม่เคยหลอมยามาก่อน แต่ซุนก็เคยศึกษาวิชาเหล่านี้มาจากหอพฤกษา ทั้งยังเชี่ยวชาญในการหมัก บ่ม ต้ม กลั่นสุราอันเป็นกระบวนการที่แทบไม่ต่างจากการหลอมโอสถเท่าไหร่นัก จึงมีความมั่นใจอยู่หลายส่วน

 

พริบตาที่ เฒ่าชีเปลือย ชี้นิ้วไปยังหว่างคิ้วของ ซุนความรู้แจ้งบางอย่างก็ล้นทะลักเข้าไปในห้วงสำนึก สมองของ ซุน ถูกสั่นคลอนอย่างหนักหน่วงโชคดีที่ ซุน มีประสบการณ์แบบนี้มาบ้างแล้ว ในตอนที่ เฒ่าชีเปลือย ถ่ายทอดทักษะลับนิมิตห้วงวิญญาณดังนั้นครั้งที่สองนี้จึงยังพอที่จะประคองสติให้มั่นคง

 

ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วยาม ความรู้แจ้งเกี่ยวกับวิธีสกัดดวงวิญญาณก็ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ชัดเจนว่ามันแตกต่างไปจากการหลอมยาโดยปกติไม่ได้ใช้สิ่งใดเลยนอกเหนือจากวิญญาณและความรู้แจ้งแตกฉานสิ่งนี้เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช้ทักษะดังนั้นจึงต้องใช้เวลาพอสมควรในการประจักษ์แจ้ง

 

ภาพในห้วงสำนึกมีแม้แต่ขั้นตอนที่ถูกเรียงลำดับ และประสบการณ์ในความทรงจำของเฒ่าชีเปลือย แฝงเร้นเอาไว้เป็นวิทยาทาน... ด้วยวงจรแห่งความซ้ำซ้อนแสวงหาความสมบูรณ์ของซุน จึงทำให้ประสบการณ์เหล่านั้น ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านการเข้าฌานสมาธิ เมื่อเวลาล่วงเลยไปอีกครึ่งชั่วยามซุนจึงค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น...

 

ความคมกล้าในดวงตาของชายหนุ่ม เพียงกวาดมองไปยัง เกาเทียนฉียังทำให้ดวงวิญญาณของชายชราต้องสะท้านสะเทือน ตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหากในเวลานี้ปากของมันไม่ถูกปิดไว้ด้วยผนึกอักขระ ก็อาจได้ยินเสียงอ้อนวอนบางคำเล็ดลอดออกมา...

 

“เฒ่าชีเปลือย... ช่วยจับเจ้าไว้ให้มั่น ข้าพร้อมแล้ว”

 

เฒ่าชีเปลือย แสยะยิ้มพอใจ ไม่ได้กล่าวตอบอะไรแต่กลับเพิ่มอำนาจอาคมพันธนาการให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกขั้นจนดวงวิญญาณของ เกาเทียนฉี ดิ้นพล่านคล้ายเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน...ในตอนนั้นเองที่ ซุน ยื่นมือสองข้างออกไป ปลายนิ้วทั้งสิบมีเส้นใยแห่งวิญญาณสีขาวซึ่งแฝงเร้นไว้ด้วยพลังวิญญาณส่วนหนึ่งของซุน จำนวนของเส้นใยนั้นมีนับไม่ถ้วน พุ่งตรงเข้าไปหา เกาเทียนฉี

 

จากนั้นเส้นใยวิญญาณก็แทรกซึมผสานเข้ากับดวงวิญญาณของ เกาเทียนฉีจนมองเห็นอณูวิญญาณบางส่วนคล้ายจะแตกดับ กะพริบวิบวาบเป็นระยะ ดวงวิญญาณของเกาเทียนฉีดูคล้ายจะเลือนรางลงทีละนิด แต่ในขณะเดียวกันเส้นในวิญญาณของ ซุน กลับค่อย ๆ เลื้อยพันทะลุทะลวงโอบอุ้มจวบจนเส้นใยสีขาวเหล่านั้นของ ซุน โอบรัดทั้งร่างของ เกาเทียนฉี จนราวกับเป็นรังไหมดักแด้วิญญาณขนาดใหญ่

 

ซุน หายใจหอบหนัก ตบะและพลังวิญญาณในร่างสูญเสียไปอย่างมหาศาลคล้ายจะหมดสติได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เห็นเบื้องหน้ากลับดูคุ้มค่ายิ่งนักรอยยิ้มของชายหนุ่มปรากฏน้อย ๆ รังไหมดักแด้วิญญาณนี้ จะทำการสกัดดวงวิญญาณของ เกาเทียนฉีโดยขนาดของมันจะค่อย ๆ หดเล็กลงมาเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 3 วัน ก็จะเล็กเท่ากับปลายนิ้วซึ่งสิ่งนั้นก็คือ โอสถปราณวิญญาณ เป็นโอสถที่มีเพียงแต่ ซุนเท่านั้นจึงจะดูดซับมันได้ ผู้อื่นแม้จะจับต้องก็ยังไม่สามารถ เพราะมันเกิดจากวิญญาณส่วนหนึ่งของซุน

 

“รีบเข้าฌานสมาธิ ฟื้นฟูตบะเร็วเข้า... ตบะพลังวิญญาณของเจ้ายังอ่อนหัดนักศาสตร์นี้จึงค่อนข้างจะเกินตัวไปบ้าง แต่ก็ยังนับว่าทำออกมาได้ดี ไม่มีปัญหาและความผิดพลาดใดๆ” เฒ่าชีเปลือย กล่าวเอ่ยขึ้น

 

อันที่จริงตบะพลังวิญญาณของ ซุน นับว่าสูงล้ำมากแล้ว แม้แต่ยอดฝีมือในยุทธภพก็น้อยคนนักที่จะเทียบเคียงได้เนื่องด้วย ซุน ฝึกฝนด้านนี้มาโดยเฉพาะจากดินแดนที่แตกต่าง... ทว่าในสายตาของเฒ่าชีเปลือย ก็ยังถือว่าอ่อนหัดตามที่กล่าวมา ยังมีทักษะวิญญาณอีกมากมายที่ ซุนยังมีตบะไม่เพียงพอที่จะเรียนรู้ หนทางสู่ความแข็งแกร่งยังนับว่าห่างไกลอยู่มากในสายตาของเฒ่าชีเปลือย...

 

ซุน รีบเข้าฌานสมาธิ เพื่อฟื้นฟูตบะในทันที... ในเวลาเกือบ 2 วันกว่าที่จะปรับสภาพตบะพลังวิญญาณให้ฟื้นคืนกลับมา เมื่อลืมตาตื่นก็ปรากฏรอยยิ้มจากๆ เพราะรังไหมดักแด้วิญญาณในตอนนี้ เหลือขนาดเพียงแค่เท่าศีรษะมนุษย์เท่านั้นเองอีกเพียงหนึ่งวัน ก็น่าจะเสร็จกระบวนการอย่างสมบูรณ์...

 

แต่ภาพที่ ซุน เห็นในอีกด้านมุมถ้ำ กลับทำให้ ซุน ต้องใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์...เมื่อ เฒ่าชีเปลือย ในเวลานี้ กำลังแผดเสียงหัวเราะชอบใจ ท่ามกลางการเต้นรำของดวงวิญญาณหญิงชายจำนวนหนึ่งทั้งข้างกายยังมีดวงวิญญาณสาวงามในตระกูลเกา มาคอยบีบคอยนวดมองดูราวกับ เป็นราชาที่นอนเปลื้องผ้ากับเหล่าสาวงามในตำหนักลับก็มิปาน...

 

แม้จะคิดไว้อยู่ก่อนแล้ว ว่ามันน่าจะลงเอยประมาณนี้... แต่ ซุนก็ยังอดไม่ได้ที่จะก่นด่าเฒ่าชีเปลือยอยู่ภายในใจอย่างไม่เป็นภาษาทั้งเวลานี้ต่อให้ ซุน เอ่ยถามอะไรก็คล้ายว่าเฒ่าชีเปลือยกำลังตกอยู่ในความสำราญเบิกบานใจ โบกมือขับไล่ ซุนให้ออกไปด้านนอกถ้ำของตนเองเสียอย่างนั้น

 

สุดท้าย ซุน จึงได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หอบหิ้วสุราจำนวนหนึ่งออกไปดื่มที่ด้านนอกเปลี่ยนบรรยากาศที่นั่งแน่นิ่งมาตลอดช่วงสองวันนี้... แต่เมื่อก้าวเดินไปถึงนอกถ้ำก็พบว่าผู้อาวุโสจุน ชายชราซึ่งทำหน้าที่เฝ้าสถานที่ร้อยถ้ำปิดด่านแห่งนี้ หันมองมายังตนและเผยรอยยิ้มคล้ายกำลังเฝ้ารอให้ซุน ออกมา

 

ซุน จึงเข้าไปประสานมือสุภาพ เอ่ยถามตามมารยาท...

“มีอะไรงั้นหรือ ผู้อาวุโส?!”

 

“อืม... อันที่จริงท่านเจ้าสำนักอวิ๋น เรียกตัวเจ้าเข้าพบตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้วแต่ท่านเจ้าสำนักเมื่อเห็นว่าเจ้ากำลังปิดด่าน จึงบอกข้าว่ายังไม่ต้องรบกวนเจ้า และเมื่อเจ้าออกมาก็ให้ไปพบท่านเจ้าสำนักในทันที...”ผู้อาวุโสจุน เอ่ยปากเนิบนาบ พร้อมกับหยิบเอาหยกสื่อสารแจ้งเรื่องที่ ซุนออกมาแล้ว ไปยังตำหนักสายลมเหนือ...

 

ซุน ขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อย แต่เมื่อเอ่ยถามถึงเหตุผลที่ถูกเรียกตัวผู้อาวุโสจุน ก็บอกไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ซุน จึงมุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักสายลมเหนือทันทียังคงคิดไม่ตกว่าถูกเรียกด้วยเรื่องอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนัก...

 

เมื่อมาถึงที่นี่ ซุน ก็พบเจอกับ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ คล้ายจะถูกเรียกมาเช่นกันเมื่ออวิ๋นหยางหลิ่ง รู้ว่า ซุน กำลังจะมาที่นี่... แม้ทั้งสองคนจะไม่ลงรอยกันนัก แต่กับซุน ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่ได้มีอคติอะไรเป็นพิเศษ ทั้งยังมองเห็นคู่แข่งคนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ...

 

ซุน ในเวลานี้ถึงจะเพิ่งขึ้นเป็นศิษย์หลีกได้ไม่นานแต่เพราะตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป จึงถูกยกระดับเป็นศิษย์หลักลำดับที่ 3 ของสำนักถัดจากทั้งสองคนทันที... ดังนั้นทั้งสามคนนี้จึงถือเป็นศิษย์ผู้ทรงเกียรติสูงสุดอันเป็นหน้าเป็นตาของสำนักสายลมประจิมในรุ่นนี้...

 

อวิ๋นหยางหลิ่ง คล้ายยังคิดธุระบางอย่างอยู่ ผู้ฝึกสอนที่เฝ้าตำหนักจึงแจ้งให้สามผู้เยาว์นั่งรอที่ด้านนอกตำหนักก่อนสักระยะ ซึ่งระหว่างนั้นทั้งสามก็เอ่ยพูดคุยกันตามประสา...ซุน จึงเอ่ยถามขึ้นเป็นคนแรก “ศิษย์พี่ พวกท่านพอจะทราบหรือไม่ ว่าท่านเจ้าสำนักเรียกพวกเราสามคนมาทำไม?!”

 

ลั่วชิงเหอ ส่ายหน้าเบา ๆ

“ข้าถูกเรียกมาตั้งแต่วันก่อนแล้วแต่ท่านเจ้าสำนักบอกว่าให้รอเจ้าออกมาจากการปิดด่านเสียก่อนค่อยอธิบายในครั้งเดียวเลยจึงยังไม่แน่ชัดนัก...”

 

ทว่า เจี่ยโย่วเทียน กลับมีแววตาที่เผยถึงความกังวลใจบางอย่างประหนึ่งมีเรื่องที่ปกปิดอยู่ ซุน เห็นเช่นนั้นจึงคะยั้นคะยอไต่ถาม ลั่วชิงเหอ เองก็คล้ายจะท้าทายด้วยซ้ำจากความอยากรู้จนกระทั่ง เจี่ยโย่วเทียน ถอนหายใจและยอมเอ่ยกล่าวออกมา...

 

“บอกไว้ก่อนนะว่า ที่ข้าได้ยินมาเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้นคงต้องรอฟังจากปากของท่านเจ้าสำนักจริง ๆ แต่ตามข่าวลือที่ได้ยินมา น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องๆ หนึ่ง... พวกเจ้าสองคนเคยได้ยินเรื่อง ธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราว ของพรรคมังกรฟ้าหรือไม่?!”

 

…………………………………….

คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน