ไลฟ์สด ปลดพลังเวทย์

    ความสัมพันธ์

    “มีคนอยู่ข้างหลังคุณ” รัตติกาลบอกฉัน            ฉันตกใจและลุกขึ้นหันไปข้างหลังก็พบเข้ากับชายคนหนึ่งยืนอยู่คนๆนั้นคือนายพิทักษ์ ฉันขนลุกซู่เมื่อได้พบหน้าเขา            เขาก้าวเท้าเดินมาหาฉัน ฉันจึงขยับหนี สายตาเขาจ้องมองมาที่ฉันและพูดว่า “ได้เจอกันอีกครั้งนะ ไม่ใช่มีแค่คุณคนเดียวที่ใช้ไสยศาสตร์ได้”            เขาพูดจบก็เดินออกไปสร้างความสงสัยให้ฉันกับคำพูดนั้น ฉันเดินไปที่ชายคนที่ถูกผีเข้าสิง เขาลุกขึ้นมาและกล่าวขอบคุณฉัน            “ขอบคุณมาก คุณช่วยชีวิตผมเอาไว้ ผมชื่อประจักษ์” เขาบอก            “ไม่เป็นไร ฉันทำสิ่งที่ควรทำ” ฉันบอก            “ถ้าคุณมีอะไรให้ผมตอบแทน บอกผมได้นะครับ” เขายื่นนามบัตรมาให้ฉัน และเดินออกไปโดยมีภรรยาประคองไป            “หม้อสำริดนี้เป็นของอาถรรพ์ โชคดีที่มีคนชี้แนะวิธีจัดการกับมัน” ฉันหมายถึงรัตติกาล ฉันมั่นใจในตัวเธอว่าเธอจะสามารถชี้นำฉันให้ปลอดภัยได้ทุกครั้ง            “เหตุการณ์วันนี้ ฉันขอให้คุณอย่าบอกใครนะ” ฉันบอกภานุเดช แม้ว่าฉันจะไลฟ์สดการกำจัดผีมาหลายครั้งก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าฉันคือใคร แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ในคืนนี้มันวุ่นวายและโกลาหลจนเกินกว่าจะมีใครสนใจสิ่งที่ฉันทำ            ภานุเดชพยักหน้ารับ “ได้ ผมจะเบี่ยงเบนความสนใจของนักข่าว เดี๋ยวคืนนี้ผมจะไปส่งคุณก็แล้วกัน” เขาบอก            “ไม่ต้อง ผมจะไปส่งเธอเอง “ตะวันหันไปบอกกับภานุเดช            ภานุเดชมองตะวันด้วยสีหน้าครุ่นคิด ตะวันจูงมือฉันเดินออกมาจากตรงนั้นและไปขึ้นรถของเขาที่จอดอยู่ไม่ไกล            “คุณพบเข้าไหม” ตะวันถามฉันเมื่อรถกำลังเคลื่อนตัวออกไป            “คุณหมายถึงนายพิทักษ์ใช่ไหม ใช่ ฉันเจอเขา” ฉันบอก            “เขามีท่าทางแปลกไป เขาดูไม่เหมือนเดิม ยังไงคุณต้องระวังตัวด้วยนะ ไม่รู้ว่าเขานั้นต้องการอะไร” ตะวันเตือนฉัน ฉันรู้สึกได้ถึงความห่วงใยในน้ำเสียง            “ส่วนภานุเดช ผมก็ไม่ไว้ใจเขาอยู่ดี” เขาหันมา “ผมเป็นห่วงคุณนะ ไพลิน”            ฉันรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าเมื่อได้ยินคำนั้นจากเขา ฉันหลบสายตา โชคดีที่ฉันใส่หน้ากาก ทำให้เขาไม่เห็นว่าฉันหน้าแดง            เขามาส่งฉันถึงบ้านและกำลังจะขอตัวกลับ ฉันก็พูดขึ้นมา            “ตะวัน คุณจะเข้าไปข้างในก่อนไหม” ฉันถาม            เขาหันกลับมาอย่างไวพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม “จริงหรือ”            ฉันรู้ตัวว่าคงจะสื่อความหมายผิดไป ฉันจึงบอกไปอีกครั้งว่า “ฉันแค่อยากให้คุณแช่สมุนไพร”            เขายิ้มแหะๆเอามือลูบหัว จากนั้นเขาก็เอื้อมมือมาจับที่ไหล่ฉัน            “คุณจะให้ผมทำอะไรก็ได้ ที่คุณต้องการ” เขาบอก            อะไรกันคนบ้านี่ นี่เขาคิดอะไรกัน ฉันก็แค่อยากให้เขาแช่สมุนไพรก็เท่านั้นเอง            แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดแบบเดียวกับฉัน            ฉันบอกให้เขานั่งรออยู่ที่โซฟาก่อน จากนั้นฉันก็เข้าไปผสมน้ำสมุนไพรลงในอ่าง และใช้พลังของฉันใส่ลงไป            เมื่อพร้อมฉันก็เดินไปเรียกเขาเข้ามาในห้องน้ำ เขาเดินยิ้มแป้นตรงมา            “นี่ตะวัน คุณกำลังคิดอะไรอยู่ ฉันไม่ชอบใจเลย”            “เปล่านี่ไพลิน” เขาพูดหน้าตาย แต่ก็ถามออกมาเมื่อเห็นน้ำในอ่าง            “มันคืออะไรน่ะ” เขาถาม            “มันคือยาสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มพลังในร่างกาย มันจะดีมากถ้าคุณได้ลอง”            เขามองไปที่อ่างสมุนไพรนั้นด้วยความสงสัย “ยังไงนะไพลิน”            “ยานี่มันจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บและทำให้พลังภายในร่างกายแกร่งขึ้น คุณต้องต่อสู้เป็นประจำมันจะช่วยคุณได้” ฉันบอก            เขายิ้มและก็คว้ามือของฉันไปกุมไว้ “ขอบคุณนะที่เป็นห่วงผม”            ฉันรู้สึกร้อนชาที่ใบหน้าเล็กน้อย            “รีบๆลงไปเถอะ” ฉันดึงมือออกและหันหลัง            “แล้วคุณ...ไม่ไปรอข้างนอกเหรอ” เขาถาม            “ฉันต้องคอยดูการรักษา” ฉันบอกเขาถอดเสื้อผ้าออก ฉันอดใจไม่ได้ที่จะหันไปมอง แผ่นหลังของเขากว้างใหญ่และดูแข็งแกร่งมาก มันเต็มไปด้วยมัดกล้าม            บ้า ฉันรีบหันกลับมาโดยไวเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกถ้ำมอง            “มันจะเจ็บปวดหน่อยนะ คุณต้องอดทน” ฉันบอกเขา            เขาแช่อยู่ในอ่างนั้นหลายชั่วโมง เขาสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี เมื่อถึงเวลาฉันจึงบอกให้เขาลุกขึ้น เขาจัดแจงสวมเสื้อผ้า            “ทำไมผมรู้สึกว่าร่างกายของผมเบาสบายเสียเหลือเกิน” เขาพูด พร้อมทั้งกระโดดขึ้นลง และชกหมัดออกมาสองสามหมัด            “โอ้โห! มันมีคลื่นพลังออกมาจากหมัดของผม!” เขาพูดอย่างตื่นเต้นและจ้องมองไปที่หมัดของตัวเอง            “ใช่ ฉันบอกแล้วมันจะเพิ่มพลังในตัวคุณ”            “ไพลิน คุณต้องการขายสูตรยานี้ไหม ผมพร้อมจ่าย” เขาบอก            “ฉันทำให้คุณเพราะคุณคอยช่วยเหลือฉันมาตลอด การปรุงยานี้มันต้องใช้พลังในตัวฉัน ดังนั้นมันจึงไม่สามารถทำได้บ่อยๆ” ฉันปฏิเสธ ฉันทำให้เขาเพราะความเต็มใจไม่ใช่เพราะเงินทองของตอบแทน            “มีใครรู้เรื่องนี้อีกไหม” เขาถาม            “ภานุเดช เขาเคยจ้างให้ฉันทำ”            ตะวันมีสีหน้าผิดหวัง “ถ้าเขาแข็งแกร่งกว่าผม ผมก็อาจไม่สามารถปกป้องคุณได้” เขาจ้องมองมาที่ฉันด้วยแววตากังวล            “ฉันจะปรุงยาให้คุณทุกสัปดาห์ เพื่อให้คุณแข็งแกร่งกว่าใคร” ฉันบอกเขา            สีหน้าของตะวันฉาบไปด้วยรอยยิ้ม เขาขยับเข้ามาใกล้ฉันจนเกือบแนบชิด            “ไพลิน ทำไมคุณดีกับผม” เขาถาม            ฉันพยายามกลบเกลื่อนความเขินอาย “พ..เพราะคุณเป็นเพื่อนที่ดีของฉัน คุณคอยช่วยเหลือฉัน ถ้าไม่มีคุณการไลฟ์สดของฉันคงไม่ประสบความสำเร็จ”            “แค่นั้นจริงๆหรือ ไพลิน” เขาพูดและโน้มใบหน้าลงมาหาฉัน ฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบา            ฉันขยับถอยหลังออกเล็กน้อย “แน่นอนสิ หรือคุณคิดว่าเพราะอะไร” ฉันพยายามบ่ายเบี่ยงเลี่ยงประเด็น            เขายิ้มออกมาราวกับจะล่วงรู้ความคิดของฉัน “ก็ยังดีนะที่คุณยอมรับผมเป็นเพื่อน”            “เอาล่ะคุณกลับไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน” ฉันดันตัวเขาออกห่าง            “แต่นี่มันตีสามแล้วนะ ผมง่วง ผมขับรถไม่ไหว ขอผมนอนที่นี่ได้ไหม พรุ่งนี้เช้าผมจะพาคุณไปทานอาหาร” เขาบอก            “ห๊ะ อะไรนะ คุณจะบ้าเหรอ” ฉันตกใจ            “ผมนอนที่โซฟาก็ได้ คุณไม่ไว้ใจผมเหรอ” เขาพูดพลางทำสีหน้าน้อยใจ ให้ตายสิทำไมฉันต้องแพ้ให้การกับทำสีหน้าแบบนี้ของเขาด้วย            “ก็ได้ๆ แต่คุณนอนที่โซฟานะ ห้าม...” ฉันหยุดพูด            “ห้ามอะไร” เขาถาม ฉันเอ่ออ่าหาคำพูดไม่ถูกจนเขาพูดขึ้น “ห้ามขึ้นไปนอนข้างบนกับคุณใช่ไหม”            ฉันหน้าแดงฉ่าขึ้นมาทันที และรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องนอน            “นอนที่โซฟา ห้ามขึ้นมา” ฉันตะโกนย้ำ            ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียง ฉันซื้อเตียงใหม่แล้ว มันนุ่มและนอนหลับสบายมากเลย แต่ทำไมคืนนี้ฉันไม่ยอมหลับนะ ภายในจิตใจของฉันมันว้าวุ่นไปหมด ฉันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมและพยายามข่มตาหลับ            รุ่งเช้าฉันเดินลงมา ตะวันนั่งรอฉันอยูที่โซฟา            “ตื่นแล้วเหรอ วันนี้ผมจะพาคุณไปทานอาหารเช้า คุณพร้อมหรือยัง” เขาถาม            “ฉันไม่อยากไป” ฉันตอบ            เขามองมาที่ฉันด้วยแววตาฉงน “คุณบอกว่าไม่อยากไป แต่ทำไมคุณแต่งตัวจัดเต็มขนาดนั้น” เขาถาม            ฉันยืนเก้ๆกังๆอยู่แบบนั้น ตาบ้านี่ทำไมรู้จักฉันไปเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่าง            เขาพาฉันไปที่ร้านติ่มซำแห่งหนึ่งที่ดูหรูหราไม่น้อย เขาสั่งอาหารอย่างชำนาญ เมื่ออาหารมาเสริฟ ฉันก็ท้องร้องจ๊อกๆด้วยความหิว ก็อาหารตรงหน้ามันน่าอร่อยไปเสียหมดทุกอย่าง ดูหมั่นโถวนั่นสิ ดูขาวและนุ่มเหลือเกิน ขาหมูน้ำแดงก็น่าอร่อย และอีกหลายอย่างมากมาย ฉันไม่เคยได้ทานอาหารเช้าดีๆแบบนี้มาก่อน สมัยที่ยังทำงานเป็นแม่บ้าน แค่น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ก็หรูแล้วสำหรับมื้อเช้า            “ขอบคุณมากนะตะวัน” ฉันบอกเขา            “เรื่องเล็กน้อยน่า ถ้าคุณชอบ” เขาบอก            เราทั้งสองต่างมองหน้ากัน