ท่าทีที่เฉยเมยของเสิ่นชิงหลัวทำให้อารมณ์ที่คุกรุ่นของนางหลี่เจี๋ยพลันปะทุ เธอเดินทางมาตั้งไกล เหนื่อยก็เหนื่อย สมควรแล้วเหรอที่ได้รับการต้อนรับแบบนี้?
“เด็กเลว!! จำไม่ได้หรือไงว่าฉันเป็แม่ ทำไมไม่ลุกขึ้นมาช่วยน้องยกของ”
มุมปากของเสิ่นชิงหลัวยกขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มือที่กำลังถักนิตติ้งก็หยุดลง เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตูบ้าน ก่อนจะมีเสียงปิดประตูดังปั้งเกิดขึ้น
“ป้าหลี่มาบ้านคนอื่นไม่เคาะประตู ไม่มีมารยาทเอาซะเลย ประตูก็เปิดทิ้งไว้ให้อากาศหนาวเข้า จึ๊ๆ”
เสิ่นอันอันขมวดคิ้วมุ่นแล้วเอ่ยด้วยท่าทีเศร้าใจราวกับถูกใครรังแก
“พี่สาว พี่พูดแบบนี้กับแม่ได้อย่างไร ถ้าพี่ไม่อยากช่วยฉันถือของก็ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย”
เสิ่นชิงหลัวหัวเราะ “ป้าหลี่คนนี้เป็คนตัดแม่ตัดลูกกับฉันเอง เสิ่นอันอันเธอเองก็อยู่ในเหตุการณ์ นี่ผ่านไปไม่นานลืมแล้วเหรอ? เฮ้ๆ ดูเอาสิความจำเธอไม่ดีแล้วแบบนี้ใครจะเชื่อว่าเรียนเก่ง คนความจำแย่แบบนี้จะเรียนให้ดีได้อย่างไร”
สีหน้าของนางหลี่เจี๋ยแย่ลงถนัดตา วาจาของเธอในคราวนั้นแม้จะออกมาจากใจแต่ก็เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ ใครจะคิดว่าเด็กคนนี้จะถือเอาคำพูดของเธอเป็จริงจัง
การมาในครั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนแก้วตาดวงใจ เธอวางแผนว่าจะใช้ทั้งไม้แข็งในทีแรก แต่คราวนี้ดูเหมือนการใช้ไม้อ่อนแสร้งประนีประนอมให้เด็กคนนี้หายโกรธก่อนจึงจะเป็ตัวเลือกที่ดีกว่า
แม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่สุดท้ายนางหลี่เจี๋ยก็อดทนพูดคำดีๆ ให้อีกฝ่ายได้ฟัง พร้อมกับประดับรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า
“เอาล่ะๆ ครั้งนั้นฉันทำไปเพราะอารมณ์โกรธ สายเืมันจะตัดกันให้ขาดได้อย่างไร วันตรุษจีนก็ไม่ได้อยู่ฉลองกันทั้งครอบครัว แม่กับอันอันก็เลยพากันมาหาเธอกับย่า เราจะอยู่กันที่นี่สักพักเพื่อซ่อมแซมความสัมพันธ์ ตกลงไหม?”
เสิ่นชิงหลัวไม่ได้เอาคำพูดของนางหลี่เจี๋ยมาสนใจเลย เธอกลับพูดตรงๆ ขึ้นว่า
“อย่าทำเป็พูดงั้นงี้เลยค่ะ ถ้าคนมันรู้สึกผิดที่พูดไม่ดี อยากจะแก้ไขอยากจะซ่อมแซมมันคงมาั้แ่วันแรกๆ ั้แ่วันที่ฉันกับย่าจากมาแล้ว โอ้ว บังเอิญจังเลยนะคะ ป้าหลี่กับลูกสาวมาที่นี่ตรงกับ่ที่หัวหน้าหมู่บ้านเปิดรับใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหารพอดิบพอดี”
มือที่ซุกอยู่กระเป๋าเสื้อของเสิ่นอันอันกำแน่นด้วยความโกรธ คนเลวคนนี้เดาเจตนาของเธอและแม่ได้จริงๆ!
เื่นี้ยุ่งยากเสียแล้ว!
อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้ที่จะเข้าสมัครรับสิทธิ์ในการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหารนอกจากความรู้แล้ว ครอบครัวดีและมีความประพฤติดีเป็สิ่งสำคัญ อีกทั้งต้องได้รับการรับรองและจดหมายแนะนำจากทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและเลขาธิการพรรค
ในแต่ละปีโควตาจะได้รับการกระจายอย่างไม่แน่นอน บางอำเภอบางเขตได้รับการจัดสรรเพียงสองสิทธิ์ ก็ต้องกระจายไปให้แต่ละหมู่บ้าน ซึ่งหนึ่งอำเภอหรือหนึ่งเขตมีหมู่บ้านมากมาย เป็ไปไม่ได้เลยว่าสิทธิ์เหล่านี้จะทั่วถึง ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของมณฑลหรือเมืองนั้นๆ ว่าจะจัดการหรือมีนโยบายอย่างไร
ซึ่งปีนี้เพราะมีเสิ่นชิงหลัวที่มีผลคะแนนมัธยมเป็ที่น่าพอใจมาก ทั้งยังมีคะแนนการสอบทดลองประกาศผลคะแนนแล้ว ด้วยผลคะแนนการสอบทดลองของเสิ่นชิงหลัวนี้เอง หมู่บ้านหว่านเจี๋ยจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับที่นั่งหนึ่งที่จากทางอำเภอ แต่นี่ใช่ว่าคนอื่นจะส่งใบสมัครไม่ได้ ตราบใดที่คุณมีคุณสมบัติก็สามารถส่งได้เช่นกัน แต่หัวหน้าหมู่บ้านและเลขาธิการพรรคเป็ผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะให้คำรับรองแก่ใคร
เมื่อหมู่บ้านมีรายชื่อในใจแล้ว พวกเขาก็ต้องส่งใบสมัครที่นักเรียนในรายชื่อได้เลือกคณะและมหาวิทยาลัยสามลำดับไว้ แล้วจึงจะมียื่นให้ทางมหาวิทยาลัย ซึ่งหากเป็มหาวิทยาลัยชื่อดังทางนั้นเองก็มีสิทธิ์ปฏิเสธเช่นกันเมื่อเห็นว่าความรู้ของอีกฝ่ายไม่ถึงเกณฑ์พื้นฐาน ด้วยเกรงว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อน
โดยหมู่บ้านมีการเพิ่มข้อพิจารณาหนึ่งอย่างก็คือหนึ่งครอบครัวมีสิทธิ์ส่งรายชื่อผู้มีการศึกษาได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น
หากคุณสมบัติไม่ดีพอก็อย่าได้ส่งมาเลย มิเช่นนั้นจะเป็การเสียสิทธิ์กันเสียเปล่าๆ ดังนั้นหลายๆ ครอบครัวที่มีเด็กเข้าเกณฑ์จึงต้องมีการพิจารณาภายในครอบครัวกันอย่างรอบคอบว่าจะเสนอรายชื่อใครดี
อย่างไรก็ตามสำมะโนประชากรของเสิ่นอันอันอยู่ที่ชนบทและเ้าบ้านก็คือแม่เฒ่าเสิ่น ดังนั้นแม้เธอจะเก่งจะมีความสามารถมากเพียงใด หากแม่เฒ่าเสิ่นไม่แนะนำเธอแต่เข้าข้างเสิ่นต้ายา เธอก็ไม่สามารถส่งใบสมัครได้ เื่นี้คนตรงหน้าได้เปรียบอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
แล้วจะทำอย่างไรดี?
ดูจากท่าทีของคนเลวคนนี้แล้ว ย่าของเธอต้องให้ท้ายอีกฝ่ายแน่ๆ
เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้นี้ เสิ่นอันอันไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ตนเองนิ่งเฉยและยอมรับความเสี่ยงนี้ได้จริงๆ
ถ้าอย่างนั้นคงต้องเริ่มจัดการจากหญิงชราก่อน หากหญิงชราเปลี่ยนฝ่าย ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย..
คิดได้ดังนั้นเด็กสาวก็สงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยถึงหญิงชรา
“พี่สาว ั้แ่ฉันมายังไม่เจอย่าเลย ย่าออกไปกองการผลิตเหรอคะ?”
เสิ่นชิงหลัวมองอีกฝ่ายราวกับจ้องมองคนโง่ จะว่าไปเธอก็รู้สึกชื่นชมน้องสาวคนนี้ขึ้นมานิดหน่อย อีกฝ่ายแสดงละครได้เก่งนิดๆ มิน่าล่ะถึงใฝ่ฝันเข้าคณะศิลปะ
“กองการผลิต? ฤดูนี้ไม่มีอะไรให้ทำในกองการผลิต ความรู้ทั่วไปง่ายๆ แบบนี้เธอก็ไม่รู้หรือไง เสิ่นอันอันฉันขอบอกเลยนะถ้าเื่แค่นี้เธอยังไม่รู้แล้วใครเขาจะเชื่อว่าหากเธอได้เข้ามหาวิทยาลัย แล้วจะกลับมาพัฒนาหมู่บ้านเกษตรกรรมของเรา”
“อันอันอุตส่าห์ถามดีๆ แกก็แค่ตอบดีๆ มันยากหรือไง?” นางหลี่เจี๋ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกไป
เสิ่นชิงหลัวตอบกลับอย่างกวนๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ถามคำถามที่มันฉลาดๆ หน่อยสิคะ ถ้าไม่รู้ก็แค่ถามว่าย่าไปไหน?”
“เอาล่ะ ย่าไปไหนคะ?” เสิ่นอันอันแทบจะกัดฟันกรอด
“บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน น่าจะไปคุยเื่สิทธิ์มหาวิทยาลัยของฉัน”
สองแม่ลูกที่ได้ยินดังนั้นก็มองหน้ากันด้วยความใ แม้พวกหล่อนจะควบคุมอารมณ์ไว้อย่างเต็มที่ แต่เสิ่นชิงหลัวก็มองออก เธอจึงยิ้มกว้างให้เสิ่นอันอัน
“ไปกันเถอะอันอัน ไปรับคุณย่า”
เสิ่นอันอันถูกนางหลี่เจี๋ยจูงมืออย่างรีบร้อน ก่อนจะเดินออกจากประตูเธอหันกลับไปมองเสิ่นชิงหลัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
โกรธเคือง ชิงชัง หงุดหงิดความรู้สึกที่มีบางอย่างที่หลุดจากการควบคุม...มันแย่เสียจริง
ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านหว่านเจี๋ย ในเวลานี้แม่เฒ่าเสิ่นกำลังพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านเกี่ยวกับเื่การส่งไข่ให้ร้านอาหารของรัฐ
“ฉันไม่ได้เปิดแผงในตลาดนกพิราบจริงๆ ผู้เฒ่าหลิวนายก็อย่าไปเชื่อข่าวซุบซิบจากผู้หญิงลิ้นยาวอย่างเหอไหลตี้เลย เหลวไหลทั้งเพ”
“ผมรู้ๆ” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าว หลิวไห่ไม่เชื่อข่าวนี้เลย เหตุผลของเขาก็คือบ้านเสิ่นมีเพียงหญิงชราและเด็กสาวอยู่กันสองคน คนฉลาดคงไม่ตั้งแผงค้าขายโดยเอาหญิงชราที่แข้งขาไม่ดีไปด้วยหรอก หากถูกจับขึ้นมาหญิงชราคนนี้จะวิ่งทันได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างที่จะเชื่อว่าบ้านเสิ่นส่งไข่ให้กับร้านอาหารของรัฐมากกว่าค้าขายในตลาดนกพิราบ
“แล้วนี่ยังส่งไข่ให้ร้านอาหารของรัฐอยู่หรือเปล่า? ว่าก็ว่าเถอะนะแม่เฒ่าเสิ่น หากบ้านเสิ่นมีสายสัมพันธ์นี้จริงๆ ผมก็อยากจะให้ช่วยคนในหมู่บ้านต่อไปเรื่อยๆ”
แม่เฒ่าเสิ่นโบกมือ “ไอ้หยา ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย ตอนมีสิ่งดีๆ ฉันก็ช่วยรับไข่ไปส่งให้ที่ร้าน แต่หัวหน้าหมู่บ้านต้องเข้าใจก่อนนะว่าโอกาสแบบนี้มันเป็แค่ชั่วครู่ชั่วคราว พวกเขามี เอ เขาเรียกว่าอะไรนะ...อ้อใช่ เขามีช่องทางจัดหาวัตถุดิบของรัฐอยู่แล้ว แต่เพราะสัปดาห์ที่ผ่านๆ มามีอุบัติเหตุจากการขนส่ง ประจวบเหมาะกับฉันได้ยินข่าวพอดีก็เลยฉวยโอกาสเข้าไปเจรจาและรับงานนี้ ตอนนี้พอทุกอย่างกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว การส่งไข่ก็เลยต้องหยุดลงน่ะ”แน่นอนว่านี่เป็เื่ที่เธอกับหลานสาวแต่งขึ้น
ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านตบเข่าฉาดใหญ่
“ว่าแล้วเชียว! น่าขันนัก บ้านหนิงบอกว่าที่บ้านเสิ่นหยุดรับไข่เพราะขายไข่ต้มชาไม่ดีเหมือนเดิมเพราะมีร้านผุดขึ้นมากมายในตลาดนกพิราบ มีเกือบสิบร้านแน่ะ แถมยังแข่งกันลดราคา ตัดราคาจนจะเท่ากับไข่สดอยู่แล้ว ขายไปก็แทบจะไม่ได้กำไร”
หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้ว “คนบ้านหนิงพูดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ”
“ใช่แล้ว สะใภ้ใหญ่บ้านหนิง เหอไหลตี้โพนทะนาไปทั่ว”
แววตาของหัวหน้าหมู่บ้านหรี่ลง ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคนที่ไปเปิดแผงขายไม่น่าใช่บ้านเสิ่น แต่เป็บ้านหนิงมากกว่า มิเช่นไหนเหตุใดบ้านหนิงจึงรู้สถานการณ์เกี่ยวกับแผงขายไข่ต้มชาในตลาดนกพิราบดีเช่นนี้
“ไม่ได้ๆ ฉันต้องไปจัดการคนบ้านหนิงสักหน่อย! เดี๋ยวนี้ช่างกล้าท้าทายกฎหมาย ดีที่ยังไม่มีคนแจ้งทางการ ไม่อย่างนั้นหมู่บ้านเราคงอับอายขายขี้หน้าไปทั่ว”
ไม่พูดเปล่า หัวหน้าหมู่บ้านรีบยันตัวขึ้นแล้วบอกลาไม่เฒ่าเสิ่น ก่อนจะคว้าไม้เท้าเพื่อมุ่งหน้าไปชำระความที่บ้านหนิง
แม่เฒ่าเสิ่นได้แต่ส่ายหน้า ไว้อาลัยให้กับบ้านหนิงเงียบๆ คนบ้านนั้นทำให้เื่มันแดงขึ้นมา อีกทั้งยังลอกเลียนแบบกิจการของหลานสาวเธออีก ฉะนั้นอย่าได้โทษใครเลย ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองเถอะ...
หัวหน้าหมู่บ้านจากไปได้ไม่นาน ไม่กี่นาทีต่อมานางหลี่เจี๋ยพร้อมกับเสิ่นอันอันก็วิ่งกระหืดกระหอบมายังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน