ขณะที่ทุกคนพากันงุนงงกับธรรมเนียมที่ราชินีเอลิเซียพูดขึ้น ลิลลี่กลับตอบว่า
“ถ้าแค่นั้นล่ะก็ไม่มีปัญหาหรอกเพราะถือยังไงก็ตั้งใจจะมีลู…” พวกเดียวไม่ทันจบก็มีมือเข้ามาปิดปากเธอจากทางด้านหลัง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นลูซี่ที่วิ่งตามเธอมา ลูซี่ที่เห็นว่าน้องสาวทำตัวเสียมารยาทกับเหล่าพวกราชวงศ์ก็รู้สึกตกใจ เธอรีบขอโทษแทนน้องสาว
“ขะขอประทานอภัยเพคะที่ดิฉันอบรมน้องสาวไม่ดีรบกวนยกโทษให้ด้วยเพคะ”
พระราชาอัลเฟรดที่ตั้งใจว่าจะพูดอะไรสักหน่อยแล้วก็ให้เธอรีบพาน้องสาวไป ก่อนที่ภรรยาของตนจะพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องไปมากกว่านี้ แต่ติดที่เขาเพิ่งสำลักอาหารจึงถูกราชินีเอลิเซียพูดออกไปก่อนที่เขาจะได้พูดว่า
“ไม่ได้นะจ๊ะลูซี่ทำตัวแบบนี้ต้องโดนลงโทษนะจ๊ะ เพราะนี่เป็นเรื่องเสียงมารยาทและไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง”
ลูซี่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกตกใจขณะกำลังจะก้มหน้าขอประทานอภัย ราชินีเอลิเซียก็พูดต่ออีกว่า
“เป็นแต่พวกหนูๆ จะมาเป็นสะใภ้ของป้าเรื่องแค่นี้ก็พอจะอะลุ่มอล่วยได้อยู่ เพราะได้มาเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
ลูซี่ที่เตรียมจะพูดอะไรบางอย่างถึงกับต้องใบ้กินในทันที ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกแล้วว่ากำลังตามราชินีท่านนี้ไม่ทัน ส่วนเออร์วินที่ได้ยินจึงรีบพูดออกไปทันทีว่า
“ท่านแม่ครับไอ้นั่นมันเหตุผลอะไรกันครับ”
ลิลิธที่ได้ยินก็ถึงกับนิ่งไปทันทีหันไปมองแม่ของเธอ
“ท่านแม่คะเรื่องแค่นี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะให้เออร์วินแต่งงานนะคะและอีกอย่างเออร์วินก็ยังเด็กอยู่”
เรเชลก็พูดเสริมว่า
“ใช่แล้วค่ะท่านแม่เอลิเซียอีกอย่างเรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบนะคะ จะด่วนตัดสินใจด้วยเหตุผลแค่นี้ไม่ได้”
เออร์วินที่เห็นพี่สาวน้องสาวมีความเห็นไปทำนองเดียวกันก็รู้สึกสงสัย ว่าทำไมพวกเธอสองคนถึงให้ความสำคัญกับการแต่งงานของเขามากขนาดนี้ ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่พ่อแม่ให้เขาปิดบังเรื่องที่เขามีคู่หมั้นแล้วกับทั้งสองคน ซึ่งตอนนี้เขาก็รู้สึกว่าเขาเริ่มจะเห็นลางหายนะรำไรแล้ว ว่าถ้าทั้งสองคนรู้ว่าเขามีคู่หมั้นแล้วจะอาละวาดขนาดไหน
ทว่าราชินีเอลิเซียกลับทำหน้าจริงจังพร้อมกับพูดว่า
“ไม่ได้นะจ๊ะทั้งสองคนลิลลี่ทำผิดต้องโดนลงโทษและพี่สาวที่ไม่อบรมน้องสาวให้ดีก็ต้องโดนทำโทษด้วย แต่ถ้าทั้งสองคนแต่งให้กับเออร์วินก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเรื่องแค่นี้ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ใช่เหรอจ๊ะ ถึงตอนนี้เออร์วินจะยังเด็กอยู่แต่เขาหมั้นไว้ก่อนได้นี่จ๊ะ อีก 5 ปีเขาก็ถือไว้ที่จะแต่งงานได้แล้ว”
ลิลิธที่ได้ฟังให้คำพูดของแม่ก็มีสีหน้าเย็นชาบรรยากาศเย็นยะเยือกเริ่มแผ่ไปทั่วห้องรับประทานอาหารพูดว่า
“ไม่ได้นะคะหนูไม่ยอมหรอกหนูไม่ยอมให้เออร์วิินแต่งงานเด็ดขาด แม้แต่หมั้นหนูก็ไม่ยอม”
เรเชลก็แสดงสีหน้าจริงจังออกมา
“หนูก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันค่ะท่านแม่เอลิเซีย”
ปฏิกิริยาที่ทั้งสองคนแสดงออกมาทำเอาเออร์วินยิ่งสงสัยว่า ทำไมทั้งสองคนถึงจริงจังกับการแต่งงานของเขามากขนาดนั้น ก็จะหันไปมองแม่ของเขาแล้วก็คิดในใจว่า
‘นี่ท่านแม่กำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้ล้อเล่นแบบนี้’ ซึ่งแน่นอนว่าเออร์วินย่อมต้องมองออก ว่าท่าทีที่ดูจริงจังของแม่เขาแทนแววตาของเธอนั้นกลับใช้ให้เห็นว่าเธอกำลังรู้สึกสนุก
ราชินีเอลิเซียกลับไม่มีท่าทีหวั่นเกรงบรรยากาศที่เจ้าหญิงลิลิธผู้เป็นลูกสาวปล่อยออกมา เธอกลับยังคงพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“จะเห็นด้วยหรือไม่มันไม่ใช่สิทธิ์ของพวกลูกทั้งสองไม่ใช่เหรอจ๊ะ เพราะยังไงคนที่จะตัดสินว่าให้เออร์วินแต่งงานกับใคร”
ลิลิธยืนกรานว่า
“ถึงจะยังไงหนูก็ไม่ยอมเออร์วินจะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น”
เรเชลก็พูดขึ้น
“หนูก็ไม่ยอมเช่นกันค่ะท่านแม่เอลิเซีย”
ขณะที่หนึ่งราชินีกำลังเผชิญหน้ากับสองเจ้าหญิงบนโต๊ะอาหาร เออร์วินก็หันไปมองพ่อพบว่าตอนนี้เขาหายจากอาการสำลัก แล้วก็กำลังใช้สกิลพิเศษเฉพาะตัวโดยการทำตัวเองกลมกลืนไปกับบรรยากาศไม่เป็นจุดเด่น
‘นี้พ่อตูพึ่งอะไรได้บ้างเนี่ย’ เออร์วินคิดในใจอย่างเหนื่อยอ่อน
ราชินีเอลิเซียทำเป็นไม่สนใจลูกสาวทั้งสองแล้วหันไปพูดกับลูซี่ว่า
“ทั้งสองคนกลับห้องไปก่อนนะจ๊ะเดี๋ยววันหลังป้าจะมาคุยเรื่องการหมั้นนะ”
ลูซี่ที่ต้องมีแทบจะกลายเป็นรูปปั้นตั้งแต่ได้ยินเรื่องเหลวไหลที่ราชินีเอลิเซียพูดออกมาในทีแรก สะดุ้งโหยงทีเมื่อยินราชินีเอลิเซียพูดกับเธอ
“ค่ะค่ะขอตัวก่อนนะเพคะ”
ทว่าราชินีกับทำหน้าไม่พอใจแล้วพูดว่า
“อะไรกันจ๊ะกำลังจะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนะต้องเรียกฉันว่าท่านแม่สิ”
“ท่านแม่ครับ” เออร์วินพูดเสียงดังก่อนจะหันไปพูดกับลูซี่ “คุณลูซี่ครับเดี๋ยวพาลิลลี่กลับไปก่อนได้เลยครับแล้วก็ไม่ต้องคิดมากกับเรื่องที่ท่านแม่พูดนะครับ ท่านแม่เขาชอบล้อเล่นแบบนี้ประจำ”
ลูซี่พยักหน้าก่อนจะรีบลากน้องสาวของเธอจากไป ราชินีเอลิเซียที่ได้ยินลูกชายพูดเช่นนั้นก็ทำหน้างอ
“อะไรกันน่ะแม่จริงจังนะไม่ได้ล้อเล่นซะหน่อย”
เออร์วินทำเป็นไม่สนใจแม่ของเราก่อนจะกลับมาก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ แต่เหมือนปัญหาหนึ่งหายไปกับมีปัญหาใหม่กลับมา หลังจากที่ลูซี่ลากลิลลี่จากไปแล้วพ่อบ้านก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถือกระดาษแผ่นหนึ่งเข้ามา เขากล่าวคำขออภัยแล้วก็เดินมาหาเออร์วิน พูดกับเขาว่า
“เรียนเจ้าชายขอรับคุณโทมัสลูกชายของท่านไวเคานต์โรซาลินด์ฝากจดหมายให้ผมนำมาส่งให้ท่านโดยด่วนครับ”
นี่เป็นครั้งแรกที่โทมัสส่งจดหมายมาให้เขาแบบนี้ทำเอาเขารู้สึกสงสัยว่ามีเรื่องด่วนอะไรกัน จึงรับกระดาษมาก่อนจะเปิดอ่านทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกโพลงทันที
พระราชาอัลเฟรดที่เห็นว่าเมื่อลูกชายของเขาได้อ่านจดหมายนั้นก็ก็มีท่าทีเปลี่ยนไปจึงเดาว่าสิ่งที่อยู่ในจดหมายคงไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ แต่เออร์วินเพียงขอบคุณพ่อบ้านที่นำจดหมายมาให้ แล้วพับจดหมายเก็บเข้ากระเป๋าแล้วกลับมาทานอาหารต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่พระราชาอัลเฟรดเท่านั้นที่สังเกตเห็นอาการของเขา เรเวนเองก็เช่นกันเธอสังเกตได้ว่าจดหมายจากโทมัสน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง ในขณะที่เจ้าหญิงทั้งสองคล้ายยังไม่อาจสลัดหลุดจากสิ่งที่พระราชินีเอลิเซียพูดเรื่องการแต่งงานของเออร์วินได้
หลังจากทานอาหารเสร็จเออร์วินก็ไปเล่านิทานก่อนนอนให้น้องสาวเหมือนทุกวัน หลังจากที่เขาเล่าจบและกำลังจะออกจากห้องเรเชลที่นอนบนเตียงเขาถามเขาว่า
“ท่านพี่จะแต่งงานกับลูซี่เหรอคะ”
เออร์วินยิ้มให้เธอ
“นี่เรายังคิดมากเรื่องที่ท่านแม่พูดอีกเหรอเราก็น่าจะรู้นี่ว่าท่านแม่เขาชอบพูดเล่นแบบนี้ประจำ”
เรเชลที่ได้ฟังก็ทำหน้าซึมก่อนจะพูดว่า
“แล้วถ้าท่านแม่ให้ท่านพี่แต่งงานจริงๆ ล่ะคะ อาจจะไม่ใช่ลูซี่แต่เป็นคนก็ได้อะไรท่านพี่จะแต่งงานกับเธอคนนั้นไหมคะ”
เออร์วินลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“มันไม่สำคัญหรอกว่าพี่จะแต่งงานหรือไม่เพราะถึงพี่แต่งงานไปเราก็อยู่กับพี่ตลอดไปก็ได้นี่”
เรเชลที่ได้ฟังก็มองหน้าพี่ชายด้วยความดื้อรั้น
“แต่หนูไม่ต้องการให้ท่านพี่แต่งงานกับหญิงอื่นนี่คะหนูบอกแล้วนี่เขาว่าหนูจะแต่งงานกับท่านพี่ หนูไม่ยอมให้ท่านพี่แต่งงานกับใครหรอกค่ะ”
ได้ยินน้องสาวพูดออกมาด้วยความดื้อรั้นก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดู เขาจูบหน้าผากน้องสาวพูดกับเธอว่า
“ตอนนี้ยังเร็วไปนะที่จะคิดเรื่องพวกนี้ไว้ไว้รอให้พวกเราโตกว่านี้ก่อนค่อยคิดก็ได้นะ” พูดจบเขาก็เดินออกมาจากห้องพบกับเรเวนที่รออยู่หน้าห้อง
เออร์วินเดินกลับห้องทันทีโดยมีเรเวนเดินตามหลังเขา ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเรเวนก็ถามด้วยความสงสัยว่า
“โทมัสเขียนจดหมายอะไรมาเหรอ”
เออร์วินก็ตอบว่า
“คนที่ชื่อแบรดหนึ่งในคนที่ติดตามคุณคาทาริน่ามาถามคำถามกับพวกลูกน้องของคุณเจคน่ะครับ”
“ถามคำถามเขาถามอะไร?” เรเวนอยู่กับเออร์วินมากพอที่จะรู้ว่ามันมีแค่ไม่กี่อย่างที่จะทำให้เด็กชายที่มักจะยิ้มอยู่เสมอแสดงสีหน้าเคร่งเครียดได้ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกสงสัยถึงปฏิกิริยาของเขาหลังจากที่ได้อ่านจดหมาย เพราะมันแสดงว่าถ้าเป็นคำถามทั่วไปเขาคงจะไม่ใส่ใจ แต่การที่เขาแสดงอาการออกมาแสดงว่าคำถามนี้ต้องไม่ธรรมดา
“ในจดหมายบอกว่าเขาได้นำกระดาษที่มีข้อความหนึ่งถามพวกเขาน่ะครับ เป็นกระดาษที่เป็นเลขอารบิก 0 กับ 1”
เรเวนที่ได้ฟังก็รู้สึกแปลกใจแน่นอนว่าเธอนั้นได้เรียนรู้เรื่องเลขอารบิกพร้อมกับพวกเจค ดังนั้นเธอจึงมีความรู้เกี่ยวกับตัวเลขเหล่านี้เช่นกัน ส่วนเลข 0 กับ 1 นั้นเออร์วินเคยอธิบายให้เธอฟังมันมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเลขฐานสอง ในตอนที่เธอยังอยู่ในถ้ำใต้หน้าผาเธอเคยสังเกตว่าวงแหวนเวทย์ที่ใช้เบี่ยงเบนคำทำนาย ไม่ได้มีอักขระเวทย์มนต์เหมือนกับวงแหวนเวทย์อื่นที่เธอเคยเห็น เพราะตำแหน่งที่ควรจะเป็นอักขระเวทมนต์มันกลับถูกแทนที่ด้วยเส้นตรงแนวตั้งและวงรีแนวตั้งเรียงเป็นแถวสลับไปมา ในตอนแรกเธอก็สงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นจนได้รู้จักเลขอารบิกและเลขฐานสองจากเออร์วิน เพิ่งได้รู้ว่าคิดแนวตั้งก็คือเลข 1 ส่วนวงรีแนวตั้งก็คือเลข 0
ซึ่งเออร์วินได้อธิบายให้เธอฟังว่าการใช้อักขระเวทมนตร์นั้นมันยุ่งยากและซับซ้อน บางครั้งแค่การเขียนอักขระเพียงแค่ตัวเดียวผิดนิดเดียวก็อาจทำให้ผลของเวทย์มนต์นั้นผิดเพี้ยนไปได้ แต่การใช้เลขฐานสองแทนอักขระเวทมนต์จะทำให้โอกาสเกิดความผิดพลาดนั้นน้อยกว่า ดังนั้นมันจึงมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้อักขระเวทย์มนต์เป็นไหนๆ และการที่แบรดซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับเลขฐานสองนั้น จึงทำให้เธอรู้สึกสงสัยและไม่เข้าใจ
ถึงแม้เรเวนจะยังไม่เคยเดินทางไปทั่วทวีปอาร์เคนัส แต่ด้วยที่ที่เธอจากมาก็ทำให้เธอเห็นโลกใบนี้ได้กว้างขวางกว่าผู้คนที่อยู่ในเมืองเล็กๆ อย่างไพร์ล็อก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอค่อนข้างมั่นใจว่าระบบเลขฐานสองนี้มันแทบจะไม่มีใครใช้เป็นเลยด้วยซ้ำ เพราะถ้าคุณรู้จักได้ฐานสองก็เป็นไปได้สูงว่าคุณก็ต้องรู้จักเลขอารบิก แต่ว่าทั้งสองอย่างนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เรเวนเรียนรู้มาจากเออร์วินทั้งสิ้น แล้วถ้าอย่างนั้นคนของศาสนจักรพวกนั้นเอาข้อมูลเกี่ยวกับเลขฐานสองมาจากไหน
ขณะที่เรเวนกำลังรู้สึกสงสัยกลับเป็นเออร์วินที่เหมือนจะคิดอะไรได้บางอย่างจึงถามเธอว่า
“พี่สาวครับในกรณีที่ลูกแก้วความทรงจำแตกเป็นเสี่ยงๆ จะยังพอดูข้อมูลในนั้นได้ไหมครับ”
เรเวนมองหน้าเขาก่อนจะตอบว่า
“มันก็ขึ้นอยู่กับกรณีสิ่งที่อยู่ในนั้นถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกเหตุการณ์ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเสียหายจนดูไม่ได้ แต่ถ้าเป็นรูปภาพก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของลูกแก้วความทรงจำว่าเสียหายปริมาณไหน”
เออร์วินที่ได้ฟังก็ถามเธอว่า
“แล้วถ้าสิ่งที่อยู่ในลูกแก้วความทรงจำเป็นพวกข้อความหรือตัวอักษรล่ะครับ”
การที่เออร์วินถามเช่นนั้นกลับทำให้เรเวนเหมือนจะคิดอะไรได้จึงตอบไปว่า
“ถ้าเป็นแบบนั้นข้อความก็อาจจะไม่ครบขึ้นอยู่กับปริมาณเสียหายของลูกแก้วความทรงจำเช่นกัน แต่ว่าก็ยังเห็นเศษเสี้ยวบางส่วนของข้อความอยู่” เรเวนจ้องหน้าเด็กชายก่อนจะถามเขาว่า “เธอคิดว่าพวกเขาได้เลขฐานสองนี้มาจากลูกแก้วความทรงจำ?”
เออร์วินพยักหน้าก่อนจะตอบเธอว่า
“พี่สาวคงได้เห็นตอนที่ผมสู้กับคนของกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นทั้งสองคนใช่ไหมครับ และสิ่งที่ผมทำก็คือผมได้ใช้หุ่นไม้ที่เคยสู้กับพี่สาวเป็นตัวล่อนาคราชสามเศียรออกไปเพื่อให้ผมสามารถรับมือกับกริฟฟินศิลาได้อย่างเต็มที่”
เรเวนพยักหน้าเพราะเธอจำสิ่งที่ได้เห็นในคืนนั้นได้ ซึ่งเธอคงไม่มีทางลืมเด็ดขาดกับสิ่งที่แทบจะอยู่เหนือสามัญสำนึกของเธอ ว่าการที่เด็กอายุ 10 ขวบผู้เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยจะไล่ต้อนกริฟฟินฟินศิลาและนาคราชสามเศียรจนมีสภาพเช่นนั้นได้ เรื่องแบบนี้พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ
“เธอใช้หุ่นไม้นั้นเป็นตัวล่อแล้วก็ระเบิดมันไปพร้อมกับ…” เรเวนคนเพียงเท่านี้ก็นึกอะไรได้บางอย่าง ในวันนั้นที่เธอได้สู้กับหุ่นไม้เธอจำได้ว่าเออร์วินใส่ลูกแก้วความทรงจำกับผลึกมานาไว้ในหน้าอกของหุ่นไม้ และเธอยังจำได้ว่าศิลปะการต่อสู้ที่ถูกบันทึกในลูกแก้วความทรงจำครั้งนั้นก็คือ CQC ที่ถูกแปลงเป็นเลขฐานสอง “เธอจะบอกว่ามีเศษลูกแก้วความทรงจำเหลือรอดจากการระเบิดแล้วตอนนี้ก็อยู่ในมือพวกนั้นสินะ”
เออร์วินพยักหน้า
“ตอนนี้ก็ได้แต่คิดแบบนั้นครับ”
“จะเป็นไปได้ไหมว่าตอนนี้พวกเขารู้ตัวเธอแล้ว”
“ตอนนี้ยังครับแต่พวกเขาคงน่าจะสงสัยผมน่าดู”
“แล้วเธอจะรับมือพวกเขายังไง”
เออร์วินที่ถูกถามก็หยุดเดินแล้วก็พูดด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกว่า
“ถ้าเป็นไปได้ก็คงต้องรอดูไปก่อนแต่จากสถานการณ์ตอนนี้ พวกเขาจะรู้ว่าเป็นผมเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา ดังนั้นผมต้องคอยสังเกตเขาให้ดีเราถ้าเป็นไปได้ก็ต้องฝังพวกเขาก่อน “
“แต่ถ้าเธอทำแบบนั้นแล้วถ้าสมมุติเธอทำได้จริงๆ ศาสนจักรจะไม่อยู่เฉยแน่เพราะการตายของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งที่คนพวกนั้นจะปล่อยไปง่ายๆ และที่สำคัญ” เรเวนเว้นไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันยังไม่เห็นว่าเธอจะฝังผู้หญิงคนนั้นได้ยังไง เธออาจจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นแสดงในคืนนั้นยังไม่ใช่ความสามารถทั้งหมด เพราะเธอยังมีสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นต้องตายเธอจะยังไม่ถูกฆ่าทันทีที่พบกัน”
เออร์วินหันมามองเรเวนก่อนจะพูดว่า
“ผมเคยบอกแล้วนี่ครับว่าถ้าสู้ผมจะสู้ไม่ได้แน่แต่ถ้าตัดสินเป็นตายนั้นก็มีอีกเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ว่าปัญหาหลังจากที่ผมลงมือสังหารคนพวกนั้นก็คือศาสนจักร ซึ่งเป็นอะไรที่ยุ่งยากมาก”
“เธอเข้าใจคำว่าอำนาจของศาสนาจักรจริงๆ หรือเปล่า คนพวกนั้นไม่ใช่แค่คำว่ายุ่งยากหรอกนะแต่ใช้คำว่าน่าสะพรึงเลยก็ได้” เรเวนพร้อมกับเจ้าหน้าเด็กชาย
เออร์วินยิ้มให้เธอโดยไม่พูดอะไรแล้วก็หันกลับไปเดินต่อ เมื่อเขากลับมาที่ห้องทันทีที่เปิดประตูก็พบกับพี่สาวของเขาที่นั่งรออยู่บนเตียงนอนแล้ว ทันทีที่ลิลิธหันมาเห็นเขากระแสไฟฟ้าก็ล้อมรอบตัวเธอก่อนจะที่เออร์วินจะทันตั้งตัว พี่สาวเข้ามาอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับมองหน้าเขาด้วยสายตาเย็นชา ใช้นิ้วจับปลายเท้าปลายคางน้องชายให้เงยหน้าขึ้นมองหน้าเธอ จนนัยน์สีแดงเพลิงของสองพี่น้องที่ได้รับมาจากพ่อคนเดียวกันสบตากันอยู่อย่างนั้น
เออร์วินที่ถูกมองเช่นนั้นก็กลืนน้ำลายลงคอคิดในใจว่า ‘นี่หรือว่าตูจะโดนซ้อมอีกแล้ว’ เขารู้สึกสงสัยว่าทำไมพักนี้ตนเองถึงโดนพี่สาวและน้องสาวซ้อมบ่อยจัง พอหันไปมองด้านหลังก็พบว่าเรเวนไม่อยู่แล้ว ก็ได้แต่คิดในใจว่าไวจริงก่อนจะถามพี่สาว
“เอ่อ… ท่านพี่ครับผมทำอะไรผิดอีกแล้วหรือเปล่าครับ”
ลิลิธจ้องหน้าน้องชายอยู่แบบนั้นแล้วก็ถามเขาว่า
“เออร์วินเธอเคยมีความคิดจะแต่งงานไหม”