บทที่ 22 ตัวตนที่ไม่อาจจินตนาการถึงของโจวอัน
“สามี เื่นี้ให้ลืมเสียเถอะ” หลิ่วเมิ่งหรูไม่กล้าลงมือ ได้แต่โน้มน้าวว่า “นางขอโทษแล้ว หากยังคงสร้างปัญหาต่อไป แล้วพวกเราจะอยู่ในหมู่บ้านซีผิงต่อได้อย่างไร?”
อวี๋ซิ่วอิงก็พูดด้วยความโกรธ “จ้าวผิง เ้าจะหยุดได้หรือยัง ข้าขอโทษไปแล้ว กลับไม่ยอมปล่อยข้าไปอีก"
“นายท่าน ดูเขาสิ เขาไม่ได้พยายามทำให้เื่สงบลงหรอก แต่กำลังพยายามทำให้ท่านเสียหน้าชัด ๆ ท่านเป็หัวหน้าหมู่บ้านซีผิง จะปล่อยให้เขาอึรดหัวท่านงั้นหรือ?"
“นี่มัน...” สีหน้าของหูซิงเย่พลันไม่ค่อยดีนัก
เขาเอ่ยเสียงแข็ง "จ้าวผิง ในเมื่อซิ่วอิงขอโทษไปแล้ว อีกทั้งไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็ผู้าุโกว่าเ้า ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หน้าข้า ขอให้เื่นี้จบลงเพียงเท่านี้... "
ก่อนที่เขาจะพูดจบ โจวอันก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าแล้วตบหน้าเขาไปหนึ่งฉาด
เพียะ!
แรงตบนี้ทำให้หูซิงเย่เสียหลักหมุนไปสามตลบ ก่อนจะล้มลงกับพื้น
โจวอันเอ่ยอย่างเหยียดหยามว่า "เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร ถึงขั้นอยากจะให้หมอจ้าวไว้หน้าเชียวหรือ หน้าเ้าใหญ่ขนาดนั้นเชียว"
จากนั้นเขาก็หันหลังไปพูดกับจ้าวผิงว่า “หมอจ้าว ท่านอยากตีใครก็ได้ตามใจชอบ แม้จะฆ่าล้างทั้งบ้านข้าก็ยินดีรับผิดแทนท่านได้”
เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ช่วยจ้าวผิง เขาก็นึกเสียใจมากพอแล้ว
ตอนนี้หูซิงเย่ได้สร้างโอกาสให้เขาได้ชดเชยความผิดพลาดในตอนแรก โจวอันจะพลาดได้อย่างไรกัน
"เ้าเป็ใคร? กล้าดีอย่างไรมาตบหน้านายท่านของข้า?" อวี๋ซิ่วอิงจ้องเขม็งไปที่โจวอัน
“ข้าชื่อโจวอัน พ่อบ้านประจำตระกูลเถียนแห่งเมืองจวิ้น” โจวอันแนะนำตัวพลางดึงป้ายห้อยเอวออกมา
ป้ายทองแดงมีลวดลายสลักอยู่บนนั้น ดูทรงเกียรติเป็อย่างมาก
เมื่อหูซิงเย่ที่เพิ่งลุกขึ้นจากพื้นได้เห็นป้ายห้อยเอวนี้แล้ว เขาพลันคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง
เขาตัวสั่นด้วยความกลัว แล้วก้มคำนับเพื่อขอความเมตตา
“นายท่านใต้เท้า ข้าน้อยไม่รู้ว่าจ้าวผิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านจนทำให้ใต้เท้าต้องขุ่นเคือง ข้าน้อยหวังว่าใต้เท้าจะไม่โกรธเคือง และปล่อยข้าน้อยไปเหมือนสิ่งไร้ค่าด้วยเถอะ”
อวี๋ซิ่วอิงพลันตกตะลึง จากนั้นนางก็คุกเข่าลงข้างๆ หูซิงเย่ ซ้ำยังโขกศีรษะคำนับราวกับไก่จิกข้าวเปลือก
จ้าวผิงเห็นแล้วยังคิดว่าต้องประเมินตระกูลเถียนเสียใหม่
แค่พ่อบ้านคนหนึ่งเปิดเผยตัวตนออกมาก็ทำให้หูซิงเย่กลัวแทบตาย
เถียนฟู่ไห่คงแข็งแกร่งมากใช่หรือไม่?
อาจเป็ตระกูลขุนนาง
ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ควรไปยุ่งกับพวกเขามากเกินไป
แม้ว่าจ้าวผิงจะไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์มากนัก แต่เขาก็เข้าใจสัจธรรมว่าในยุคโบราณ ตระกูลขุนนางมักเกิดขึ้นได้จากูเาแห่งซากศพและทะเลสาบแห่งเืเท่านั้น ยากที่จะเจอคนดีสักคน
ล้วนหาเลี้ยงชีพอยู่ใต้ชายคาบ้านผู้อื่น
หากเ้าสามารถทำให้พวกเขาพอใจ และเป็ประโยชน์ต่อพวกเขาได้ เ้าก็จะกลายเป็นาย แต่หากก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว เ้าอาจกลายเป็แพะรับบาป และไม่อาจรู้จุดจบของตัวเองได้เลย
แม้ร่วมมือกันอยู่ก็ทำได้เพียงต้องหาวิธีปกป้องตนเองไว้เท่านั้น มิฉะนั้น โอกาสที่เ้าจะถูกกลืนกินนั้นมีมาก ไม่เหลือแม้แต่กระดูกและกากเสียด้วยซ้ำ
เมื่อได้ไตร่ตรองครั้งแล้วครั้งเล่า จ้าวผิงก็พูดว่า “พ่อบ้านโจว ข้าไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าเพียงอยากจะระบายโทสะแทนหลิ่วเมิ่งหรูเมียข้า ไม่ต้องถึงขั้นฆ่าล้างใครหรอก”
จากนั้นเขาก็พูดกับหลิ่วเมิ่งหรูว่า “เมิ่งหรู เ้าก็ได้ยินแล้ว ถ้าไม่ตบอวี๋ซิ่วอิงคืน และหูซิงเย่ไม่ถูกทุบตี พ่อบ้านโจวจะฆ่าทุกคนในครอบครัวนางแทนนะ"
“ข้า… แต่ข้า...” หลิ่วเมิ่งหรูลังเลแต่ก็ยังไม่กล้าลงมือทำ
“เฮ้อ!”
จ้าวผิงอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้
ช่างเป็ภรรยาตัวน้อยที่จิตใจดีจริง ๆ แม้ว่าจะเป็เช่นนี้ แต่ก็ไม่จำเป็ต้องบังคับให้นางเปลี่ยน ไม่ว่าโลกจะอันตรายถึงเพียงไหน ตราบใดที่จ้าวผิงคนนี้ยังอยู่ เขาจะสามารถปกป้องนางได้แน่
ขณะที่เื่ยังไม่ได้บทสรุป ทันใดนั้นเหวินฮุ่ยก็ก้าวขึ้นมา
“ผู้มีพระคุณ ข้าจะแก้แค้นแทนพี่สาวเอง”
เหวินฮุ่ยพุ่งเข้าไปหาอวี๋ซิ่วอิงทันที นางกระชากผมด้านหลังอีกฝ่าย เงื้อมือจัดการตบหน้าซ้ายทีขวาที
ตบเสร็จแล้ว เหวินฮุ่ยยังต้องสะบัดมือไปมา
เพราะมันเจ็บมากน่ะสิ!
ตอนนี้ใบหน้าของอวี๋ซิ่วอิงถูกตบจนบวมเหมือนหัวหมู เืไหลออกจากมุมปาก
“ผู้มีพระคุณ ท่านหายโกรธหรือยัง เรากลับกันดีหรือไม่?" เหวินฮุ่ยหันกลับมาเอ่ยกับจ้าวผิง
นางเองก็มาจากครอบครัวเ้าของที่ดิน จึงเข้าใจเหตุการณ์วันนี้อย่างถ่องแท้ เข้าใจเหตุผลที่ผู้มีพระคุณลุกขึ้นมาแข็งข้อต่อหัวหน้าหมู่บ้านเช่นนี้
อีกนัยหนึ่งคือการล้างแค้นให้หลิ่วเมิ่งหรู และอีกนัยหนึ่งยังเป็การสร้างบารมีอีกด้วย ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านซีผิงได้เห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านไม่ใช่เทพเซียนที่ขัดขืนไม่ได้ ด้วยวิธีนี้ ถ้าในอนาคตผู้มีพระคุณ้ากำลังคน คนจากหมู่บ้านซีผิงก็พร้อมที่จะติดตามเขา
นั่นเป็เหตุผลที่เหวินฮุ่ยเข้ามาสอนบทเรียนอวี๋ซิ่วอิงแทนหลิ่วเมิ่งหรู
“อืม” จ้าวผิงพยักหน้า ก่อนเดินนำผู้คนจากไป
โจวอันยังเตือนหูซิงเย่ว่า หากกล้าตอบโต้ เขาจะทำลายครอบครัวของอีกฝ่ายเสีย
หูซิงเย่พลันพยักหน้าอย่างจำนน
เมื่อรอจนอีกฝ่ายเดินห่างไปไกลจนมองไม่เห็นเงาแล้ว เขาจึงล้มลงนั่งกับพื้นพลางถอนหายใจออกมา
“นายท่าน จ้าวผิงไม่ใช่แค่คนสำมะเลเทเมาหรอกหรือ? เขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับตระกูลเถียนแห่งเมืองจวิ้นได้อย่างไร แม้แต่พ่อบ้านโจวก็มาช่วยเป็การส่วนตัวเสียอีก" อวี๋ซิ่วอิงอดถามไม่ได้
"เ้าถามข้า แล้วข้าจะถามใคร?"
จากนั้นหูซิงเย่พลันก่นด่านางว่า "เ้าช่างเป็นางแพศยา เหตุใดเมื่อว่างแล้วต้องไปยุ่งกับหลิ่วเมิ่งหรูด้วย?”
“เ้าไม่รู้หรือว่าจ้าวผิงเป็คนเลอะเทอะ?”
“นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดอย่าตำหนิเลย ท่านไม่เห็นหรือว่าหน้าข้าราวกับหัวหมูที่ถูกทุบ ท่านไม่รู้สึกสงสารบ้างเลยหรือ?"
ขณะที่อวี๋ซิ่วอิงพูด นางก็ก้าวไปข้างหน้าพลางกอดแขนหูซิงเย่เอาไว้ แล้วเริ่มบดเบียดร่างกายเพื่อออดอ้อน ขณะที่พูดก็ใช้น้ำเสียงแหบพร่าแ่เบา
หูซิงเย่เป็คนมากตัณหา แล้วเขาจะทนสิ่งนี้ไหวได้อย่างไร ทันใดนั้นความโกรธก็พลันหายไปครึ่งหนึ่ง ก่อนใช้มือคว้าหมับเข้าที่บั้นท้ายของอวี๋ซิ่วอิง
“เดี๋ยวข้าจะปลอบใจเ้าเอง”
“แล้วท่านจะทำอย่างไรกับจ้าวผิง?”
"รอก่อนเถอะ ข้ารู้จักตระกูลเถียนนี้ดี พวกเขาผ่านมาทำธุระที่อำเภออวิ๋นอันของเราเท่านั้น อีกไม่นานก็จะเดินทางกลับ หลังจากที่ตระกูลเถียนจากไปแล้วค่อยจัดการจ้าวผิง ยิ่งมีนายท่านเฝิงคอยให้ความช่วยเหลือ ข้าก็ไม่เชื่อว่าเราจะจัดการไอ้สารเลวข้างถนนนี่ไม่ได้”
"ฮิ ๆ นายท่านยังคงรักข้าที่สุด แต่ว่าไม่นานมานี้ข้าเพิ่งจะค้นคว้าท่าทางใหม่ ๆ ได้ เช่นนั้นพวกเรารีบไปลองกันเร็วเถอะเ้าค่ะ"
ในเวลานี้จ้าวผิงก็ได้พาทุกคนกลับถึงบ้านแล้ว
หลิ่วเมิ่งหรูและเหวินฮุ่ยรีบไปที่ห้องครัว พลันวุ่นอยู่กับงานครัวทันที ส่วนเขาบอกให้ลุงหลี่กับอวิ๋นหม่านช่วยกันแบกเฉียนลิ่วไปที่โรงเก็บฟาง
โรงเก็บฟางนี้จ้าวผิงสร้างขึ้นเป็พิเศษโดยมีจุดประสงค์เอาไว้เก็บตัวยาสมุนไพร เนื่องจากที่บ้านไม่สามารถแบ่งห้องเพิ่มได้แล้วจริง ๆ
เฉียนลิ่วดูเศร้าหมอง แต่อาการาเ็ไม่รุนแรงนัก กระดูกไม่หัก มีเพียงอาการาเ็ทางิั เมื่อใส่ยาจินฉวงที่โจวอันมอบให้ก็ไม่มีเืออกอีกต่อไป
ใช้เวลาฟื้นตัวเพียงไม่นาน
เมื่อจัดการทุกอย่างลงตัวแล้ว อาหารก็พร้อมยกขึ้นโต๊ะ
เมื่อเห็นอาหารที่ครอบครัวของจ้าวผิงรับประทาน แม้แต่โจวอันที่ได้เห็นโลกมานักต่อนักก็ยังตกตะลึง
นี่คือยอดนักปราชญ์ที่แท้จริง
โจวอันไม่กล้าดูถูกจ้าวผิงอีกต่อไป
แน่นอนว่าการเฝ้าระวังยังคงไม่หละหลวม
หลังรับประทานอาหารแล้ว เขามีหน้าที่เฝ้าทางเข้าหลัก ส่วนผู้ติดตามทั้งหลายก็ได้ล้อมบ้านตระกูลจ้าวเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้จ้าวผิงหลบหนีออกไป
จ้าวผิงก็ไม่ได้มีปัญหากับเื่นี้ เพราะตนไม่มีเจตนาหลบหนีอยู่แล้ว เพียงแต่เข้าไปในห้องนอนเพื่อเตรียมยา
มันคือยาสงบจิต
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ทำให้หลิ่วเมิ่งหรูหวาดกลัวไม่น้อย ซึ่งการกินยาสงบจิตจะช่วยให้นางนอนหลับได้สนิทขึ้น
เมื่อได้กลิ่นยา โจวอันพลันพอใจกับจ้าวผิงมากขึ้น คิดเพียงว่าจ้าวผิงกำลังยุ่งอยู่กับยาเพื่อรักษาคุณหนู แต่เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ห้องนอนกำลังเต็มไปด้วยสมุนไพรคล้ายทิวทัศน์แห่งฤดูใบไม้ผลิ
จนกระทั่งเสียงไก่ของเพื่อนบ้านขันปลุกจ้าวผิงให้ตื่นขึ้น เ้าตัวพลางอ้าปากหาวแล้วเดินออกไป
เมื่อเขาเห็นโจวอัน จ้าวผิงก็ยื่นถุงยาในมือให้ ซึ่งโจวอันไม่ขอรับไว้ แต่ขอให้เขาเดินทางไปที่อำเภอเพื่อรักษาคุณหนูด้วยตัวเอง
จ้าวผิงไม่ได้คิดอะไรมาก
หลังมื้ออาหารเช้า เขาก็เตรียมออกเดินทางไปกับโจวอัน
หลิ่วเมิ่งหรูรู้สึกเป็กังวล นางอยากให้อวิ๋นหม่านติดตามไปด้วย ทว่าจ้าวผิงปฏิเสธ เพราะเขาไปรักษาโรค หาใช่ไปสู้รบกับใคร
นอกจากนี้ หากต้องต่อสู้กันจริง ๆ การพาอวิ๋นหม่านไปด้วยก็เท่ากับมีอีกหนึ่งชีวิตไปเสี่ยง
“หมอจ้าว ท่านขี่ม้าได้หรือไม่?" โจวอันถามทันทีที่เดินออกจากประตู
“ก็พอได้” จ้าวผิงตอบ
“ถ้าเช่นนั้นเราขี่ม้ากลับเข้าเมืองกันเถอะ จะได้เดินทางเร็วขึ้น” โจวอันชี้แนะ
เขาาพยักหน้า ทันใดนั้นผู้ติดตามก็จูงม้าตัวหนึ่งเข้ามา
จากนั้นจ้าวผิงก็ตระหนักได้ว่าบนหลังม้าไม่มีอาน กลับมีเพียงผ้าผืนเดียววางอยู่ ส่วนด้านล่างทำเป็กระเป๋าสำหรับวางเท้าได้
ทว่ากลับไม่มีโกลน แล้วจะขึ้นหลังม้าได้อย่างไร?
ในเวลานี้ มีผู้ติดตามคนหนึ่งนำเก้าอี้มาจากที่ใดก็ไม่ทราบ
จ้าวผิงเข้าใจทันที ก่อนเหยียบบนเก้าอี้เพื่อขึ้นไปบนหลังม้า เมื่อได้ลองขี่มันสักพักก็รู้สึกว่าไม่เลว แค่รู้สึกเจ็บก้นเล็กน้อย เพราะการขี่ม้านี้ต่างจากในยุคปัจจุบันที่ไม่เพียงจะมีอานเท่านั้น แต่ยังมีเบาะรองนั่งบนอานอีกชั้น แถมบางตัวก็มีระบบป้องกันการสั่นะเืด้วยซ้ำ ทำให้การขี่ม้าสะดวกสบายราวกับนั่งอยู่บนโซฟา
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว โจวอันก็เริ่มมั่นใจในสิ่งที่คิดมากขึ้นว่าแท้จริงแล้วจ้าวผิงคือยอดนักปราชญ์ เพราะชาวนาธรรมดาจะมีใครรู้วิธีขี่ม้าบ้างเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะการขี่ม้าของจ้าวผิงยังดีมาก ราวกับว่าเคยได้รับการฝึกฝนมาก่อน เมื่อกลับไปแล้วจะต้องรายงานนายท่านตามจริง ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงรีบควบม้าไปยังที่ตั้งอำเภอ
ม้าย่อมเร็วกว่าเกวียนเทียมลา
พวกเขามาถึงที่หมายภายในหนึ่งชั่วยาม ทำให้จ้าวผิงนึกอิจฉาจนอยากจะมีม้าเป็ของตนสักตัว ไม่ต้องนึกถึงเื่อื่น ขอเพียงแค่มีธุระ แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งข้อความได้โดยเร็ว
เช่นนั้นก็รอให้คุณหนูตระกูลเถียนหายขาดแล้วค่อยหารือเื่นี้กับเถียนฟู่ไห่
คนจากตระกูลเถียนก็รออยู่นอกประตูตั้งนานแล้ว ขณะเดียวกันนั้นยังมีสองพ่อลูกตระกูลเฝิงมารออยู่ด้วย เมื่อเห็นจ้าวผิงมาถึง พวกเขาก็รีบเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้านทันที
“หมอจ้าว เตรียมยามาพร้อมใช่หรือไม่?" เถียนฟู่ไห่ถามด้วยความร้อนใจ
"พร้อมแล้ว ตอนนี้ข้าสามารถรักษาคุณหนูได้ทันที" จ้าวผิงตอบ
“รบกวนเร็วเข้าเถอะ”
หัวใจที่หนักอึ้งของเถียนฟู่ไห่ผ่อนคลายลงได้บ้าง