มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 74 ความลับแห่งสายเลือด

    บทที่74 ความลับแห่งสายเลือด


            เส้าเทียนติดอยู่ในห้องโถงที่เป็นปริศนามาหลายวันจวบจนกระทั่งตอนนี้มันก็ยังมิอาจไขปริศนาที่ซุกซ่อนของโถงนี้ได้ ภาพคัมภีร์ที่เสมือนจริงมากมายสรรพวุธที่เรียงรายเป็นทิวแถว กลับกลายเป็นภาพวาดอันไร้ประโยชน์ที่มิอาจจับต้อง

             

            ความเมื่อยล้าแลหิวโหยยังไม่ฉุดดึงพลังชีวิตเทียบเท่าร่างกายที่ขาดน้ำมาหลายวันมันในตอนนี้นอนแผ่หลาริมฝีปากแห้งแตก ไร้เรี่ยวแรงที่จักลุกยืนเพื่อค้นหาปริศนาอีกต่อไป

             

            ชายหนุ่มแทบจะลองค้นหาสิ่งที่อาจเป็นปริศนาหรืออาจซุกซ่อนไว้ด้วยความลับใดจนถ้วนทั่วแล้วมันจึงไม่รู้ว่าจะฝืนความเมื่อยล้าไปค้นหาที่ทิศทางใดอีก ร่างจึงได้แต่นอนแผ่หลาคล้ายคนที่กำลังจะถูกความสิ้นหวังครอบงำอยู่อย่างนั้น

             

            นัยน์ตาที่อ่อนแรงหลับพริ้มคล้ายต้องการพักผ่อนแต่มันรู้ดีว่าหากหลับตาในตอนนี้ มันอาจจะไม่มีโอกาสได้ลืมตาอีกต่อไป นัยน์ตาจึงยังคงฝืนรั้งให้เบิกค้างแล้วจังหวะที่มันพยายามฝืนตาไม่ให้หลับอยู่นั้น นัยน์ตาก็พลันสะดุดเข้ากับของสิ่งหนึ่งที่อยู่กึ่งกลางเพดานด้านบนโถงเสมอมาภาพนี้ดำรงอยู่ตั้งแต่ต้น เป็นจุดรวมแสงที่เกิดจากกลไกบางอย่างจากห้องโถงแห่งนี้ที่ก่อให้เกิดความสว่างคราแรกเส้าเทียนก็ไม่ได้รู้สึกให้ความสนใจเท่าใดนัก เพราะถูกคัมภีร์และสรรพวุธอันเสมือนจริงเหล่านั้นดึงดูดไปแต่พอได้มานอนแผ่หลาเบิกตาค้าง มันถึงได้มีโอกาสพินิจพิเคราะห์จุดรวมแสงแห่งนี้อย่างชัดตา

             

            คราแรกมันยังเข้าใจว่าห้องโถงแห่งนี้ได้พลังจากแสงอาทิตย์ภายนอกสาดส่องผ่านช่องต่างๆซึ่งอาจมีคันฉ่องสะท้อนแสงหลายทอดเป็นกลไก แต่พอมันได้หยุดมุ่งสมาธิไปกับการค้นหาปริศนาของภาพผนังตรงหน้าไปมันค่อยได้ฉุกใจคิดว่าระยะเวลาของมันที่อยู่ที่นี่อย่างน้อยต้องกินเวลามากกว่าหนึ่งวันแล้วถ้ากลไกของแสงใช้พลังแสงจากดวงอาทิตย์ เหตุไฉนเวลากลางคืนจึงมีแสงจากดวงอาทิตย์ได้หากนี่แปรเปลี่ยนเป็นแสงจันทร์นวลกระจ่างสลับบ้างมันก็คงไม่สงสัยเช่นนี้

             

            เมื่อนึกถึงข้อเท็จจริงประการนี้ได้ เส้าเทียนก็ลุกยืนขึ้นพรวดราวกับได้พลังกายคืนกลับมาเต็มเปี่ยมสิ่งที่ควรจะสะดุดตามากที่สุดในที่แห่งนี้มันกลับมองข้าม แต่หากให้เป็นผู้อื่นก็คงจะถูกความลึกล้ำแลปริศนาของภาพเสมือนบนผนังดึงความสนใจไปเหมือนกันแต่ทว่ามันรู้ตัวตอนนี้ก็มินับว่าสายไป เพราะทุกโอกาสที่เปิดออกนับว่าไม่มีคำว่าสายทั้งสิ้น

             

            จุดศูนย์รวมแห่งแสงที่ด้านบนห้องโถง ในเมื่อมันยังคงสาดแสงสว่างราวกับแสงจากดวงอาทิตย์ตลอดเวลาแม้จะเวียนผ่านหลายคืนวันนั่นย่อมแสดงว่าแสงที่เห็นมิใช่แสงอาทิตย์ และในเมื่อมิใช่แสงแห่งอาทิตย์ แสงที่สว่างมานี้จักต้องซุกซ่อนไว้ด้วยปริศนาแน่แท้

             

            เส้าเทียนคิดเช่นนี้ก็ยิ่งเพ่งมองแสงที่ทอทอดแต่ยิ่งเพ่งนานแสงก็ยิ่งแยงตาทำให้คนมิอาจมองได้อย่างถี่ถ้วน มันจึงยกฝ่ามือขึ้นมาปิดบังแสงที่สาดส่องลงยังนัยน์ตากลับปรากฏว่าเงาฝ่ามือที่ทอดปกคลุมลงมามีแสงสีทองคล้ายแท่งแห่งแสงขนาดเล็กทิ่มแทงกลางเงานั้นอยู่

             

            แสงนี้มิใช่แสงธรรมดาจริงๆ

             

            ทั้งยังดูเหมือนว่ามีสิ่งใดปักตรึงอยู่ตรงจุดใจกลางแสงนั่น

             

            หรือบางทีแสงที่เกิดขึ้นอาจมาจากสิ่งที่ปักตรึงอยู่บนนั้นก็ได้!

             

            คล้ายได้พบเส้นทางแห่งปริศนา เส้าเทียนจึงพยายามหาทางปีนป่ายเพื่อไปให้ถึงใจกลางแสงที่ก่อรวมอยู่เบื้องบนทันใดแม้จะยากลำบากเหนือประมาณ แม้จะต้องฝืนร่างกายที่เมื่อยล้าไร้เรี่ยวแรง แม้จะใช้เล็บปีนป่ายตามรอยผนังจนโลหิตไหลซึมในที่สุดความเพียรพยายามของมันก็ประสบผล เส้าเทียนมันสามารถขึ้นไปถึงจุดศูนย์รวมของแสงจนได้!

             

            ปลายนิ้วที่เกาะอยู่บนร่องของผนังหลังคาสั่นเทาเต็มที โลหิตที่หยาดหยดเริ่มไหลไปตามท่อนแขน พลังเฮือกสุดท้ายใกล้หมดลงหากมันสิ้นเรี่ยวแรงตรงนี้ มิต้องเอ่ยถึงระดับความสูงของเพดานหลังคาเมื่อหากร่วงหล่นลงไปมันอาจจะได้ตายไปพร้อมกับแรงที่หมดไปทันที

             

            เส้าเทียนรู้ดีว่าร่างของตนนั้นมาถึงขีดจำกัดสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ล้วนแล้วแต่สุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น เช่นนั้นเรี่ยวแรงสุดท้ายที่เหลือมันจึงใช้เพื่อทะยานกายออกไปยังใจกลางแสงสว่างเบื้องบนนั่น

             

            มันเสี่ยงชะตาชีวิตกับโอกาสครั้งสุดท้ายนี้หากใจกลางคือกุญแจสู่ปริศนามันก็รอด แต่หากว่าสิ่งที่คิดผิดพลาดเช่นทุกครั้ง มันก็ต้องตาย!

             

            นัยน์ตาของเส้าเทียนทอแววเด็ดเดี่ยวตั้งมั่นร่างที่มุ่งออกไปมีเพียงความหวังหนึ่งเดียว มือที่อาบไปด้วยโลหิตคว้าเข้าไปยังจุดใจกลางแห่งแสงสว่างทันที

             

            หากมือนี้เป็นมือที่ว่างเปล่า มันคงสัมผัสได้เพียงธาตุอากาศแต่คนผู้นี้นับว่ามีวาสนาแห่งมังกร มีโชคชะตาที่ส่งเสริมอย่างดียิ่ง มือที่คว้าออกไปในตอนนี้จึงมิใช่แค่มือเปล่าแต่มือของมันคือมือที่เปื้อนไปด้วยโลหิต ซ้ำโลหิตของมันก็ตอบสนองต่อกฎเกณฑ์แห่งพลังปาฏิหาริย์ในสถานที่แห่งนี้

             

            จุดศูนย์รวมแห่งแสงที่สาดส่องเข้ามายังห้องโถงก็คือดวงตาแห่งค่ายกลพลังส่วนโลหิตของมันก็คือกุญแจ!

             

            มือที่ยื่นออกไปของชายหนุ่มจึงมิได้คว้าจับเพียงธาตุอากาศแต่ตรงใจกลางฝ่ามือได้ปรากฏแท่งโลหะขรุขระสีดำแท่งหนึ่งให้ชายหนุ่มได้ยึดเหนี่ยว เมื่อมือของมันดึงรั้งโลหะแท่งสีดำก็หลุดออกมาจากด้านบนเพดาน พอโลหะแท่งดังกล่าวหลุดพ้น ห้องโถงแห่งนี้ก็ราวกับพลิกกลับในบัดดลพลังปาฏิหาริย์ในห้องสีแดงก่ำราวโลหิตสาดส่องเรืองรอง เพดานห้องโถงอยู่ๆ ก็กลับกลายเป็นพื้นพื้นกลับกลายเป็นเพดาน เส้าเทียนจึงไม่ร่วงหล่นลงมา กลับกัน เป็นเหล่าคัมภีร์และสรรพวุธมากมายที่เคยเป็นเสมือนภาพวาดมิอาจจับต้องที่ได้ร่วงกราวลงมาจากชั้นที่พวกมันเคยอยู่!

             

            คัมภีร์และสรรพวุธที่มากมายซึ่งเคยเป็นภาพเสมือนบนผนังห้องโถงกลับกลายเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้จริง

             

            ขณะที่เส้าเทียนกำลังตื่นตาตื่นใจอยู่กับพลังปาฏิหาริย์ที่ตนได้ประสบตรงหน้าที่เบื้องหลังของมันก็สัมผัสได้ถึงการมาของคนสองผู้ แท่งโลหะสีดำที่อยู่ในมือจึงถูกตวัดขวางคืนกลับแทนอาวุธทันใด

             

            เมื่อยกแท่งโลหะกั้นขวางระหว่างอกพร้อมทั้งหันกายคืนกลับไปมองยังร่างของผู้มาได้อย่างชัดตามันค่อยพบว่าแท้จริงคนทั้งสองก็คือบุรุษชราชงชาและบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครองโรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่ซ่อนไว้ด้วยบ่อนพนันนั่นเอง

             

            “หรือพวกท่านก็คือผู้ที่จับตัวข้ามา"

            เส้าเทียนกล่าวขึ้นอย่างได้คิด พร้อมแท่งโลหะขรุขระสีดำที่กำชับแน่นกว่าเดิมมันมองใบหน้าบุรุษชราทั้งสองแล้วกล่าวต่อ

            “พวกท่านต้องการสิ่งใด ข้ามิได้มีสิ่งมีค่าหรือของสำคัญให้พวกท่านหรอกนะ"

             

            บุรุษชงชากล่าวขึ้น

            “ผิดแล้ว มีสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากดำรงอยู่ต่างหาก"

             

            ได้ฟังคำตอบของบุรุษชราชงชา เส้าเทียนก็เริ่มขมวดคิ้วแล้วก้าวถอยคืนกลับหลังพลางกล่าวหยั่งเชิง

            “สิ่งสำคัญใดกัน"

             

            บุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นก็ก้าวออกมาข้างหน้า

            “โลหิตอย่างไรล่ะ”

             

            ได้ฟังวาจาของบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นเส้าเทียนก็ไหวตัวทันที มือที่กำชับแท่งเหล็กดำวาดออกเพื่อจู่โจมอย่างรวดเร็ว หากกล่าวถึงโลหิตหากมีคนพูดถึงเรื่องนี้ ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นจะปองร้ายแลคิดสังหารมันทั้งสิ้น เช่นนั้นพอเห็นวาจาและท่าทีที่แปลกไปของบุรุษชราทั้งสองรวมถึงการจับตัวมันมาอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังค่ายกลปาฏิหาริย์จนเกือบทำให้มันต้องตายเช่นนี้บุรุษชราสองผู้ก็คงจะมีเป้าหมายเฉกเช่นคนอื่นๆ ฉะนั้นชายหนุ่มถึงได้ลงมือทันทีที่มันเอ่ยถึงสายเลือด

             

            ทว่าแทนที่บุรุษชราผู้มีนัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นจะหลบการโจมตีนี้มันกลับคุกเข่าลงต่อหน้าของเส้าเทียนอย่างเหนือความคาดหมาย เช่นเดียวกับบุรุษชราชงชาที่คุกเข่าลงแทบจะพร้อมเพรียง

             

            เส้าเทียนจึงรั้งแท่งโลหะสีดำคืนกลับ

            “นี่หมายความว่าอย่างไร"

             

            เป็นบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นที่ปรากฏน้ำตารื้อชื้นขึ้นพร้อมกับโขกศีรษะจรดพื้นอย่างรุนแรง

            “องค์ชาย โปรดอภัยที่ตลอดสิบปีมานี้พวกกระหม่อมมิอาจตามหาและให้การคุ้มครองพระองค์ให้ปลอดภัยแลมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้”

             

            บุรุษชราชงชาเองก็โขกศีรษะลงพื้นอย่างรุนแรง

            “เสียแรงที่องค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนทรงฝากฝังแต่พวกเกล้ากระหม่อมนับว่าไร้ความสามารถอย่างแท้จริง"

             

            เส้าเทียนมองคนทั้งสองอย่างพินิจพิเคราะห์เพราะคำว่าองค์ชายนี้เองที่ทำให้มันถูกไล่ล่าสังหารมาตลอด มารดาต้องตกตายโดยที่ไร้ซึ่งความผิดผู้ที่ใกล้ชิดแลสนิทชิดเชื้อล้วนตกตายอย่างมิได้รับความเป็นธรรมจนสิ้น ทั้งที่มันเป็นเพียงบุตรนอกสมรสขององค์จักรพรรดิแคว้นเว่ยคนก่อนกับหญิงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้นในจิตใจของมันมิเคยนึกถึงเรื่องบัลลังก์มังกรแห่งแคว้นแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนจักรพรรคิองค์ใหม่มิคิดเช่นนั้นมันสั่งไล่ล่าสังหารบุตรสืบสายโลหิตขององค์จักรพรรดิองค์ก่อนจนหมดสิ้น ขุดรากถอนโคนมิให้หลงเหลือถ้าตามข่าวที่มันสืบทราบมาได้ จึงมีเพียงมันเท่านั้นที่เป็นสายเลือดสุดท้ายขององค์จักรพรรดิองค์ก่อนที่เหลืออยู่

             

            แม้มันมิเคยนึกถึงเรื่องบัลลังก์มังกร แต่เพราะการกระทำที่โหดเหี้ยมอำมหิตของจักรพรรดิองค์ใหม่ก็ทำให้มันต้องการที่จะหาโอกาสทวงคืนความเป็นธรรมให้กับทุกผู้ที่เสียไปทั้งมันยังได้เห็นการเอารัดเอาเปรียบอาณาประชาราษฎร์ ขูดรีดชาวแคว้นจนตกระกำลำบาก แม้ราชวงศ์จะต้องส่งเครื่องบรรณาการแก่นิกายเทวะวจนะในจำนวนมหาศาลทุกปีจักรพรรดิพระองค์ใหม่มันก็ไม่ทุกข์ร้อนเพราะสิ่งที่ได้ยังมากกว่าสิ่งที่เสียอักโข

             

            เมื่อเห็นเหล่าอาณาประชาราษฎร์ต้องเดือดร้อนสายเลือดแห่งคุณธรรมที่ไหลเวียนในกายมันก็เดือดพล่าน มันคิดอยากเปลี่ยนแปลงเรื่องเลวร้ายนี้แต่จวบจนกระทั่งถึงตอนนี้มันก็ยังไม่เห็นหนทางแม้เพียงนิด ลำพังแค่รักษาชีวิตตนเองและน้องสาวบุญธรรมก็ยากจะทำได้แล้ว

             

            เส้าเทียนมองคนทั้งสองพร้อมกับความคิดที่เหม่อลอยมันไม่รู้ว่าตนในตอนนี้ควรยืนอยู่ในจุดใดดี มือที่ถือแท่งเหล็กดำจึงสั่นไหวเล็กน้อย

             

            “ข้าไม่ใช่องค์ชายอันใด ข้าเป็นเพียงบุตรของสตรีปุถุชนคนธรรมดานางหนึ่งที่ต้องการชีวิตอันสุขสงบเท่านั้น"

             

            บุรุษชราสองผู้เงยหน้าขึ้นก่อนกล่าว

            “พระองค์จะกล่าววาจาอย่างไรก็ได้ แต่พระองค์มิอาจลบความเป็นจริงทางสายเลือดมิเช่นนั้นค่ายกลสายโลหิตลวงตาขององค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนคงไม่ตอบสนองต่อโลหิตขององค์ชาย"

             

            “องค์จักรพรรดิองค์ก่อนทรงให้ความสำคัญต่อองค์ชายมิน้อยพระองค์ทรงให้พวกเราออกติดตามหาท่านหญิงและองค์ชายมาโดยตลอด แต่เหตุการณ์ในอดีตนั่นอาจเป็นโชคชะตาที่ฟ้าดลบันดาลทำให้พวกเรามิอาจตามหาพวกท่านสองแม่ลูกเจอ"

             

            กล่าวถึงตรงนี้สองบุรุษชราก็พากันกัดฟันและกำหมัดแน่น

            “เพราะหากตอนนั้นท่านหญิงและองค์ชายถูกรับกลับวังก็คงต้องตกตายเฉกเช่นกับองค์ชายแลองค์หญิงพระองค์อื่น"

             

            “อ๋องชั่วพร้อมขุนนางทรยศ พวกมันวางแผนร้ายลอบปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิและสังหารสายเลือดสืบทอดทุกพระองค์แล้วตั้งตนขึ้นครองราชย์อย่างมิเกรงกลัวคำครหาใด ใครเห็นคล้อยอยู่รอด ใครเห็นต่างสังหารทิ้งมิละเว้นแม้แต่เด็กหรือสตรี!”

             

            “มันนอกจากจะชั่วช้า จิตใจก็ละโมบ ปกครองอาณาประชาราษฎร์อย่างเอารัดเอาเปรียบผู้คนภายนอกสดใส ภายในแร้งแค้น เพราะอำนาจของมันยากที่ผู้ใดจะต่อต้าน"

             

            “แต่องค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนเคยตรัสกับพวกเราก่อนตายว่ารอบนี้ต้องตามหาองค์ชายให้พบ เพราะมีแต่สายเลือดสุดท้ายของพระองค์จึงจะเปลี่ยนแปลงเรื่องเลวร้ายแลบรรเทาความทุกข์เข็นให้แก่ปฐพีแคว้นเว่ยได้”

             

            เส้าเทียนนึกถึงเมื่อคราที่ตนเป็นเด็ก ตอนนั้นมารดาทานทนต่อความคิดถึงแลเป็นห่วงสามีหรือก็คือผู้เป็นบิดาของมันมิไหวนางจึงได้พามันเดินทางมาที่เมืองหลวงแคว้นเว่ย ตอนนั้นมันยังมิทราบว่าบิดาเป็นใคร เพราะนับแต่ที่มันจำความได้มันก็เพียงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ทางแคว้นซานเท่านั้น จนกระทั่งการตายขององค์จักรพรรดิแคว้นเว่ยอาการเสียใจที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดทรมานของมารดา รวมถึงการถูกไล่ล่าสังหารจากคนในวังทั้งยังได้รับการช่วยเหลือให้หลบหนีจากคนในวังบางส่วน ตอนนั้นมันค่อยได้รู้ความจริงว่าบิดาบังเกิดเกล้าของตนเป็นใคร

             

            บิดาที่มิเคยมอบความรักแก่มัน แต่กลับเป็นคนที่พรากมารดาของมันไปหากมารดามิกลับมาเมืองหลวงในครานั้น นางก็คงไม่ต้องตกตาย มันก็คงไม่ดิ้นรนแลระหกระเหเร่ร่อนหลบหนีอย่างยากลำบากเช่นนี้ผู้คนที่ให้การช่วยเหลือก็ไม่ต้องตกตายต่อหน้าต่อตามากมายเพียงนั้น นี่นับเป็นปมที่มันมิอาจยอมรับในสายเลือดของจักรพรรดิพระองค์ก่อนได้เลย

             

            “พวกท่านจำคนผิดแล้ว"

             

            บุรุษชราสองผู้โขกศีรษะลงยังพื้นไม่เงยขึ้นมา

            “มีแต่พระองค์ที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องเลวร้ายนี้หากไม่เห็นแก่องค์จักรพรรดิพระองค์ก่อน ก็ให้เห็นแก่เหล่าคนที่ตกตายอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้รวมถึงความทุกข์ยากของประชาราษฎร์ที่ได้รับจากอ๋องชั่วผู้นี้เถิด”

             

            “ได้โปรดฟังเสียงอันทุกข์เข็นของเหล่าอาณาประชาราษฎร์มีแต่พระองค์ที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องเลวร้ายนี้ได้"

             

            เส้าเทียนปรากฏสีหน้าครุ่นคิด บางทีคำกล่าวของบุรุษชราทั้งสองก็นับว่าถูกต้องการช่วยเหลือผู้อื่นคือความตั้งใจที่ตกทอดในปณิธานมันแต่ต้น การคืนความเป็นธรรมแก่มารดาและเหล่าคนมากมายที่คอยยื่นมือช่วยเหลือก็คือสิ่งที่มันตามหาเช่นเดียวกัน

            “แต่ข้าไม่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้"

             

            ได้ยินวาจาที่เริ่มโอนอ่อน บุรุษชราทั้งสองก็มองหน้ากันอย่างมีความหวังก่อนที่พวกมันจะเอื้อมมือไปจับที่ใบหน้า พร้อมกระชากมืออย่างรุนแรง ปรากฏว่าใบหน้าที่เหี่ยวย่นพลันหลุดลอกมากับมือผมเผ้าที่ราวกับคนชราก็หลุดร่วง เผยให้เห็นใบหน้าที่คงเค้าความฉกรรจ์อย่างชัดตา บุรุษชราชงชาและบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นกลับมิใช่คนชราพวกมันกลับเป็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง!

             

            “ขอเพียงพระองค์ยินยอมที่จะกระทำ ด้วยสายเลือดด้วยคัมภีร์ และด้วยเคล็ดวิชาสืบทอดที่องค์จักรพรรดิฝากไว้กับพวกเรา ซักวันหนึ่งองค์ชายจะต้องกระทำได้แน่”

             

            “พวกเราจะถ่ายทอดสิ่งที่รู้ทั้งหมดแก่องค์ชายเอง"

             

            เส้าเทียนมองบุรุษชราทั้งสองที่มิได้ชราอีกต่อไปด้วยหัวคิ้วที่ขมวดแน่น

            “พวกท่านเป็นใครกันแน่"

             

            บุรุษกลางคนใบหน้ามีรอยแผลเป็นที่ราวกับของมีคมตัดครึ่งผู้ปลอมเป็นบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นกล่าวตอบ

            “กระหม่อม องครักษ์ซ้าย ซุนหวง”

             

            บุรุษกลางคนหน้าตาคมคายจนดูราวกับกระบี่ซึ่งเคยเป็นบุรุษชราชงชาก็กล่าวอย่างต่อเนื่อง

            “ส่วนกระหม่อม องครักษ์ขวา หนานเฟิง"

             

            “พวกเราคือสององครักษ์คู่กายของอดีตองค์จักรพรรดิบิดาของพระองค์"