นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ สามสิบสาม ความอับอายของสกุล

             

    บทที่ สามสิบสาม

    ความอับอายของสกุล

             

            เมื่อฟ่านหนิงส่งอาจารย์พิณผู้นั้นออกไปแล้วบรรยากาศในเรือนเงียบลงชั่วครู่ แต่พอฟ่านหนิงตัดสินใจเปิดประตูเดินเข้าไปในเรือนเห็นว่านอกจากฟ่านลี่แล้วก็ยังมีอนุเฉิงอยู่ด้วยทั้งที่อยู่ด้วยแต่ไม่คิดจะห้ามปรามความมารยาททรามของบุตรีสักนิดฟ่านหนิงจึงเอ่ยเสียงเรียบใส่อนุเฉิงทันที “อนุเฉิงออกไป”

            เพียงไม่นานหลังคำนั้นของคุณหนูใหญ่จบลงเสียงของฟ่านลี่ก็แผดดังอีกครั้ง "ฟ่านหนิง! เจ้า! เจ้าคิดว่าเป็นคุณหนูใหญ่แล้วจะทำอะไรก็ได้หรือ! ที่นี่ไม่ใช่เรือนใหญ่ของเจ้านะ อย่ามาวางอำนาจใส่พวกข้า!"

            แต่ฟ่านหนิงไม่เสียเวลาตอบโต้กับหญิงสาวผู้นี้แต่หันไปมองอนุเฉิงอีกครั้ง ด้วยดวงตาเฉียบคมราวคมมีดมารดาของฟ่านลี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างชะงักไปแล้วนางจึงเอ่ยซ้ำ "อนุเฉิงออกไปเสีย"

            อนุเฉิงที่ชะงักไปแต่ยังดื้อด้านเอ่ยตอบอย่างกลัวๆ เกร็งๆ "ข้าจะอยู่กับบุตรสาวข้า คุณหนูใหญ่...มีสิทธิ์ใดที่จะไล่ข้าออก"

            เสียงของฟ่านหนิงดังขึ้นอีกครั้งหนักแน่นกว่าครั้งก่อน "แล้วทำไมข้าจะไม่มีสิทธิ์ ข้าคือคุณหนูใหญ่ เจ้าเป็นบ่าวอนุ และข้าก็คงไม่คิดจะประนีประนอมด้วยหากไม่ก้าวออกไปด้วยเท้าของตนเอง ข้าก็มีวิธีทำให้เจ้าออกไปโดยที่มิได้ก้าวเอง"

            แววตาของนางจริงจังจนอนุเฉิงต้องก้มหน้าหลบอย่างไม่อาจเถียงได้อีกกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะค่อยๆ เดินออกไปอย่างจำใจบ่าวรับใช้ทั้งหลายพลันต่างก้มหน้าหลบสายตากันถ้วยหน้าจนไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ

            เมื่อประตูปิดฟ่านหนิงจึงก้าวเข้าใกล้ตัวปัญหามากขึ้นหันสายตาคมกริบมองไปยังฟ่านลี่ศีรษะจรดปลายเท้า "เจ้าสงบสติได้หรือยังหากยังไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ ต่อให้มีอาจารย์ฝีมือเลิศเพียงใดก็สอนเจ้าไม่ได้วันหน้าเรื่องนี้เล็ดลอดออกไปถึงคนนอก เจ้าคิดหรือว่าจะไม่เป็นที่หัวร่อเยาะของคนทั้งเมือง"

            แต่ฟ่านลี่ที่ยังอารมณ์พลุ่งพล่านกลับขว้างแจกันใส่กำแพงแตกกระจาย"ข้าไม่สน!ข้ามิใช่บุตรสาวท่านพ่อเหมือนเจ้าหรือ! เหตุใดทุกสิ่งต้องเป็นของเจ้า! ข้าไม่ยอม!"

            ฟ่านหนิงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากยกยิ้มเย็นชา "เจ้านะรึ?เจ้าเป็นบุตรีท่านพ่อก็จริงแต่ไม่มีวันเป็นคุณหนูขั้นหนึ่งได้...ฟ่านลี่ดูเพียงกิริยาที่เจ้าทำในวันนี้ก็พอแล้ว มีแต่ความหยาบกระด้างหากข้ามีท่าทางทรามเช่นนี้ ต่อให้ท่านพ่อรักเพียงใดเกียรติของสกุลฟ่านก็คงพังพินาศ"คนเป็นพี่สาวเน้นย้ำทุกคำ แววตามีแต่ความดูถูกดูแคลน

            น้องสาวคนนี้ของนางไม่มีทางจะญาติดีกันได้จริงๆขนาดชาตินี้นางไม่ได้หาเรื่องกันไปมาหนักเท่าชาติที่แล้วฟ่านลี่ก็น่าจะยังไม่ยอมรับฐานะตนอยู่อย่างเงียบๆ คิดจะตีเสมอนางเสียให้ได้ทุกทางแต่เสียใจด้วยที่ครั้งนี้เจ้าไม่สามารถเป็นหนามตำข้าได้เช่นครั้งที่แล้ว

            คำพูดเมื่อครู่ราวกับเอาน้ำมันราดลงบนกองไฟฟ่านลี่หน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ตาเบิกกว้างก่อนจะพุ่งเข้ามาหาฟ่านหนิงหมายจะตบตีพี่สาว แต่จางไป๋ซินที่ยืนเฝ้าข้างๆก้าวออกมาปกป้องทันที มือผลักเพียงเบาๆแต่แรงของผู้ฝึกยุทธ์กลับทำให้ร่างบอบบางของฟ่านลี่กระเด็นไปนอนกองกับพื้น

            เสียงร้องโอดครวญดังสะท้อน "เจ้า! เจ้ารังแกข้า!"นางชี้นิ้วใส่ฟ่านหนิงดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความแค้น

            ฟ่านหนิงก้าวเข้าไปใกล้สายตาเฉยชาและเชิดใบหน้าอย่างเหนือกว่า "จงจำเอาไว้ความต่างระหว่างข้ากับเจ้าอยู่ตรงนี้ เจ้าเลือกทำตัวต่ำต้อยต่อหน้าคนนอกอย่าได้หวังให้ใครมองว่าเจ้าเสมอข้าเลย"

            จางไป๋ซินมองเจ้านายด้วยความนับถือยิ่งนักในใจรู้ว่าคุณหนูใหญ่ไม่ใช่เพียงงามสง่า หากแต่เฉียบคมและเด็ดขาดสามารถกดดันให้อีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องลงมือเองแม้แต่น้อย

            ขณะที่มองร่างบางของฟ่านลี่นอนกองอยู่ที่พื้นด้วยความสะใจ ในหัวใจของฟ่านหนิงก็วูบไหวไปด้วยภาพคล้ายคลึงเช่นนี้จากชาติก่อนไปพร้อมๆกัน ภาพวันที่ฟ่านลี่แสร้งทำตัวอ่อนหวานออดอ้อนเจิ้งเปาหย่งผุดขึ้นมา

            วันนั้นตอนที่นางเคยตักเตือนให้อีกฝ่ายรู้จักที่ทางของอนุอย่าวางตัวเหนือนางที่เป็นฮูหยินแต่เจิ้งเปาหย่งไม่รู้ว่ามาจากที่ใด เข้ามาถึงในเรือนกลับผลักนางจนล้มลงแทนเวลานั้นฟ่านลี่ก็จ้องมองนางด้วยสายตาเหยียดหยามเช่นเดียวกับตอนนี้

            เสียงของฟ่านลี่สะอื้นอยู่บนพื้นแต่ฟ่านหนิงมิได้ยื่นมือไปปลอบ นางหัวเราะเยาะในใจเสียด้วยซ้ำ ชะตาหวนกลับมาใหม่นางจะไม่ปล่อยให้ทุกอย่างซ้ำรอยเดิมแน่ มีแต่ข้าเท่านั้นที่จะได้ยิ้มเป็นคนสุดท้าย

            หญิงสาวกัดฟันกรอดที่ถูกผลักลงพื้นทั้งเจ็บทั้งเสียหน้าความพ่ายแพ้นี่ยิ่งนำมาแต่ความโกรธเกรี้ยวให้พลุ่งพล่านในอกไม่ยอมดับมอด ฟ่านลี่พยายามยันกายลุกขึ้นมือข้างหนึ่งยังสั่นระริกจากแรงโทสะ แววตาแดงก่ำเหมือนเปลวไฟที่ลุกโชนคำพูดประชดประชันของฟ่านหนิงเมื่อครู่ยิ่งเหมือนตบหน้าให้นางเจ็บอายมากขึ้นกว่าเดิม

            “อย่าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ!” ฟ่านลี่ร้องเสียงดังเหมือนคนเสียสติก่อนจะก้าวกระแทกพื้นหมายจะพุ่งเข้าหาพี่สาวอีกครั้ง

            ทว่าเพียงพริบตาจางไป๋ซินก็ขยับกายก้าวมาบังหน้าผู้เป็นนายหญิงหญิงสาวร่างสูงโปร่งยืดตรงแน่วแน่แทบจะบังฟ่านหนิงจนมิดยิ่งจางไป๋ซินตั้งท่ารับยิ่งเหมือนโล่ปกป้อง ใบหน้าแข็งกร้าวขึ้นทันตาฟ่านลี่ชะงักฝีเท้าในทันทีไม่กล้าเข้าไปดวงตาสั่นไหวเมื่อเห็นสายตาจริงจังของสาวใช้ผู้นี้ยิ่งตระหนักว่าต่อให้นางบ้าคลั่งเพียงใด ก็ไม่มีทางเข้าถึงตัวฟ่านหนิงได้

            ความโกรธพุ่งสูงจนต้องหาทางระบายนางจึงหันไปคว้าถ้วยน้ำชาแล้วขว้างใส่เต็มแรง ถ้วยกระเบื้องหมุนคว้างกลางอากาศทว่าเพียง “เพล้ง!”ก็ถูกจางไป๋ซินปัดหลบอย่างง่ายดายน้ำชากระเซ็นเปรอะพื้น ฟ่านลี่กัดฟันกรอดคว้าแจกันดินเผาอีกใบ เขวี้ยงตามออกมาเสียงของแตกดังสนั่น ฝุ่นผงฟุ้งกระจายแต่กลับไม่เฉียดเข้าใกล้ตัวฟ่านหนิงแม้แต่น้อยเพราะจางไป๋ซินคอยกันไว้อย่างแข็งขัน

            ห้องที่เคยตกแต่งหรูหราประหนึ่งไม่ใช่บุตรีอนุกลับกลายเป็นซากพังทลายในชั่วอึดใจข้าวของกระจัดกระจาย เศษเครื่องปั้นแตกเกลื่อนเต็มพื้นเสียงหอบหายใจของฟ่านลี่ดังถี่รัว ข้างขมับปรากฏเหงื่อผุดเม็ดเล็กจากความเดือดดาล

            ฟ่านหนิงที่ยืนมองอยู่กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยนางยกพัดในมือขึ้นสะบัดเบาๆ คล้ายชมทิวทัศน์ ไม่ใช่ยืนอยู่ท่ามกลางห้องที่เละเทะดวงตาคมปรายมองน้องสาวด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนเอ่ยเสียงราบเรียบแฝงความเย็นชา “ไม่ว่าอะไรที่เจ้าทำเสียหาย ข้าจะให้เจ้าทนใช้ต่อไปจะไม่มีการลงบัญชีนำของใหม่มาทดแทน แล้วเจ้าจะต้องทำความสะอาดเองทั้งหมด”

            คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม ฟ่านลี่ชะงักค้างหันมองรอบห้องที่พังยับเยิน เครื่องลายครามแตกราวกับกองหิน อ่างบัวคว่ำน้ำหกเลอะเทอะ เศษกระเบื้องจากกาน้ำชากระจัดกระจายหากต้องให้ทำความสะอาดเองทั้งหมด...เพียงคิดก็นับเป็นเรื่องทรมานเกินทน

            ฟ่านลี่ชี้นิ้วสั่นเทิ้มใส่พี่สาว ใบหน้าแดงก่ำ “นั้นมันงานของบ่าวไพร่ เจ้าทำเกินไปแล้ว!”

            ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ แต่รอยยิ้มกลับไม่แตะถึงดวงตา “เกินไปอย่างไรเล่า?เจ้าใช้ชีวิตเช่นคุณหนูในจวนจนเคยชินมีแต่คนพะเน้าพะนอ อยากเรียนพิณก็เรียนไม่ถึงไหน งานจัดการเรือนก็ไม่ได้สักนิดมีสิ่งใดที่เจ้าทำได้บ้างนอกจากเสแสร้งเป็นลูกอนุน่าสงสารให้ท่านพ่อต้องชดเชยมอบอาภรณ์เครื่องประดับไปวันๆ”

            ทุกคำเหมือนเข็มทิ่มแทงตรงใจ ฟ่านลี่หน้าซีดสลับแดงร่างสั่นสะท้านราวกับคนหายใจไม่ออก นางกัดริมฝีปากแน่นจนแทบเลือดซึมน้ำตาแห่งความอับอายไหลเอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายนางกรีดร้องเสียงสูงกำหมัดกระทืบพื้นซ้ำๆ ระบายความคับแค้น

            “อ๊าาา! ข้าเกลียดเจ้า!”

            เสียงกรีดร้องสะท้านห้องก่อนร่างของฟ่านลี่จะหมุนตัววิ่งพรวดออกไปเหมือนนกบาดเจ็บที่ไม่อาจทนเผชิญอีกต่อไป

            จางไป๋ซินที่ยืนกำมือแน่นหันมามองเจ้านายแววตาเต็มไปด้วยความลังเล “คุณหนูเจ้าคะให้บ่าวตามไปจับคุณหนูรองกลับมาหรือไม่เจ้าคะ?”

            ฟ่านหนิงยกพัดขึ้นแตะริมแก้ม สายตาเย็นชาแต้มด้วยรอยยิ้มลึกลับ“นางจะหนีไปไหนได้ คงอยากไปฟ้องท่านพ่อกระมัง” เมื่อกล่าวจบ ฟ่านหนิงเหลือบมองไปทางหน้าประตูรู้ดีว่าเวลานี้มีแขกมาเยือนจวนโดยที่ฟ่านลี่ไม่รู้หากน้องสาวตัวแสบวิ่งพรวดไปพร้อมสภาพเลอะเทอะเช่นนั้นก็คงมีเรื่องสนุกให้เห็นแน่ “ก็ดี...ข้าจะใช้โอกาสนี้กำราบนางอีกขั้น”

            จางไป๋ซินยืนนิ่งงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรฟ่านหนิงกลับหันกลับมาสบตานาง ดวงตาคมสว่างไหววับ แววขำขันแฝงความเจ้าเล่ห์

            “ไป๋ซินตบหน้าข้า”

            จางไป๋ซินถึงกับผงะไปทั้งตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้าง “คุณหนูใหญ่...ว่าอะไรนะเจ้าคะ!?”

            ฟ่านหนิงวางพัดลงบนโต๊ะที่ยังไม่ถูกคว้ำทิ้ง ยกคางเล็กน้อยริมฝีปากโค้งยิ้มทั้งที่แววตาจริงจัง “ข้าให้เจ้าตบหน้าข้า”

            ในห้องเงียบงันไปชั่วขณะ จางไป๋ซินมองไปรอบๆอย่างหลุกหลิกไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็ไม่มีใครที่จะช่วยคลี่สถานการณ์นี้ให้ตนได้ เมื่อคุณหนูใหญ่สั่งนางก็ต้องทำนี่เป็นกฎข้อแรกของการเป็นสาวใช้คนสนิทจางไป๋ซินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะโค้งตัวคล้ายเป็นการขออภัยแล้วก็เกิดเสียงเพี๊ยะขึ้นหนึ่งทีในเรืองรองของจวนสกุลฟ่าน

            ….

            หลังฟ่านลี่วิ่งพรวดออกจากเรือนรองด้วยหัวใจที่ปั่นป่วนแก้มเปียกชื้นด้วยหยดน้ำตาที่หลั่งไม่หยุด ความอับอายและโกรธเกรี้ยวผสมปนกันในอกนางไม่เคยเดือดดาลจากการถูกพูดกดต่ำเช่นนั้นมาก่อนยิ่งมาจากปากของพี่สาวที่ตนเกลียดก็เหมือนถูกเฉือนศักดิ์ศรีออกไปทีละชิ้น

            เท้าบอบบางเหยียบกระทบพื้นหินเสียงดังก้าวเร่งรีบตรงไปยังห้องหนังสือในเรือนหลักหวังจะพบบิดาเพื่อกล่าวฟ้องร้องให้ท่านพ่อเข้าข้างตน ลงโทษฟ่านหนิงที่รังแกนางแต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับพบเพียงโต๊ะไม้หอมที่ว่างเปล่าตะเกียงน้ำมันยังอุ่นอยู่แสดงว่าคนเพิ่งลุกจากไปไม่นาน ฟ่านลี่กำหมัดแน่นน้ำตาไหลพรากอีกระลอก

            “ท่านพ่ออยู่ที่ใด” นางพึมพำสะอื้นร่างสั่นสะท้านด้วยความน้อยใจที่หาตัวบิดาไม่พบ

            ความว่างเปล่าในห้องหนังสือทำให้ฟ่านลี่จึงวิ่งออกมาอีกครั้งครานี้ตรงสู่สวนด้านนอกเสียงร้องไห้กระซิกดังสะท้อนท่ามกลางพุ่มไม้และทางเดินที่โรยกรวดนางเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อปักลาย แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเปื้อนเป็นคราบชื้น

            จนเมื่อนางมาถึงสวนติดเรือนหลักฟ่านลี่ก็เหลือบเห็นด้านหลังของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่ศาลาผ่านม่านน้ำตาแผ่นหลังกว้างผ้าอาภรณ์สีเข้มสะอาดเรียบสง่านางคิดโดยพลันว่าคือบิดาที่กำลังตามหาอยู่แน่ๆ อย่างไม่คิดจะมองให้ถี่ถ้วน ความดีใจแล่นวาบขึ้นโดยพลันอย่างคนที่พึ่งกลับมาสูดอากาศหลังใกล้จะขาดใจ นางจึงวิ่งตรงเข้าไปด้วยความเร่งร้อน

            “ท่านพ่อ!” เสียงสั่นเครือหลุดจากปาก

            ทว่ายังไม่ทันได้เกาะแขนบุคคลที่คิดว่าเป็นบิดาดวงตาคู่นั้นก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ บุรุษผู้นั้นหันกลับมาอย่างรวดเร็ว แขนสะบัดออกไปโดยสัญชาตญาณปัดป้องของตัวเองที่ไม่ชอบให้ผู้ใดมาโดนกายทำให้ฟ่านลี่ไม่ทันได้คว้าโดน ร่างนางที่โถมใส่ทั้งตัวหยุดไม่ทันจึงล้มกระแทกลงไปกับพื้นเสียงกระแทกดังตุบ! เจ็บร้าวแล่นไปทั้งกาย

            ฟ่านลี่อ้าปากค้าง เงยหน้ามองขึ้นในที่สุดก็เห็นชัดถนัดตา บุรุษตรงหน้าไม่ใช่บิดาแต่คือจ้าวจวิ้นหยางซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์แห่งหลินฝูโหว ใบหน้าคมสันเรียบเฉย แววตาเย็นดุจน้ำแข็งและถึงแม้จะเห็นแล้วว่าสตรีที่ทำให้ล้มอย่างรุนแรงเป็นใครก็ไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้ามาช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้น

            “ซื่อ..จื่อ”ฟ่านลี่เสียงขาดห้วง ก้อนสะอื้นตีขึ้นมาอีกครั้ง

            ความเจ็บปวดครั้งนี้หนักกว่าทุกคราทั้งบั้นท้ายทั้งแผ่นหลังที่รู้สึกระบม ร่างเล็กบอบบางสั่นเทิ้มจะยันกายลุกขึ้นก็ยากเย็นนัก แต่หากนอนกองอยู่เช่นนี้ต่อไปก็อับอายขายขี้หน้าเกินทน น้ำตาพรูหลั่งลงมาท่วมแก้มเป็นสาย

            แต่กระนั้นจ้าวจวิ้นหยางก็ยังยืนนิ่งมองต่ำเห็นหญิงสาวราวกับสิ่งไร้ค่า แววตาเย็นชาที่มองผ่านราวกับสายลมก่อนจะเชิดใบหน้าขึ้นไม่คิดจะมองสตรีที่กึ่งนั่งกึ่งนอนต่อแม้จะอีกพริบตาหนึ่งสิ่งนั้นยิ่งทำให้ฟ่านลี่รู้สึกถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนแทบขาดใจ

            พร้อมกันนั้นเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นพอดิบพอดีองค์หญิงฉิงเดินออกมาพร้อมเสนาบดีฟ่านและฮูหยินฟ่านจากเรือนหลักบริวารหลายคนตามหลังมาด้วย ครั้นเห็นภาพตรงหน้าก็พากันมองอย่างงุนงงสงสัยหญิงสาวกองอยู่กับพื้น น้ำตาอาบสองแก้ม กับชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ยืนนิ่งไม่เหลียวแลทุกคนต่างก็ชะงักไป

            เหมือนว่าเท่านั้นยังไม่พอจะให้ผู้คนประหลาดใจฟ่านหนิงกับจางไป๋ซินก็เดินมาจากทางเรืองรองก็โผล่มาได้เวลาทุกคนก็ย้ายสายตามองตามไปจนพบกับแก้มของคุณหนูใหญ่ที่ซีกหนึ่งขึ้นเป็นสีแดงจัดถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคาดการได้เก้าส่วนสิบส่วนน่าจะเป็นรอยตบอย่างแน่นอน

            ฮูหยินฟ่านได้สติคนเรียกคนที่ปรากฎตัวที่หลังอย่างตกใจ นางรีบเดินเข้ามาหาบุตรี“เหยาจู!เจ้าเป็นอะไร!” ฟ่านหนิงมีมั่นใจว่าทุกคนเห็นพบกันหมดแล้วก็รีบยกชายแขนเสื้อปิดบังแก้มที่แดงจัดทันที

            ขณะองค์หญิงฉิงจึงพลันเลิกคิ้วมองอย่างสงสัยส่วนที่เสนาบดีฟ่านหน้าเปลี่ยนสีอย่างอับอาย ก็รีบก้าวเข้าไปฉุดร่างบุตรีรองขึ้นจากพื้นฟ่านลี่ได้โอกาสรีบซบหน้าลงกับอกบิดา ร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียงสั่นพร่า “ท่านพ่อ...ฮือ...ข้าถูกรังแก พี่หญิงรังแกข้า...”

            คำพูดนั้นทำให้ทุกสายตาหันไปยังฟ่านหนิงที่เพิ่งเดินมาพร้อมจางไป๋ซินไปอีกครั้งแต่ท่าทางของฟ่านหนิงยังคงนิ่งสงบ

            ฮูหยินฟ่านได้ยินคำอ้างของฟ่านลี่ก็ไม่คิดจะใส่ใจหันมาถามบุตรีอีกครั้ง “บอกแม่มาเถอะใบหน้าของเจ้าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”

            ฟ่านหนิงที่รักษาความสงบไว้ได้ไม่สะทกสะท้านย่อตัวลงให้คารวะองค์หญิงฉิง ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนน้อม “ฟ่านหนิงต้องขออภัยที่ให้องค์หญิงฉิงได้มาเห็นเรื่องวุ่นวายในจวนเป็นความผิดของฟ่านหนิงเองเจ้าค่ะ”

            ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ท่าทีสงบเสงี่ยมยิ่งทำให้ฟ่านลี่สะอึกสะอื้นแรงขึ้นคล้ายคนกำลังกลัวว่าความผิดทั้งหมดจะมาตกที่ตัวเอง

            จากนั้นฟ่านหนิงก็โน้มตัวเล็กน้อย กระซิบกับมารดาแผ่วเบา “ท่านแม่ ไว้ค่อยจัดการหลังจากส่งองค์หญิงฉิงเถิดแก้มของข้าไม่เป็นอะไร”

            แต่ฮูหยินฟ่านยังไม่วางใจ ใจเต้นระส่ำ สายตาเต็มไปด้วยห่วงใย “บอกแม่มาเสียก่อน ใครทำอะไรเจ้า”

            คำถามนั้นดังก้องจนผู้คนโดยรอบได้ยินถ้วนหน้าสาวใช้บ่าวไพร่และคนงานต่างเหลือบตามามองด้วยความอยากรู้

            ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปาก เงียบไม่ตอบแต่เผลอเหลือบสายตาไปยังฟ่านลี่ที่ยืนสะอื้นเกาะแขนบิดาอยู่ชั่วครู่ภาพนั้นทำให้คนที่ยืนอยู่โดยรอบต่างก็พลันเข้าใจตรงกันว่าผู้ที่ตบหน้าฟ่านหนิงคือฟ่านลี่นี่เอง‘คุณหนูรองตบคุณหนูใหญ่เช่นนั้นหรือ! มีเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร!’

            เสียงฮือฮาในหมู่บ่าวไพร่ดังขึ้นแผ่วเบา ฮูหยินฟ่านหน้าขึ้นสีแต่ฟ่านหนิงรีบส่ายหน้า เอ่ยเสียงนุ่มนวลอีกครั้ง “อย่าเพิ่งสืบสาวเลยเจ้าค่ะตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ท่านพ่อท่านแม่ค่อยว่ากันภายหลังจะดีกว่าหากทำให้แขกต้องมาเห็นเรื่องไม่งามเช่นนี้ คงน่าขายหน้ายิ่งนัก”

            คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยเหตุผล แม้ฮูหยินฟ่านจะมีจิตใจกว้างขวางรักสงบ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับบุตรสาวก็ทำให้นางอดกลั้นยากอย่างไรก็ดีเมื่อคิดถึงแขกผู้สูงศักดิ์ที่ยังยืนอยู่ตรงหน้านางจึงสูดลมหายใจเข้าลึก อดกลั้นอารมณ์ไว้ แล้วหันไปสบตาสามี

            เสนาบดีฟ่านเข้าใจทันทีพยักหน้าเรียกสาวใช้ให้รีบมาพาฟ่านลี่กลับเข้าไปในเรือนหลักส่วนฮูหยินฟ่านก็ประคองฟ่านหนิงเดินตามเข้าไปสายตายังคงห่วงหาแก้มแดงของบุตรีไม่วาง

            เมื่อเหล่าสตรีเดินจากไปแล้วเสนาบดีฟ่านจึงยกมือคำนับกล่าวเสียงจริงใจ “ข้าต้องขออภัยแล้ว ที่ทำให้แขกทั้งสองต้องมาเห็นเรื่องน่าอายในจวน”

            องค์หญิงฉิงเพียงยกมือโบกเบาๆ ไม่ได้กล่าวโทษ “เรื่องในเรือนใดๆ ก็ล้วนมีทั้งราบรื่นและขัดแย้ง” ถ้อยคำนั้นทำให้บรรยากาศคลายความตึงลงแต่สายตาขององค์หญิงฉิงก็เหลือบไปทางเรือนใหญ่ที่สตรีทั้งหลายเดินลับเข้าไปก่อนจะเอ่ยลา “เช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ”

            ส่วนจ้าวจวิ้นหยางยังคงยืนนิ่งราวกับเหตุการณ์ทั้งมวลไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ เขาเพียงมองทิศทางที่ฟ่านหนิงหายไปสายตาเย็นเฉียบคล้ายคลื่นที่ซ่อนแรงใต้น้ำ

            เสนาบดีฟ่านจึงนำพาแขกออกไปส่งที่หน้าจวน รอจนรถม้าขององค์หญิงฉิงและซื่อจื่อลับสายตาไปไกลแล้วใบหน้าที่ยังคงสงบเสงี่ยมก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันทีเร่งก้าวเท้ากลับสู่เรือนหลักด้วยใจที่เต็มไปด้วยคำถาม

             

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว ที่คุณอ่าน