ตอนที่ 113 ความเย็นยะเยือกคืบคลานขึ้นมาทั่วทั้งแผ่นหลัง แผนการของกู้ฉางเกอ
ในเช้าวันถัดมาหลังจากที่กู้ฉางเกอถูกทำร้ายโดยกู้เซียนเอ๋อร์
เหล่าผู้อาวุโสรวมถึงเจ้าสำนักก็ได้ประกาศแต่งตั้งเขาให้เป็นศิษย์สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อย่างเป็นทางการ ซึ่งเรื่องนี้ถูกยืนยันด้วยคำกล่าวจากปากของผู้อาวุโสใหญ่เอง
ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปดุจสายลมพลิกผืนฟ้า สร้างความตื่นตะลึงอย่างใหญ่หลวงในหมู่ศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ผู้คนต่างตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้น
เพราะทุกคนล้วนทราบดีว่า ผู้อาวุโสใหญ่กับกู้ฉางเกอนั้นมิถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร มินานมานี้ทั้งสองยังบังเกิดข้อขัดแย้งกันหลายครั้ง ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับเดือดดาลจนแผ่พลังอำนาจเขย่าห้วงดาราจักร จนแทบจะมีดวงดาราร่วงหล่นลงมา
แต่ทว่าในวันนี้กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถึงกับประกาศแต่งตั้งกู้ฉางเกอเป็นศิษย์สืบทอดอย่างกะทันหัน
เรื่องนี้ทำให้เหล่าศิษย์ทั้งหลายแทบมิอยากจะเชื่อสายตาตนเอง แต่ก็มิมีผู้ใดกล้าหาญพอจะเอ่ยปากซักถามถึงสาเหตุได้ แม้ว่าการแต่งตั้งศิษย์ผู้สืบทอดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผู้คนรู้สึกมิยินยอมพร้อมใจ ทว่าต่อหน้ากู้ฉางเกอแล้ว ผู้ใดเล่าจะกล้าแย่งชิงตำแหน่งนี้ได้ แม้แต่ความคิดที่จะช่วงชิงก็มิกล้าให้บังเกิดขึ้นในใจเสียด้วยซ้ำ
เหล่าศิษย์เอกผู้อื่นต่างก็ยอมถอยให้กู้ฉางเกอด้วยความรู้จักเจียมตัว บ้างเลือกออกเดินทางไปฝึกฝนบำเพ็ญเพียรภายนอก บ้างก็ปิดประตูบำเพ็ญตนมิยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใด
ส่วนบรรดาศิษย์ฝ่ายในและฝ่ายนอกนั้น ยิ่งมิต้องกล่าวถึงให้มากความ พวกเขาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตายอมรับความเป็นจริงอย่างเงียบเชียบ
ในเมื่อกู้ฉางเกอได้ครอบงำตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แห่งนี้ได้โดยสิ้นเชิงมาช้านานแล้ว ต่อให้มิได้รับการแต่งตั้งเป็นศิษย์ผู้สืบทอด ตำแหน่งนี้ก็หาได้มีความหมายใดต่อเขาไม่ นี่เป็นเพียงแค่ตำแหน่งอันไร้ความสลักสำคัญสำหรับเขาเท่านั้น
ดังนั้น ในช่วงเวลานั้นจึงมิมีผู้ใดกล้ากล่าววาจาโต้แย้งออกไปแม้เพียงครึ่งคำ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสองวันก่อนข่าวที่กู้ฉางเกอถูกกู้เซียนเอ๋อร์ผู้เป็นน้องสาวทำร้าย จนมิได้ปรากฏตัวออกมาให้ผู้ใดพบเห็น ก็ได้แพร่กระจายไปทั่ว
เหตุการณ์นี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์กลายเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วทั้งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อีกครั้ง เพราะนางคือศิษย์เพียงคนเดียวที่กล้าท้าทายและลงมือกับกู้ฉางเกอได้อย่างมิเกรงกลัว
ทว่าข่าวลือนั้นกลับร่ำลือกันว่า ในวันนั้นกู้ฉางเกอมิได้ตอบโต้แม้แต่น้อย จนกระทั่งได้รับบาดเจ็บสาหัส หนำซ้ำยังทำให้เหล่าศิษย์ต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ระหว่างเขาและกู้เซียนเอ๋อร์นั้นมีเรื่องราวความแค้นอันใดซ่อนอยู่กันแน่
การคาดเดา วิพากษ์วิจารณ์ และเพลิดเพลินไปกับข่าวลือ กลายเป็นสิ่งที่มิว่าอยู่ ณ แห่งหนใดก็ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเสมอ
พร้อมกันนี้ ความแข็งแกร่งของกู้เซียนเอ๋อร์ก็ได้รับความสนใจจากเหล่าศิษย์เป็นจำนวนมากเช่นกัน เพราะในฐานะศิษย์เอกของผู้อาวุโสใหญ่ พรสวรรค์ของนางในเส้นทางแห่งมรรคานั้นมิได้ด้อยไปกว่ากู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย
หลายคนต่างคาดการณ์ว่าอนาคตของกู้เซียนเอ๋อร์ย่อมจะไร้ขีดจำกัด และนางจะต้องก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งแห่งแดนสวรรค์ได้อย่างแน่นอน
และในช่วงเวลานี้เอง บรรดาผู้อาวุโสก็ได้ประกาศข่าวสำคัญเกี่ยวกับพิธีแต่งตั้งศิษย์ผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ที่จะถูกจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้แจ้งข่าวสารไปยังเหล่าขุมกำลังอำนาจและบรรดาสำนักนิกายทั้งหลายในแดนสวรรค์ เกี่ยวกับเปิดให้เข้าถึงพื้นที่ลึกสุดของดินแดนเซียนโบราณ เพื่อสำรวจถึงการปรากฏขึ้นของสมบัติศักดิ์สิทธิ์เมื่อมินานมานี้
ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไป จนก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ชั้นใน บรรดาขุมกำลังอำนาจและสำนักนิกายใหญ่ มิว่าจะเป็นสำนักอมตะนิรันดร์ ตระกูลเซียนโบราณ เผ่าพันธุ์โบราณอันสูงศักดิ์ ราชสำนัก รวมถึงตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง ต่างก็ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวขึ้นมา
กระทั่งศิษย์ผู้สืบทอดแห่งลัทธิต้องห้ามโบราณที่ตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอกมาช้านาน ก็ยังมีท่าทีว่าจะออกจากการปิดด่านบำเพ็ญเพียรเพื่อเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้
ดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้ มิใช่เพียงแค่ซากปรักหักพังในยุคบรรพกาลอันธรรมดาสามัญ ทว่ากลับเป็นดินแดนอันลึกลับซึ่งเต็มไปด้วยปริศนา ซึ่งผู้ยิ่งใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ได้เคลื่อนย้ายผืนแผ่นดินนี้มาจากแดนเซียนโบราณในอดีตกาล
ภายในนั้นอุดมไปด้วยวาสนาแห่งเซียนอย่างไร้ขอบเขต ทว่าพร้อมกันนั้นก็ยังแฝงเร้นไว้ด้วยมหันตภัยอันเลวร้าย เขตแดนนั้นปกคลุมไปด้วยหมอกหนาล้อมรอบ แม้แต่ผู้อาวุโสแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เอง ก็ยังมิอาจเดินทางเข้าไปได้โดยง่าย
นอกจากนี้ ภายในดินแดนเซียนโบราณยังมีสรรพชีวิตและชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ พวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมาเนิ่นนาน ทั้งยังอยู่ภายใต้การปกปักรักษาของเหล่าผู้เฒ่าโบราณแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
หากเปิดดินแดนนี้ขึ้นเมื่อใด เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศต่างก็ย่อมแห่แหนหลั่งไหลเข้าไป ทว่าผู้ใดเล่าจะคาดการณ์ถึงชะตาชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นได้
ด้วยเหตุนี้เอง ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จึงกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ ว่าแต่ละขุมอำนาจนั้นสามารถส่งยอดฝีมือรุ่นเยาว์มาเข้าร่วมได้มิเกินสิบคน ทว่ายังต้องส่งผู้รับผิดชอบติดตามร่วมเดินทางไปด้วย
ข่าวคราวนี้แพร่ออกไปดั่งสายฟ้าฟาด ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไปทั่วทั้งแผ่นดิน
นอกจากนี้ สำหรับเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรเร่ร่อนที่มิมีสังกัดนั้น ทางตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็มิได้ปิดกั้นการเข้าร่วมแต่อย่างใด
พวกเขาจะตัดสินใจอย่างไรได้อีก เนื่องจากในขณะนี้ นครโบราณมรรคาสวรรค์ได้กลายเป็นที่ชุมนุมของเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากทุกขุมอำนาจอย่างล้นหลามแล้ว
ทว่ามิว่าอย่างไรก็ตาม ทุกคนย่อมต้องปฏิบัติตามกฎของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อย่างเคร่งครัด
การตัดสินใจในครั้งนี้ ทำให้เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่เข้าใจได้ในทันทีว่า การที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แต่งตั้งให้กู้ฉางเกอเป็นศิษย์สืบทอดในช่วงเวลานี้ ก็ย่อมเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับสถานการณ์อันยุ่งเหยิงที่กำลังจะมาถึง
“ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ช่างหลักแหลมยิ่งนัก! ในยามนี้ ผู้ใดบ้างเล่าจะมีอำนาจบารมีเทียบเท่ากับทายาทแห่งตระกูลกู้ได้ เมื่อเหล่ายอดอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาชุมนุมที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นั่นย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงให้เกิดการช่วงชิงและการประลองยุทธ์ได้เป็นแน่”
“ทว่าด้วยการมีทายาทแห่งตระกูลกู้ประทับอยู่ในที่แห่งนี้ เกรงว่าหลายคนคงต้องรู้จักยั้งมือและเกรงอกเกรงใจกันอยู่บ้าง นี่นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง”
“กระนั้นก็ใช่ว่าทุกสิ่งจะราบรื่นเสมอไป ในยามนี้ยังมียอดอัจฉริยะมิน้อยที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตระดับจอมราชันได้ พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นผู้กล้าแห่งยุค เกรงว่าในท้ายที่สุดแล้ว การต่อสู้ของพยัคฆ์และมังกรก็คงมิอาจหลีกเลี่ยงให้มิปรากฏขึ้นได้”
“นอกจากนี้ ทายาทแห่งตระกูลเย่โบราณอย่างเย่หลางเทียน ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิด ก็เคยได้รับการเทียบเคียงกับทายาทตระกูลกู้มาแล้ว ทว่าเมื่อมินานมานี้ เขากลับพ่ายแพ้อย่างย่อยยับให้กับบุรุษหนุ่มร่วมตระกูลผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า เย่หลิง...”
“บุรุษหนุ่มผู้นั้น ขณะนั้นยังมีพลังบำเพ็ญมิเทียบเท่ากับเย่หลางเทียนเสียด้วยซ้ำ ทว่าเขากลับสามารถต่อกรได้อย่างสูสี นับว่าน่าตกตะลึงยิ่งนัก!”
“นั่นก็มิแน่ ในเมื่อยอดฝีมือเช่นเย่หลิง ยังอาจหาญท้าทายเย่หลางเทียนได้ บางทีเขาอาจจะเป็นผู้ที่สามารถประมือกับทายาทแห่งตระกูลกู้ได้ก็เป็นได้...”
“อีกอย่าง เจ้าอัจฉริยะนามเย่หลิงผู้นั้น แท้จริงแล้วยังมีเจตนาที่จะท้าทายกู้ฉางเกอ ถึงขั้นเคยเอ่ยปากทิ้งคำประกาศท้าทายออกมาแล้ว ส่วนทั้งสองนั้นเคยมีความแค้นใดต่อกันมาก่อนนั้น เรื่องนี้ก็สุดจะคาดเดาได้”
…
ณ นครโบราณมรรคาสวรรค์ ภายในศาลาเทพสถิตอันสง่างามแห่งหนึ่ง เสียงสนทนาของเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรภายนอกลอยเข้ามาให้ได้ยิน ใบหน้าของเย่หลางเทียนพลันเผยแววขุ่นมัวออกมาเล็กน้อย
“ศิษย์มรรคากู้ คาดมิถึงเลยว่าคราวนี้ท่านก็พลอยถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย…”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความรู้สึกผิด พลางยกจอกสุราเบื้องหน้าขึ้นกล่าวเชิญกู้ฉางเกอดื่ม
ฝ่ายกู้ฉางเกอ ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกสลักนั้นยังคงเรียบเฉยสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ เขายกจอกสุราหยกขาวขึ้นจรดริมฝีปาก จิบรวดเดียวจนหมดก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบา
“แค่แมลงตัวกระจ้อย หากจะตบให้ตายก็แค่เพียงพลิกฝ่ามือเท่านั้น เหตุใดศิษย์มรรคาเย่ถึงต้องให้ความสำคัญมากมายถึงเพียงนี้เล่า”
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยามอย่างมิปิดบัง
คำกล่าวนั้นทำให้หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงที่นั่งอยู่ข้างเย่หลางเทียนพยักหน้าเห็นด้วยในทันที นางกล่าวขึ้นพลางยิ้มอย่างมิใส่ใจ
“จริงอย่างที่คุณชายกู้ฉางเกอว่า เหตุใดท่านพี่จึงต้องคอยกังวลถึงเรื่องนี้นัก เจ้าเย่หลิงนั่นก็เป็นเพียงแค่สายตระกูลนอกผู้หนึ่งเท่านั้น หาได้มีคุณสมบัติอันใดให้น่าชื่นชมไม่ มันก็แค่พึ่งพาเล่ห์เหลี่ยมและวัตถุภายนอก หากได้เผชิญหน้ากันอย่างตรงไปตรงมา มันมิมีวันเป็นคู่ประมือของท่านพี่ได้อย่างแน่นอน”
ต่อให้เย่หลิงจะแข็งแกร่งเพียงใด เขาก็เป็นได้เพียงแค่ตัวตลกที่ใช้เล่ห์เพทุบายและของวิเศษค้ำยัน มิอาจเทียบเคียงได้กับอัจฉริยะผู้สูงศักดิ์เช่นเย่หลางเทียน
ถึงแม้จะมีเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลหลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับเย่หลิง ทว่านั่นก็เปลี่ยนแปลงความจริงอันใดมิได้
นางเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่า เย่หลางเทียนวิตกกับเรื่องนี้มากเกินไป
ความคิดเช่นนี้ทำให้ใบหน้าเรียวงามขาวผ่องของนางปรากฏรอยยิ้มบาง นัยน์ตาโค้งรับกับรอยยิ้มอย่างมิยี่หระนัก
นางมิใช่ผู้ใดอื่น นามของนางคือเย่หลิวหลี
ในช่วงเวลานี้ เย่หลิวหลีและเย่หลางเทียนต่างก็พำนักอยู่ในนครโบราณมรรคาสวรรค์ เพื่อรอการเปิดของดินแดนเซียนโบราณของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่า วันนี้พวกเขากลับบังเอิญได้พบกับกู้ฉางเกอและเยวี่ยหมิงคงเข้า
หญิงงามผู้เลอโฉมดุจภาพวาดที่นั่งอยู่เคียงข้างกู้ฉางเกอนั้น เปี่ยมด้วยรัศมีสูงส่งล้ำค่า แววตาดั่งหงส์คู่สะท้อนความสงบเยือกเย็น ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายอันเย็นเยียบที่ยากจะบรรยายออกมาได้
นางคือองค์รัชทายาทหญิงแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ผู้ที่ในอนาคตจะขึ้นเป็นจักรพรรดินีผู้สูงศักดิ์
ยิ่งเมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ใต้โต๊ะนั้น
เย่หลิวหลีก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองอย่างมิอาจห้ามใจได้ ทั้งสองแลดูเหมือนเทพเซียนที่ประทับอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ภาพตรงหน้าดูงดงามสมกันราวกับสวรรค์ปั้นแต่ง
แม้เยวี่ยหมิงคงจะยกจอกสุราขึ้นดื่ม ทว่ามืออีกข้างกลับถูกกู้ฉางเกอจับไว้อย่างแผ่วเบา
บนใบหน้าของนางกลับมิได้แสดงอาการผิดแปลกใดออกมาทั้งสิ้น ทุกท่วงท่ายังคงสง่างาม เปี่ยมด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่ ดุจราชินีเหนือผู้คนทั้งปวง
หากมิใช่ความสัมพันธ์อันแนบแน่นสนิทใจแล้วนั้น ด้วยนิสัยเช่นนางนั้น คงมิมีวันยอมให้ผู้ใดแตะต้องได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้เป็นแน่
เย่หลิวหลีมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่แฝงไว้ด้วยความอิจฉาอย่างห้ามมิอยู่ นางเองก็มีบางสิ่งที่ยากจะเอื้อนเอ่ยต่อกู้ฉางเกอ
โดยเฉพาะหลังจากที่นางได้กลับขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
จากสิ่งที่เห็นในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกู้ฉางเกอและเยวี่ยหมิงคงนั้นสนิทสนมกันลึกซึ้ง มิได้เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างที่โลกภายนอกร่ำลือกันแต่อย่างใด
“ศิษย์มรรคากู้กล่าวได้มีเหตุผลนัก แต่เดิมข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันว่า เย่หลิงหาใช่ภัยคุกคามไม่”
“ทว่าต่อมากลับเป็นเพราะความประมาทนี้ ถึงได้พลาดท่าเสียทีให้เขาไป ข้าเองก็มิเข้าใจว่าข่าวลือพวกนี้มาจากที่ใด เหตุใดเย่หลิงจึงกล้าท้าทายศิษย์มรรคากู้เช่นนี้ได้”
เย่หลางเทียนกล่าวพลางส่ายศีรษะ น้ำเสียงกลับดูเหมือนจริงใจ ทว่าในใจกลับแอบแฝงไปด้วยเจตนาบางอย่าง
ในฐานะทายาทหลักของตระกูลเย่ หากเขาลงมือสังหารเย่หลิงผู้เป็นเพียงสายรอง เกรงว่าคงมิแคล้วต้องถูกเหล่าผู้อาวุโสคัดค้านและตำหนิเป็นแน่
ทว่าโชคดีที่ช่วงนี้เย่หลิงกลับอาจหาญกล้ากล่าวท้าทายกู้ฉางเกออย่างมิกลัวตายเข้า นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะยืมมีดของผู้อื่นมาจัดการเขา
คนอย่างเย่หลางเทียนซึ่งสามารถก้าวขึ้นเป็นศิษย์ผู้สืบทอดหลักได้ ย่อมมิใช่ผู้ที่มีจิตใจดีงามอันใด ทุกย่างก้าวของเขานั้นล้วนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน
ทว่า หากกู้ฉางเกอมิใส่ใจในเรื่องพวกนี้ เขาก็มิอาจกล่าวอันใดไปมากกว่านี้ได้
“เป็นอย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นจากที่ศิษย์มรรคาเย่กล่าวมา เย่หลิงผู้นั้นก็มินับว่าเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งฝีมือเสียทีเดียวสินะ”
กู้ฉางเกอฟังจบ พลางแย้มยิ้มบางเบา ท่าทางยังดูสงบเรียบเฉย จนเย่หลางเทียนคาดเดามิออกว่าเขาได้รับฟังสิ่งที่กล่าวไปหรือไม่ เขาจึงได้แต่แอบทอดถอนใจ
“หากเย่หลิงเป็นเพียงผู้สืบตระกูลสายรอง การที่เขาสามารถมายืนในจุดนี้ได้ ก็นับได้ว่ามิธรรมดานัก ศิษย์มรรคาเย่พอจะทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเขาเพิ่มเติมอีกหรือไม่”
จู่ๆ กู้ฉางเกอก็เอ่ยขึ้น พลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาถึงที่มาที่ไปของเย่หลิง
ความจริงแล้วการที่เย่หลิงกล้าท้าทายเขาเช่นนี้ ก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
เพราะนี่นับว่าเป็นการอาศัยชื่อเสียงของเขา เพื่อยกระดับตนเองให้โด่งดังในหมู่ศิษย์สำนักต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการแสดงจุดยืนและท่าทีให้ชัดเจนไปพร้อมกัน
ยิ่งคิดไปแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้ คุณชายแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นพี่ชายร่วมสาบานของเย่หลิงอย่างไป๋เลี่ยก็เคยพ่ายแพ้ให้กับเขา จนต้องประสบกับความอัปยศอดสูครั้งใหญ่
แถมตัวเย่หลิงเองก็เพิ่งถูกเยวี่ยหมิงคง คู่หมั้นของเขาลงมือไล่ล่า
เมื่อมองตามเหตุผลเหล่านี้แล้ว การที่เย่หลิงจะเก็บความแค้นทั้งหมดโยนลงมาไว้ที่เขา ก็นับว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลนัก
เย่หลิงเป็นผู้ที่โชคชะตาเลือกสรรให้กำเนิดมาเพื่อตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาโดยแท้ อีกทั้งเมื่อเย่หลิงได้รับสืบทอดมรดกจากมหาเทพวัฏสงสาร ก็ยิ่งทะนงตนจนมิเห็นหัวผู้ใด
แม้แต่เย่หลางเทียน ผู้มีชื่อเสียงเคียงคู่กับกู้ฉางเกอ เขาก็ยังมิได้จะแลเหลียวใส่ใจ แล้วนับประสาอันใดกับตัวกู้ฉางเกอเองเล่า
ผู้ที่มีจิตใจคับแคบเช่นนี้ มีหรือที่กู้ฉางเกอจะอ่านมิออก
ในสายตาของเขา ยิ่งเย่หลิงปีนสูงขึ้นเพียงใด ยามตกลงมาก็ยิ่งจะเจ็บปวดเป็นหมื่นเท่าพันทวี
หนทางสำหรับการจัดการเย่หลิงนั้น เขาได้วางแผนไว้เสร็จสรรพนานแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น เย่หลิงย่อมต้องอัปยศสิ้นชื่อ เสียทั้งเกียรติ ทั้งชีวิต ส่วนเขาก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้โดยมิต้องลงแรงแม้แต่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอก็ยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้น มือเรียวแกร่งที่วางอยู่ใต้โต๊ะพลันยกขึ้น บีบกระชับมือน้อยของเยวี่ยหมิงคงอย่างมิยอมปล่อย
ผิวเนียนละเอียดประหนึ่งหยกขาวไร้ตำหนิ ยามสัมผัสก็ยิ่งทำให้มิอยากปล่อยมือไป
การกระทำนี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงปรายตามองค้อนเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ ในลำคออย่างมิสบอารมณ์
ทว่าเพราะอยู่ในที่แจ้ง นางจึงมิอยากจะเอาเรื่องกับเขาให้มากความ นางรู้ดีว่ากู้ฉางเกอจงใจกลั่นแกล้งนางเพียงเท่านั้น
บาดแผลจากคมดาบที่กู้เซียนเอ๋อร์ฝากไว้ ยามนี้ก็ได้ฟื้นฟูหายดีแล้ว อีกทั้งด้วยแผนกลอุบายแสร้งบาดเจ็บครั้งนั้น ก็ยิ่งทำให้นางเริ่มมีท่าทีที่อ่อนลงกับเขา มิได้เย็นชาเฉยเมยเหมือนเช่นในอดีต
ในเวลานี้ การได้ใช้เวลาอยู่กับนางก็มิได้เกิดความบาดหมางใดๆ ระหว่างทั้งสองฝ่ายอีกต่อไป
กู้ฉางเกอออกจากเขตประตูภูผามายังนครโบราณมรรคาสวรรค์เพื่อจัดการกับธุระบางอย่าง เมื่อเยวี่ยหมิงคงเห็นดังนั้นก็ติดตามมาโดยมิลังเล นางอยากรู้ว่าเขากำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
ครานั้น กู้ฉางเกอสัมผัสได้ถึงที่อยู่ของเย่หลิวหลี จึงสร้างสถานการณ์ราวกับเป็นการบังเอิญพบกันขึ้นมา ก่อนที่ทั้งหมดจะมานั่งดื่มเพื่อสนทนากันถึงสถานการณ์ในช่วงนี้ภายในศาลาแห่งนี้
ศาลาเทพสถิตแห่งนี้ถูกผู้ติดตามของกู้ฉางเกอจัดการพื้นที่จนร้างไร้ผู้คน มิมีผู้ใดสามารถเข้ามารบกวน จึงมิทำให้เกิดความโกลาหลหรือเสียงเล่าลือมากนัก
กู้ฉางเกอและเยวี่ยหมิงคงยังคงหยอกเย้าแสดงความสนิทสนมกันอย่างมิปิดบัง ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ท่าทางเล็กน้อย ทว่ายามอยู่ในสายตาเย่หลิวหลี นางกลับรู้สึกยิ่งประจักษ์แก่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้นช่างกลมเกลียวและราบรื่นดียิ่ง จึงทำให้นางอดรู้สึกที่จะอิจฉาขึ้นมามิได้
ขณะนี้ เมื่อได้ยินคำถามของกู้ฉางเกอ เย่หลางเทียนก็พลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบว่า
“สิ่งที่ศิษย์มรรคากู้กล่าวถึง ข้าก็เคยใคร่ครวญอยู่เหมือนกัน หากให้คาดการณ์แล้ว เบื้องหลังของเย่หลิงผู้นั้นคงจะมีอาจารย์ผู้เป็นยอดฝีมือคอยฝึกสอน หรือเขาอาจจะได้รับมรดกจากผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคบรรพกาลบางคน และในตอนที่ข้าได้ประมือกับเขา ฝีไม้ลายมือของเขานั้นช่างแปลกประหลาดนัก ถึงกับสามารถสลายวิชาอาคมของข้าไปได้หลายกระบวน”
เย่หลางเทียนกล่าวด้วยสีหน้าขบคิด ก่อนจะทอดถอนใจเล็กน้อย ราวกับยังคงมิเข้าใจแจ่มแจ้ง เขาเองก็ได้สืบเรื่องราวของเย่หลิงมาแล้ว ทว่ากลับมิพบอันใดผิดแปลกหรือน่าสงสัยที่บ่งกล่าวว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เย่หลิงจะได้รับมรดกอันทรงพลังจากยุคสมัยบรรพกาลมา
“ดูเหมือนว่าข้ากับศิษย์มรรคาเย่จะคิดมิต่างกันนัก เย่หลิงที่ทำตัวโอหังเช่นนี้ คงมีสิ่งใดที่ให้เขาพึ่งพาได้อย่างแน่นอน” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ราวกับเรื่องนี้หาใช่เรื่องราวใหญ่โตอันใดไม่
เย่หลางเทียนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนกล่าวว่า “แม้แต่ศิษย์มรรคากู้ก็คิดว่าเขาคงได้รับมรดกจากผู้ใดบางคนเช่นนั้นหรือ”
ทว่าในขณะเดียวกัน เยวี่ยหมิงคงที่นั่งอยู่ข้างเขาพลันหันมามองกู้ฉางเกอด้วยความฉงน นางรู้ดีว่าเย่หลิงได้รับสืบทอดมรดกจากมหาเทพแห่งวัฏสงสาร แล้วเหตุใดกู้ฉางเกอจึงกล่าวชักนำไปเช่นนี้ หรือเขาตั้งใจจะเผยความลับนี้ออกมา
มินาน เยวี่ยหมิงคงก็ส่ายศีรษะเบาๆ ในใจนึกคัดค้านในทันที
นางรู้จักนิสัยของกู้ฉางเกอผู้นี้ดี เขาย่อมอยากเก็บความลับนี้ไว้เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว แล้วจะเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้อย่างไร หากมิใช่เพราะความสัมพันธ์อันพิเศษของนางกับเขา เกรงว่ากู้ฉางเกอคงมิลังเลที่จะสังหารปิดปากนางไปนานแล้ว
หากยังมิได้สังหารเย่หลิงและแย่งชิงมรดกมาเป็นของตน กู้ฉางเกอย่อมมิมีทางเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปอย่างแน่นอน
เช่นนั้นแล้วจุดประสงค์ของเขาคืออันใดกันแน่
ขณะที่เยวี่ยหมิงคงกำลังครุ่นคิดอยู่ ก็ได้ยินกู้ฉางเกอกล่าวขึ้นมาอย่างมิใส่ใจว่า
“ว่าแต่ศิษย์มรรคาเย่ ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้มีศิษย์ชั้นยอดของหลายตระกูลและสำนักหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ท่านพอจะทราบเรื่องนี้บ้างหรือไม่”
คำกล่าวนี้ทำให้เยวี่ยหมิงคงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่คืบคลานขึ้นมาทั่วทั้งแผ่นหลัง ราวกับในศาลาแห่งนี้มีลมหนาวพัดผ่าน ทั้งที่เป็นช่วงเวลากลางวัน
นางเข้าใจถึงแผนการของกู้ฉางเกอในทันที